ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่
หน้าแรก  ข่าวการศึกษา  ครูบ้านนอกBLOG  ห้องสมุดความรู้  เนื้อหาในเว็บไซต์ เผยแพร่ผลงานวิชาการ เกมส์ game เกม เกมส์มากมาย รวมเกมส์
ข่าว/บทความ > เรื่องราวจากสมาชิก > เผยแพร่ผลงานวิชาการพร้อมรายงานการพัฒนา 5 บท


• เผยแพร่ผลงานวิชาการพร้อมรายงานการพัฒนา 5 บท
+โพสต์เมื่อวันที่ : 19 พ.ค. 2553 เปิดอ่าน : 13130 / 0 ความเห็น


 

ชื่อเรื่อง                    รายงานการพัฒนาการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ  โดยใช้แบบฝึกการอ่าน                                                                     

                                   จับใจความภาษาอังกฤษ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ผู้รายงาน                    ว่าที่ร้อยตรีบัณฑูร  อยู่ยง

ปีการศึกษา                  2551

 

บทคัดย่อ

 

              การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  เพื่อสร้างแบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  75/75  และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน

              กลุ่มเป้าหมายที่ใช้สนการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2551  โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล 2  อำเภอเมือง  จังหวัดอุดรธานี  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1  จำนวน  36  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย  แบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ  จำนวน  10  เล่ม และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ  จำนวน  40  ข้อ  ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ค่าร้อยละ และทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการทดสอบค่าที (t-test)

              ผลการศึกษาพบว่า

              1.  แบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีประสิทธิภาพ  75.78/75.97

              2.  ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.1 

 
บทที่ 1
                                                         บทนำ
 
 
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
 
              สังคมโลกปัจจุบัน เป็นสังคมข้อมูลข่าวสาร ความก้าวหน้า ความเคลื่อนไหว และการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม บุคคลในสังคมต้องมีการติดต่อ พบปะเพื่อดำเนินกิจกรรมทางสังคมหรือเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ภาษาต่างประเทศจึงกลายเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ในการศึกษาหาข้อมูลความรู้และถ่ายทอดวิทยาการต่าง ๆ แก่กัน และในด้านเศรษฐกิจ ภาษามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเจรจาต่อรองด้านการค้าและการประกอบอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การรู้ภาษาต่างประเทศจะช่วยสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างชนชาติไทยและชนชาติอื่น ๆ เนื่องจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของแต่ละเชื้อชาติ ทำให้สามารถปฏิบัติตนต่อกันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม มีความเข้าใจและภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรมไทย สามารถถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยไปสู่สังคมโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2548: 1)
              กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของคนไทยจึงได้พยายามที่จะปรับปรุงให้มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษต่อเนื่องตลอดมาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษาเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถทางภาษาอังกฤษในระดับที่สามารถจะติดต่อสื่อสารได้
              กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้พื้นฐานหนึ่งใน8กลุ่มสาระการเรียนรู้พื้นฐานที่กำหนดให้เป็นองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ที่จะเสริมสร้างพื้นฐานความเป็นมนุษย์และสร้างศักยภาพในการคิดและการทำงานอย่างสร้างสรรค์สำหรับกลุ่มภาษาต่างประเทศกำหนดให้เรียนภาษาอังกฤษในทุกช่วงชั้น(กรมวิชาการ,2545: 1)  การเรียนภาษาต่างประเทศแตกต่างจากการเรียนสาระการเรียนรู้อื่นเนื่องจากผู้เรียนไม่ได้เรียนภาษาเพื่อความรู้เกี่ยวกับภาษาเท่านั้นแต่เรียนภาษาเพื่อให้สามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้ตามความต้องการในสถานการณ์ต่างทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพการที่ผู้เรียนจะใช้ภาษาได้ถูกต้องคล่องแคล่วและเหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับทักษะการใช้ภาษา ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนภาษาที่ดี ผู้เรียนจะต้องมีโอกาสได้ฝึกทักษะการใช้ภาษาให้มากที่สุดทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน การจัดกระบวนการเรียนการสอนต้องสอดคล้องกับธรรมชาติและลักษณะเฉพาะของภาษา การจัดการเรียนการสอนภาษาจึงควรจัดกิจกรรมให้หลากหลายทั้งกิจกรรมการฝึกทักษะทางภาษาและกิจกรรมการฝึกผู้เรียนให้รู้วิธีการเรียนภาษาด้วยตนเองควบคู่ไปด้วยอันจะนำไปสู่การเป็นผู้เรียนที่พึ่งตนเองได้(Learner–Independence) และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต(Lifelong Learning) ทั้งด้านการใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการค้นคว้าหาความรู้ในการเรียนวิชาอื่นรวมทั้งเพื่อการศึกษาต่อและในการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญประการหนึ่งของการปฏิรูปการเรียนรู้(กรมวิชาการ, 2545:2) ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของอัญชลีแจ่มเจริญและ จินตนาสุขมาก(2532: 4) ที่ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลกเป็นกุญแจแห่งคลังความรู้และเป็นสื่อสำคัญในการติดต่อกับต่างประเทศภาษาอังกฤษมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเช่น การซื้อ-ขายสินค้าจะมีฉลากภาษาอังกฤษกำกับอยู่ด้วย ภาษาอังกฤษช่วยให้มีพื้นฐานในการศึกษาต่อ และช่วยในการศึกษาความรู้เพิ่มเติมในวิชาอื่น