ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่
หน้าแรก  ข่าวการศึกษา  ครูบ้านนอกBLOG  ห้องสมุดความรู้  เนื้อหาในเว็บไซต์ เผยแพร่ผลงานวิชาการ เกมส์ game เกม เกมส์มากมาย รวมเกมส์
ข่าว/บทความ > เรื่องราวจากสมาชิก > หน่วยการเรียนประวัติศาสตร์


• หน่วยการเรียนประวัติศาสตร์
+โพสต์เมื่อวันที่ : 29 พ.ค. 2553 เปิดอ่าน : 8443 / 0 ความเห็น


เพิ่มเนื้อหาคลองแม่ลำพันสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์เมืองสุโขทัย.....

หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง คลองแม่ลำพันสายสายน้ำประวัติศาสตร์

1.สาระสำคัญ

คลองแม่ลำพันเมืองสุโขทัยเริ่มจากชุมชนโบราณก่อนประวัติศาสตร์ บ้านวังหาด ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบ้านด่านลายหอย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญมากที่สุดจากร่องรอยอารยธรรมยุคหิน ยุคโลหะและเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์สุโขทัย เชื่อมกับกำแพงเมืองสุโขทัยไปสู่แม่น้ำยม ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งทางน้ำทำการค้าขายโดยใช้เรือในการขนส่งสินค้าเพื่อส่งต่อไปขายภายในเมืองสุโขทัยและเมืองใกล้เคียง การศึกษาเรื่องราวความเป็นมาวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์น่าจะเชื่อมโยงกับความเป็นมาเรื่องเล่าเกี่ยวกับคลองแม่ลำพันได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันสภาพของคลองมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบันและความสำคัญ ยังเลือนหายจากความทรงจำของคนชาวสุโขทัย และอาจจะไม่เหลือความสำคัญให้เห็นอีก เรื่องราว บันทึกเกี่ยวกับคลองแม่ลำพันหรือน่าจะเป็นความทรงจำเพียงสายน้ำทางประวัติศาสตร์เพื่อให้ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปได้ศึกษาเรียนรู้ใช้ประโยชน์ เห็นความสำคัญอย่างรู้คุณค่า คลองแม่ลำพันบริเวณบ้านนา ตำบลเมืองเก่า สุโขทัย

2. สาระการเรียนรู้

คุณค่าและประโยชน์ของวิธีการทางประวัติศาสตร์ในการศึกษาประวัติศาสตร์ ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ประเด็นกรณีศึกษากรณีตัวอย่าง เรื่อง คลองแม่ลำพันสายน้ำประวัติศาสตร์

3. จุดประสงค์การเรียนรู้

อธิบายความสำคัญและประโยชน์ของคลองแม่ลำพันสายน้ำประวัติศาสตร์ได้ สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์สร้างองค์ความรู้ใหม่ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับคลองแม่ลำพันสายน้ำประวัติศาสตร์เมืองสุโขทัย เห็นคุณค่า มีจิตสำนึกการอนุรักษ์คลองแม่ลำพันสายน้ำประวัติศาสตร์ในอดีต

คำถามนำ วิธีการทางประวัติศาสตร์มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างไร? เอกสารที่เป็นหลักฐานชั้นรองซึ่งเขียนขึ้นในปัจจุบันมีความน่าเชื่อถือเพียงไร? ในการศึกษาเกี่ยวคลองแม่ลำพันน่าจะเป็นสายน้ำประวัติศาสตร์จริงหรือไม่ ต้องรวบรวมหลักฐานจากแหล่งใด และสืบค้นหลักฐานได้จากแหล่งใด ?

แผนผังความคิดกระบวนการวิธีการทางประวัติศาสตร์ เรื่อง คลองแม่ลำพันน่าจะเป็นสายน้ำทางประวัติศาสตร์เมืองสุโขทัย

 แผนผังความคิด ขอบเขตเนื้อหา/แหล่งข้อมูลที่ต้องการศึกษา

4. การนำเข้าสู่บทเรียน ปฐมนิเทศการเรียนประวัติศาสตร์ โดยใช้กระบวนการวิธีการทางประวัติศาสตร์

แบบทดสอบก่อนเรียน 20 ข้อ ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้

5. กิจกรรมการเรียนรู้ ( โดยใช้กระบวนวิธีการทางประวัติศาสตร์)

 นักเรียนศึกษาภาพถ่ายทางอากาศ

- ครูนำเสนอหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นร่องรอยของเส้นทางน้ำการตั้งถิ่นฐานของชุมชนริมคลองแม่ลำพันในอดีตถึงปัจจุบัน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่คำถามที่ว่า “คลองแม่ลำพัน เป็นสายน้ำประวัติศาสตร์จริงหรือไม่”

 - นักเรียนศึกษาแผนผังความคิดกระบวนการวิธีการทางประวัติศาสตร์และขอบเขตการเรียนรู้ สำรวจ เอกสาร และหลักฐาน จัดนักเรียนเป็นกลุ่มแล้วให้แต่ละกลุ่มช่วยกันรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ตำรา ที่นำเสนอแนวคิดทฤษฎีว่าด้วยตำนาน เรื่องเล่า บทความ โครงการ เกี่ยวกับชุมชนริมคลองแม่ลำพันตั้งแต่แหล่งโบราณคดีบ้านวังหาด ตำบลตลิ่งชัน อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย ถึง ตำบลเมืองเก่า ตำบลบ้านกล้วย และตำบลธานี(บ้านคูหาสุวรรณ) สิ้นสุดที่แม่น้ำยม ระยะทางโดยประมาณ 60 กิโลเมตร

 3. ตั้งสมมุติฐาน สรุปข้อสมมุติฐาน “คลองแม่ลำพัน น่าจะเป็นสายน้ำประวัติศาสตร์เมืองสุโขทัย” ที่มีนักประวัติศาสตร์หรือนักโบราณคดีศึกษาไว้ จากบทความที่กล่าวถึง ชุมชนริมคลองแม่ลำพันในปัจจุบันจากนั้นแบ่งกลุ่มนักเรียนตามความสนใจข้อสมมุติฐาน เพื่อทำการศึกษาโดยการสำรวจ สัมภาษณ์ ข้อมูล เชิงลึกต่อไป ในปัจจุบันชุมชนริมคลองแม่ลำพัน ได้ใช้ประโยชน์อย่างไร ประสบปัญหาอย่างไร ผลกระทบที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคน ระหว่างช่วงกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป

4.รวบรวมและคัดเลือกหลักฐาน นักเรียนแต่ละกลุ่มเก็บรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน ในขั้นตอนนี้ครูประจำวิชาต้องช่วยแนะนำแหล่งการเรียนรู้ที่จะใช้ในการค้นคว้า จัดทำสำเนาเอกสารชั้นต้น จัดฉายสไลด์และวีดีทัศน์นำเสนอภาพหลักฐานชั้นต้นประกอบ หรืออาจจัดการศึกษานอกสถานที่เพิ่มเติมตามความเหมาะสม โดยแนะนำผู้รู้ นักโบราณคดี ผู้นำชุมชนริมคลองแม่ลำพันที่จะให้ข้อมูลที่ดี ถูกต้อง

5. วิเคราะห์และประเมินค่าหลักฐาน นักเรียนแต่ละกลุ่มนำข้อมูลและหลักฐานมาทำการวิเคราะห์ โดยครูต้องช่วยแนะนำวิธีการวิเคราะห์ หรือให้นักเรียนช่วยกันตั้งเกณฑ์ในการประเมินค่าหลักฐาน คำสัมภาษณ์สอดคล้องกันแต่ละชุมชน แต่ละชุมชนเกิดเหตุการณ์เหมือนหรือแตกต่างกันน่าเชื่อถือหรือไม่ ผู้รู้ในชุมชนมีช่วงเวลาที่อาศัยอยู่นานประมาณกี่ปีจากการสัมภาษณ์นักเรียนมีรายละเอียดมากพอที่จะถอดบทความได้อย่างเหมาะสม

6. การตีความหลักฐาน นักเรียนนำข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วมาแปลความหมาย เชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ใช้กิจกรรมอภิปรายโดยอาจให้นักเรียนตั้งคำถามย่อย ๆ แล้วแลกเปลี่ยนอภิปรายความคิดเห็น การสังเคราะห์ข้อมูล นักเรียนแต่ละกลุ่มลงความคิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับสมมุติฐานที่ได้ตั้งไว้ในการศึกษาว่าคลองแม่ลำพันเป็นสายน้ำประวัติศาสตร์คู่เมืองสุโขทัยตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนกระทั่งปัจจุบันเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงคลองแม่ลำพันน่าจะเกิดจากสาเหตุใดบ้าง เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนอย่างไร ระบุข้อมูลที่นำมาสนับสนุน หรือคัดค้านสมมุติฐานที่ได้ตั้งไว้ รวมทั้งตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมตามแต่กลุ่มจะเห็นสมควร

7. สรุปและเรียบเรียง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มประมวลผลการศึกษา โดยนำเสนอข้อสรุปในรูปแบบโครงงาน หรือจัดเป็นการอภิปรายนำเสนอผลงาน เพื่อให้นักเรียนทั้งชั้นได้พิจารณาร่วมกัน ครูอาจบรรยายเพิ่มเติมหรือตั้งคำถาม เพื่อให้นักเรียนได้ประเมินความน่าเชื่อถือ และผลการตรวจสอบข้อสมมุติฐานของแต่ละกลุ่มก่อนที่จะให้ผู้เรียนช่วยกันสะท้อนกระบวนการเรียนรู้ที่ได้ดำเนินการมาตลอดหน่วยการเรียนรู้

8. นำเสนอรายงาน

     1) นำเสนอเป็นโปรแกรม (Ulead VideoStudio 11)

     2) เป็นแผ่นพับ ผับ (Microsoft Office Publisher)

     3) ป้ายนิทรรศการ

      4) รายงานรูปเล่ม 5 บท (แบบโครงงาน) ( Microsoft Office Word )

      5) ผลิตนำเสนอเป็นโมเดล วิถีชีวิตผู้คนริมคลองแม่ลำพัน

9. วัดและประเมินผลโดย 1 ) นักโบราณคดี 2 ) ครู 3 ) นักเรียน

 10. สื่อ/แหล่งเรียนรู้

      1. ใบงานที่ วิธีการทางประวัติศาสตร์

       2. ภาพถ่ายทางอากาศคลองแม่ลำพัน/ภาพการเส้นทางคลองแม่ลำพัน

       3. หนังสือ บทความ เรื่องเล่า เกี่ยวกับคลองแม่ลำพัน

       4. ห้องสมุด

       5. สำนักงานศิลปากรที่ 6 สุโขทัย สำนักอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง 

       6. สืบค้นจากแหล่งเรียนรู้ในอินเทอร์เน็ต

       7. ชุมชนหมู่บ้านริมคลองแม่ลำพัน

       8. แผนผังวิธีการทางประวัติศาสตร์

11. เครื่องมือ/วัสดุที่ใช้ในการศึกษาและเก็บข้อมูล /สื่อและอุปกรณ์ (นอกสถานที่)

       โครงงานนี้ที่ได้จัดทำขึ้นมาก็เพื่อที่จะได้ศึกษาถึงประโยชน์ความเป็นมาของคลองแม่ลำพันในการนำเสนอของโครงงานนี้และเพื่อความเข้าใจแก่ผู้ที่ต้องการที่จะศึกษา ซึ่งประกอบได้ด้วยอุปกรณ์ดังนี้

         1. กล้องดิจิตอล

         2. โปรแกรมการจัดทำแผ่นผับ (Microsoft Office Publisher)

        3.โปรแกรมการจัดทำรูปเล่ม ( Microsoft Office Word )

        4.โปรแกรมนำเสนอ (Ulead VideoStudio 11)

        5. ซีดีบันทึกข้อมูลในการทำโครงงานเพื่อนำเสนอ

  12.การวัดและประเมินผล

        1 วิธีการวัดและประเมินผล 1. ตรวจข้อมูลการสัมภาษณ์ การบันทึก 2. สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม 3. สังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล 4. ตรวจแบบทดสอบ (ผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 60 ขึ้นไป) 7.2 เครื่องมือวัดและประเมินผล 1. ใบงาน 2. แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม 3. แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล 4. แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน 7.3 เกณฑ์การวัดและประเมินผล 1. การวัดผลสัมฤทธิ์จากแบบทดสอบ 80% ขึ้นไป = ดีมาก 70 - 79 % = ดี 60 – 69% = ปานกลาง 50 -59% = พอใช้ ต่ำกว่า 49% = ไม่ผ่าน 2. การประเมินใบงาน ประเมินความถูกต้องและความคิดสร้างสรรค์ 16-20 คะแนน = ดี 11-15 คะแนน = พอใช้ 0-10 คะแนน = ปรับปรุง 3.การประเมินพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม 15-20 คะแนน = ดี 7-14 คะแนน = พอใช้ 1-6 คะแนน = ปรับปรุง 4. แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล 15-20 คะแนน = ดี 7-14 คะแนน = พอใช้ 1-6 คะแนน = ปรับปรุง

แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน เรื่อง คลองแม่ลำพัน (เวลาประมาณ 15 นาที)

คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว

1. เพราะเหตุใดจึงต้องใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ ก.เข้าใจขั้นตอนในการศึกษาประวัติศาสตร์ ข. หาความจริงจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ค. จัดหมวดหมู่ข้อมูลจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ง. หาจุดประสงค์ของผู้สร้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์

2. การกำหนดหัวเรื่องมีประโยชน์อย่างไรต่อวิธีการทางประวัติศาสตร์ ก. เพื่อระบุความสนใจของผู้ที่จะศึกษา ข. เพื่อป้องกันไม่ให้ไปศึกษาซ้ำกับผู้อื่น ค. ทำให้ทราบขอบเขตของเรื่องที่จะศึกษา ง. ทำให้ทราบแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์

3. การกำหนดหัวเรื่องที่ดีควรทำอย่างไร ก. กำหนดประเด็น ช่วงเวลาและพื้นที่ที่จะศึกษาให้ชัดเจน ข. กำหนดหัวเรื่องอย่างกว้าง ๆ เพื่อที่จะศึกษาได้หลายประเด็น ค. กำหนดหัวเรื่องที่มีคนศึกษาอยู่ก่อนแล้วจากหนังสือและบทความต่าง ๆ ง. กำหนดหัวเรื่องอย่างแคบ ๆ เพื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลาหาหนังสือหลายเล่ม 4. การรวบรวมหลักฐานมีความสัมพันธ์กับการกำหนดหัวเรื่องอย่างไร ก. ไม่มีความสัมพันธ์กัน ข. จะกำหนดหัวเรื่องตามหลักฐานที่รวบรวม ค. จะตรวจสอบความเหมาะสมของหัวเรื่องจากหลักฐานที่รวบรวมได้ ง. รวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับหัวเรื่องที่มีการกำหนดประเด็นในการศึกษาได้

5.วิธีการทางประวัติศาสตร์มีลักษณะพื้นฐานเช่นเดียวกับวิธีการทางสาขาใด ก. สาขาทางธรณีวิทยา ข. สาขาทางวิทยาศาสตร์ ค. สาขาทางชีววิทยา ง. สาขาทางภาษาไทย

6.ลำดับขั้นตอนการศึกษาประวัติศาสตร์ข้อใดต้องอาศัยศิลปะและทักษะทางด้านภาษา ก. การรวบรวมหลักฐาน ข. การประเมินคุณค่าของหลักฐาน ค. การเรียบเรียงและการนำเสนอผลงาน ง. ตีความและการสังเคราะห์ข้อมูล

7.หลักฐานทางประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อจุดประสงค์ใด ก. เพื่อศึกษาหาความจริงเกี่ยวกับมนุษย์ในสมัยนั้น ๆ ข. เพื่อให้นักเรียนทัศนศึกษา ค. เพื่อจัดแสดงผลงานของบรรพบุรุษ ง เพื่อพัฒนาต่อยอดทางเทคโนโลยี

8. ข้อใดคือวิธีการทางประวัติศาสตร์ ก. กระบวนการสืบสวน ค้นคว้าและวิเคราะห์หลักฐาน ข. กระบวนการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ค. กระบวนการของนักโบราณคดี ง. กระบวนการของนักชีวิวิทยา

9. การศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของมนุษย์ในอดีตมีความสำคัญที่สุดต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ในปัจจุบันอย่างไร ก. นำเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียน เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่าง ๆในชีวิตประจำวัน ข. เป็นเนื้อบทเรียน เป็นเรื่องเล่า ตำนาน สั่งสอนลูกสอนสืบต่อกันมา ค. รู้เท่าทันเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ง. รักษาอนุรักษ์วัฒนธรรมให้สืบทอดเป็นจุดขายของชาติ

 10. ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์จะได้รับประโยชน์ในข้อใด ก. รู้และเข้าใจเรื่องราวในอดีตและเลือกนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ข. รู้และสามารถประกอบอาชีพเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยวได้ ค. รู้เท่าทันเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ง. รักษาอนุรักษ์วัฒนธรรมให้สืบทอดเป็นจุดขายของชาติ

11. ข้อใด ไม่ใช่สาเหตุ “คลองแม่ลำพัน” ในปัจจุบันจึงเปลี่ยนแปลงไป? ก. ทรัพยากร ปลา สัตว์น้ำ ลดน้อยลง ข. เปลี่ยนเส้นทางคมนาคมแบบใหม่ ค. เป็นสาเหตุของน้ำท่วม ง. เป็นสาเหตุน้ำลดลงมากในฤดูแล้ง

12. ทำไม “คลองแม่ลำพัน” จึง เป็นสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์อย่างไร? ก. สามารถถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตความเป็นอยู่ในช่วงอดีต ข. เรื่องเล่า เกี่ยวกับคลองแม่ลำพัน ค. หลักฐานทางด้านโบราณคดี ง. ถูกทุกข้อ

13. การศึกษา “คลองแม่ลำพัน” เกี่ยวโยงกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนได้อย่างไร ก. หาปลาได้จากคลองแม่ลำพัน ข. ใช้เป็นเส้นทางเดินเรือมอญในอดีต ค. ใช้น้ำอุปโภคและทำการเกษตรกรรม ง. ถูกทุกข้อ

14. บันทึกสำนึกรัก “คลองแม่ลำพัน” ผูกพันกับบุคลใดมากที่สุด ก. ตาเหมือน เล่าเรื่อง ความเป็นมาของครอบครัวที่อาศัยน้ำจากคลองแม่ลำพัน ข. บ้านนักเรียนตั้งอยู่ริมคลองแม่ลำพัน ค. โรงสีข้าวติดคลองแม่ลำพัน ง. ห้องเช่าหลังคลองแม่ลำพัน

15. จากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศ เห็นว่า คลองแม่ลำพันคดเคี้ยวมาก สาเหตุน่าจะเกิดจาก ? ก. มีเจตนาสร้างคลองให้คดเคี้ยวตั้งแต่อดีต ข. ความเชี่ยวกรากของคลองทำให้เกิดการคดเคี้ยว ค. เพื่อประโยชน์ทางการเกษตรกรรมในอดีต ง. เพื่อประโยชน์ในการสัญจรในอดีต

16. ข้อใดต่อไปนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับหมู่บ้านริมคลองแม่ลำพัน ก. บ้านวังหาด บ้านวังวน ข. บ้านวังน้ำขุ่น บ้านวังตะคร้อ ค. บ้านคุ้งหวาย บ้านนา ง. บ้านคลองยาง บ้านคลองโพธิ์ 

 17. ยกเว้นข้อใด ไม่น่าได้รับประโยชน์จากคลองแม่ลำพันในอดีต ก. ปู่เคลื่อนเจ้าของเรือมอญรับซื้อข้าว ปี พ.ศ. 2490 ข. หมู่บ้านเรือนไทยและสวนอาหารน้ำค้าง ในปัจจุบัน ค. ยายสุ่มเจ้าของสวนผักริมชุมชนแม่ลำพัน ง. เรือยาว รับจ้างในปัจจุบัน

18. ข้อใดเป็นการอนุรักษ์คลองแม่ลำพันที่ถูกต้องทางประวัติศาสตร์ ก. การขุดลอกคลองให้กว้างและลึก ข. การสร้างฝายกั้นน้ำตามหมู่บ้านต่างริมคลองแม่ลำพัน ค. การปลูกต้นไม้ริมคลองแม่ลำพัน ง. การใช้ประโยชน์จากคลองแม่ลำพัน

19. ถ้าอยากรู้เรื่องราว “คลองแม่ลำพัน” ที่ผ่านมาประมาณ 50 ปี นักเรียนน่าสัมภาษณ์ใคร ก. ปู่เย็นอาชีพหาปลา อายุ 105 ปี เคยอาศัยอยู่ริมคลองแม่ลำพัน ข. ปู่ทองแดงเป็นกำนัน อายุ 85 ปี อาศัยอยู่ริมคลองแม่ลำพัน ค. ยายแม้น อายุ 70 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป ง. ตาประยูร อายุ 85 ปี อาชีพร้องเพลงแห่เรือ ลำตัด

20. ข้อใดเป็นหลักฐานประเภทหลักฐานด้านโบราณคดีของชุมชนคลองแม่ลำพันยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก. เครื่องมือเครื่องใช้มนุษย์ยุคหิน ข. เครื่องประดับประเภท สำริด ลูกปัดสีต่าง ๆ ค. คลองแม่ลำพัน ง. ถูกทุกข้อ

 เฉลยคำตอบ 1 ข 6 ค 11 ค 16 ง 2 ค 7 ก 12 ง 17 ง 3 ก 8 ก 13 ง 18 ค 4 ง 9 ก 14 ก 19 ข 5 ข 10 ก 15 ข 20 ง

เอกสารอ่านประกอบ

เรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการ ด้วยวิธีการทางประวัติศาสตร์ การเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการ (Process Learning) นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการจัดการเรียนรู้ ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้ที่ครอบคลุมมกกว่าการเรียนเนื้อหาเพียงอย่างเดียว ลำดับขั้นตอนต่าง ๆ ในการเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการจะช่วยพัฒนาทักษะการเรียน ทักษะการจัดการ และทักษะการวางแผน ฯลฯ ให้แก่ผู้เรียนได้อย่างเป็นระบบ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ประกอบด้วยสาระย่อย ๕ กลุ่ม ซึ่งในกลุ่มประวัติศาสตร์จะเป็นกลุ่มที่มีวิธีการเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการอย่างชัดเจน นั่นคือ วิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical Method) ซึ่งมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) ในจุดที่เน้นการแก้ปัญหาเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ (Problem-based Learning) โดยวิธีการทางประวัติศาสตร์มีลำดับขั้นตอนดังนี้ การตั้งประเด็นปัญหา เป็นขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เผชิญกับสถานการณ์ หรือข้อสงสัยที่จะนำไปสู่การตั้งประเด็นปัญหาเพื่อทำการศึกษา การสำรวจเอกสารและหลักฐาน โดยเน้นการใช้หลักฐานชั้นรอง เช่น บทความ ตำรา หนังสือ ฯลฯ เพื่อให้ผู้เรียนได้พิจารณาขอบเขตของเรื่อง หรือประเด็นที่จะศึกษา และกำหนดเป็นข้อสมมุติฐานเบื้องต้น การตั้งสมมุติฐาน โดยอาศัยพื้นฐานจากแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ การตั้งสมมุติฐานที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้เรียนมีแนวทางในการศึกษาได้ตรงประเด็น การรวบรวมและคัดเลือกหลักฐาน เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนลงมือศึกษาค้นคว้าและรวบรวมเอกสารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ควรใช้ทั้งหลักฐานขั้นต้น และหลักฐานชั้นรองร่วมกัน การวิเคราะห์และประเมินค่าหลักฐาน เมื่อรวบรวมหลักฐานได้มากพอสมควรแล้ว ผู้เรียนจะต้องนำหลักฐานนั้น ๆ มาวิเคราะห์ โดยใช้การวิพากษ์ภายนอก พิจารณาความถูกต้องของหลักฐาน เช่น เขียนขึ้นในสมัยใด เป็นของจริงหรือไม่ ใครเป็นผู้เขียน มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวหรือเหตุการณ์นั้น ๆ ในประวัติศาสตร์หรือไม่ อย่างไร และการวิพากษ์ภายใน คือ การศึกษาถึงความน่าเชื่อถือของเอกสารหรือหลักฐานในด้านเนื้อหา แยกแยะสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นออกจากกัน เป็นต้น การตีความหลักฐาน โดยการแปลความหมาย วิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็น โดยผู้เรียนเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลในแง่มุมต่าง ๆ ประกอบ การสังเคราะห์ข้อมูล เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนพยายามเรียบเรียงความคิดของตนโดยอาศัยข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ ในขั้นตอนนี้หากพบข้อค้นพบใหม่ ๆ ผู้เรียนสามารถย้อนกลับไปศึกษาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้ในการสังเคราะห์ ก่อนที่จะเรียบเรียงเป็นเอกสาร การสรุปและเรียบเรียงเขียนเป็นแนวคิดหรือข้อสรุป เป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยผู้เรียนจะเรียบเรียงข้อมูลที่ผ่านการสังเคราะห์แล้ว เขียน หรือเรียบเรียงเป็นข้อสรุป อาจนำเสนอในรูปแบบเอกสาร บทความ ตามความเหมาะสม กิจกรรมการเรียนการสอนแบบโครงงาน การเรียนรู้ด้วยโครงงานถือว่าเป็นเทคนิคและวิธีการหนึ่งจะสนองต่อการปฏิรูปการเรียนรู้เนื่องจากกิจกรรมโครงงานเป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความสนใจ ความถนัด ได้ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง โดยครูเป็นเพียงผู้คอยให้ความช่วยเหลือ แนะนำ สนับสนุน ให้นักเรียนได้เรียนรู้เต็มตามศักยภาพ เพื่อให้ผู้เรียนได้มีความรู้ใหม่ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของผู้เรียนได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งเทคโนโลยี และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนสามารถสรุปเป็นความรู้ด้วยตนเองได้ในที่สุด ซึ่งจะต่างจากการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกหรือใบงานที่ครูเป็นผู้กำหนดหัวเรื่อง วิธีการ กระบวนการ ให้ผู้เรียนได้ศึกษาหาความรู้

1. หลักการของการเรียนรู้ด้วยโครงงาน เป็นการเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิดริเริ่มวางแผน และดำเนินการศึกษาด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ให้คำปรึกษา เน้นกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่การกำหนดปัญหา การเลือกหัวข้อที่สนใจ การวางแผนการศึกษา ค้นคว้า รวบรวมข้อมูล การทดลองและสรุปผลการศึกษา เน้นกระบวนการคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็นด้วยตนเอง การทำกิจกรรมโครงงาน มุ่งฝึกให้นักเรียนเรียนได้เรียนรู้วิธีการศึกษาค้นคว้า หรือ แก้ปัญหาด้วยตนเอง ผลของการทำโครงงาน จะทำให้นักเรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตามแนวทาง ปฏิรูปการเรียนรู้

2. ขั้นตอนการเรียนรู้ด้วยโครงงาน 

3. ประเภทของโครงงาน เรื่อง สำรวจคลองแม่ลำพันสายน้ำประวัติศาสตร์ 3.1 โครงงานประเภทสำรวจ โครงงานประเภทนี้ ไม่กำหนดตัวแปร การเก็บรวบรวมข้อมูลอาจเป็นการสำรวจในภาคสนาม หรือนำมาศึกษาในห้องปฏิบัติการ นอกจากนั้น การรวบรวมข้อมูลอาจเป็นการสำรวจในภาคสนาม หรือนำมาศึกษาในห้องปฏิบัติการ นอกจากนั้น การรวบรวมข้อมูลบ่งชี้ที่มาของปัญหาเพื่อนำไปศึกษาทดลองต่อ

 4. การนำเสนอโครงงาน เมื่อนักเรียนทำการศึกษาค้นคว้าได้ข้อสรุปจากการทำโครงงานแล้ว ขั้นสุดท้าย คือ การนำเสนอผลจากการทำโครงงาน ซึ่งมีวิธีการนำเสนอหลายวิธีด้วยกัน เช่น รายงานปากเปล่า หรือรายงานฉบับย่อ จัดนิทรรศการและรายงานฉบับสมบูรณ์ การรายงานปากเปล่า หรือรายงานฉบับย่อ นักเรียนสามารถนำเสนอโครงงาน โดยการรายงานปากเปล่าหรือรายงานฉบับย่อ ซึ่งไม่มีรูปแบบตายตัว เป็นการนำเสนอสาระสำคัญที่ได้จากการเรียนรู้ด้วยโครงงานว่าด้วยจุดประสงค์ ขั้นตอน กระบวนการ และผลที่เกิดขึ้น การจัดนิทรรศการ / การนำเสนอผลงาน การให้นักเรียนที่ทำโครงงานได้เสนอผลงาน เป็นการเผยแพร่ผลงาน ให้มีความกล้าในการแสดงออกเชื่อมั่นในผลงาน ตอบข้อซักถามของผู้สนใจได้ การเสนอผลงานมีหลายลักษณะ คือ บรรยายประกอบภาพโปรแกรม power point บรรยายประกอบแผงโครงงาน จัดนิทรรศการ 60 ซม. 120 ซม. 60 ซม. สรุปผล ภาพประกอบ 3 การจัดนิทรรศการ การทำรายงานโครงงานฉบับสมบูรณ์ การเขียนรายงานโครงงานเป็นการเสนอผลงานที่นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้ามาโดยตลอดจนเสร็จสมบูรณ์ หัวข้อในการเขียนรายงานโครงงานมีดังนี้

ปกหน้าประกอบด้วย ชื่อโครงงาน................................................................................................. ผู้จัดทำ......................................................................................................... อาจารย์ที่ปรึกษา.......................................................................................... สถานที่ศึกษา............................................................................................... วัน เดือน ปี ที่จัดทำ สารบัญ สารบัญเรื่อง สารบัญภาพ สารบัญตาราง สารบัญกราฟ บทคัดย่อ (เขียนเกี่ยวกับโครงงานโดยย่อ เช่น วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และสรุปผลของการศึกษา) กิตติกรรมประกาศ อาจเขียนคำขอบคุณผู้ที่ได้ช่วยเหลือไว้ในรายงานด้วย นิยมเขียนไว้หลังบทคัดย่อ หรือหัวข้อสุดท้ายหลังข้อเสนอแนะ อย่างไรก็ตาม ลำดับก่อนหลังของหัวข้อต่าง ๆ ที่เสนอไว้นี้ ไม่ใช้เป็นเรื่องตายตัว บางคนอาจนิยมสลับหัวข้อ หรือยุบรวมบางหัวข้อเข้าด้วยกัน หรืออาจแจกแจงหัวข้อละเอียดขึ้นก็ย่อมกระทำได้ เนื้อเรื่องโครงงาน ประกอบด้วย บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน (กล่าวถึงความเป็นมา เหตุจูงใจ หรือปัญหาที่ศึกษา) ปัญหาที่ศึกษา หรือจุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า (ระบุจุดประสงค์ ของการศึกษา หรือปัญหาที่ต้องการศึกษาให้ได้คำตอบ) สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ข้อความแสดงการคาดคะเนคำตอบ ล่วงหน้าก่อนทำการศึกษา โดยมีพื้นฐานจากการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร และจากข้อมูลอื่น ๆ) ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง 4.1 ตัวแปรต้น.................................................................................... ตัวแปรตาม.................................................................................. ตัวแปรควบคุม............................................................................. ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า (ระบุให้ชัดเจนว่างานนี้ทำกว้างแค่ไหน) นิยามคำศัพท์ (ให้เขียนคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เพื่อให้ผู้อื่น เข้าใจตรงกัน เช่น ความเข้มข้นของสารเป็นเท่าไร, สลบ แปลว่า อะไร มีอาการอย่างไร) บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง เอกสารและหลักการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา (กล่าวถึงข้อมูลสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา จากเอกสาร ตำรา วารสาร หรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ เพื่อให้ได้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการ หลักการที่ต้องนำมาใช้และเป็นแนวทางของการตั้งสมมติฐาน) บทที่ 3 วิธีดำเนินการ วัสดุและอุปกรณ์ (ระบุว่าใช้วัสดุและอุปกรณ์ใดบ้าง ในจำนวนและ ปริมาณเท่าใดเป็นต้น) วิธีดำเนินการ (อธิบายวิธีการในการศึกษาค้นคว้าทุกขั้นตอนโดยละเอียด เช่น การออกแบบการทดลอง วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล) บทที่ 4 ผลการศึกษา ผลการศึกษา (ระบุผลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการ ดำเนินการศึกษา) บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลการศึกษา (เป็นการตอบปัญหาที่ศึกษา โดยสรุป ความรู้ที่ได้จากการศึกษาปัญหาว่าได้คำตอบอะไร แสดงความคิดเห็นต่อผลการศึกษาที่ได้ว่า หมายความว่าอย่างไร ผลที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับสมมติฐานที่กำหนดไว้หรือไม่ อย่างไร เพื่อนำ ไปสู่ข้อสรุปของปัญหาที่ศึกษา) 6. ข้อเสนอแนะ (กล่าวถึงข้อคิดเห็นที่ได้จากการทำโครงงาน เช่น จะนำผลของการศึกษาไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง และข้อคิดเห็นสำหรับการศึกษาค้นคว้า เรื่องในทำนองนี้ต่อไปในอนาคต) 7. เอกสารอ้างอิง (ระบุชื่อหนังสือ เอกสาร ตำราต่าง ๆ ที่ใช้ศึกษาค้นคว้าในการทำโครงงาน ควรเขียนให้ถูกต้องตามหลักการเขียนเอกสารอ้างอิงด้วย) 5. การประเมินโครงงาน ในการประเมินโครงงานของผู้เรียนตั้งแต่เริ่มต้น ครูที่ปรึกษาควรบันทึกการให้ปรึกษาเป็นระยะ ๆ จนเสร็จสิ้นโครงงานจึงประเมินผลโดยใช้หลักเกณฑ์การประเมินโครงงาน โดยทั่วไปมีรายการที่ประเมินเกี่ยวกับการเขียนรายงาน ความคิดสร้างสรรค์ ความแปลกใหม่ ความรู้และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ได้ใช้และประโยชน์การนำไปใช้ การประเมินผลการทำโครงงาน พิจารณาจากสิ่งต่อไปนี้ (เขตปฏิบัติการนิเทศเขต 2. 2543 : 12) เกณฑ์ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการให้ผู้เรียนทำโครงงาน โครงงานของผู้เรียนแต่ละคนไม่ควรเอามาประกวดหรือเปรียบเทียบกัน พิจารณาด้วยความยุติธรรม ตามความสามารถ ตามความสนใจ และพื้นฐาน ของผู้เรียนทำโครงงาน ควรพิจารณาว่าผู้เรียนสามารถทำโครงงานได้สำเร็จตามที่วางแผนไว้เป็นสำคัญ เกณฑ์การประเมินคุณค่าของโครงงาน ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หมายถึง ความแปลกใหม่ของเรื่องที่ทำ วิธีการ ศึกษาค้นคว้า เครื่องมือหรือวัสดุอุปกรณ์ในการทำโครงงาน ความถูกต้องและความเหมาะสมของวิธีการศึกษาค้นคว้าโดยการนำวิธีการทาง วิทยาศาสตร์มาใช้ถูกต้องและเหมาะสมเพียงใด

 
 
 

ให้คะแนนข่าว/บทความนี้

ไม่มีความเห็น
 
 

 
 
[เนื้อหาในหมวดเดียวกัน]
รายงานการใช้แบบฝึกเทคนิคการเรียนศัพท์ภาษาอังกฤษ (Vocabulary Learning Technique Exercises) [66]
รายงานการใช้แบบฝึกเทคนิคการเรียนศัพท์ภาษาอังกฤษ (Vocabulary Learning Technique Exercises) [59]
การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยใช้บทเรียน [56]
งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 64_นักบินน้อย สพฐ. ร่อนนาน 31 วินาที ใครอยากมีต้นแบบยกมือขึ้น! [91]
รายงานการใช้และพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปประกอบการ์ตูน กลุ่มสาระการเรียนรู้ [55]
เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์

New Games Here!
เกมส์เลี้ยงผึ้งnew
เกมส์เลี้ยงผึ้ง มาเลี้ยงผึ้งเพื่อเก็บน้ำผึ้งกันใน 30 วัน น้องๆ จะได้น้ำผึ้งกันเยอะมั๊ย ลองดูนะ
เกมส์ปลูกผลไม้new
เกมส์ปลูกผลไม้ มาปลูกผลไม้ไว้กินในบ้านกันเถอะ ทำตามขั้นตอนให้ถูกต้อง เราจะได้ผลไม้ไว้ทานตลอดปี
เกมส์สามก๊กnew
เกมส์สามก๊ก น้องๆ จะต้องวางแผนการการสู้รบกับศัตรูฝ่ายตรงข้าม
เกมส์ยิง Puppy Rednew
เกมส์ยิง เกมส์ Puppy Red น้องๆ มาช่วย Puppy Red จัดการกับเหล่าปีศาจ โดยใช้บับเบิลกันในการยิงนะครับ
เกมส์จับคู่ภาพเหมือนnew
เกมส์จับคู่ภาพเหมือน มาฝึกสายตากับการจับคู่ภาพเหมือน ให้ได้เยอะที่สุด เร็วที่สุด ภายในเวลาที่จำกัดกัน เกมส์คลายเครียด น่าเล่นอีกเกมส์นึง น้องๆ ลองเล่นกันดูนะครับ ฝึกสมองและสายตาได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ
More Games Click!!

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย



     

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.

Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม

เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory
การจัดอันดับของ Stats in Thailand

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าใน

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com
Email2 : kroobannokdotcom@gmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม