สาระดีๆ สำหรับครูที่ต้องการจัดทำผลงาน(คศ.3) +โพสต์เมื่อวันที่ : 5 ม.ค. 2552
.....เข้าไปดูที่เว็บไซต์นี้เลยครับ
ขอขอบคุณเจ้าของเว็บมา ณ ที่นี้ด้วย |
| |
ความคิดเห็นที่ 1 โดยคุณ : ครูกังวล
|
| กรุณาช่วยอธิบายวิธีเปิดด้วยค่ะ ไม่เก่งคอมฯ เปิดไม่ออกค่ะ |
[11 ม.ค. 2552 เวลา 18:28 น.] [114.128.6.69] 
|
ความคิดเห็นที่ 2 โดยคุณ : ครูน้อย
|
| เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ขอบคุณค่ะ |
[21 ม.ค. 2552 เวลา 22:57 น.] [118.172.6.178] 
|
ความคิดเห็นที่ 3 โดยคุณ : ครู
|
| เข้าไปแล้วคลิกตรงลิง download ครับ ตัวอื่นไม่ต้องสนใจ โฆษณาของเว็บ |
[24 ม.ค. 2552 เวลา 13:16 น.] [222.123.8.189] 
|
ความคิดเห็นที่ 4 โดยคุณ : อรวรรณ มาทอง orawan_2497@hotmail.com
|
| กำลังกาตัวอย่างวิจัยกลุ่มสาระการงานฯ พอดีได้วิทยานพนธ์ ของ ม.อยุธยาแต่เอาข้อมูลออกมาได้ไม่หมด บอกวิธีให้หน่อยนะคะ ขอบคุณ |
[12 ก.พ. 2552 เวลา 01:05 น.] [119.31.100.129] 
|
ความคิดเห็นที่ 5 โดยคุณ : ครูคนหนึ่ง
|
ใครว่าเวปแหกตา...คุณดูใหม่อีกทีนะอย่าเพิ่งด่วนสรุปคห2 เข้าใจผิดอะไรรึเปล่าคะดิฉันcopyมาให้เห็นจะเนี่ย
Friday, October 31, 2008
บริหารการศึกษา
1. กระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนเครือข่ายการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ในจังหวัดนครราชสีมา
2. การประเมินการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลจังหวัดอุบลราชธานี
3. การพัฒนาชุดฝึกความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
4. การศึกษาปัญหาการบริหารจัดการหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
5. สภาพการนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอชิรบารมี จังหวัดพิจิตร
at 9:53 PM 0 เสนอแนะ/ซักถาม ลิงค์ข้อความนี้
โพสต์โดย jakkapat |
[6 มี.ค. 2552 เวลา 20:12 น.] [125.26.64.15] 
|
ความคิดเห็นที่ 6 โดยคุณ : นายสรินทร์ สังข์งาม krusuchart89@gmail.com
|
ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้ศึกษา นายสุรินทร์ สังข์งาม
ปีที่ทำ 2550
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่องการผลิตปุ๋ยชีวภาพ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ จังหวัดกระบี่ ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 41 คน ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้
1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 88.24/88.05 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้ง
2. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 0.77 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 77
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ อยู่ในระดับมากที่สุด
|
[14 มี.ค. 2552 เวลา 12:47 น.] [117.47.83.16] 
|
ความคิดเห็นที่ 7 โดยคุณ : ครูจำเป็น nothne@hotmail.com
|
ผลงานทางวิชาการต้องส่งอะไรบ้างค่ะ ของหนูมี
1. รายงาน/วิจัย
2. นวัตกรรม
3. คู่มือนวัตกรรม
4. แผนการจัดการเรียนรู้
5. วฐ.5-10 หน้า
หมายหตุ ถ้าไม่มีข้อสอบก่อนเรียนได้หรือเปล่าค่ะ เพราะเราวัดจากแบบฝึกและแบบทดสอบหลังเรียนอย่างเดียว ได้หรือเปล่าค่ะ จะส่งแล้ว ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน จะทำไงดีค่ะ (ช่วยบอกสิ่งที่ถูกกับหนูหน่อย) อ้อ และอีกอย่าง คู่มือการใช้นวัตกรรม หนูจะเขียนบอกทีเดียวเลย มีทั้งหมด 9 ชุด คู่มือการใช้นวัตกรรม ไม่จำเป็นต้องเอาแผนมาใส่ได้หรือเปล่าค่ะ เพราะแยกเล่มแผนการสอนไว้แล้ว และเล่มแผนการสอน ต้องมีแบบฝึกใส่ด้วยหรือเปล่าค่ะ (ขอบคุณค่ะ ปัญหาเยอะมาก เครียดมากค่ะ)
|
[16 มี.ค. 2552 เวลา 10:37 น.] [118.172.68.253] 
|
ความคิดเห็นที่ 8 โดยคุณ : สงสัย
|
ขอถามผู้รู้ว่าเมื่อเปิดตรงกรอบที่ว่าสาระดีๆ สำหรับผุ้ที่ต้องการทำผลงาน คศ.3แล้วไมสามารถจะหาเอกสารพบพอโหลดออกมาก็จะเป็นการโฆษณาที่พักตากอากาศเท่านั้นหาข้อมูลไม่พบเลย ขอคำแนะนำในการเข้าหาขอมูลด้วย
ผู้ที่สนใจทำ คศ.3 |
[16 มี.ค. 2552 เวลา 15:24 น.] [125.27.32.134] 
|
ความคิดเห็นที่ 9 โดยคุณ : ครูที่ผ่านแล้วจ้า
|
| อ้างถึงข้อความของ สงสัย - 16 มี.ค. 2552 เวลา 15:24 น. | ขอถามผู้รู้ว่าเมื่อเปิดตรงกรอบที่ว่าสาระดีๆ สำหรับผุ้ที่ต้องการทำผลงาน คศ.3แล้วไมสามารถจะหาเอกสารพบพอโหลดออกมาก็จะเป็นการโฆษณาที่พักตากอากาศเท่านั้นหาข้อมูลไม่พบเลย ขอคำแนะนำในการเข้าหาขอมูลด้วย
ผู้ที่สนใจทำ คศ.3 |
คุณลองโหลดให้หมดซิ ตรงที่มีสีน้ำเงิน คลิกตรงนั้นแหละ ดาวโหลดไฟล์ คุณโหลดไปเรื่อย ๆ ลองผิดลองถูกเดี๋ยวเจอเอง มีตัวอย่างที่ดีเยอะพอควร สามารถนำไปประยุกต์ได ไม่ใช่ลอกน่ะ ประยุกต์อย่างมีศิลป์ รับรองไม่ไปไหน หรอก ไม่ลองไม่รู้ ไม่ดูไม่เห็น หรือไม่ก็เข้าเว็บในหมาวิทยาลัยต่างต่าง ๆ เข้า ใน กูเกิลพิมพ์คำว่า วิจัย รับรองดูกันจนตาลาย |
[19 มี.ค. 2552 เวลา 17:02 น.] [222.123.150.78] 
|
ความคิดเห็นที่ 10 โดยคุณ : นางประภัสสร องค์สวัสดิ์ smilepimjai@gmail.com
|
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ชื่อผลงาน :รายงานผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการวิเคราะห์รายการค้าทางธุรกิจ ด้วยชุดการเรียน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนร่อนพิบูลย์เกียรติวสุนธราภิวัฒก์
ผู้จัดทำ :นางประภัสสร องค์สวัสดิ์
หน่วยงาน :โรงเรียนร่อนพิบูลย์เกียรติวสุนธราภิวัฒก์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
ปีการศึกษา :2550
บทคัดย่อ
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการวิเคราะห์รายการค้าทางธุรกิจ ด้วยชุดการเรียน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดการเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการเรียนด้วยชุดการเรียนเรื่องการวิเคราะห์รายการค้าทางธุรกิจ ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 3) เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการเรียนโดยชุดการเรียน กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนร่อนพิบูลย์เกียรติวสุนธราภิวัฒก์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน ผ่านการพัฒนาด้วยชุดการเรียน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ระยะเวลา 11 สัปดาห์ จำนวน 22 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินเจตคติต่อการเรียนโดยชุดการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ร้อยละความก้าวหน้า (d%) และทดสอบค่าที (t - test)
ผลการศึกษา
1. ชุดการเรียนเรื่องการวิเคราะห์รายการค้าทางธุรกิจ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85/85.67 ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.71 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80 / 80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการวิเคราะห์รายการค้าทางธุรกิจ หลังเรียนด้วยชุดการเรียน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สูงกว่าก่อนเรียน และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และมีความก้าวหน้าโดยรวม ร้อยละ 35.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 25)
3. เจตคติต่อการเรียนโดยชุดการเรียน ของนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด
|
[24 มี.ค. 2552 เวลา 14:41 น.] [222.123.146.231] 
|
ความคิดเห็นที่ 11 โดยคุณ : นางบัวเงิน จุ่งแผ้วตระกูล manumao@thaimail.com
|
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์
สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2
ผู้พัฒนา นางบัวเงิน จุ่งแผ้วตระกูล
ปีการศึกษา 2549-2550
บทคัดย่อ
การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1.) เพื่อรายงานการสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ( 2. ) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประชากรกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ ปีการศึกษา 2550 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ ( 1. ) แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ จำนวน 1 เล่ม ( 2. ) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น คือ การเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตัวแปรตามคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ผลรวม ค่าเฉลี่ย และร้อยละ
ผลปรากฏว่านักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สูงขึ้น จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งคะแนนอยู่ในเกณฑ์สูง น่าพอใจ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปีการศึกษา 2550 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของโรงเรียน คือมากกว่าร้อยละ 65
|
[30 มี.ค. 2552 เวลา 10:37 น.] [118.172.208.16] 
|
ความคิดเห็นที่ 12 โดยคุณ : ต้น ton_2555@hotmail.com
|
| ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆที่ท่านมอบให้มาครับ |
[4 เม.ย. 2552 เวลา 08:31 น.] [125.26.216.158] 
|
ความคิดเห็นที่ 13 โดยคุณ : ตั๊กแตน
|
| เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากค่ะ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ |
[4 เม.ย. 2552 เวลา 21:39 น.] [125.27.191.151] 
|
ความคิดเห็นที่ 14 โดยคุณ : ครูอ้วน
|
| ขอบคุณค่ะ ครูโหล ขอบคุณจริงๆ ใครเปิดไม่ได้อย่าไปด่าเขาซิ คห.2 ไม่น่าเป็นครูเลย ต้วมเตี้ยมอย่างอิฉัน ยังเปิดดูได้เลยคุณ มีประโยชน์กับเพื่อนครูและผู้สนใจมากๆ ขอให้เจริญๆ เถอะพ่อคุณ นำไปใช้กับเด็กเรียนร่วมก็ได้ |
[7 เม.ย. 2552 เวลา 22:02 น.] [125.26.91.86] 
|
ความคิดเห็นที่ 15 โดยคุณ : ครูสีนำเงิน
|
| ขอบคุณมากๆๆๆสำหรับข้อมูลดี เหมือนพระแม่เจ้ามาโปรด โอ้หล่าล้าๆๆ |
[8 เม.ย. 2552 เวลา 10:14 น.] [124.157.142.110] 
|
ความคิดเห็นที่ 16 โดยคุณ : ครูแอ๋ว
|
| เป็นประโยชน์มากค่ะ ขอบคุณค่ะ |
[13 เม.ย. 2552 เวลา 06:15 น.] [125.27.170.160] 
|
ความคิดเห็นที่ 17 โดยคุณ : นาตยา natya_a2009@hotmail.com
|
แจ้งเตอนเพื่อนสมาชิก เรื่อง การทำผลงาน
ประสบปัญหามาจากตนเอง
1. ผลงานโดนคัดลอกจากเขต1 ไปยังอีกเขต1 โดยคนรับจ้างเป็นคนเผยแพร่ แต่ประมาทผู้ตรวจ เปลี่ยนเฉพาะชื่อกับเนื้อหานิดหน่อยเท่านั้น
2. อ้างตนว่ารู้จักกับผู้ตรวจ
3. เป็นครูประจำการมีท่อยู่ที่แน่นอน
4. คัดลอกงานวิจัยออกมาทั้งดุ้นเปลี่ยนเเฉพาะตัวเลขเท่านั้น
5. อ้างว่าสอนมานานทั้งที่สอนไม่กี่ปีบรรจุ2ปีเท่านั้น
6.คัดลอกแผนการเรียนรู้จากแผ่นมาให้ท่าน
7.รับเงินไปแล้วไม่ทำงานส่ง
เหตุการณ์นี้เกิดที่ลพบุรี เขต2 คนรับจ้างทำเป็นครูประจำการ อยู่ที่อำเภอลำสนธิและไม่มีจรรยาบรรณในการทำงาน ไม่ทราบว่า ผ.อ. โรงเรียนทราบไหม กรณ๊นี้ผิดวินัยนะคะ และเมื่อเพื่อนสมาชิกทราบแล้ว หรือใครที่ได้อ่านวิธีการนี้ พอมีความรู้ทำเองเถอะคะอย่างไปง้อมันเลยไม่เช่นนั้นนอกจากจะเสียเงินฟรี ๆ คุณยังโดนวินัยอีกอยากให้ใครที่โดนหลอกหรือโดนกรณีตามที่ยกตัวอย่างนี้อย่าอายมาแสดงตัวเถอะคะเพื่อคนอื่นจะได้ไม่โดนครูสาวคนนี้หลอกอีกต่อไป |
[3 พ.ค. 2552 เวลา 16:10 น.] [117.47.118.42] 
|
ความคิดเห็นที่ 18 โดยคุณ : ถามผู้รู้
|
ยืน วฐ.1 ตุลาคม 2551 การรายงาน 5 - 10 หน้า 2 ปีย้อนหลัง ให้นับถึง วันยืนคำขอ อยากถามผู้รู้ว่า สำหรับผลงานทางวิชาการ 5 บท จะต้องยืนภายในวันที่ 30 กันยายน 2552 นั้น ระยะเวลาการพัฒนานวัตกรรม จะล่วงเลยมาถึง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 (31 มีนาคม 2552) หรือ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 (30 กันยายน 2552) ได้หรือไม่ เพื่อให้เวลาพัฒนาครบ 2 ปี เนื่องจากย้ายโรงเรียน หรือ เปลี่ยนชั้นสอน
[12 พ.ค. 2552 เวลา 21:06 น.] [117.47.41.8
|
[12 พ.ค. 2552 เวลา 21:08 น.] [117.47.41.8] 
|
ความคิดเห็นที่ 19 โดยคุณ : ครูที่รักในวิชาชีพครู
|
| ทำไมถึงมีโฆษณารับจ้างทำกันขนาดนี้ แล้วจะไม่ให้วิชาชีพอื่นๆเขาดูถูกได้อย่างไร ให้โอกาสครูได้ฝึกฝนพัฒนาด้วยตัวเองเถอะ จะได้หรือไม่ได้ก็ยังได้มีโอกาสคิด |
[14 พ.ค. 2552 เวลา 15:21 น.] [10.0.2.111] 
|
ความคิดเห็นที่ 20 โดยคุณ : ครูภูธร thaimail.com
|
| ครูเยียวยาเครียดนะที่บ้านไม่มีเน็ตเขาอมรม ติวเตอร์กันก็ไม่ค่อยรู้พอรู้ก็ผ่านไปแล้วอยากให้คนที่รับผิดชอบเรื่องเยียวยามีเบอร์อยู่แล้วบอกข่าวความเป็นไปเป็นมาหน่อยเถอะท่านเจ้าคุณเอ้ยเปิดอ๊อฟฟิตก็มีแต่ไวรัสเสียคั้รงละ300บาทนะท่านมันเจ็บ |
[18 พ.ค. 2552 เวลา 00:57 น.] [118.172.172.37] 
|
ความคิดเห็นที่ 21 โดยคุณ : วิจิตรา sahakarn.pc.th@hotmail.com
|
อยากสร้างผลงานด้วยตนเอง อย่างฉลาด แต่เริ่มต้นไม่ถูก
ขอเข้ามาดูตัวอย่างผลงานวิชาการ เพื่อเป็นแนวทางในการคิดและทำเอง
มีทั้งนวัตกรรม แผนการจัดการเรียนรู้ วฐ.2 รายงานวิจัย 5 บท
(ในวิชาภาษาไทย สังคม วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ การงานอาชีพ ปฐมวัย)
ฟรี! ทาง Email : sahakarn.pc.th@hotmail.com
|
[29 พ.ค. 2552 เวลา 14:07 น.] [118.173.8.228] 
|
ความคิดเห็นที่ 22 โดยคุณ : Messi
|
| ครูท่านใด มีแผนการสอนอยู่ในมือตนเอง แต่ยังเป็นกระดาษอยู่ (ก็ดีอยู่แล้วครับ) แต่หากต้องการนำแผนกระดาษนั้นมาทำเป็นนวัตกรรมทำสื่อการสอนด้วยระบบคอมพิวเตอร์จะยิ่งดียิ่งขึ้น มีแต่ได้กับได้ เช่น 1.สามารถนำไปประกอบการสอน อันจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักเรียน 2. เป็นผลงานของครูและโรงเรียนด้วย และหรือ 3.นำเสนอเป็นผลงานเลื่อนตำแหน่งได้อีกด้วย ยินดีรับคำแนะนำ หรือสอบถาม diges05@yahoo.com |
[2 มิ.ย. 2552 เวลา 08:31 น.] [118.172.26.147] 
|
ความคิดเห็นที่ 23 โดยคุณ : ลนี
|
| เราทำวิจัย ไม่ผ่าน ว่าจะมาหาดูตัวอย่าง คลิกไปที่ไหนก็ไม่มี จะทำอย่างไร |
[9 มิ.ย. 2552 เวลา 14:37 น.] [125.26.152.81] 
|
ความคิดเห็นที่ 24 โดยคุณ : อยากเห็น
|
| พบ not be found ...ทุก file |
[16 มิ.ย. 2552 เวลา 05:55 น.] [125.26.172.168] 
|
ความคิดเห็นที่ 25 โดยคุณ : ครูขวัญ -
|
| ส่งผลงาน คศ.3 วิชากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนผลไม่ได้รับการอนุมัติ ข้อคิดจากคณะกรรมผู้ตรวจสรุปได้ว่า เนื่อหาในแผนไม้สอดคล้องกับวิเคราะห์หลักสูตร ใครก็ได้ช่วยคิดทีว่าจะเยียวยา หรือ ขอปรับปรุงผลงานใหม่ส่งในรอบต่อไปดี |
[29 มิ.ย. 2552 เวลา 20:36 น.] [118.172.208.234] 
|
ความคิดเห็นที่ 26 โดยคุณ : ครูเยียวยาเหมือนกัน
|
| ตอบครูขวัญนะคะ เยียวยาไปก่อนเถอะ ลองปรับเปลี่ยนดูก่อน 1 รอบ ไม่ได้รอบนี้ ค่อยรอส่งเกณฑ์ใหม่ อย่าเครียดจนเกินไป ค่อยๆ ตั้งหลักนะคะ |
[19 ก.ค. 2552 เวลา 00:02 น.] [118.172.217.217] 
|
ความคิดเห็นที่ 27 โดยคุณ : สมบูรณ์ อุบลกาญจน์ kru-kai99@hotmail.com
|
บทคัดย่อ
ชื่อผลงานทางวิชาการ การพัฒนาวีซีดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้วิจัย นายสมบูรณ์ อุบลกาญจน์
ปีการศึกษา 2550
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาวีซีดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนรู้ด้วย วีซีดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อวีซีดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชน มาบอำมฤต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชุมพร เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 ได้มาโดย การสุ่มอย่างง่าย ด้วยวิธีจับฉลากมาจำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่วีซีดีกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ แบบประเมินคุณภาพวีซีดี แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจและแผนการจัดการเรียนรู้นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้สถิติ E1 / E2 และ E.I. ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) t-test (Dependent Sample)
ผลการวิจัยพบว่า
1. วีซีดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ภาคใต้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5มีประสิทธิภาพ 81.86/83.25และดัชนีประสิทธิผล 0.54
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในการเรียนด้วยวีซีดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อวีซีดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ในระดับมาก
|
[20 ก.ค. 2552 เวลา 20:23 น.] [113.53.55.184] 
|
ความคิดเห็นที่ 28 โดยคุณ : ครูคนเมือง chantamoon90@hotmail.com
|
| ณ ตอนนี้คุณครูท่านใดที่พอจะทราบเกี่ยวกับกำหนดการใหม่ ของการทำผลงานครู คศ. 3 บ้างใหมค่า ทราบข่าวมาว่าจะมีการอบรมครั้งใหม่ ในเดือนกันยายน ( ถ้าใครพอรู้ขอรบกวนส่งข้อมูลมายัง E-mail ข้างต้นด้วยนะค่ะจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งค่า ) |
[22 ก.ค. 2552 เวลา 07:57 น.] [112.142.63.254] 
|
ความคิดเห็นที่ 29 โดยคุณ : หนอนน้อย
|
เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการเยียวยาและสอบpretestผ่านตั้งแต่ครั้งแรกแต่ยังงงเรื่องผลงานที่จะส่งต้องเริ่มพ.ศ.ไหนกันแน่(เพราะที่ไม่ผ่านเริ่ม2549-2550)
และทางเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบก็ไม่ให้ความกระจ่างและชี้แนะอะไรเลยรุ่นแรกที่ทำพร้อมหนอนน้อยหล่นหมด เยียวยารุ่นแรกนี้ผลจะเป็นเช่นไรหลอกไม่ให้โวยหรือเปล่าและมีผู้รู้ท่านใดช่วยกรุณาตอบด้วยนะคะขอบคุณมาก |
[25 ก.ค. 2552 เวลา 12:17 น.] [202.149.25.241] 
|
ความคิดเห็นที่ 30 โดยคุณ : พ่อเป็นครู thodsapon@hotmail.com
|
เห็นใจครูที่ทำผลงานคศ.3 ด้วยตัวเอง ไม่มีความรู้ด้านการทำงานวิจัย ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะช่วยเหลือท่านได้กรุณาติดต่อมาทางเมล์ที่ให้ไว้ ผมไม่ได้เป็นครู แต่พอรู้เรื่องงานวิจัยทางการศึกษา เพราะเคยให้ความรู้เพื่อนที่เป็นอาจารย์ในการประเมินผลงานวิชาการ คศ.3 จนเค้าสามารถทำด้วยตัวเองจนผ่าน และขอบอกท่านไว้ด้วยว่าผมไม่รับค่าตอบแทนใดๆทั้งสิ้น ถ้าท่านจะให้ ขอให้เอาเงินนั้นไปบริจาคช่วยเหลือเด็กยากจนในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกลความเจริญ
ปล. เวลาเข้ามาบอกผมด้วยว่าปรึกษาเรื่องวิจัยคศ.3 |
[31 ก.ค. 2552 เวลา 17:35 น.] [125.26.228.130] 
|
ความคิดเห็นที่ 31 โดยคุณ : ครูไทย ldw1510@thaimail.com
|
ครูเยียวยารุ่แรกทำผลงานเสร็จแล้วส่งงานเดือนกันยายนได้หรือไม่
ท่านผู้เกี่ยวข้องกรุณาตอบด้วยคะ ขอบคุณท่านผู้ให้คำตอบ |
[16 ส.ค. 2552 เวลา 19:52 น.] [222.123.227.217] 
|
ความคิดเห็นที่ 32 โดยคุณ : ครูไทย ldw1510@thaimail.com
|
อยากทราบการตรวจผลงานคศ3 รุ่น 2ไปถึงไหนแล้ว
ของสพท.ขอนแก่น เขต 1คะของแต่ละกลุ่มสาระวิชา
เพราะรุ่นเยียวยาอยากทราบ |
[16 ส.ค. 2552 เวลา 19:57 น.] [222.123.227.217] 
|
ความคิดเห็นที่ 33 โดยคุณ : นางเพ็ญทิพย์ ศิริเมือลจ joejoeyo@hotmail.com
|
ชื่อเรื่อง รายงานผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม กลุ่มสาระวิชาเศรษฐศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้บทเรียน สำเร็จรูป ประกอบการสอน
ผู้รายงาน นางเพ็ญทิพย์ ศิริเมืองจันทร์
ปีที่พิมพ์ 2552
บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1). พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2). เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียน 3). เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 4). เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 / 7 โรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม อำเภอเมืองมหาสารคาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 48 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบการสอน จำนวน 21 แผน บทเรียนสำเร็จรูปประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น จำนวน 8 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีอำนาจจำแนกตั้งแต่ .29 ถึง .76 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 และแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อแผนการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้1) บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 85.23 / 86.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 7 หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ .05 3). ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าที่ระดับ 0.80 4) ความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (X = 4.45)
นางเพ็ญทิพย์ ศิริเมืองจันทร์
ครูชำนาญการ โรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม
|
[30 ส.ค. 2552 เวลา 22:46 น.] [125.26.187.145] 
|
ความคิดเห็นที่ 34 โดยคุณ : นางรัชฎาพร บุญมาคำ nanajittung_@hotmail.com
|
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2
ผู้พัฒนา นางรัชฎาพร บุญมาคำ
ปีการศึกษา 2549-2550
บทคัดย่อ
การรายงานการพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ อำเภอพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
การจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรพุทธศักราช 2544 ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผ่านมา นักเรียนไม่สามารถค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ขาดทักษะพื้นฐาน ขาดการวิเคราะห์ มีสื่อการเรียนรู้ไม่เพียงพอ นักเรียนขาดความรู้ ความเข้าใจในขบวนการเรียนรู้ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ผู้รายงานจึงได้เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์เกี่ยวกับกระบวนการจัดการเรียนการสอน โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเอง จึงจัดทำแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วนขึ้น โดยมีความมุ่งหมายของการศึกษา 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 30 คน เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 ผู้รายงานสร้างแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ขึ้นเองจำนวน 13 หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ 15 แผน ใบงาน หรือแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(ก่อนเรียน หลังเรียน) แล้วทำการเก็บข้อมูลด้วยแบบทดสอบ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน แบบสอบถามความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน จากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้รายงานได้สร้างขึ้นเอง และทำการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบชุดเดียวกัน จำนวน 20 ข้อซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) อยู่ระหว่าง 0.20-0.72 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.82 2) แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่สร้างขึ้น ได้หาระดับความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ มีความคิดเห็นว่า แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน มีความเหมาะสมมากที่สุดทุกด้าน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.77 เรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือ ด้านสื่อการสอนและอุปกรณ์พัฒนา ( ) ด้านรูปแบบการจัดกิจกรรมพัฒนา ( ) ด้านเนื้อหาการเรียนการสอน ( ) ด้านการวัดผลและประเมินผล ( ) และด้านความสอดคล้องกับหลัดสูตร ( ) 3) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 พบว่า แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 มีประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E1/E2) พบว่ามี ประสิทธิภาพคือ E1/E2 = 84.17/82.67 4) ความก้าวหน้าในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน (ก่อนและหลังการดำเนินแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ผลการศึกษาพบว่า ก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 12.00 คิดเป็นร้อยละ 40.00 ของคะแนนเต็ม และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 24.80 คิดเป็นร้อยละ 82.67 ของคะแนนเต็ม ส่วนคะแนนพัฒนาการ (D) มีค่าเฉลี่ย 12.80 คิดเป็นร้อยละ 42.67 ของคะแนนเต็ม 5) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่า มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 6) ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 พบว่า มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.7111 หมายความว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 71.11 7) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ พบว่าระดับความพึงพอใจของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นักเรียนมีเจตคติอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ
|
[16 ก.ย. 2552 เวลา 17:59 น.] [202.149.25.197] 
|
ความคิดเห็นที่ 35 โดยคุณ : นางรัชฎาพร บุญมาคำ nanajittung_@hotmail.com
|
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2
ผู้พัฒนา นางรัชฎาพร บุญมาคำ
ปีการศึกษา 2549-2550
บทคัดย่อ
การรายงานการพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ อำเภอพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
การจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรพุทธศักราช 2544 ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผ่านมา นักเรียนไม่สามารถค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ขาดทักษะพื้นฐาน ขาดการวิเคราะห์ มีสื่อการเรียนรู้ไม่เพียงพอ นักเรียนขาดความรู้ ความเข้าใจในขบวนการเรียนรู้ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ผู้รายงานจึงได้เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์เกี่ยวกับกระบวนการจัดการเรียนการสอน โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเอง จึงจัดทำแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วนขึ้น โดยมีความมุ่งหมายของการศึกษา 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 30 คน เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 ผู้รายงานสร้างแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ขึ้นเองจำนวน 13 หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ 15 แผน ใบงาน หรือแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(ก่อนเรียน หลังเรียน) แล้วทำการเก็บข้อมูลด้วยแบบทดสอบ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน แบบสอบถามความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน จากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้รายงานได้สร้างขึ้นเอง และทำการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบชุดเดียวกัน จำนวน 20 ข้อซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) อยู่ระหว่าง 0.20-0.72 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.82 2) แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่สร้างขึ้น ได้หาระดับความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ มีความคิดเห็นว่า แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน มีความเหมาะสมมากที่สุดทุกด้าน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.77 เรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือ ด้านสื่อการสอนและอุปกรณ์พัฒนา (ค่าเฉลี่ย = 4.83) ด้านรูปแบบการจัดกิจกรรมพัฒนา (ค่าเฉลี่ย = 4.82) ด้านเนื้อหาการเรียนการสอน (ค่าเฉลี่ย = 4.76) ด้านการวัดผลและประเมินผล (ค่าเฉลี่ย = 4.74) และด้านความสอดคล้องกับหลัดสูตร (ค่าเฉลี่ย = 4.70) 3) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 พบว่า แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 มีประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E1/E2) พบว่ามี ประสิทธิภาพคือ E1/E2 = 84.17/82.67 4) ความก้าวหน้าในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน (ก่อนและหลังการดำเนินแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ผลการศึกษาพบว่า ก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 12.00 คิดเป็นร้อยละ 40.00 ของคะแนนเต็ม และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 24.80 คิดเป็นร้อยละ 82.67 ของคะแนนเต็ม ส่วนคะแนนพัฒนาการ (D) มีค่าเฉลี่ย 12.80 คิดเป็นร้อยละ 42.67 ของคะแนนเต็ม 5) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่า มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 6) ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 พบว่า มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.7111 หมายความว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 71.11 7) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ พบว่าระดับความพึงพอใจของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นักเรียนมีเจตคติอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ
|
[16 ก.ย. 2552 เวลา 18:14 น.] [202.149.25.197] 
|
ความคิดเห็นที่ 36 โดยคุณ : อ.ใหญ่ natkata2@gmail.com
|
รับปรึกษางานวิชาการ คส.3 รายวิชา การงาน สังคม ฯ
ที่ผ่านมาให้คำปรึกษาคุณครูทุกท่าน ผ่านโดยไม่มีเงื่อนไข
รับปรึกษามาแล้วหลายปี ไม่ต้องห่วงรื่องคุณภาพ
อ.ใหญ่
083-351-6902
natkata2@gmail.com
|
[20 ก.ย. 2552 เวลา 03:01 น.] [119.31.101.87] 
|
ความคิดเห็นที่ 37 โดยคุณ : ครูสังคม prasert200945@hotmail.com
|
| ทำตามทุกความคิดเห็นไม่เห็นเปิดได้ทุกความคิดเห็น สงสัยจะหลอกจริง ๆ |
[23 ก.ย. 2552 เวลา 12:58 น.] [192.168.182.40] 
|
ความคิดเห็นที่ 38 โดยคุณ : นางประภาภรณ์ ปังหลีเส็น
|
ชื่อเรื่อง การศึกษาและพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียนและหลักการใช้ภาษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนบ้านทุ่งตำเสา ชูสินอุปถัมภ์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ
ชื่อผู้ศึกษา นางประภาภรณ์ ปังหลีเส็น
สาขาวิชา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ปีที่ทำการศึกษา 2551
บทคัดย่อ
รายงานผลการศึกษาและพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และหลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านทุ่งตำเสา ชูสินอุปถัมภ์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะที่ได้จัดทำขึ้น 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลการเรียนก่อนเรียน กับหลังเรียนจากการใช้แบบฝึกทักษะ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนในการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ โดยมีสมมติฐานการศึกษา (1) แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้จัดทำและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพมาตรฐาน 75/75 (2) นักเรียนใช้แบบฝึกทักษะแล้วจะมีผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน (3) นักเรียนใช้แบบฝึกทักษะแล้วจะมีความพึงพอใจในระดับมากประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งตำเสา ชูสินอุปถัมภ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนและหลักการใช้ภาษา เรื่อง ชนิดของคำกลุ่มคำและประโยค จำนวน 9 เล่ม (2) แผนการจัดการเรียนรู้ (3) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะ สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาพบว่า การใช้แบบฝึกทักษะในปีการศึกษา 2551 ปรากฏว่าผลการเรียนในระหว่างเรียน เฉลี่ยร้อยละ 84.33 และผลการทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ 80.08 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ คือ E1, E2 เท่ากับ 75/75 การทดสอบคะแนนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย และหลังเรียน ปรากฏผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน กล่าวคือ นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนได้ถูกต้อง มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 52.70 ทำแบบทดสอบหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นคือ 80.08 ค่า t เท่ากับ - 42.514 แสดงว่านักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนและหลักการใช้ภาษา มีทักษะในการอ่าน การเขียนและหลักการใช้ภาษามากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน และผลการประเมินความพึงพอใจในการใช้ แบบฝึกทักษะของนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด เฉลี่ย ( ) คือ 4.59 .27 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
ข้อเสนอแนะจากการศึกษา
ในการทำแบบฝึกทักษะควรทำให้ครอบคลุมกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดผลต่อ การเรียนของนักเรียน โดยแท้จริง และส่งผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนสูงขึ้นโดยแน่นอน การสร้างนวัตกรรม อาจจะสร้างสื่อประสมขึ้น คือจัดทำสื่อหลายประเภทรวมทั้ง สื่อเทคโนโลยีซึ่งเป็นที่นิยมเวลานี้ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนอย่างหลากหลาย ทำให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจ อยากรู้และอยากเรียนยิ่งขึ้น
|
[24 ก.ย. 2552 เวลา 15:53 น.] [118.173.175.246] 
|
ความคิดเห็นที่ 39 โดยคุณ : รับทำผลงาน cai_kru_thai@hotmail.com
|
รับทำสื่อผลงานคศ.3 ราคากันเอง (แผน นวัตกรรม รายงานการใช้ 5 บท)
สำหรับรอบมี.ค. 53 นี้รับเพียง 3 ท่าน
มีสัญญาว่าจ้างอย่างถูกต้อง รับแก้ไขผลงานที่ได้ปรับปรุงหรือเยียวยา
ส่งงานทางไปรษณีย์ แบบ พกง. หรือทางอีเมลล์ แล้วแต่สะดวก
ราคาตกลงกันได้ ไม่แพงอย่างที่คิด พร้อมปริ๊นท์งานให้ดู 1 ชุด
cai_kru_thai@hotmail.com |
[24 ต.ค. 2552 เวลา 23:34 น.] [110.49.127.139] 
|
ความคิดเห็นที่ 40 โดยคุณ : สุรางคนาถ yard_8007@hotmail
|
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง : รายงานการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ และเจตคติของผู้เรียน โดยชุดการสอนทัศนศิลป์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำสนุ่น
ผู้รายงาน : โดยนางสุรางคนาถ รามัญจิต
โรงเรียน : ลำสนุ่น
รายงานการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ และเจตคติของผู้เรียน โดยชุดการสอนทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดการสอนทัศนศิลป์กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดทำขึ้นที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เรียนรู้ตามศักยภาพ 3) เพื่อศึกษาเจตคติที่ดีของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระทัศนศิลป์ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำสนุ่น กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 46 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ชุดการสอนทัศนศิลป์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดการสอนทัศนศิลป์ สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D. ) และใช้ t test ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของชุดการสอนทัศนศิลป์ มีประสิทธิภาพ 84.22 / 82.98 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดการสอนทัศนศิลป์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผู้เรียนมีเจตคติระดับดีมาก ต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระทัศนศิลป์ซึ่งสอนโดยใช้ชุดการสอนทัศนศิลป์
|
[3 พ.ย. 2552 เวลา 14:44 น.] [124.121.183.180] 
|
ความคิดเห็นที่ 41 โดยคุณ : ครูปักษ์ใต้
|
| ทำไมครูคศ.3ภาษาอังกฤษไม่เข้าตากรรมการประเมินบ้างเลย ผ่านมา3รุ่นแล้ว ปิ๋วทุกรุ่นทุกคน |
[5 พ.ย. 2552 เวลา 21:19 น.] [118.173.140.146] 
|
ความคิดเห็นที่ 42 โดยคุณ : krudum dumdee2@hotmail.com
|
เข้าไปดูที่เว็บไซต์นี้เลยครับ
http://koonkroox.blogspot.com/2008_10_01_archive.html
ที่ให้มามันเข้าไปโหลดไม่ได้แล้วครับสงสัยหมดเวลา
ลงให้ใหม่จะเป็นพระคุณครับ |
[6 พ.ย. 2552 เวลา 10:00 น.] [222.123.250.89] 
|
ความคิดเห็นที่ 43 โดยคุณ : ครูบ้านนอกเหมือนชื่อเวบนี
|
| เวลาลิงค์ไปในหัวข้อที่ต้องการดูตัวอย่างดันโผ่ลไอ้ตัวเวบนี้ออกมาNtnschool.com หมายความว่าจะโฆษราเวบนี้ใช่ไหม่หรือว่าคนโพส์ได้ตังให้คนอื่นคลิกเพื่อจะได้เป็คนเข้าชมเวบต่อไปอย่าทำอย่างนี้คนที่เข่ต้องการศึกษาหาความรู้จริงๆ มีอยูมากอย่าหากินกันอย่างนีร้เลยคนที่มีการศึกษาเขาไม่ทำกันหรอก |
[13 พ.ย. 2552 เวลา 11:31 น.] [119.42.79.71] 
|
ความคิดเห็นที่ 44 โดยคุณ : รับทำงาน kampian_puy@hotmail.com
|
| รับออกแบบสื่อนวัตกรรม ชุดการสอน บทเรียนสำเร็จรูป แบบฝึกทักษะ หนังสืออ่านเพิ่มเติม นิทาน CAI ฯลฯ ออกแบบตามความพอใจ มีตัวอย่างให้ดูค่ะ พร้อมงานวิจัย (รายงานการใช้) ราคากันเองเริ่มต้น 20,000 บาท มีสัญญาว่าจ้าง ส่งงานทางไปรษณีย์ ได้งานชัวร์ ดูแลลูกค้าทุกคนอย่างเต็มที่ ไม่ทิ้งงาน รับไม่เยอะค่ะ เฉพาะรอบมีนาคม 2553 นี้ ทำก่อน ได้งานก่อน พร้อมแก้ไขหลังจากให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ติดต่อสอบถามก่อนได้ โทร. 082-1177092 , E-mail : kampian_puy@hotmail.com |
[16 พ.ย. 2552 เวลา 12:20 น.] [192.168.0.7] 
|
ความคิดเห็นที่ 45 โดยคุณ : สมเกียรติ เซ่งกำเหนิด
|
การเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนวิชาท้องถิ่นของเรา(จังหวัดนครศรีธรรมราช)ของนายสมเกียรติ เซ่งกำเหนิด
บทคัดย่อ
ความมุ่งหมายของการวิจัยครั้งนี้เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนวิชาท้องถิ่นของเรา(จังหวัดนครศรีธรรมราช)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่มีประสิทธิ๓พตามเกณฑ์มาตรฐาน80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนและเพื่อศคกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนโดยใช้อกสารประกอบการเรียนวิชาท้องถิ่นของเรา กล่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา2549 โรงเรียนปากพนัง จำนวน 48 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือเอกสารประกอบการเรียนวิชาท้องถิ่นของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผ้วิจัยได้พัฒนาขึ้นการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test |
[1 ธ.ค. 2552 เวลา 07:50 น.] [192.168.3.219] 
|
ความคิดเห็นที่ 46 โดยคุณ : นางสมพักต์ อินวันนา konbonphu@gmail.com
|
หัวข้อการศึกษาค้นคว้า การสร้างแบบฝึกทักษะการคูณกลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ปีที่ศึกษา 2552
ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสมพักตร์ อินวันนา
บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่4ก่อนและ หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ 3)เพื่อสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองจริง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนบ้านทุ่งมน (ริมราษฎร์นุสรณ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 34 คน
เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลมีดังต่อไปนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อ การเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่4 สถิติ ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test Dependent ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. แบบฝึกทักษะการคูณกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 79.94/76.32
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 4 หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในระดับมาก
|
[15 ธ.ค. 2552 เวลา 13:48 น.] [125.26.118.25] 
|
ความคิดเห็นที่ 47 โดยคุณ : วิทยา wit_bangkok@hotmail.com
|
รับทำผลงาน คศ.3 ทุกสาระ และสื่อทุกประเภท
งานประกอบไปด้วย
1.วิจัย 5บท
2.นวัตกรรม
3.แผน
4.คู่มือการใช้
5.วฐ2/1
คณะผู้จัดทำจบการศึกษาระดับปริญญาโท มีประสบการณ์ในการสอนระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย ผ่านการทำคศ.3 มาแล้วหลายคน มีสัญญาการว่าจ้างถูกต้อง ราคาสามารถตกลงกันได้ รับงานน้อยแต่เน้นคุณภาพ
สนใจติดต่อ wit_bangkok@hotmail.com โทร 084-1549541 (วิทยา)081-9631494(สุเมษฐ์)
|
[19 ธ.ค. 2552 เวลา 15:38 น.] [125.25.18.162] 
|
ความคิดเห็นที่ 48 โดยคุณ : ป้ากล
|
| ทำไมโฆษณาหาลูกค้ากันเปิดเผยขนาดนี้ล่ะ เดี๋ยวนี้มันผิดแล้วน่ะ อัพเดตข้อมูลหน่อยนะ ใช้วิธีดูแลคนรู้จักใกล้ตัวไม่ดีกว่าหรือ ผิดทั้งคนจ้าง และคนรับจ้างนะ ขอโทษนะ ถ้าป้าพูดกระทบใจดำใคร อย่าเพิ่งของขึ้นล่ะ เดี๋ยวความดันจะขึ้นเน้อ |
[22 ธ.ค. 2552 เวลา 11:06 น.] [125.26.90.114] 
|
ความคิดเห็นที่ 49 โดยคุณ : คุณสนใจ ใฝ่รู้ Sonthaya28@yahoo.com
|
| อยากให้ส่งรายงานผลการใช้ชุดวิชาการทำอาหาร เป็นตัวอย่างบ้างขอบขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง |
[13 ม.ค. 2553 เวลา 11:26 น.] [202.143.133.242] 
|
ความคิดเห็นที่ 50 โดยคุณ : ครูแข้ม
|
ขอแบบฟอร์มหรือคำร้องเยียวยา
ขอบคุณผู้ใจบุญล่วงหน้า |
[26 ม.ค. 2553 เวลา 21:12 น.] [192.168.212.30] 
|
ความคิดเห็นที่ 51 โดยคุณ : ครูศศิธร แสนจันทร์ศรี aroonchai9835@gmail.com
|
ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาความพร้อมทางภาษา โดยใช้หนังสือภาพประกอบ
คำคล้องจองเป็นฐานข้อมูล ชั้นอนุบาลปีที่ 2
ผู้ศึกษา นางศศิธร แสนจันทร์ศรี ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
โรงเรียนวัดเอนกดิษฐาราม อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษานนทบุรี เขต 2
ปีที่รายงานการศึกษา ปี พ.ศ. 2552
บทคัดย่อ
ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อความหมาย จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต การแสดงออกทางภาษาต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่ต้องอาศัยทักษะทั้ง 4 ด้าน คือ การฟัง พูด อ่านและเขียน
ที่พัฒนาไปพร้อม ๆกัน ความคิดมีความสัมพันธ์กัน เพราะภาษาคือสื่อของความคิด กระบวนการคิดของเด็กต้องอาศัยภาษา การเข้าใจภาษา การรู้ความหมายของภาษา และการพัฒนาความพร้อมทางภาษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาความก้าวหน้าของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2
ที่เรียนโดยใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจองพัฒนาความพร้อมทางภาษา ก่อนและหลังการใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 29 คน ของโรงเรียนวัดเอนกดิษฐาราม อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลแผนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์
จำนวน 21 แผน หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง จำนวน 7 เล่ม และแบบทดสอบวัดการพัฒนา
ความพร้อมทางภาษา จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการหาค่าเฉลี่ยและเปรียบเทียบผลการพัฒนา
ความพร้อมทางภาษา โดยใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ โดยใช้สูตร t test แบบ Dependent
ผลการพัฒนาความพร้อมทางภาษา โดยใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจองเป็นฐานข้อมูล ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 จากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของคะแนนการทดสอบก่อนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ได้ค่าเฉลี่ย 13.31 ส่วนคะแนนการทดสอบหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ได้ค่าเฉลี่ย 24.75 แสดงว่าคะแนนเฉลี่ยหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ 11.44 หมายความว่า หลังจากที่จัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ โดยใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจองแล้ว ผลการพัฒนาความพร้อมทางภาษาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนวัดเอนกดิษฐาราม
อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 2 จำนวน 29 คน สูงขึ้น
|
[4 ก.พ. 2553 เวลา 13:59 น.] [180.180.3.201] 
|
ความคิดเห็นที่ 52 โดยคุณ : ทวีชัย taweechai@hotmail.com
|
เรื่อง การพัฒนาทักษะการปฏิบัติงาน รายวิชางานจักรยานยนต์ กลุ่มสาระการงานอาชีพ
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย โดยใช้กระบวนการปฏิบัติ
ผู้ศึกษา นายทวีชัย หาโกสีย์
หน่วยงาน โรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น
ที่ปรึกษา นายมงคล อติอนุวรรตน์
ปีที่พิมพ์ 2553
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชางานจักรยานยนต์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนปฏิบัติ 2) เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติ และพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนด้วยกระบวนการทักษะปฏิบัติ รายวิชางานจักรยานยนต์ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เลือกเรียนในรายวิชาเพิ่มเติม รายวิชางานจักรยานยนต์ โรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย ปีการศึกษา 2552 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในศึกษา ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชางานจักรยานยนต์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยาก P ตั้งแต่ 0.12 - 0.92 และค่าอำนาจจำแนก B ตั้งแต่ 0.24 - 0.90 แบบประเมินทักษะการปฏิบัติงาน แปบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ แบบสอบถามความพึงพอใจ ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ตัวแปรต้น ได้แก่ รูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการปฏิบัติงาน และพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านงานอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประกอบด้วย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการปฏิบัติงาน และพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านงานอาชีพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ คือ 1) ได้รูปแบบการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาทักษะการปฏิบัติ และพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เป็นแนวทางในการศึกษาและพัฒนาทักษะการปฏิบัติ ในรายวิชากลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี 3) นักเรียนสามารถนำความรู้จากการเรียนรายวิชางานจักรยานยนต์ ไปใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ และเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพสุจริตได้ มีสมมติฐานการศึกษา คือ 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชางานจักรยานยนต์ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยีที่ดีขึ้น 2) นักเรียนมีความรู้และทักษะการปฏิบัติ และพฤติกรรมการทำงานอาชีพที่เหมาะสม 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนด้วยกระบวนการทักษะปฏิบัติ รายวิชางานจักรยานยนต์ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี
ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชางานจักรยานยนต์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนปฏิบัติ เมื่อผู้เรียนได้เรียนในรายวิชางานจักรยานยนต์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 12 แผน 24 ชั่วโมง แล้วมีผลสัมฤทธิ์จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์จำนวน 40 ข้อ ผลปรากฏว่านักเรียนทั้งหมดมีคะแนนเฉลี่ย 32.60 คิดเป็นร้อยละ 81.50 ของคะแนนเต็ม โดยนักเรียนทั้ง 15 คน ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 100
2. ทักษะการปฏิบัติงานในการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ รายวิชางานจักรยานยนต์ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำแนกเป็นการแผนการจัดการเรียนรู้ จากแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ 1 ถึงแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ 12 ปรากฏว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลคะแนนทักษะการปฏิบัติ คิดเป็นร้อยละ 84.58 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน SD. 0.55 โดยมีคะแนนเฉลี่ยผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ เกณฑ์การผ่าน 70 เปอร์เซ็นต์ทุกแผน
3. พฤติกรรมการเรียนรู้ในการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ รายวิชางานจักรยานยนต์ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำแนกเป็นการแผนการจัดการเรียนรู้ จากแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ 1 ถึงแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ 12 ปรากฏว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ คิดเป็นร้อยละ 84.07 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน SD. 0.56 โดยมีคะแนนเฉลี่ยผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ เกณฑ์การผ่าน 70 เปอร์เซ็นต์ทุกแผน และพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความคิดเห็นในรายวิชางานจักรยานยนต์มีคะแนนเฉลี่ยโดยรวม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.33 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน SD. 0.65 อยู่ในระดับมาก
|
[8 ก.พ. 2553 เวลา 19:18 น.] [113.53.163.119] 
|
ความคิดเห็นที่ 53 โดยคุณ : นายเจริญ ขุนปักษี w@hotmail.com
|
ชื่อรายงาน : รายงานการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ
โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
ผู้รายงาน : นายเจริญ ขุนปักษี ผู้อำนวยการโรงเรียนไชยาวิทยา
ปีการศึกษา : 2551
บทคัดย่อ
รายงานการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) รายงานการดำเนินการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา 3) รายงานผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา
4) เปรียบเทียบผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
ประชากรที่ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา ในปีการศึกษา 2551 รวมทั้งสิ้นจำนวน 3,156 คน กลุ่มตัวอย่างที่ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครู จำนวน 55 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 11 คน สำหรับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซีและมอร์แกน ที่ระดับความคาดเคลื่อน ร้อยละ 5 จากจำนวนประชากรในปีการศึกษา 2551 ใช้กลุ่มตัวอย่างนักเรียน จำนวน 306 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 306 คน รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 678 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ จำนวน 3 ฉบับได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เป็นรายด้านและโดยรวม เปรียบเทียบระหว่างก่อนดำเนินการพัฒนากับหลังดำเนินการพัฒนา ทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test แล้วนำเสนอในรูปตารางประกอบความเรียง โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ในการคำนวณ
ผลการวิจัยพบว่า
1) การดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา ตามความ
คิดเห็นของ ครู คณะกรรมการสถานศึกษาและนักเรียน รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก
2) การเปรียบเทียบการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ระหว่างก่อน
และหลังการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของครู คณะกรรมการสถานศึกษาและนักเรียน รวมทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การดำเนินงานก่อนและหลังการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผลการดำเนินงานหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาทุกด้าน
3) ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ
โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก
4) การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่
ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน รวมทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ผลการดำเนินงานก่อนและหลังการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผลการดำเนินงานหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาทุกด้าน
|
[15 ก.พ. 2553 เวลา 21:59 น.] [203.172.170.105] 
|
ความคิดเห็นที่ 54 โดยคุณ : นายเจริญ ขุนปักษี w@hotmail.com
|
ชื่อรายงาน : รายงานการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ
โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
ผู้รายงาน : นายเจริญ ขุนปักษี รองผู้อำนวยการโรงเรียนไชยาวิทยา
ปีการศึกษา : 2551
บทคัดย่อ
รายงานการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) รายงานการดำเนินการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา 3) รายงานผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา
4) เปรียบเทียบผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
ประชากรที่ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา ในปีการศึกษา 2551 รวมทั้งสิ้นจำนวน 3,156 คน กลุ่มตัวอย่างที่ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครู จำนวน 55 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 11 คน สำหรับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซีและมอร์แกน ที่ระดับความคาดเคลื่อน ร้อยละ 5 จากจำนวนประชากรในปีการศึกษา 2551 ใช้กลุ่มตัวอย่างนักเรียน จำนวน 306 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 306 คน รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 678 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ จำนวน 3 ฉบับได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เป็นรายด้านและโดยรวม เปรียบเทียบระหว่างก่อนดำเนินการพัฒนากับหลังดำเนินการพัฒนา ทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test แล้วนำเสนอในรูปตารางประกอบความเรียง โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ในการคำนวณ
ผลการวิจัยพบว่า
1) การดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา ตามความ
คิดเห็นของ ครู คณะกรรมการสถานศึกษาและนักเรียน รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก
2) การเปรียบเทียบการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ระหว่างก่อน
และหลังการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของครู คณะกรรมการสถานศึกษาและนักเรียน รวมทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การดำเนินงานก่อนและหลังการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผลการดำเนินงานหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาทุกด้าน
3) ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ
โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก
4) การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่
ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน รวมทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ผลการดำเนินงานก่อนและหลังการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผลการดำเนินงานหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาทุกด้าน
|
[19 ก.พ. 2553 เวลา 10:59 น.] [203.172.170.105] 
|
ความคิดเห็นที่ 55 โดยคุณ : โสภิต เกื้อหนุน sophit2500@hotmail.com
|
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้รายงาน นางโสภิต เกื้อหนุน
โรงเรียน บ้านแม่ทราย(คุรุราษฎร์เจริญวิทย์)
บทคัดย่อ
รายงานการใช้ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สร้างและพัฒนาชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแม่ทราย(คุรุราษฎร์เจริญวิทย์)ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแม่ทราย (คุรุราษฎร์เจริญวิทย์) โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ให้สูงขึ้น 3. ศึกษาความพึงพอใจในการใช้ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแม่ทราย(คุรุราษฎร์เจริญวิทย์)
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนบ้านแม่ทราย(คุรุราษฎร์เจริญวิทย์) ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ
1. ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 เรื่อง 20 ชุดแบบฝึกทักษะ 2. แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบปรนัยชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ
3. แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าประสิทธิภาพชุดการสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ค่าดรรชนีประสิทธิผล (E.I) ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการพัฒนาพบว่า
1. ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแม่ทราย(คุรุราษฎร์เจริญวิทย์) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.52/87.85สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแม่ทราย
(คุรุราษฎร์เจริญวิทย์) โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ให้สูงขึ้น ซึ่งผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นร้อยละ 49.00
3. ผลการศึกษาความพึงพอใจในการใช้ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแม่ทราย(คุรุราษฎร์เจริญวิทย์) นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดโดยมีค่า = 4.90 ค่า = 0.30
|
[1 มี.ค. 2553 เวลา 01:47 น.] [113.53.81.69] 
|
ความคิดเห็นที่ 56 โดยคุณ : เนตรนภา ชื่นตา titerlove1917@hotmail.com
|
ชื่อเรื่อง ผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา
ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้ศึกษา นางเนตรนภา ชื่นตา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม
ปีที่ทำศึกษา 2550
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน กุดฉิมวิทยาคม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 21 คน ซึ่งได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ วิชาพระพุทธศาสนา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา แบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนหลังจากการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ดำเนินแผนการศึกษาตามแบบแผน One group pretest posttest design วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test ชนิดกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Sample) ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังจัดกินกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
2. ประสิทธิภาพของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ เท่ากับ 87.50 /84.17 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80
3. ดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีค่าเท่ากับ 0.7532 คิดเป็นร้อยละ 75.32
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น จากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ มีประสิทธิภาพ และ เกิดประสิทธิผลต่อผู้เรียน สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และมีคุณลักษณะตามที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องการเหมาะสำหรับครูที่จะนำมาใช้เป็นสื่อเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้
|
[7 มี.ค. 2553 เวลา 03:48 น.] [125.26.250.16] 
|
ความคิดเห็นที่ 57 โดยคุณ : ไทเกอร์ tigerlove1917@hotmail.com
|
| อ้างถึงข้อความของ เนตรนภา ชื่นตา - 7 มี.ค. 2553 เวลา 03:48 น. | ชื่อเรื่อง ผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา
ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้ศึกษา นางเนตรนภา ชื่นตา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม
ปีที่ทำศึกษา 2550
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน กุดฉิมวิทยาคม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 21 คน ซึ่งได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ วิชาพระพุทธศาสนา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา แบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนหลังจากการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ดำเนินแผนการศึกษาตามแบบแผน One group pretest posttest design วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test ชนิดกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Sample) ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังจัดกินกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
2. ประสิทธิภาพของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ เท่ากับ 87.50 /84.17 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80
3. ดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีค่าเท่ากับ 0.7532 คิดเป็นร้อยละ 75.32
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น จากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ มีประสิทธิภาพ และ เกิดประสิทธิผลต่อผู้เรียน สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และมีคุณลักษณะตามที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องการเหมาะสำหรับครูที่จะนำมาใช้เป็นสื่อเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้
|
ดีมากครับครูที่มุ่งพัฒนาการเรียนของนักเรียนโดยการใช้นวัตกรรมที่แปลกใหม่ ทันสมัย นักเรียนจะได้ไม่เบื่อหน่ายในการเรียน |
[10 มี.ค. 2553 เวลา 19:00 น.] [125.26.253.36] 
|
ความคิดเห็นที่ 58 โดยคุณ : โอเล่ er_@hotmail.com
|
| อ้างถึงข้อความของ ไทเกอร์ - 10 มี.ค. 2553 เวลา 19:00 น. | | อ้างถึงข้อความของ เนตรนภา ชื่นตา - 7 มี.ค. 2553 เวลา 03:48 น. | ชื่อเรื่อง ผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา
ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้ศึกษา นางเนตรนภา ชื่นตา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม
ปีที่ทำศึกษา 2550
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน กุดฉิมวิทยาคม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 21 คน ซึ่งได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ วิชาพระพุทธศาสนา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา แบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนหลังจากการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ดำเนินแผนการศึกษาตามแบบแผน One group pretest posttest design วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test ชนิดกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Sample) ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังจัดกินกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
2. ประสิทธิภาพของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ เท่ากับ 87.50 /84.17 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80
3. ดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีค่าเท่ากับ 0.7532 คิดเป็นร้อยละ 75.32
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น จากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ มีประสิทธิภาพ และ เกิดประสิทธิผลต่อผู้เรียน สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และมีคุณลักษณะตามที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องการเหมาะสำหรับครูที่จะนำมาใช้เป็นสื่อเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้
|
ดีมากครับครูที่มุ่งพัฒนาการเรียนของนักเรียนโดยการใช้นวัตกรรมที่แปลกใหม่ ทันสมัย นักเรียนจะได้ไม่เบื่อหน่ายในการเรียน |
ผมเรียนกับคุณครูแล้วครูสอนดีมากครับ อยากให้มีครูแบบนี้เยอะๆ
|
[10 มี.ค. 2553 เวลา 19:09 น.] [125.26.253.36] 
|
ความคิดเห็นที่ 59 โดยคุณ : สุดารัตน์ suda_@hotmail.com
|
| อ้างถึงข้อความของ โอเล่ - 10 มี.ค. 2553 เวลา 19:09 น. | | อ้างถึงข้อความของ ไทเกอร์ - 10 มี.ค. 2553 เวลา 19:00 น. | | อ้างถึงข้อความของ เนตรนภา ชื่นตา - 7 มี.ค. 2553 เวลา 03:48 น. | ชื่อเรื่อง ผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา
ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้ศึกษา นางเนตรนภา ชื่นตา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม
ปีที่ทำศึกษา 2550
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน กุดฉิมวิทยาคม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 21 คน ซึ่งได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ วิชาพระพุทธศาสนา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา แบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนหลังจากการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ดำเนินแผนการศึกษาตามแบบแผน One group pretest posttest design วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test ชนิดกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Sample) ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังจัดกินกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
2. ประสิทธิภาพของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ เท่ากับ 87.50 /84.17 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80
3. ดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีค่าเท่ากับ 0.7532 คิดเป็นร้อยละ 75.32
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น จากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ มีประสิทธิภาพ และ เกิดประสิทธิผลต่อผู้เรียน สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และมีคุณลักษณะตามที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องการเหมาะสำหรับครูที่จะนำมาใช้เป็นสื่อเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้
|
ดีมากครับครูที่มุ่งพัฒนาการเรียนของนักเรียนโดยการใช้นวัตกรรมที่แปลกใหม่ ทันสมัย นักเรียนจะได้ไม่เบื่อหน่ายในการเรียน |
ผมเรียนกับคุณครูแล้วครูสอนดีมากครับ อยากให้มีครูแบบนี้เยอะๆ
|
ครูเนตรใจดีมากเลยค่ะ ไม่เข้าใจเรื่องไหนถามได้ทุกเวลาค่ะ ผู้เรียนสำคัญที่สุดค่ะ |
[10 มี.ค. 2553 เวลา 19:13 น.] [125.26.253.36] 
|
ความคิดเห็นที่ 60 โดยคุณ : ไก่ korsor3@hotmail.com
|
ขอเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมปฐมวัย
ยากจริงหรือ นวัตกรรมปฐมวัย หรือง่ายเพียงนิดเดียว
1. นวัตกรรมที่ดีของปฐมวัย คือ เพื่อแก้ปัญหาในสิ่งที่เด็กมี หรือ
สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ให้เกิดกับเด็ก โดยนำเรื่องใกล้ตัวมาใช้
2. แผนการจัดการเรียนรู้
- ทำเพื่อแก้ไขปัญหา กิจกรรมต้องมีการฝึกฝนจากง่ายไปสู่ยาก
- ทำเพื่อสร้างสรรค์ ต้องหากิจกรรมมาสร้างให้เกิดความเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่าย
(การเก็บคะแนน) เด็กทุกคนเฉลี่ยได้ร้อยละ 80 จริงหรือไม่
หรือจะต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ แล้วจึงเกิดผล 80 ในช่วงสุดท้าย
ของการฝึก สภาพจริงของเด็กน่าจะเป็นอย่างไร
3. ในการทำวิจัยเมื่อการเก็บคะแนนจากแผน ไม่สามารถทำได้ร้อยละ 80 ตั้งแต่การฝึกครั้งแรก - สุดท้าย จึงแนะนำให้วิเคราะห์เป็นการฝึกแต่ละครั้งเช่น หากมีการฝึก 5 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ได้ร้อยละ ......
ครั้งที่ 2 ได้ร้อยละ .....
ครั้งที่ 3 , 4 , 5 โดยส่วนใหญ่คะแนนร้อยละที่ออกมาจะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับขั้น คือ 60 65 70 75 80 จนถึงการฝึกครั้งสุดท้ายแล้วเด็กได้ร้อยละ 80 ดังนั้น การตั้งวัตถุประสงค์ โดยใช้ E1/E2 80/80 จึงไม่สามารถทำได้หากลักษณะของแผน+นวัตกรรม ให้ผลคะแนนเป็นไปอย่างที่บอกว่า
(ถ้าอยากจะผ่านปฐมวัย มองให้เห็นถึงสภาพจริงของเด็ก และผลตอบสนองจากเด็ก แล้วคุณครูทำอย่างไรก็ผ่านแน่นอน)
|
[11 มี.ค. 2553 เวลา 15:19 น.] [118.173.18.235] 
|
ความคิดเห็นที่ 61 โดยคุณ : ทองใบ สุขเกษม
|
ชื่อเรื่อง การพัฒนาความพร้อมด้านการเขียน ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2
โรงเรียนบ้านเขาตะแคง โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน
หน่วยงาน โรงเรียนบ้านเขาตะแคง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต 2
ปีที่พิมพ์ 2552
ผู้ศึกษา นางทองใบ สุขเกษม
ที่ปรึกษา นางปุณยภา แก้วนุ่น
บทคัดย่อ
จากแนวการจัดประสบการณ์ตามหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2546 สำหรับนักเรียนอายุ 5 - 6 ปี มุ่งพัฒนาการทักษะด้านต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ระดับประถมศึกษา การจัดกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ เด็กควรได้รับการจัดประสบการณ์ที่มุ่งฝึกให้เด็กมีความพร้อมด้านการเขียนให้มาก ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงสนใจศึกษาและพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลพบุรี เขต 2 มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนากระบวนการเตรียมความพร้อมด้านการเขียน ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะจากนิทาน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดประสบการณ์พัฒนาความพร้อมด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 15 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้ระยะเวลาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 สื่อที่ใช้เป็นแบบฝึกทักษะจากนิทาน จำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ นิทานเรื่อง กบเลือกนาย, สองพ่อลูกผู้โง่เขลา, แม่กบกับวัว, และสุนัขจิ้งจอกกับนกกระสา เครื่องมือที่ใช้มี 4 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดประการณ์ จำนวน 4 หน่วย ๆ ละ 5 แผน รวม 20 แผน แบบฝึกทักษะจากนิทาน จำนวน 4 เรื่อง แบบประเมินความพร้อมด้านการเขียน ก่อน - หลังเรียน จำนวน 1 ฉบับ
มี 12 ข้อ และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดประสบการณ์
เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน จำนวน 7 ข้อ
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. กระบวนการเตรียมความพร้อมด้านการเขียน ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน ที่มีประสิทธิภาพ 70/70 (E1/E2) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 73.61/79.44
2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะจากนิทาน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการเขียน ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเขาตะแคง จากการประด้วยแบบประเมินความพร้อมด้านการเขียน ก่อน - หลังเรียน มีค่าเท่ากับ 0.6456 หรือดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะจากนิทาน E.I. แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 64.56
3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดประสบการณ์ พัฒนาความพร้อมด้านการเขียน โดยใช้แบบฝึกทักษะจากนิทาน มีค่าเฉลี่ยที่ 2.53 S.D. 0.53 อยู่ในระดับพอใจมาก
|
[15 มี.ค. 2553 เวลา 12:57 น.] [61.19.66.178] 
|
ความคิดเห็นที่ 62 โดยคุณ : ton ton_pankon@hotmail.com
|
| อ้างถึงข้อความของ นายเจริญ ขุนปักษี - 15 ก.พ. 2553 เวลา 21:59 น. | ชื่อรายงาน : รายงานการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ
โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
ผู้รายงาน : นายเจริญ ขุนปักษี ผู้อำนวยการโรงเรียนไชยาวิทยา
ปีการศึกษา : 2551
บทคัดย่อ
รายงานการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) รายงานการดำเนินการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา 3) รายงานผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา
4) เปรียบเทียบผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
ประชากรที่ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา ในปีการศึกษา 2551 รวมทั้งสิ้นจำนวน 3,156 คน กลุ่มตัวอย่างที่ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครู จำนวน 55 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 11 คน สำหรับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซีและมอร์แกน ที่ระดับความคาดเคลื่อน ร้อยละ 5 จากจำนวนประชากรในปีการศึกษา 2551 ใช้กลุ่มตัวอย่างนักเรียน จำนวน 306 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 306 คน รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 678 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ จำนวน 3 ฉบับได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เป็นรายด้านและโดยรวม เปรียบเทียบระหว่างก่อนดำเนินการพัฒนากับหลังดำเนินการพัฒนา ทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test แล้วนำเสนอในรูปตารางประกอบความเรียง โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ในการคำนวณ
ผลการวิจัยพบว่า
1) การดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา ตามความ
คิดเห็นของ ครู คณะกรรมการสถานศึกษาและนักเรียน รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก
2) การเปรียบเทียบการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ระหว่างก่อน
และหลังการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของครู คณะกรรมการสถานศึกษาและนักเรียน รวมทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การดำเนินงานก่อนและหลังการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผลการดำเนินงานหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาทุกด้าน
3) ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ
โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก
4) การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่
ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน รวมทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ผลการดำเนินงานก่อนและหลังการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผลการดำเนินงานหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาทุกด้าน
|
HHHHHHHHKKKKKKKKKKKKKKKKKKK |
[18 มี.ค. 2553 เวลา 02:30 น.] [110.49.26.92] 
|
ความคิดเห็นที่ 63 โดยคุณ : นางวาสนา กาฬภักดี www.kalapakdee9@gmail.com
|
ชื่อเรื่อง รายงานการสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องมาตราตัวสะกด
ผู้ศึกษา นางวาสนา กาฬภักดี
ชื่อหน่วยงาน โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องมาตราตัวสะกด ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การเขียนสะกดคำ
ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการฝึกด้วย
แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยิน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำ
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกการเขียนสะกดคำภาษาไทย สำหรับนักเรียน
ที่บกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องมาตราตัวสะกด จำนวน 9 ชุด แบบฝึก
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนสะกดคำภาษาไทยสำหรับนักเรียนที่มีบกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องมาตราตัวสะกด จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกการเขียนสะกดคำภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องมาตราตัวสะกด จำนวน 12 ข้อ
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่บกพร่อง
ทางการได้ยิน ที่เรียนในปีการศึกษา 2551 โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี จำนวน 18 คน
การดำเนินการทดลอง ผู้ศึกษานำแบบฝึกการเขียนสะกดคำภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องมาตราตัวสะกด ไปทดลองกับประชากรวิเคราะห์ข้อมูล
ที่ได้จากการทดลองกับเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการฝึกด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ โดยการทดสอบแบบที (t test) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระ (dependent samples) และหาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึก
การเขียนสะกดคำภาษาไทย โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( )
ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกการเขียนสะกดคำภาษาไทย สำหรับนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยิน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องมาตราตัวสะกด ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 73.00 / 72.77 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการฝึกสูงกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการฝึกด้วยแบบฝึก
การเขียนสะกดคำภาษาไทย เรื่องมาตราตัวสะกด โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
|
[21 มี.ค. 2553 เวลา 13:38 น.] [125.27.32.208] 
|
ความคิดเห็นที่ 64 โดยคุณ : อภิชญา เกษีสังข์
|
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ผู้รายงาน นางอภิชญา เกษีสังข์
ตำแหน่ง ครูชำนาญการ อันดับ ค.ศ. 2
โรงเรียนวัดหงส์ปทุมาวาส
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต 1
ปีที่ทดลอง 2552
บทคัดย่อ
การทดลองครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง
คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อน และหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนวัดหงส์ปทุมาวาส อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 37 คน ดำเนินการทดลองทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ทดลองกับนักเรียน จำนวน 2 คน เพื่อหาข้อบกพร่องของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย แล้วนำข้อมูลไปปรับปรุงแก้ไข ครั้งที่ 2 ทดลองกับนักเรียน จำนวน 5 คน เพื่อหาแนวโน้มประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย และครั้งที่ 3 เป็นการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียกับนักเรียน จำนวน 30 คน
ผลการทดลองพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.77/84.85 ตามเกณฑ์ 80/80 ผลการประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียจากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา และด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา บทเรียนโดยรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ย 4.44 และ 4.32 ตามลำดับ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 หลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย เรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษน่ารู้ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
|
[28 มี.ค. 2553 เวลา 02:57 น.] [183.89.90.92] 
|
ความคิดเห็นที่ 65 โดยคุณ : ชาญ นนทมาตย์ chan@hotmail.com
|
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง : ผลการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้ศึกษา : ชาญ นนทมาตย์
สาขาวิชา : ภาษาไทย
ปีการศึกษา : 2551
สถานศึกษา : โรงเรียนบ้านไร่ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 3
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไร่ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่าน จับใจความต่ำ ผู้เรียนอ่านได้แต่เข้าใจเนื้อเรื่องไม่ถูกต้อง จับใจความไม่ได้ เรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนหลังไม่ได้ ทำให้การอ่านไม่มีประโยชน์ ไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เนื้อหาส่วนใหญ่ยังเป็นนามธรรม และผู้เรียนทำความเข้าใจเนื้อหาได้ยาก รวมทั้งขาดสื่อในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขาดเครื่องมือมากระตุ้น ให้ผู้เรียนสนใจที่จะเรียน จากปัญหาดังกล่าวผู้ศึกษาจึงได้สร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้จากหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3) ศึกษาความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไร่ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไร่ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 5) ศึกษาความคิดเห็นของครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่นำหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 เรื่อง แบบทดสอบวัด ผ ล สัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่าน จับใจความ จำนวน 30 ข้อ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ (Multiple Choice) 4 ตัวเลือก และหาคุณภาพโดยมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.38 - 0.66 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.69 ขึ้นไป และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.966 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ควบคู่กับหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง จำนวน 20 แผนที่ผ่านการตรวจและประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง และแบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่นำหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าสถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน ที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความ หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) วิเคราะห์ผลต่างของคะแนนก่อนเรียนและ หลังเรียนของนักเรียน วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่ใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง และวิเคราะห์ความคิดเห็นของครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยหาค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาพบว่า
1. ได้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 เรื่อง ที่มีประสิทธิภาพ
2. หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 86.17/85.29 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
3. ดัชนีประสิทธิผลของหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.71698 คิดเป็นร้อยละ 71.69
4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความหลังการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน บทร้อยกรอง ของนักเรียนสูงกว่าก่อนการใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.17 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.12
5. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริม การอ่านบทร้อยกรอง โดยรวมและเป็นรายข้อทุกข้ออยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.93 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.93
6. ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความคิดเห็นต่อหนังสือส่งเสริม การอ่านบทร้อยกรอง โดยรวมและเป็นรายข้อทุกข้อ อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.73 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.12
โดยสรุปการเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่านจับใจความสูงขึ้น นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนในระดับมากที่สุด และครูผู้สอนที่นำหนังสือส่งเสริมการอ่านบทร้อยกรอง ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด จึงควรสนับสนุนและส่งเสริมให้ครูนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่อไป
|
[28 มี.ค. 2553 เวลา 09:55 น.] [222.123.210.115] 
|
ความคิดเห็นที่ 66 โดยคุณ : สิรินพพา คนมั่น baojai@gmail.com
|
เผยแพร่ผลงานด้วยคะ
ชื่อผู้รายงาน นางสาวสิรินพพา คนมั่น
ชื่อผลงาน ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น โดยการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องพลังงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 บทคัดย่อ ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อสร้างบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องพลังงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป ที่ใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น เรื่องพลังงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น โดยการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องพลังงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น โดยการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องพลังงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนเทศบาลบ้านหนองตาโผ่นมิตรภาพที่ 5 อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 41 คน ที่ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple sampling) ด้วยวิธีการจับฉลากโดยใช้ห้องเรียนเป็นฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ บทเรียนสำเร็จรูป เรื่อง พลังงาน โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบวัฎจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้รายงานสร้างและพัฒนาขึ้น จำนวน 8 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพของสื่อ การหาค่าดัชนีประสิทธิผล การทดสอบ t (t test) ผลการศึกษาพบว่า 1. ได้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องพลังงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพ 83.69/85.61 เมื่อพิจารณาแล้ว ถือว่าเป็นบทเรียนสำเร็จรูปที่มีคุณภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ได้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องพลังงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีค่าดัชนีประสิทธิผล .81 เมื่อพิจารณาแล้ว ถือว่าเป็นบทเรียนสำเร็จรูปที่มีคุณภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน .50 ที่ตั้งไว้ 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น โดยการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องพลังงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .50 4. ผลการประเมินความพึงพอใจของผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น โดยการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องพลังงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 4.43 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากสรุปได้ว่า การวิจัยเรื่องผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น โดยการใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องพลังงาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 คือมีประสิทธิภาพ 83.69/85.61 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .81 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
|
[7 เม.ย. 2553 เวลา 16:23 น.] [113.53.75.113] 
|
ความคิดเห็นที่ 67 โดยคุณ : ดวงเนตร อังกุรวิโรจน์ vic_luxtin@yahoo.com
|
เผยแพร่ผลงานด้วยค่ะ
ชื่อเรื่อง การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องร่างกายของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้รายงาน นางดวงเนตร อังกุรวิโรจน์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
สถานที่ทำงาน โรงเรียนด่านทับตะโกราษฎร์อุปถัมภ์ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้ เป็นการพัฒนาและแก้ปัญหาการเรียนการสอนนักเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องร่างกายของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องร่างกายของเรา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องร่างกายของเราของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องร่างกายของเรา และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องร่างกายของเรา
กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนด่านทับตะโกราษฎร์อุปถัมภ์ จำนวน 40 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) แบบจับสลาก (The Lottery Method) เนื่องจากทางโรงเรียนจัดห้องเรียนโดยคละความสามารถของนักเรียน
การศึกษาครั้งนี้ใช้เนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่องร่างกายของเรา ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 และแนวทางที่ทางสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้จัดทำขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย
1. บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องร่างกายของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พร้อมคู่มือการใช้สำหรับครูจัดกระบวนการเรียนรู้
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
2.1 กิจกรรมสำหรับนักเรียนปฏิบัติระหว่างเรียน แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องร่างกายของเรา จำนวน 9 เล่ม เล่มละ 1 เรื่อง
2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง ร่างกายของ
เรา เป็นแบบเลือกตอบ (Multiple Choice) จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยาก (P) ระหว่าง 0.24 0.80 และค่าอำนาจจำแนก (r) ระหว่าง 0.22 0.73 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93
2.3 แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องร่างกายของเรา เป็นแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96
สรุปผลการศึกษา
1 บทเรียนสำเร็จรูป เรื่องร่างกายของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ย 80.86/84.13 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 75/75
2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องร่างกายของเรา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภายหลังได้รับการเรียนการสอนโดยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องร่างกายของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าได้รับการเรียนการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3 นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องร่างกายของเรา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด
|
[21 เม.ย. 2553 เวลา 10:51 น.] [125.27.172.51] 
|
ความคิดเห็นที่ 68 โดยคุณ : ครู ผู้มีความหวัง
|
| เรียน ท่าน ชิน ฯ ก.ค.ศ โปรดคิดนโยบาย ช่วยครูในผ่านวิทยะฐานะ อย่างน้อย คศ.3 เลิกที่จะกินครู เห็นครูเป็นคนหน้าโง่ ที่ตั้งเกณฑ์ขึ้นมาให้ครูเดินทางไป ถึง คศ.5 แต่ทางที่จะเดินไม่ยากเสียจริง ๆ หน่วยงานอื่นผ้ที่ได้ชำนาญการพิเศษ มีทั้งหลายทางให้เลือกในการเดินทาง แต่อาชีพครูการเดินทางมีทางเดียวคือทำผลงาน และส่งไปให้ผู้พิพากษาตัดสิน ว่าจะประหารชีวิต หรือ ติดคุก โดยการพิจารณาจำเลยอย่างครูไม่วันได้หาพยานหลักฐานมาประกอบการพิจารณา หรือ อุธรณ์ นี้หรือที่เกณฑ์ก.ค.ศ ออกมา พิจารณาครู ในฐานะที่ท่านทั้งหลายใน ก.ค.ศ ก็มาจากการเลือกตั้งมาหลักประชาธิปไตย แต่ท่าไปออกเกณฑ์การประเมินแบบเผด็จการ นี้ประชาธิปไตย แบบไทย ๆ ขอให้คณะกรรมการ ก.ค.ศ หันกลับมามองครู และมองตัวเองด้วย ... โปรดให้ครูได้มีทางเลือกด้วย ... ท่านผู้มีอำนาจ |
[26 เม.ย. 2553 เวลา 22:05 น.] [118.175.159.240] 
|
ความคิดเห็นที่ 69 โดยคุณ : ครู คอยความหวัง
|
ท่านรัฐมนตรี ศึกษา ฯ
ช่วยครูเลื่อนวิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ รุ่นหลัง ๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนตามเกณฑ์ใหม่ ให้การประเมินด้าน 3 นั้นให้ผ่านมาก ๆ เพื่อจะได้ช่วยเป็นกำลังใจ ที่ ท่านทำได้ แต่ท่านจะทำหรือไม่ ถ้าท่านทำได้ท่านจะได้ใจครูทั่วประเทศ |
[11 พ.ค. 2553 เวลา 13:02 น.] [192.168.6.78, 2] 
|
ความคิดเห็นที่ 70 โดยคุณ : ครู ผู้รักในอาชีพ
|
เรียน คุณท่านผู้มีอำนาจในบ้านเมือง
ท่านทราบหรือไม่ว่าคนจนยุคใหม่ คือ อาชีพครู เดือนก็น้อย ค่าครองชีพก็สูง ท่านทั้งหลายบอกว่าให้ครูประหยัดจะประหยัดได้อย่าง ข้าวของแพง ต้องกิน ต้องอยู่ ครูต้องเสียเงินเดือนกลับไปกับการศึกษามากมาย เช่น การเข้ารับการอบรมต้องเสียค่ารถเอง หรือค่าน้ำมันรถเอง ไม่สามารถเบิกได้ การนำเด็กนักเรียนไปอบรมหรือไปสถานที่อื่น ๆ ต้องออกเงินเองทุกอย่างเบิกก็ไม่ได้ แต่พอทำผลงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะให้สูงขึ้น การประเมินผลงานก็เข้มเสียหเลือเกิน แทนที่จะช่วยเหลือครูบ้างเพื่อเป็นขวัยกำลังใจกลับมองข้าม รัฐคิดจะเอาจากครูมาก เช่น คุณภาพเด็กต้องดี แต่ไม่เคยเห็นใจครู คุณภาพเด็กเลยเหมือนที่เห็น |
[12 พ.ค. 2553 เวลา 09:05 น.] [192.168.6.78, 2] 
|
ความคิดเห็นที่ 71 โดยคุณ : เผยแพร่ผลงาน sownoy105@gmail.com
|
ชื่อเรื่อง การวิจัยพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ แบบฝึกเสริมการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่ส่งผล
ต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยและคุณค่าทางภาษา ช่วงชั้นที่ ๑ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑
ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๒
ผู้วิจัย นางเสาวนีย์ คีรีโชติ
ผู้สนับสนุน โรงเรียนบ้านทัพกระบือ
ระยะเวลา กำหนดระยะเวลาการวิจัย ๑๐ สัปดาห์
ปีที่วิจัย ปีการศึกษา ๒๕๕๒
บทคัดย่อ
การวิจัยพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้ ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาพฤติกรรมความเข้าใจใน การเขียนสะกดคำภาษาไทย ๒) ศึกษาผลการปฏิบัติกิจกรรมการเขียนสะกดคำภาษาไทย ๓) ศึกษาพฤติกรรมการมีส่วนร่วมกิจกรรมการเขียนสะกดคำภาษาไทย และ๔) ศึกษาพฤติกรรมการใช้ภาษา
เพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยและคุณค่าทางภาษาของประชากรกลุ่มตัวอย่างชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านทัพกระบือ จำนวน ๒๑ คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ ๑) แบบวัดพฤติกรรมความเข้าใจการเขียนสะกดคำภาษาไทย ๒) แบบวัดผลการปฏิบัติการเขียนสะกดคำภาษาไทย ๓)แบบวัดพฤติกรรมการมีส่วนร่วมกิจกรรมการเขียนสะกดคำภาษาไทย และ ๔) แบบวัดพฤติกรรมการใช้ภาษาเพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยและคุณค่าทางภาษา วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรม SPSS for windows
ใช้สถิติพื้นฐาน ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และใช้สถิติเปรียบเทียบ
Pairst test ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมความเข้าใจการเขียนสะกดคำภาษาไทย ผลการปฏิบัติกิจกรรมการเขียนสะกดคำภาษาไทย พฤติกรรมการมีส่วนร่วมกิจกรรมการเขียนสะกดคำภาษาไทย
และพฤติกรรมการใช้ภาษาเพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย และคุณค่าทางภาษา มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P value < ๐.๐๑ แบบฝึกเสริมการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่ส่งผลต่อ การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยและคุณค่าทางภาษานี้ มีประสิทธิภาพในระดับสูง เป็นรูปแบบงานวิจัยพัฒนานวัตกรรมที่สมควรนำไปประยุกต์ใช้กับนักเรียน ที่มีสภาพบริบทปัญหาคล้ายคลึงกัน ซึ่งจะเป็นการช่วยนำเข้าสู่การพัฒนาระบบการศึกษาให้เป็นรูปธรรมอย่างดียิ่งขึ้น ต่อไป
|
[19 พ.ค. 2553 เวลา 15:29 น.] [118.175.170.222] 
|
ความคิดเห็นที่ 72 โดยคุณ : อิสสรียา เจริญีฬหา issamaew@hotmail.com
|
ชื่อรายงาน ประสิทธิภาพของนวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตwebsite (www.thailittlepoet.com.) วิชา ท 42101
ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยยอด อำเภอห้วยยอด
จังหวัดตรัง
ชื่อผู้รายงาน นางสาวอิสสรียา เจริญลีฬหา
ตำแหน่ง ครู ชำนาญการ
สถานศึกษา โรงเรียนห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
ปีที่ทำการรายงาน ปีการศึกษา 2552
บทคัดย่อ
การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของ
นวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต website
(www.thailittiepoet.com)ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
ประชากรท่ใช้ในการรายงาน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 โรงเรียนห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ปีการศึกษา 2552
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรายงาน ได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง
(Purposive Sampling)จำนวน 36 คน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5/4
รวม 1 ห้องเรียนโดยได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยของนวัตกรรมบทเรียน
ออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตwebsite (www.thailittlepoet.com) วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
เครื่องมือที่ใช้ในการรายงาน ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ Backward Design วิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นวัตกรรมบทเรียนออนไลน์
บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตwebsite (www.thailittlepoet.com)
แบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาไทย และแบบสอบถาม
ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5/4 ภาคเรียนที่ 1)
ปีการศึกษา 2552 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทยด้วยนวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตwebsite (www.thailittlepoet.com)
ผลการศึกษาพบว่า นวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตwebsite (www.thailittlepoet.com)ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
มีประสิทธิภาพของนวัตกรรมเท่ากับ83.62/85.50 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
ทางด้านผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาไทยนักเรียนคะแนนประเมินผลระหว่างเรียนได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ8.15ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ0.60 และคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเท่ากับ8.55ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ0.58
สำหรับความพึงพอใจนวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต website (www.thailittlepoet.com)ปรากฏว่า นักเรียนมีความพึงพอใจระดับมาก มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ4.17 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ0.72
ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บน
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต website (www.thailittlepoet.com) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพสู่งกว่าเกณฑ์มาตรฐานนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเพิ่มขึ้น และมีความพึงพอใจนวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต website (www.thailittlepoet.com)
ในระดับมากจึงเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ได้
|
[20 พ.ค. 2553 เวลา 09:44 น.] [118.173.126.20] 
|
ความคิดเห็นที่ 73 โดยคุณ : ประจักษ์ สุทธิประภา
|
รายงาน รายงานการประเมินโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมให้ได้รับรางวัลโรงเรียน
พระราชทานโดยกระบวนการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง
โรงเรียนบ้านหนองแต้พัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1
ปีการศึกษา 2550
ผู้ประเมิน นายประจักษ์ สุทธิประภา
ปีที่ประเมิน 2550
บทคัดย่อ
การประเมินโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยกระบวนการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนบ้านหนองแต้พัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ปีการศึกษา 2550 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินบริบทของโครงการเกี่ยวกับความต้องการจำเป็นของโครงการ ความเหมาะสมของโครงการ ความเป็นไปได้ของโครงการ และความเหมาะสมของกระบวนการทำงาน เพื่อประเมินปัจจัยนำเข้าของโครงการการที่เกี่ยวกับงบประมาณ ปริมาณและความเหมาะสมของบุคลากร และแนวทางการดำเนินงานโครงการ เพื่อประเมินกระบวนการของโครงการที่เกี่ยวกับกระบวนการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และกระบวนการสร้างความสำเร็จระยะสั้นภาคปฏิบัติ เพื่อประเมินผลผลิตของโครงการการที่เกี่ยวกับการส่งผลต่อการประเมินโรงเรียนรางวัลพระราชทาน ความพึงพอใจที่มีต่อโครงการ และจำนวนโครงการ/กิจกรรมที่ได้รับรางวัล และเพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจที่มีต่อโครงการของนักเรียน ก่อนและหลังการดำเนินโครงการ โดยศึกษาจากประชากรครู จำนวน 4 คน กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 8 คน และกลุ่มตัวอย่างนักเรียน 62 คน และกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครอง จำนวน 65 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามจำนวน 5 ฉบับ แบบสังเกต จำนวน 1 ฉบับ และการประชุมสนทนากลุ่ม 1 ครั้ง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติสหสัมพันธ์แบบเปียร์สัน และการทดสอบค่า t-test โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ผลการประเมินพบว่า
1. ผลการประชุมสนทนากลุ่มเพื่อกำหนดค่าน้ำหนักของตัวชี้วัดแต่ละประเด็น พบว่า ที่ประชุมให้น้ำหนักคะแนนประเด็นการประเมินด้านบริบท ด้านปัจจัย ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ที่ร้อยละ 30, 15, 25 และ 30 ตามลำดับ
2. ผลการประเมินด้านบริบทโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยกระบวนการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนบ้านหนองแต้พัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ปีการศึกษา 2550 พบว่าโครงการมีบริบทผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมาก โดยตัวชี้วัดความต้องการจำเป็นของโครงการ ความเหมาะสมของโครงการ และความเป็นไปได้ของโครงการ ผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมากทุกตัวบ่งชี้
3. ผลการประเมินด้านปัจจัยโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยกระบวนการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนบ้านหนองแต้พัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ปีการศึกษา 2550 พบว่ามีความพร้อมด้านปัจจัยนำเข้าผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมาก โดยตัวชี้วัดด้านงบประมาณ และบุคลากร และตัวชี้วัดด้านแนวทางการดำเนินโครงการต่างผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมาก
4. ผลการประเมินด้านกระบวนการดำเนินโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยกระบวนการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนบ้านหนองแต้พัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ปีการศึกษา 2550 พบว่าผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมาก โดยตัวชี้วัดด้านกระบวนการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และตัวชี้วัดด้านกระบวนการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่องภาคปฏิบัติต่างผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมากทั้งสองตัวชี้วัด
5. ผลการประเมินด้านผลผลิต พบว่าผลผลิต (Output) โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยทั้งตัวชี้วัดด้านการส่งผลต่อการประเมินโรงเรียนรางวัลพระราชทาน และตัวชี้วัดด้านความพึงพอใจที่มีต่อโครงการล้วนอยู่ในระดับมาก มีจำนวนโครงการ/กิจกรรมที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 31 โครงการ/กิจกรรม จากที่ดำเนินการจำนวน 31 โครงการ/กิจกรรม คิดเป็นร้อยละ100 และได้รับรางวัลชนะเลิศโรงเรียนรางวัลพระราชทาน (สถานศึกษาขนาดเล็ก) จังหวัดบุรีรัมย์
6. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อโครงการพัฒนาสภาพแวดล้อมโดยกระบวนการสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนบ้านหนองแต้พัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ปีการศึกษา 2550 ก่อน และหลังการดำเนินโครงการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยหลังดำเนินการมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนดำเนินโครงการ
ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้
1. จากผลการประเมินที่พบว่า ตัวบ่งชี้ด้านบริบทผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมาก ดังนั้นจึงควรมีการวางแผนการประเมินบริบทของโครงการให้รัดกุม ควรดำเนินการก่อนเริ่ม ลงมือปฏิบัติการตามโครงการ
2. ควรมีการวางแผนเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ หรือให้ความรู้ความเข้าใจกับทั้งครู และนักเรียนล่วงหน้า จะเป็นการรับประกันความสำเร็จของผลโครงการได้
3. จากผลการประเมินที่พบว่า ตัวบ่งชี้ด้านกระบวนการผ่านเกณฑ์การประเมินในระดับมาก ควรนำไปประยุกต์กับโครงการอื่น ๆ ที่มีลักษณะการดำเนินงานระยะยาวคล้ายกัน
4. การนำไปใช้กับโรงเรียนที่มีขนาด และจำนวนบุคลากรแตกต่างกัน ควรกำหนดขอบเขตของงานให้เหมาะสมก่อนดำเนินการ
ข้อเสนอแนะนำการประเมินครั้งต่อไป
1. ควรทำการประเมินเกี่ยวกับศักยภาพของชุมชนในการพัฒนา เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมด้านบริบทให้โครงการมีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้น
2. ควรพัฒนาตัวชี้วัดด้านสมรรถนะด้านเทคโนโลยีต่อการดำเนินโครงการเพิ่มเติม
3. ควรทำการประเมินเกี่ยวกับวิธีการทำงานอื่น ๆ ประกอบการดำเนินโครงการตามปกติ เพื่อให้การส่งเสริมให้มีการจัดทำนวัตกรรมด้านการประเมินโครงการ
4. ควรทำวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมให้มีความยั่งยืน
5. ควรพัฒนาเครื่องมือวัดที่เหมาะสมให้สามารถวัดข้อมูลให้ครอบคลุมนักเรียนทุกคน
|
[23 พ.ค. 2553 เวลา 12:21 น.] [180.180.31.10] 
|
ความคิดเห็นที่ 74 โดยคุณ : วิทย์ wit66@hotmail.com
|
รับ (ปรึกษา) ทำผลงาน คศ.3 ทุกสาระ และสื่อทุกประเภท
งานประกอบไปด้วย
1.วิจัย 5บท
2.นวัตกรรม เช่น เอกสารประกอบการเรียน, ชุดฝึก CAI , Adobe Captivate ,Website บทเรียนสำเร็จรูป ฯลฯ
3.แผน
4.คู่มือการใช้ (*หมายเหตุ นวัตกรรมบางประเภทที่ต้องมีคู่มือการใช้*)
5.วฐ2/1
คณะผู้จัดทำจบการศึกษาระดับปริญญาโท มีประสบการณ์ในการสอนระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย ผ่านการทำคศ.3 มาแล้วหลายท่าน มีสัญญาการว่าจ้างถูกต้อง ราคาสามารถตกลงกันได้ รับงานน้อยแต่เน้นคุณภาพ
สนใจติดต่อ wit66@hotmail.com โทร 084-1549541 (วิทยา) 081-9631494 (สุเมษฐ์) (*โทรมาปรึกษาก่อนได้ครับ* )
|
[25 พ.ค. 2553 เวลา 14:14 น.] [10.0.3.194, 118] 
|
ความคิดเห็นที่ 75 โดยคุณ : ภาณุมาส แสงชุม panumas_biw@hotmail.com
|
| อ้างถึงข้อความของ อิสสรียา เจริญีฬหา - 20 พ.ค. 2553 เวลา 09:44 น. | ชื่อรายงาน ประสิทธิภาพของนวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตwebsite (www.thailittlepoet.com.) วิชา ท 42101
ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนห้วยยอด อำเภอห้วยยอด
จังหวัดตรัง
ชื่อผู้รายงาน นางสาวอิสสรียา เจริญลีฬหา
ตำแหน่ง ครู ชำนาญการ
สถานศึกษา โรงเรียนห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
ปีที่ทำการรายงาน ปีการศึกษา 2552
บทคัดย่อ
การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของ
นวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต website
(www.thailittiepoet.com)ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
ประชากรท่ใช้ในการรายงาน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 โรงเรียนห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ปีการศึกษา 2552
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรายงาน ได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง
(Purposive Sampling)จำนวน 36 คน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5/4
รวม 1 ห้องเรียนโดยได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยของนวัตกรรมบทเรียน
ออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตwebsite (www.thailittlepoet.com) วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
เครื่องมือที่ใช้ในการรายงาน ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ Backward Design วิชาภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นวัตกรรมบทเรียนออนไลน์
บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตwebsite (www.thailittlepoet.com)
แบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาไทย และแบบสอบถาม
ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5/4 ภาคเรียนที่ 1)
ปีการศึกษา 2552 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทยด้วยนวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตwebsite (www.thailittlepoet.com)
ผลการศึกษาพบว่า นวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตwebsite (www.thailittlepoet.com)ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
มีประสิทธิภาพของนวัตกรรมเท่ากับ83.62/85.50 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
ทางด้านผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาไทยนักเรียนคะแนนประเมินผลระหว่างเรียนได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ8.15ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ0.60 และคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเท่ากับ8.55ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ0.58
สำหรับความพึงพอใจนวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต website (www.thailittlepoet.com)ปรากฏว่า นักเรียนมีความพึงพอใจระดับมาก มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ4.17 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ0.72
ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บน
เครือข่ายอินเทอร์เน็ต website (www.thailittlepoet.com) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพสู่งกว่าเกณฑ์มาตรฐานนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเพิ่มขึ้น และมีความพึงพอใจนวัตกรรมบทเรียนออนไลน์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต website (www.thailittlepoet.com)
ในระดับมากจึงเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ได้
|
วิชานี้เป็นวิชาที่ฝึกให้ใช้ความคิดที่หลากหลายและสร้างสรรค์และเป็นวิชาที่ช่วยอนุรักษ์วรรณคดีของไทยและอ. เป็นคนที่จริงใจและมีนิสัยเป็นกันเองให้ความรู้กับนักเรียนได้เต็มที่
ภาณุมาส แสงชุม เลขที่27 ม.5/8
|
[29 พ.ค. 2553 เวลา 13:24 น.] [180.183.160.197] 
|
ความคิดเห็นที่ 76 โดยคุณ : tanya tanya_sci@hotmail.com
|
ชื่อผลงาน : ผลการใช้ชุดกิจกรรมพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย 2
วันเดือนปีที่ศึกษา : พฤษภาคม 2551 - กุมภาพันธ์ 2552
ชื่อผู้วิจัย : นางสุธัญญา หน่อสกูล
_______________________________________________________
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาคุณภาพของชุดกิจกรรมพัฒนากระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์สำหรับทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) ศึกษาผลการเรียนรู้ด้านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย 2 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3) เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ด้านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย 2 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับทำโครงงานวิทยาศาสตร์ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย 2 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีต่อชุดกิจกรรมพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย 2 ที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ว 32201 จำนวน 6 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 274 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย 2 จำนวน 45 คน เป็นนักเรียนชาย จำนวน 23 คน นักเรียนหญิง จำนวน 22 คน แบบแผนการวิจัยเชิงทดลองกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับทำโครงงานวิทยาศาสตร์ จำนวน 2 ชุด 2) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ด้านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.81 3) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดกิจกรรมพัฒนากระบวนการวิทยาศาสตร์สำหรับทำโครงงานวิทยาศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าเฉลี่ย
ผลการวิจัยปรากฏดังนี้
1.ชุดกิจกรรมพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก
2.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ๒ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (28.84) มากกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน (16.64) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ก่อนเรียน (SD1=1.61) มีค่าน้อยกว่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังเรียน (SD2=1.66) แสดงว่า การเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับทำโครงงานวิทยาศาสตร์ มีประสิทธิภาพเท่าที่นักเรียนแต่ละคนจะรับได้ กล่าวคือ นักเรียนที่เรียนอ่อนจะได้รับการพัฒนาเป็นอย่างมากจนมีความรู้ความสามารถเท่ากับนักเรียนที่เรียนเก่ง ส่วนนักเรียนที่เรียนเก่งจะถูกจำกัดด้วยคะแนนเต็มจึงทำให้คะแนนของนักเรียนที่เรียนเก่งกับนักเรียนที่เรียนอ่อนไม่แตกต่างกันมากนัก แสดงว่า ชุดกิจกรรมพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ช่วยให้นักเรียนแต่ละคนได้รับการพัฒนาตามจุดประสงค์การเรียนรู้ถึงขั้นสูงสุดของแต่ละคนได้
3.ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลการเรียนรู้ด้านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ๒ ปีการศึกษา 2551 พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับทำโครงงานวิทยาศาสตร์ มีผลการเรียนรู้ด้านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ชุดกิจกรรมพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับทำโครงงานวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาให้นักเรียนมีผลการเรียนรู้ด้านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นได้
4.ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/7 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ๒ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีต่อชุดกิจกรรมพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับทำโครงงานวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมาก
|
[2 มิ.ย. 2553 เวลา 21:36 น.] [118.173.150.147] 
|
ความคิดเห็นที่ 77 โดยคุณ : ครูปุณ punf@hotmail.co.th
|
| อ้างถึงข้อความของ คุณสนใจ ใฝ่รู้ - 13 ม.ค. 2553 เวลา 11:26 น. | | อยากให้ส่งรายงานผลการใช้ชุดวิชาการทำอาหาร เป็นตัวอย่างบ้างขอบขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง |
อยากเห็นตัวอย่างวิชาอาหารบ้าง |
[27 มิ.ย. 2553 เวลา 15:34 น.] [118.173.196.26] 
|
ความคิดเห็นที่ 78 โดยคุณ : นิสา อำมาตย์ naneesa@hotmail.com
|
| อ้างถึงข้อความของ นางรัชฎาพร บุญมาคำ - 16 ก.ย. 2552 เวลา 18:14 น. | เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2
ผู้พัฒนา นางรัชฎาพร บุญมาคำ
ปีการศึกษา 2549-2550
บทคัดย่อ
การรายงานการพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ อำเภอพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
การจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรพุทธศักราช 2544 ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผ่านมา นักเรียนไม่สามารถค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ขาดทักษะพื้นฐาน ขาดการวิเคราะห์ มีสื่อการเรียนรู้ไม่เพียงพอ นักเรียนขาดความรู้ ความเข้าใจในขบวนการเรียนรู้ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ผู้รายงานจึงได้เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์เกี่ยวกับกระบวนการจัดการเรียนการสอน โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเอง จึงจัดทำแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วนขึ้น โดยมีความมุ่งหมายของการศึกษา 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 30 คน เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 ผู้รายงานสร้างแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ขึ้นเองจำนวน 13 หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ 15 แผน ใบงาน หรือแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(ก่อนเรียน หลังเรียน) แล้วทำการเก็บข้อมูลด้วยแบบทดสอบ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน แบบสอบถามความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน จากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้รายงานได้สร้างขึ้นเอง และทำการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบชุดเดียวกัน จำนวน 20 ข้อซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) อยู่ระหว่าง 0.20-0.72 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.82 2) แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่สร้างขึ้น ได้หาระดับความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ มีความคิดเห็นว่า แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน มีความเหมาะสมมากที่สุดทุกด้าน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.77 เรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือ ด้านสื่อการสอนและอุปกรณ์พัฒนา (ค่าเฉลี่ย = 4.83) ด้านรูปแบบการจัดกิจกรรมพัฒนา (ค่าเฉลี่ย = 4.82) ด้านเนื้อหาการเรียนการสอน (ค่าเฉลี่ย = 4.76) ด้านการวัดผลและประเมินผล (ค่าเฉลี่ย = 4.74) และด้านความสอดคล้องกับหลัดสูตร (ค่าเฉลี่ย = 4.70) 3) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 พบว่า แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 มีประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E1/E2) พบว่ามี ประสิทธิภาพคือ E1/E2 = 84.17/82.67 4) ความก้าวหน้าในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน (ก่อนและหลังการดำเนินแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ผลการศึกษาพบว่า ก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 12.00 คิดเป็นร้อยละ 40.00 ของคะแนนเต็ม และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 24.80 คิดเป็นร้อยละ 82.67 ของคะแนนเต็ม ส่วนคะแนนพัฒนาการ (D) มีค่าเฉลี่ย 12.80 คิดเป็นร้อยละ 42.67 ของคะแนนเต็ม 5) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่า มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 6) ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 พบว่า มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.7111 หมายความว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 71.11 7) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ พบว่าระดับความพึงพอใจของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นักเรียนมีเจตคติอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ
|
ถ้าจะกรุณาคนอาชีพเดียวกัน ดิฉันกำลังจะทำ คศ.3 ขอความกรุณาช่วยส่งไฟล์งานวิจัยชิ้นนี้ เพื่อมาดัดแปลงแก้ไขจะได้ไหมค่ะ(รับรองว่าไม่ลอกทั้งดุ้นแน่นอน) ขอบคุณค่ะ |
[10 ก.ค. 2553 เวลา 21:15 น.] [180.180.207.74] 
|
ความคิดเห็นที่ 79 โดยคุณ : ideawork ideajob@hotmail.com
|
| อ้างถึงข้อความของ รับทำงาน - 16 พ.ย. 2552 เวลา 12:20 น. | | รับออกแบบสื่อนวัตกรรม ชุดการสอน บทเรียนสำเร็จรูป แบบฝึกทักษะ หนังสืออ่านเพิ่มเติม นิทาน CAI ฯลฯ ออกแบบตามความพอใจ มีตัวอย่างให้ดูค่ะ พร้อมงานวิจัย (รายงานการใช้) ราคากันเองเริ่มต้น 20,000 บาท มีสัญญาว่าจ้าง ส่งงานทางไปรษณีย์ ได้งานชัวร์ ดูแลลูกค้าทุกคนอย่างเต็มที่ ไม่ทิ้งงาน รับไม่เยอะค่ะ เฉพาะรอบมีนาคม 2553 นี้ ทำก่อน ได้งานก่อน พร้อมแก้ไขหลังจากให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ติดต่อสอบถามก่อนได้ โทร. 082-1177092 , E-mail : kampian_puy@hotmail.com |
รับทำผลงานทางวิชาการ ครูค.ศ. 3 ระดับช่วงชั้นที่ 1 - 3 ครบวงจร
มีสื่อนวัตกรรมให้เลือกมากมายหลายรูปแบบตามแต่ท่านจะตกลง
ส่งงานให้ตรวจทานเป็นระยะๆ เพื่อนำกับมาแก้ไข ราคา 25,000 บาท
แบ่งการชำระเป็นงวดๆ ได้รับงานก่อน แล้วค่อยจ่าย
ไม่ส่งพกง. ส่งงานให้เลยค่ะ แล้วค่อยมีการจ่ายเงิน สบายใจได้
หมดปัญหาทิ้งงาน โกงเงินแน่นอนค่ะ
บริการรับแก้ไขงานเยียวยาทุกรุ่น ระยะเวลาการทำผลงาน 1 - 2 เดือน (รับเพิ่มอีก 2 คน)
หรือต้องการตัวอย่างผลงานที่ผ่านการประเมินแล้วสามารถขอดูตัวอย่างได้ค่ะ
รับรอบกันยา 53 นี้รับเพิ่มอีกเพียง 1 คน ด่วน!! รีบๆ กันหน่อยนะค่ะ
|
[2 ส.ค. 2553 เวลา 14:40 น.] [192.168.0.36, 1] 
|
ความคิดเห็นที่ 80 โดยคุณ : หละอ่อนหละปูน bim_lovely2009@hotmail.com
|
| อ้างถึงข้อความของ นางเพ็ญทิพย์ ศิริเมือลจ - 30 ส.ค. 2552 เวลา 22:46 น. | ชื่อเรื่อง รายงานผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม กลุ่มสาระวิชาเศรษฐศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้บทเรียน สำเร็จรูป ประกอบการสอน
ผู้รายงาน นางเพ็ญทิพย์ ศิริเมืองจันทร์
ปีที่พิมพ์ 2552
บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1). พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2). เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียน 3). เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 4). เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 / 7 โรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม อำเภอเมืองมหาสารคาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 48 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบการสอน จำนวน 21 แผน บทเรียนสำเร็จรูปประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น จำนวน 8 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีอำนาจจำแนกตั้งแต่ .29 ถึง .76 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 และแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อแผนการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้1) บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 85.23 / 86.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 7 หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ .05 3). ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าที่ระดับ 0.80 4) ความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (X = 4.45)
นางเพ็ญทิพย์ ศิริเมืองจันทร์
ครูชำนาญการ โรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม
|
เนื้อหาเยอะๆหน่อยสิคะ |
[31 ส.ค. 2553 เวลา 17:31 น.] [117.47.223.251] 
|
| กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า
1
| |
|
|
|