ๆทุกวันนี้ตำราวิชาการทั้งหลายที่มีคุณค่านั้นส่วนใหญ่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ผู้รู้ภาษาอังกฤษย่อมได้เปรียบในการศึกษาค้นคว้าเช่นเดียวกับอรพิน พจนานนท์(2537: 3) ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษไว้ว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่สามารถใช้ได้กับคนเกือบทุกชนชาติ ภาษาอังกฤษเป็นบันไดสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ   การแลกเปลี่ยนความรู้หรือวิทยาการใดย่อมต้องอาศัยภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษมีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน สินค้าจากต่างประเทศของทุกประเทศ คำแนะนำในการใช้สินค้าต่างจะมีภาษาอังกฤษควบคู่อยู่กับภาษาอื่นเสมอ ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือไปสู่ตลาดแรงงานในต่างประเทศคนไทยที่ต้องการไปทำงานในต่างประเทศ จะต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษพอที่จะสื่อสารได้ภายในชุมชนและเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
              กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2544ประกอบด้วย สาระที่1ภาษาเพื่อการสื่อสาร(Communication) หมายถึงการใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อทำความเข้าใจแลกเปลี่ยน นำเสนอข้อมูลข่าวสาร แสดงความคิดเห็น เจตคติ อารมณ์และความรู้สึกในเรื่องต่างทั้งที่เป็นภาษาพูดและภาษาเขียน สาระที่2ภาษาและวัฒนธรรม(Cultures) หมายถึงความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ พฤติกรรมทางสังคม ค่านิยมและความเชื่อที่แสดงออกทางภาษา สาระที่3ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น (Connections) หมายถึงความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศในการแสวงหาความรู้ที่สัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น สาระที่4ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนโลก(Communities) หมายถึงความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศภายในชุมชนเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
การอ่านเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการแสวงหาความรู้ เพื่อนำไปใช้ปรับปรุงและพัฒนา
คุณภาพของชีวิตและสังคม การอ่านจึงเป็นเครื่องมือทำให้บุคคลทันต่อเหตุการณ์และความเจริญก้าวหน้าของโลก(Finocchiaro, 1974: 41-46)  มีนักการศึกษา นักภาษาศาสตร์และครูผู้สอนภาษาอังกฤษเป็นจำนวนมากได้ให้ความสำคัญต่อทักษะการอ่านมากกว่าทักษะอื่น ๆดังที่เพท (Pett, 1982: 17  อ้างถึงใน ดรุณีเรือนใจมั่น, 2546: 2) กล่าวว่า  ผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศทักษะที่ผู้เรียนต้องเรียนตลอดชีวิต คือทักษะการอ่าน เนื่องจากผู้เรียนส่วนใหญ่ที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศขาดโอกาสในการพูดภาษาต่างประเทศแต่ยังมีความจำเป็นต้องมีทักษะในการอ่านเพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนในระดับสูงต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับที่  ฟีนอคเชียโร และ บาโนโม (Finocchiaro & Banomo, 1973: 149) สรุปไว้ว่า ระดับประถมศึกษาการอ่านควรเป็น15% ฟัง-พูด80% เขียน 50% ระดับมัธยมศึกษาการอ่านควรเป็น40% ฟังพูด 45% เขียน 15% ในระดับอุดมศึกษาการอ่านควรเป็น 50% ฟัง-พูด 30% การเขียน20%   จะเห็นได้ว่าการอ่านมีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับตามระดับการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับมัธยมศึกษาพิสมัย วีระศิลป์ (2533: 2) สรุปว่าทั้งนี้เนื่องจากระดับมัธยมศึกษานั้นเป็นระยะสำคัญหรือหัวเลี้ยวหัวต่อของการศึกษาบางคนเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา บางคนต้องออกมาทำงาน แต่การอ่านก็ยังเป็นสิ่งสำคัญจำเป็นต้องใช้ต่อไป  ทั้งในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ  เพราะการอ่านเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากต่อการพัฒนาชีวิตของตนเอง  ซึ่งสอดคล้องกับเอกรินทร์ สังข์ทอง(2544: 55)  ที่กล่าวว่าทักษะการอ่านเป็นทักษะหนึ่งในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มีความสำคัญในระดับมัธยมศึกษาเพราะเป็นทักษะที่ให้ได้มาซึ่งนิยามความหมายข้อมูลต่าง ๆอาจกล่าวได้ว่า  การอ่านมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจในบทอ่านนั้นสามารถรับรู้ความคิดหรือความมุ่งหมายของผู้เขียนหรือผู้ประพันธ์ซึ่งหากปฏิบัติดังกล่าวแล้วก็จะบรรลุถึงเป้าหมายของการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารอย่างแท้จริง  อย่างไรก็ตามอาจารย์ผู้สอนบางท่านอาจประสบกับปัญหาในการสอนอ่านภาษาอังกฤษโดยเฉพาะการต้องใช้เวลาในการสอนอ่านภาษาอังกฤษในแต่ละบทเป็นเวลานานและพบว่าหลังจากการสอนอ่านภาษาอังกฤษแล้วนักเรียนไม่เข้าใจในสิ่งที่ครูสอนจริง ๆถึงแม้ว่าครูจะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ นักเรียนก็ยังไม่เข้าใจเนื้อหาในบทอ่านโดยเฉพาะการที่นักเรียนไม่สามารถเชื่อมโยงแนวความคิดที่นักเรียนอ่าน ปัญหาเหล่านี้มีสาเหตุมาจากที่นักเรียนมีพื้นฐานทางด้านการอ่านภาษาอังกฤษแตกต่างกัน บทอ่านที่ครูผู้สอนนำมาประกอบการสอนอ่านภาษาอังกฤษนั้นมีความยากง่าย มีกลวิธีในการนำเสนอที่แตกต่างกันทำให้นักเรียนไม่เข้าใจหรือเข้าใจไม่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้นักเรียนเลิกล้มความตั้งใจและทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการอ่านได้ดังนั้นครูผู้สอนจึงมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะกระตุ้นและเอื้ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียนให้เป็นไปอย่างมีเป้าหมายและบรรลุวัตถุประสงค์ทางการอ่านภาษาอังกฤษที่ได้วางไว้(กรมวิชาการ, 2545: 55)
              จากการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ผ่านมาพบว่า ความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษาของประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ ดังจะเห็นได้จากการวิจัยของกรมสามัญศึกษา (หน่วยศึกษานิเทศก์  6, 2531 อ้างถึงใน วิสาข์ จัติวัตร์, 2543: 1) เกี่ยวกับความสามารถทางการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาของประเทศไทย พบว่าความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนมัธยมศึกษายังอยู่ในเกณฑ์ไม่น่าพอใจ
               โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล  2 เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต  1 เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1- 6   จากการที่ผู้รายงานเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 พบว่านักเรียนขาดทักษะการอ่านจับใจความ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าไม่ได้รับการฝึกฝน ไม่สนใจในการอ่าน ไม่ใฝ่เรียนใฝ่รู้ นักเรียนไม่เห็นถึงความสำคัญ ความจำเป็นของการอ่าน หรืออาจเป็นเพราะว่าวิธีสอนของครู สื่อการเรียนรู้ หรือเหตุอื่น ๆ
ผู้รายงานได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า การฝึกทักษะทางภาษามีความจำเป็นต้องอาศัยแบบฝึกเนื่องจากผู้เรียนสามารถฝึกหัดซ้ำไปซ้ำมาได้จนเกิดความชำนาญและเกิดการเรียนรู้ในที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับยุพาภรณ์  ชาวเชียงขวาง (2537: 16) ซึ่งกล่าวว่า     แบบฝึกเป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระของครูได้มากเพราะแบบฝึกเป็นสิ่งที่จัดทำขึ้นอย่างมีระบบระเบียบ แบบฝึกช่วยเสริมทักษะทางการใช้ภาษาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กฝึกทักษะการใช้ภาษาได้ดีขึ้น ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล แบบฝึกที่เหมาะสมกับความสามารถจะช่วยให้เด็กประสบผลสำเร็จ  นอกจากนี้แบบฝึกช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน โดยฝึกทันทีหลังจากที่เด็กได้เรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ฝึกซ้ำหลาย ๆ ครั้ง และเน้นเฉพาะเรื่องที่ต้องการฝึก(ยุพาภรณ์ ชาวเชียงขวาง, 2537: 16)
ด้วยเหตุนี้ ผู้รายงานจึงสร้างแบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อเป็นการพัฒนาให้ผู้เรียนได้เรียนเต็มตามศักยภาพแห่งตน รวมทั้งเพื่อพัฒนาการสอนของครูและการเรียนรู้ของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะการเตรียมแบบฝึกในการสอนจะช่วยแก้ปัญหาครูที่ไม่ค่อยมีแบบฝึกที่ดี  อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษในระดับชั้นอื่น ๆ ได้อีกด้วย
 
 
วัตถุประสงค์ของการศึกษา
 
              1. เพื่อสร้างแบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75
              2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน
 
สมมติฐานของการศึกษา
 
              1. แบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 75/75
              2. ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2       หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
 
ขอบเขตของการศึกษา
 
              1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
     ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล  2 สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1  ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2551 จำนวน 3ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 120 คน
     กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล 2 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา  2551 โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling)  โดยมีห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่มโดยวิธีจับฉลากมา 1 ห้องเรียน ได้นักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 36 คน
             2. เครื่องมือในการดำเนินการ
                   2.1 แบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 จำนวน 10 เล่ม ประกอบด้วย
                          เล่มที่  1 เรื่อง The Fox and the Grapes
                          เล่มที่  2 เรื่อง The Shepherd-boy
                          เล่มที่  3 เรื่อง Siengmieng
                          เล่มที่  4 เรื่อง Boon Bung Fai (Rocket Festival)
                          เล่มที่  5 เรื่อง Illuminated Boat Festival
                          เล่มที่ 6 เรื่อง The Taj Mahal
                          เล่มที่ 7  เรื่อง The Leaning Tower
                          เล่มที่ 8 เรื่อง Robot Dogs
                          เล่มที่  9 เรื่อง McDonal’s
                          เล่มที่ 10 เรื่อง Phu Foi Lom
                   2.2 แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ จำนวน 10 แผน
                   2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ
              3. ตัวแปรที่ศึกษา
                        3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ แบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ จำนวน 10 เล่ม
                        3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ
              4. ระยะเวลาในการศึกษา
                        ดำเนินการศึกษาตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2551 ถึง วันที่ 10 กันยายน 2551 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 วันละ 1 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 วัน เป็นเวลา 7 สัปดาห์ รวม 20 ชั่วโมง และเวลาทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนครั้งละ 1 ชั่วโมง จำนวน 2 ครั้ง รวมเป็น 22 ชั่วโมง
 
นิยามศัพท์เฉพาะ
 
              1. แบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ  หมายถึง แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความที่ผู้รายงานสร้างขึ้นเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยวิเคราะห์สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ และ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ซึ่งมีความเหมาะสมกับสภาพบริบทของผู้เรียน จำนวน 10 เล่ม ได้แก่
            เล่มที่ 1 เรื่อง The Fox and the Grapes
            เล่มที่ 2 เรื่อง The Shepherd-boy
                    เล่มที่ 3 เรื่อง Siengmieng
                    เล่มที่ 4 เรื่อง Boon Bung Fai (Rocket Festival)
                    เล่มที่ 5 เรื่อง Illuminated Boat Festival
                    เล่มที่ 6 เรื่อง The Taj Mahal
                    เล่มที่ 7  เรื่อง The Leaning Tower
                    เล่มที่ 8 เรื่อง Robot Dogs
                    เล่มที่  9 เรื่อง McDonal’s
                    เล่มที่ 10 เรื่อง Phu Foi Lom
              2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ หมายถึง แบบทดสอบที่ผู้รายงานสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบประเภทเลือกตอบแบบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ
              3. ประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ หมายถึง เกณฑ์ที่ใช้ในการกำหนดประสิทธิภาพแบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ โดยผู้รายงานได้ตั้งเกณฑ์ไว้ 75/75 คือ
                        75 ตัวแรก หมายถึง ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของคะแนนที่ได้จากการทำแบบฝึกหัดในแบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษทั้ง 10 เล่ม
                        75 ตัวหลัง หมายถึง ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษหลังเรียน
              4. ผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น และได้ทดลองหาประสิทธิภาพแล้ว
 
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
 
              1. ได้แบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 ที่มีประสิทธิภาพ 75/75 ตามเกณฑ์มาตรฐาน และมีความสอดคล้องตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
              2. ได้แนวทางในการสร้างแบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ ในเนื้อหาอื่น ๆ
              3. เป็นแนวทางในการพัฒนาแบบฝึกทักษะในกลุ่มสาระอื่น ๆ ต่อไป
              4. นักเรียนได้รับความเพลิดเพลิน และเป็นการเสริมสร้างนิสัยรักการอ่าน
       
 
 
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
 
 
              การพัฒนาการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 ผู้รายงานได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
              1. เอกสารหลักสูตร
                          1.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
                2. เอกสารที่เกี่ยวกับการอ่าน
                          2.1 ความหมายของการอ่าน
                          2.2 การจัดกิจกรรมการสอนอ่าน
              3. เอกสารที่เกี่ยวกับการอ่านจับใจความ
      3.1 ความหมายของการอ่านจับใจความ
                          3.2 ความสำคัญของการอ่านจับใจความ
                          3.3 จุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความ
                          3.4 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความ
                          3.5 การสอนอ่านจับใจความ
                4. เอกสารที่เกี่ยวกับแบบฝึก
                        4.1 ความหมายและความสำคัญของแบบฝึก
                        4.2 ประโยชน์ของแบบฝึก
                        4.3 หลักจิตวิทยาในการสร้างแบบฝึก
                        4.4 หลักการสร้างแบบฝึก
                        4.5 ขั้นตอนการสร้างแบบฝึก
                5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
 
 
 
 
เอกสารหลักสูตร
 
                1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
 
                   กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2545: 1-6) ได้จัดทำหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้พื้นฐานหนึ่งใน 8 กลุ่ม ที่กำหนดให้เป็นองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ที่จะเสริมสร้างพื้นฐานความเป็นมนุษย์ และสร้างศักยภาพในการคิดและการทำงานอย่างสร้างสรรค์ โดยนำจุดหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมาจัดเป็นสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สำหรับกลุ่มภาษาต่างประเทศกำหนดให้เรียนภาษาอังกฤษในทุกช่วงชั้น และได้กำหนดสาระการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้ ดังต่อไปนี้
        สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communications)
       มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจกระบวนการฟังและการอ่าน สามารถตีความเรื่องที่ฟังและ
จากสื่อประเภทต่าง ๆ และนำความรู้มาใช้อย่างมีวิจารณญาณ
     มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะในการสื่อสารทางภาษา   แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร       แสดงความรู้สึกและความคิดเห็น โดยใช้เทคโนโลยีและการจัดการที่เหมาะสมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
     มาตรฐาน ต 1.3 เข้าใจกระบวนการพูด   การเขียน และสื่อสารข้อมูล ความคิด      รวบยอดและความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพและมีสุนทรียภาพ
        สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม (Cultures)
     มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา
และนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ
     มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรม
ของเจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทยและนำมาใช้อย่างมีวิจารณญาณ
        สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น (Connections)
     มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้
อื่น ๆ และเป็นพื้นฐานในการพัฒนาและเปิดโลกทัศน์ของตน
        สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนโลก (Communities)
     มาตรฐาน ต 4.1 สามารถใช้ภาษาต่างประเทศตามสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชมและสังคม
     มาตรฐาน ต 4.2 สามารถใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ การสร้างความร่วมมือ และการอยู่ร่วมกันในสังคม
 
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน
 
              1. ความหมายของการอ่าน
 
                        การอ่านเป็นทักษะที่จำเป็นและมีความสำคัญยิ่งในชีวิตประจำวันอีกทักษะหนึ่งเพราะการอ่านจะได้รับความรู้ ความเพลิดเพลิน ก่อให้เกิดความเข้าใจ แนวคิด อารมณ์  และจินตนาการได้ จึงมีนักการศึกษา นักจิตวิทยา และนักภาษาศาสตร์หลายท่าน ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับ     การอ่านไว้ดังนี้
                แล็พและฟลัด (Lapp & Flood, 1986: 5–6) กล่าวว่า โดยทั่วไปคำนิยามของการอ่านแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับแรกเป็นกระบวนการแปลรหัสจากอักษรเป็นเสียง และระดับ       ที่สองเป็นกระบวนการรับความหมายจากตัวอักษรหรือเรียกว่า  การอ่านเพื่อความเข้าใจ แต่ทั้งนี้เป็นกระบวนการการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน  การที่ผู้อ่านจะเข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนเขียน  ผู้อ่านต้องรับรู้ แปลความ  ตีความ  ตั้งสมมุติฐาน และประเมินสิ่งที่ได้อ่าน กระบวนการดังกล่าว  จะมีอัตราความเร็วแตกต่างกันออกไป  ขึ้นอยู่กับความคุ้นเคยของผู้อ่านกับเนื้อหาของสิ่งที่ได้อ่าน และจุดประสงค์ในการอ่านของผู้อ่านด้วย
        แอบบัท (Abbot, 1981: 84) มีความเห็นว่า การอ่านหมายถึง การตีความหมาย        ของคำศัพท์จากข้อความในบริบท โดยผู้อ่านอาจจะใช้วิธีการอนุมานความหมายของศัพท์จาก โครงสร้างของคำหรือจากศัพท์ที่มีความหมายเหมือนหรือตรงข้ามกัน หรือการใช้ประสบการณ์   ของผู้อ่านเอง
        วอลแลส (Wallace, 2000: 3–4) กล่าวว่า การอ่าน คือ การตีความข้อความที่อ่าน   ซึ่งบทความที่อ่านนั้นเป็นเหมือนตัวแทนผู้เขียนที่กำลังสื่อสารกับผู้อ่าน และพฤติกรรมการอ่าน ของแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการอ่านเป็นสำคัญ
        เอสคีย์ (Eskey, 2002: 5–8) ให้ความหมายของการอ่านไว้   3 ประการ คือ
        1. การอ่านเป็นกระบวนการทางภาษาศาสตร์ จิตวิทยาที่ใช้เพื่อหาข้อมูลจากข้อความ ที่อ่าน โดยใช้กระบวนการอ่านที่เป็นขั้นตอน คือ กวาดสายตาไปตามอักษรแล้วจะใช้สมองใน การแปรตัวอักษรกลุ่มคำเหล่านั้นออกมาเป็นความหมาย
        2.  การอ่านเป็นแบบฝึกทางวัฒนธรรมสังคม  ผู้อ่านจะเรียนรู้วัฒนธรรมของตนเอง และวัฒนธรรมอื่นโดยผ่านการอ่าน
        3.  การอ่านเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล  ผู้อ่านมีพฤติกรรมการอ่านรวมถึงทัศนคติ    ด้านการอ่านที่แตกต่างกัน
        บัญชา อึ๋งสกุล (2541: 68-69) กล่าวว่า การอ่านหมายถึง  กระบวนการในการแปลความหมายของตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ที่มีการจดบันทึกไว้ กระบวนการในการอ่านเป็น
กระบวนการที่ซับซ้อน  เมื่อเด็กเปล่งเสียงตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ออกมาเป็นคำพูด  ถ้าหาก         ไม่เข้าใจคำพูดนั้นจัดว่า ไม่ใช่การอ่านที่สมบูรณ์ เป็นแต่ส่วนหนึ่งของการอ่านเท่านั้น  ลักษณะของการอ่านที่แท้จริงได้แก่ การทำความเข้าใจความหมายของเรื่องที่อ่าน  ความหมายดังกล่าว มิใช่เกิดจากตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ที่อ่านเท่านั้น  หากขึ้นอยู่กับการกระตุ้นให้เกิดความคิดรวบยอดหรือจินตนาการของผู้อ่าน จะต้องทำความเข้าใจโดยอาศัยประสบการณ์เดิมของผู้อ่าน พื้นฐาน การอ่านจึงเป็นกระบวนการที่ประกอบด้วยการแปลความ  การตอบสนอง  การกำหนดความ        มุ่งหมาย และการจัดลำดับของตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่ผู้อ่านเห็น จะกระตุ้นการทำงานของสมอง  ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพ และปริมาณของประสบการณ์ ซึ่งผู้อ่านมีมาก่อน  การอ่านไม่ใช่เพียง      ความเข้าใจในสัญลักษณ์หรือการออกเสียง หรือการรับความหมายจากตัวหนังสือเท่านั้น   แต่ผู้อ่านจะได้รับการกระตุ้นจากตัวหนังสือและจะปรับความหมายของตัวหนังสือเหล่านั้นให้เข้ากับความหมายที่ผู้อ่านมีอยู่แล้ว  ดังนั้นการอ่านจึงเป็นการให้ความหมายแก่ตัวหนังสือมากกว่าการรับความหมายจากตัวหนังสือ  การอ่านเป็นการทำปฏิกิริยาระหว่างการมองเห็นกับองค์ประกอบในการแปลความ  โดยผู้อ่านจะเคลื่อนสายตาไปตามบรรทัดของตัวอักษรจากซ้ายไปขวาและหยุดทำความเข้าใจคำแล้วรวบรวมเข้าเป็นความคิด  การพิจารณาและการสรุปความเห็น  ดังนั้นการอ่านจึงเป็นทักษะสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องมือพื้นฐานอย่างหนึ่งในการศึกษาภาษา  องค์ประกอบการอ่านแบ่งเป็น  2 ประการ  คือ การออกเสียงเมื่อเห็นคำ (Word Recognition)  และความเข้าใจในการอ่าน   ซึ่งมีโครงสร้างการอ่าน   4  ระดับ  คือ
        1.  การออกเสียง (Decoding Printed Word)
        2.  การเข้าใจความหมาย  (Comprehending Meaning)  ผู้อ่านมีความเข้าใจข้อความทั้งระดับตัวอักษร ระดับตีความ หรือแปลความ
        3.  การมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่อ่าน (Reacting to Meaning) ผู้อ่านใช้วิจารณญาณตัดสินว่า
เรื่องที่อ่านเชื่อได้เพียงใด ซึ่งเป็นการอ่านระดับวิจารณ์
        4.  การนำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปใช้ (Applying Meaning) ผู้อ่านนำประสบการณ์
เดิมที่มีอยู่มาผสมผสานกับความรู้ที่อ่านมาได้ใหม่
        จากข้อมูลดังกล่าวสรุปได้ว่า  การอ่าน คือ กระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนและผู้อ่านที่สื่อสารถึงกัน  ผู้อ่านจะต้องใช้กระบวนการและทักษะต่าง ๆ เพื่อที่จะเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน  ตั้งแต่การแปลรหัสจากอักษรที่อ่าน  แปลความ ตีความจากคำหรือรูปประโยคที่เห็นตลอดจนใช้การเดา โดยใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้อ่าน  เพื่อสามารถเก็บรายละเอียด เข้าใจความคิดของผู้เขียนและจับใจความสำคัญ เพื่อสรุปเรื่องได้ตามจุดประสงค์ของผู้อ่าน
 
              2. การจัดกิจกรรมการสอนอ่าน
 
        สุภัทรา  อักษรานุเคราะห์ (2532: 89-91) เสนอแนวคิดว่า การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนา
ทักษะการอ่านในการสอนอ่าน  ให้จัดเป็น  3  ระยะ  คือ
        1.  กิจกรรมก่อนการอ่าน (Pre-reading Activities)  เป็นการสร้างความสนใจในเรื่อง
ที่จะอ่าน และปูพื้นความรู้ในเรื่องที่จะอ่าน   ซึ่งสามารถจัดกิจกรรมโดยการให้คาดคะเนเรื่อง
ที่จะอ่าน  เดาความหมายจากบริบทโดยดูประโยคข้างเคียง
        2.  กิจกรรมระหว่างอ่าน (While-Reading Activities)  เป็นกิจกรรมที่ผู้สอนนำมาใช้ฝึกทักษะในขณะที่อ่าน เช่น
               2.1  อ่านแบบผ่านไปเร็ว ๆ เพื่อให้ได้ประโยคสำคัญและอ่านแบบหารายละเอียด
เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องได้
               2.2  ให้ลำดับเรื่อง  โดยตัดเรื่องเป็นส่วน ๆ และให้ผู้เรียนต่อความเอง
               2.3  ให้สรุปใจความสำคัญ  โดยให้ผู้เรียนอนุมานจากเรื่องที่อ่านทั้งหมด
               2.4  ให้หาความสัมพันธ์ระหว่างประโยค
             

 
 
 

ให้คะแนนข่าว/บทความนี้

ไม่มีความเห็น
 
 

 
 
[เนื้อหาในหมวดเดียวกัน]
ชื่อเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่อง หน่วยของสิ่งมีชีว [40]
ปืนส่อแววปลดเวนเกอร์พร้อมดึงอันเช่มาเสียบ [37]
รายงานการใช้บทเรียนสำเร็จรูป ชุด อาเซียนน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม [23]
{{Down Load}} แนวข้อสอบกรมสรรพากร เจ้าพนักงานธุรการ รวมข้อสอบความรู้เกี่ยวกับภาษีอากรและกรมสรรพากร [ [22]
ยากกว่าที่คิด แนวข้อสอบสรรพากร พร้อมเฉลย 2557 แนวข้อสอบกรมสรรพากร 57 ลองดูคะ Top view แนวข้อสอบกรมสร [27]
เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์

New Games Here!
เกมส์ต่อท่อnew
เกมส์ต่อท่อ ฝึกสมอง ประลองปัญญา หาวิธีต่อท่อน้ำ ให้สามารถไหลได้อย่างต่อเนื่องกันเลย
เกมส์วาดรูประบายสีnew
เกมส์วาดรูประบายสี เกมส์นี้เราจะต้องสวมบทบาทเป็นจิตรกร ที่หัดผสมสี ระบายสี ออกแบบลวดลาย มีแบบเล่นปกติ กับ เล่นแข่งผสมสีกัน ฝึกจินตนาการ และศิลปะได้ดี
เกมส์ดราก้อนบอลnew

เกมส์ดราก้อนบอล ต่อสู้ วิธีเล่น

ผู้เล่น 1

กดปุ่ม W A S D สำหรับเคลื่อนที่

กดปุ่ม J K L U I O สำหรับต่อสู้

 

ผู้เล่น 2

กดปุ่มลูกศร สำหรับเคลื่อนที่

กดุปม 1-6 สำหรับต่อสู้

เกมส์วิ่งหลบภัยในนรกnew
เกมส์วิ่งหลบภัยในนรก เกมส์นี้เราจะต้องเป็นกระโหลกที่มาออกกำลังกายในนรก แต่กลับต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค้างคาว ขวากหนาม จรวด ระเบิด ขวาน ต้องคอยกระโดด หรือ สไลด์หลบให้ดี แข่งกันว่าใครจะไปได้ไกลกว่ากัน
เกมส์ฟุตบอลสนามเล็กnew
เกมส์ฟุตบอลสนามเล็ก เล่นสนุก ใช้ปุ่มลูกศรควบคุม เตะ หรือสกัดบอลใช้ปุ่ม Z และปุ่ม X
More Games Click!!

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย



     

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.

Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม

เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory
การจัดอันดับของ Stats in Thailand

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าใน

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com
Email2 : kroobannokdotcom@gmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม