ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่
หน้าแรก  ข่าวการศึกษา  ครูบ้านนอกBLOG  ห้องสมุดความรู้  เนื้อหาในเว็บไซต์ เผยแพร่ผลงานวิชาการ เกมส์ game เกม เกมส์มากมาย รวมเกมส์
ข่าว/บทความ > เรื่องราวจากสมาชิก > ทฤษฎีการเรียนรู้ (ร่วมสมัย)


• ทฤษฎีการเรียนรู้ (ร่วมสมัย)
+โพสต์เมื่อวันที่ : 28 พ.ย. 2553 เปิดอ่าน : 15406 / 0 ความเห็น


 

ทฤษฎีการเรียนรู้ (ร่วมสมัย)

                รุ่ง  แก้วแดง (2541 : 118)กล่าวถึง การปฏิวัติการเรียนการสอนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติได้ดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ซึงมีศาสตราจารย์กิตติคุณสุมน  อมรวิวัฒน์เป็นที่ปรึกษาโดยแบ่งเป็น 5 โครงการย่อยซึ่งสอดคล้อง สุมน อมรวิวัฒน์ (2541 : 5) ได้กล่าวถึงแนวคิดใหม่ของการเรียนรู้ ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานของกระบวนการเรียนการสอนว่า แก่นแท้ของการเรียนการสอน คือ การเรียนรู้ของผู้เรียนการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกแห่งทุกเวลาต่อเนื่องยาวนานตลอดชีวิต ศรัทธาเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการเรียนรู้ผู้เรียน ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีจากการสัมผัสและสัมพันธ์สาระที่สมดุลเกิดขึ้นจากการ เรียนรู้ คือ ความรู้ ความคิด ความสามารถและความดีข้อความข้างต้นคือ ที่มาของทฤษฎีการเรียนรู้ 5 ทฤษฎี ที่ศูนย์พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้จัดทำขึ้นโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทฤษฎีมาจัดสาระและกระบวนการ เพื่อนำเสนอแก่ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้สอน ทฤษฎีการเรียนรู้ (ร่วมสมัย)ที่กล่าวถึงได้แก่

                1.  ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความสุข

                2.  ทฤษฎีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

                3.  ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด

                4.  ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสุนทรียภาพและลักษณะนิสัย : ศิลปะ ดนตรี กีฬา

                5. ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสุนทรียภาพและลักษณะนิสัย : การฝึกฝนกาย วาจา ใจ

                สำหรับการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยนำทฤษฎีการเรียนรู้(ร่วมสมัย)ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้อิสลามศึกษา 4 ทฤษฎี โดยเสนอตามลำดับดังนี้

               

                ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความสุข

                กิติยวดี บุญซื่อ (2540 : 32-84 ) กล่าวถึงการเรียนที่มีความสุขมี 6 องค์ประกอบ ได้แก่

                1.  เด็กแต่ละคนได้รับการยอมรับว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีหัวใจและสมองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีสิทธิ์ที่จะได้รับการปฏิบัติจากผู้ใหญ่อย่างมนุษย์คนหนึ่ง

                2.  ผู้สอนให้ความเมตตา จริงใจและอ่อนโยนต่อเด็กทุกคนโดยทั่วถึง ผู้สอนให้เอาใจใส่ทุกคนเท่าเทียมกัน มีความยุติธรรม สม่ำเสมอ อารมณ์ มั่นคง  วางตนเป็นแบบอย่างที่ดี อดทน

                3.  เด็กเกิดความรักและภูมิใจในตนเอง รู้จักปรับตัวได้ทุกที่ทุกเวลาเห็นคุณค่าของชีวิตและความเป็นมนุษย์ของตน รู้วิธีปรับตนเองให้อยู่ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ โดยไม่เสียสุขภาพจิต

                4.  เด็กแต่ละคนมีโอกาสเลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจ เพื่อจะได้ค้นหาความสามารถของตนเองที่ซ่อนเร้นรอการพัฒนา

                5.  บทเรียนสนุก แปลกใหม่ จูงใจให้ติดตามและเร้าใจให้อยากค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองในสิ่งที่สนใจ การเรียนไม่ขีดวงจำกัดอยู่ภายในห้องเรียน การเรียนสัมพันธ์กับวิถีชีวิต

                6.  สิ่งที่เรียนรู้สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันเกิดประโยชน์มีความหมายต่อตัวเขา

                การจัดการเรียนการสอนที่จะทำให้การเรียนรู้ดำเนินไปอย่างราบรื่น เกิดความสุข ร่วมกันทั้งผู้เรียนและผู้สอน ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

                1.  บทเรียนเริ่มจากง่ายไปยาก โดยคำนึงถึงวุฒิภาวะและความสามารถของผู้เรียนแต่ละวัย เนื้อหาวิชามีความต่อเนื่องและสัมพันธ์กับวิชาอื่น ๆ

                2.  วิธีเรียนสนุก ไม่น่าเบื่อและตอบสนองความสนใจใคร่รู้ของผู้เรียน การนำเสนอบทเรียนเป็นธรรมชาติ ไม่ยัดเยียดหรือกดดัน

                3.  ทุกขั้นตอนของการเรียนรู้มุ่งพัฒนา และส่งเสริมกระบวนการคิดในแนวต่าง ๆรวมทั้งความคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์และความคิดเป็นระบบ

                4.  มีกิจกรรมหลากหลาย สนุกชวนให้ผู้เรียนสนใจบทเรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม

                5.  แนวการเรียนรู้สัมพันธ์และสอดคล้องกับธรรมชาติ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสัมผัสสรรพสิ่งรอบตัวโดยไม่จำกัดสถานที่หรือเวลาในการเรียนรู้

                6.  สื่อที่ใช้ประกอบการเรียน เร้าใจให้เกิดการเรียนรู้ เข้าใจตรงตามเป้าหมาย

                7.  การประเมินผล เน้นพัฒนาการของผู้เรียนในภาพรวมมากกว่าผลเรียนทางวิชาการ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเองด้วย

                ประเวศ  วะสี (2541 : 27) ได้กล่าวถึง ปัญหาการศึกษาไทยประการหนึ่งคือ การเรียนเป็นความทุกข์ เพราะการเรียนยากไม่สนุก น่าเบื่อ ทำให้คนเกลียดการศึกษาเมื่อหมดเงื่อนไขบังคับก็หยุดการเรียนรู้ ทำให้คนไทยมีสติปัญญาไม่เพียงพอ นำไปสู่ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นผู้สอนควรทำให้การเรียนรู้เป็นความสุข สนุก ชวนให้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

               

                ทฤษฎีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม

                การเรียนรู้ที่มีความหมายและอยู่คงทนจำได้นาน เป็นความรู้ที่เกิดจากผู้เรียนได้มีส่วนร่วมทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคมโดยการทำกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ผู้สอนควรศึกษารูปแบบ วิธีสอนต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในบทเรียน แล้วนำไปปรับในการเรียนการสอนให้เหมาะสม

                สุมณฑา  พรหมบุญ (2540 : 1-74) การเรียนรู้ คือ การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางด้านจิตใจ การเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วมช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้รับ การฝึกฝนทักษะต่าง ๆ การแสวงหาความรู้ การคิด การจัดการกับความรู้ การแสดงออก การสร้างความรู้ใหม่ และการทำงานกลุ่ม ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาให้เป็นคนเก่ง คนดีและมีความสุข ตัวอย่างกระบวนการเรียนรู้ที่นำมาเสนอมี 3 วิธี คือ กระบวนการกลุ่ม การเรียนแบบสรรค์สร้างความรู้และการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ

                1.  กระบวนการกลุ่ม (Group process) เป็นกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มผู้เรียนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มีปฏิสัมพันธ์กัน มีแรงจูงใจร่วมกันทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยทีสมาชิกกลุ่มมีอิทธิพลต่อกันในระยะแรกกระบวนการกลุ่มนำมาใช้ฝึกทักษะมนุษย์สัมพันธ์และพัฒนาบุคลิกภาพภายหลังมีการนำกระบวนการกลุ่มไปใช้ในการเรียนการสอนวิชาต่าง ๆ

                หลักการสำคัญของกระบวนการกลุ่ม คือ ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ผู้เรียน เรียนรู้จากกลุ่มมากที่สุด ผู้เรียนได้ค้นพบและสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเองโดยผู้สอนเป็นผู้จัดกระบวนการให้ผู้เรียนแสวงหาคำตอบ

                กิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้กระบวนการกลุ่ม ได้แก่ เกม บทบาทสมมติ กรณีตัวอย่างการอภิปรายกลุ่ม

                บทบาทของผู้สอนในการสอน มีดังนี้

                1.  มีความเป็นกันเอง เห็นอกเห็นใจผู้เรียน

                2.  พูดน้อย เป็นเพียงผู้ประสานงาน ไม่ชี้นำหรือโน้มน้าวความคิดของผู้เรียน

                3.  ให้กำลังใจ กระตุ้นให้ทำงานและแสดงออก

                4.  สนับสนุนให้คิดวิเคราะห์ สรุปผลและประเมินผลการเรียนรู้

                บทบาทของผู้เรียน มีดังนี้

                1.  ลงมือทำกิจกรรม ทำความเข้าใจงานที่ทำ

                2.  ช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน

                3.  รับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตน

                ขนาดของกลุ่มหรือจำนวนนักเรียนในกลุ่มขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน เนื้อหาวิชา ความยากง่ายของกิจกรรมและวัยของผู้เรียน

                2.  การเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ (Cooperative learning) เป็นวิธีเรียนที่จัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และความสำเร็จของกลุ่ม โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แบ่งปันความรู้ให้กำลังใจกันและกัน และดูแลซึ่งกันและกัน

                หลักการของการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจคล้ายกับกระบวนการกลุ่ม แต่ต่างกันตรงท่าการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจจัดกลุ่มผู้เรียนให้คละกันทั้งด้านความรู้ ความสามารถ ความสนใจ ความถนัด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแต่ละคนนำศักยภาพของตนมาเสริมสร้างความสำเร็จของกลุ่ม โดยผู้เรียนช่วยเหลือกัน มีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกไว้วางใจกัน และยอมรับในบทบาทและผลงานของเพื่อน

                เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ ได้แก่ การเล่าเรื่องรอบวง มุมสนทนา คู่ตรวจสอบ คู่คิด ปริศนาความคิด กลุ่มร่วมมือ การร่วมมือกันแข่งขันร่วมกันคิดเป็นต้น

                3.  การเรียนรู้แบบสรรค์สร้างความรู้ (Constructivism) เป็นวิธีเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องแสวงหาความรู้และสร้างความรู้ความเข้าใจด้วยตนเอง โดยนำความรู้ที่มีอยู่เชื่อมโยงกับความรู้ใหม่

                บทบาทของผู้สอน คือ เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนสรรค์สร้างความรู้ความเข้าใจด้วยตนเอง ช่วยให้ผู้เรียนสร้างความคิดรวบยอดให้สมบูรณ์ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของความคิดรวบยอดและช่วยให้ผู้เรียนนำความรู้มาจัดทำแผนผังความคิด

                การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน มี 5 ขั้น ดังนี้

                1.  ปฐมนิเทศ ให้ผู้เรียนสร้างจุดมุ่งหมายและแรงจูงใจในการเรียน

                2.  ทำความเข้าใจ ให้ผู้เรียนทำความเข้าใจบทเรียน โดยใช้กิจกรรมที่หลากหลาย

                3.  จัดโครงสร้างแนวความคิดใหม่ ให้ผู้เรียนนำเสนอความคิดให้กระจ่าง สร้างแนวคิดขึ้นใหม่แล้วประเมินแนวคิด

                4.  นำแนวความคิดไปใช้ให้ผู้เรียนนำแนวความคิดไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ

                5.  ทบทวนให้ผู้เรียนสะท้อนตนเองโดยเปรียบเทียบแนวคิดของตนในต้นบทเรียนและท้ายบทเรียน

               

                ทฤษฏีการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด

                การคิดเป็น ทำเป็นและแก้ปัญหาเป็น เป็นกระบวนการที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในผู้เรียนทุกคน ดังนั้น การสอนกระบวนการดังกล่าวจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้สอนทุกคนจะต้องเข้าใจและสามารถสอนให้เกิดผลได้

                ทิศนา  แขมมณี (2540 : 11 - 236) ได้ให้แนวทางสำหรับผู้สอนนำไปใช้ฝึกผู้เรียนให้เกิดการพัฒนาคุณภาพในการคิด โดยแบ่งการคิดออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

                กลุ่มที่ 1 เป็นคำที่แสดงถึงพฤติกรรมซึ่งต้องใช้ความคิดที่เห็นเป็นรูปธรรมค่อนข้างชัดเจน คำในกลุ่มนี้เรียกว่า ทักษะการคิด มี 2 ระดับ คือ

                                1.1  ทักษะการคิดพื้นฐาน แบ่งเป็น

                                                1.1.1  ทักษะการสื่อความหมาย ได้แก่ การฟัง การจำ การอ่าน การรับรู้ การเก็บความรู้ การดึงความรู้ การจำได้ การใช้ความรู้ การอธิบาย การทำความกระจ่าง การบรรยาย การพูด การเขียน การแสดงออก

                                                1.1.2  ทักษะแกน ได้แก่ การสังเกต การสำรวจ การตั้งคำถาม การรวบรวมข้อมูล การปรับโครงสร้าง การหาความเชื่อพื้นฐาน การวิเคราะห์ การจัดระบบ การจัดโครงสร้าง การหาแบบแผน การทำลาย การตั้งสมมุติฐาน การทดสอบสมมุติฐาน การกำหนดเกณฑ์ การพิสูจน์ การประยุกต์

                                1.2  ทักษะการคิดขั้นสูง ได้แก่ การนิยาม การผสมผสาน การสร้าง การปรับโครงสร้าง การหาความเชื่อพื้นฐาน การวิเคราะห์ การจัดระบบ การจัดโครงสร้าง การหาแบบแผน การทำนาย การตั้งสมมุติฐาน การทดสอบสมมุติฐาน การกำหนดเกณฑ์ การพิสูจน์

                กลุ่มที่ 2 เป็นคำที่แสดงลักษณะของการคิดซึ่งไม่เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนต้องอาศัยการตีความให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน อีกชั้นหนึ่ง คำกลุ่มนี้เรียกว่า ลักษณะการคิด เช่น คิดคล่อง คิดหลากหลาย คิดละเอียด คิดชัดเจน คิดอย่างมีเหตุผล คิดถูกทาง คิดกว้าง คิดลึกซึ้งและคิดไกล

                กลุ่มที่ 3 เป็นคำที่แสดงถึงการดำเนินกิจกรรมการคิดอย่างเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกระบวนการคิดนั้น ๆ ต้องอาศัยทักษะการคิด และลักษณะการคิดเป็นจำนวนมาก คำกลุ่มนี้ เรียกว่า กระบวนการคิด เช่น กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นต้น

                คุณสมบัติที่เอื้ออำนวยต่อการคิด หรือลักษณะนิสัยที่ต้องสะสมมานาน คือ ความเป็นผู้มีใจกว้าง เป็นธรรม ใฝ่รู้ กระตือรือร้น ช่างวิเคราะห์และผสมผสาน ขยัน ต่อสู้และอดทน มั่นใจในตัวเองและน่ารักน่าคบ

                สำหรับผู้สอนที่สนใจการสอนเพื่อพัฒนาการคิดสามารถจัดการเรียนการสอนได้ 3 แบบ ดังนี้

                1.  การสอนเพื่อพัฒนาการคิดโดยตรงโดยใช้โปรแกรม สื่อสำเร็จรูปหรือบทเรียน/กิจกรรมสำเร็จรูปที่มีผู้พัฒนาและจัดทำไว้แล้ว เช่น The Productive Thinking Program, The Ideal Solver และ CoRT เป็นต้น

                2.  การสอนเนื้อหาสาระต่าง ๆ โดยใช้รูปแบบหรือกระบวนการสอนที่เน้นกระบวนการคิด เช่น รูปแบบการสอนตามขั้นทั้ง 4 ของอริยสัจ ของสาโรจ บัวศรี รูปแบบการสอนโดยสร้างศรัทธาและโยนิโสมสิการ ของสุมน อมรวิวัฒน์ รูปแบบการสอนความคิด ค่านิยม จรยธรรมและทักษะของโกวิท ประวาลพฤกษ์ ทักษะกระบวนการของกรมวิชาการและกระบวนการวิทยาศาสตร์ของสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่วนรูปแบบหรือกระบวนการสอนที่ส่งเสริมความคิดของต่างประเทศ มีหลายรูปแบบ เช่น รูปแบบการสอนมโนทัศน์ (Concept attainment) รูปแบบการสอนแบบให้มโนทัศน์ล่วงหน้า (Advance organizer) รูปแบบการสอนของกานเย่ และรูปแบบการคิดอย่างมีวิจารณญาณของเอนนิส เป็นต้น

                3.  การสอนเนื้อหาสาระต่าง ๆ โดยพยายามส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิด ลักษณะการคิด และกระบวนการคิดในกิจกรรมการเรียนการสอนเนื้อหาวิชาต่าง ๆ

                การวัดความสามารถในการคิดมีหลายวิธี แยกได้ 2 ประเภท ดังนี้

                1.  การวัดของนักวัดกลุ่มจิตมิติ (Psychometric) เป็นการวัดความสามารถทางสมองหรือวัดเชาว์ปัญญา ภายหลังจึงมีการวัดผลสัมฤทธิ์ บุคลิกภาพ ความถนัดและความสามารถในการคิด การวัดความสามารถในการคิด มีแบบทดสอบ 2 ลักษณะ คือ

                                1.1  แบบสอบมาตรฐานที่มีผู้สร้างไว้แล้ว เช่น New Jersey Test of Reasoning Skill, Logical Reasoning เป็นต้น

                                1.2  แบบสอบที่สร้างขึ้นใช้เอง ซึ่งผู้สร้างแบบสอบต้องมีความรอบรู้ในแนวคิดหรือทฤษฎีเกี่ยวกับการคิด สามารถกำหนดตัวชี้วัดและเขียนข้อความตามตัวชี้วัด

                2.  การวัดจากปฏิบัติจริง (Authentic performance measurement) เป็นการวัดครอบคลุมทักษะการคิดซับซ้อนในการปฏิบัติงาน ความร่วมมือในการแก้ปัญหาและการประเมินตนเอง เทคนิคการวัด ใช้การสังเกตสภาพงานที่ปฏิบัติ การเขียนเรียงความ การแก้ปัญหาในสถานการณ์คล้ายจริงและแฟ้มงาน (Portfolio)

 

                ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสุนทรียภาพและลักษณะนิสัย การฝึกฝนกาย วาจา ใจ

                เด็กไทยต้องได้รับการศึกษา และการฝึกฝนให้พร้อมที่จะอยู่ในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เข้าต้องมีสติปัญญาทีจะพาตัวให้รอดจากความไม่ถูกต้อง เรียนรู้ที่จะปรับตัว ขณะเดียวกันก็ต้องขยัน อดทน อดออมและซื่อสัตย์ มีภูมิต้านทานทางวัฒนธรรมและรักษาคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม

                อำไพ  สุจริตกุล (2549 : 132 - 137) เป้าหมายของการพัฒนาสังคมไทย คือ การสร้างความสมดุลระหว่างความมั่งคั่งทางวัตถุ ความเจริญงอกงามทางจิตใจ และความอาทรต่อธรรมชาติ เพื่อให้คนมีความสุข ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สังคมสันติและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

                ลักษณะนิสัยเด็กไทยที่ต้องพัฒนามี ดังต่อไปนี้

                1.  การมีมารยาทและวิถีแห่งการปฏิบัติตนทางกาย วาจา ใจขั้นพื้นฐาน

                2.  ความมีสติ สัมปชัญญะเพื่อการครองตน ไม่ถลำไปสู่ความชั่ว

                3.  ความมีคุณธรรมที่สำคัญ ได้แก่

                                3.1  ความมีวินัย รู้ค่าแห่งการมีระเบียบ

                                3.2  ความกล้าหาญ กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง

                                3.3 ความกตัญญู รู้คุณบรรพชน รู้คุณคน รู้คุณธรรมชาติ

                                3.4 ความมีเมตตา รู้จักให้ ยินดีและเป็นสุขกับการให้

                                3.5 ความอดทน สู้งาน มีความมุ่งมั่นใฝ่ความสำเร็จ

                                3.6 ความเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว

                                3.7  ความสามัคคี ประนีประนอม รักสันติ

                                3.8  ความขยันหมั่นเพียร ไม่หวังแต่จะหาทางลัดในชีวิตการงาน

                                3.9  ความเป็นตัวของตัวเอง มั่นใจในตนเองและรู้จักพึ่งตนเอง

                                3.10 ความสันโดษรู้จักพอ ไม่ดิ้นรนแสวงหาจนลืมความเป็นมนุษย์

                                3.11 ความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่เป็นคนวางก้าม ชอบมีและใช้อำนาจ

                4.  ความรักในเพื่อนมนุษย์

                5.  ความรักในธรรมชาติ

                การสร้างลักษณะนิสัยดังกล่าวต้องใช้กลยุทธ์การสอน ดังนี้

                1.  เทคนิคการฝึกสติและสมาธิแบบใหม่ ๆ ที่เข้าถึงรสนิยมของเด็ก

                2.  การเรียนรู้ด้วยการเล่น การใช้เกม ละครและกิจกรรมสนุก ๆ ที่แฝงสาระและแง่คิดทางคุณธรรม จริยธรรม

                3.  การเรียนรู้จากชีวิตจริงด้วยกิจกรรมชุมชน กรณีตัวอย่าง การโต้วาที

                4.  การแนะแนวผู้สอนทุกคนที่ทำการสอน

                5.  การประเมินผลอย่างต่อเนื่องด้วยการเอาใจใส่เด็กเป็นรายบุคคล การพัฒนาสมุดรายงานลักษณะนิสัย ที่ช่วยผู้สอนให้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กสามารถป้องกันแก้ไขได้ถูกต้อง เหมาะสมและทันเวลา

                ทฤษฎีการเรียนรู้ทั้ง 4 ทฤษฎีนี้ นับได้ว่าเป็นแนวทางสำหรับแนวทางสำหรับผู้สอนในการนำไปจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพได้ หากผู้สอนคนใดสนใจนำไปปฏิบัติแม้เพียงวันละเล็กละน้อย ไม่นานก็จะเกิดความเข้าใจ ปฏิบัติได้อย่างชำนาญความเจริญงอกงามของผู้เรียนย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจ ความอดทน ความเพียรพยายามของคนที่มีวิญญาณผู้สอน

                จากการจัดการศึกษาในอดีต ซึ่งนำมาสู่ภาวะวิกฤติในปัจจุบัน ทำให้ผู้สอนต้องรับหน้าที่กู้วิกฤติของชาติโดยทำหน้าที่พัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ มีคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์และเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศ ด้วยภาระหน้าที่อันสำคัญนี้ ผู้สอนจึงต้องปฏิบัติงานขึ้นไปให้ถึงระดับ 5 คือ ผู้สอนผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตผู้สอน หนทางที่ผู้สอนจะก้าวไปไม่ไกลเกินเอื้อม เพียงแต่ผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการศึกษา การเรียนการสอน หมั่นค้นคว้าและฝึกฝน กรใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ใหม่ ๆ และจัดการเรียนการสอนให้เป็นระบบ ในเบื้องต้นผู้สอนควรศึกษาสาระสำคัญของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติตามความสอดคล้องความสัมพันธ์ระหว่างกัน ผู้สอนจะเข้าใจระบบการจัดการศึกษา กระบวนการเรียนรู้ และกระบวนการจัดการเรียนการสอน ซึ่งทำให้ผู้สอนสามารถค้นหาทฤษฎีการเรียนรู้ที่เหมาะสม  

 
 
 

ให้คะแนนข่าว/บทความนี้

ไม่มีความเห็น
 
 

 
 
[เนื้อหาในหมวดเดียวกัน]
ข้อสอบ คู่มือสอบ แนวข้อสอบ สสจ. ทุกตำแหน่ง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทั่วประเทศ งานราชการ ข่าวล่าสุด [27]
ข้อสอบ คู่มือสอบ แนวข้อสอบ กรมการขนส่งทางบก ทุุกตำแหน่ง ทุกจังหวัด งานราชการ ข่าวล่าสุด [28]
ข้อสอบ แนวข้อสอบ เจ้าพนักงานสรรพากรปฏิบัติงาน เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน กรมสรรพากร ทุกตำแหน่ง [38]
ข้อสอบ คู่มือสอบ แนวข้อสอบ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ทุกตำแหน่ง งานราชชการ ข่าวล่าสุด [26]
ข้อสอบ คู่มือสอบ แนวข้อสอบ นักทัณฑวิทยาปฏิบัติการ กรมราชทัณฑ์ งานราชการ ข่าวล่าสุด [25]
เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์

New Games Here!
เกมส์จับคู่ตัวเลขnew
เกมส์จับคู่ตัวเลข เกมส์นี้เราจะต้องจับคู่ตัวเลขที่บวกลบคูณหารที่ว่าได้ผลลัพธ์เท่าไร ให้ตรงกับรูปภาพอื่นที่ซ่อนอยู่ เป็นการฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์และความจำอีกด้วย
เกมส์จับคู่เพชรพลอยnew
เกมส์จับคู่เพชรพลอย เราต้องสะสมคะแนนให้เยอะที่สุด ยิ่ง Level เยอะคะแนนก็ยิ่งเยอะขึ้น เล่นไม่ยากครับ สนุกด้วย
เกมส์เลี้ยงผึ้งnew
เกมส์เลี้ยงผึ้ง มาเลี้ยงผึ้งเพื่อเก็บน้ำผึ้งกันใน 30 วัน น้องๆ จะได้น้ำผึ้งกันเยอะมั๊ย ลองดูนะ
เกมส์ร้านขายของชำnew
เกมส์ร้านขายของชำ เกมส์นี้เราจะต้องเลือกระดับในการเล่น ความยากง่าย เมื่อเข้าไปในร้านแล้วจะต้องเลือกสินค้ามีรูปร่าง สี ตามที่เราลิสต์รายชื่อด้านขวามือ
เกมส์สร้างเมือง-สร้างสวนสนุกnew
เกมส์สร้าง Theme park มาสร้างเมืองโดยการเลือกสิ่งก่อสร้าง ถนน สวนสนุก แล้วจัดวางให้ได้ตำแหน่งที่เหมาะสมกันครับ
More Games Click!!

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย



     

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.

Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม

เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory
การจัดอันดับของ Stats in Thailand

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าใน

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com
Email2 : kroobannokdotcom@gmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม