ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่
หน้าแรก  ข่าวการศึกษา  ครูบ้านนอกBLOG  ห้องสมุดความรู้  เนื้อหาในเว็บไซต์

ค้นหาข่าว/บทความ




รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
ครูบ้านนอก gotoknow
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ทุนการศึกษา

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่

 



เว็บน่าสนใจ

รวมสคริปต์ต่างๆ
รวมOpen Source
แหล่งความรู้ไอท
เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ


  ค้นหาข้อมูลทั่วโลก ทุกเรื่องที่คุณต้องการ
Custom Search
ข่าว/บทความ > เตรียมประเมินวิทยฐานะ > สาระดีๆ สำหรับครูที่ต้องการจัดทำผลงาน(คศ.3)
 

สาระดีๆ สำหรับครูที่ต้องการจัดทำผลงาน(คศ.3)
+โพสต์เมื่อวันที่ : 5 ม.ค. 2552

.....

เข้าไปดูที่เว็บไซต์นี้เลยครับ

ขอขอบคุณเจ้าของเว็บมา ณ ที่นี้ด้วย


โพสต์โดย :
Administrator
เปิดอ่าน : 39774 / 68 ความเห็น
คะแนนของข่าวนี้

(65.71%-42 ผู้โหวต)

 

ข่าวฮอต
ด่วน! แจ้ง "เลื่อน" การสอบประเมินสมรรถนะครูวันที่ 13 มี.ค.ออกไปอย่างไม่มีกำหนด
[เปิด 9562/51 ความเห็น]
"ชินวรณ์" ประกาศปฏิญญาปฏิรูปศึกษารอบ2 เล็งขึ้นเงินเดือนเอาใจครู
[เปิด 13373/72 ความเห็น]
แนวปฏิบัติการจัดทำเอกสารหลักฐานการศึกษาฯ หลักสูตรแกนกลางฯ2551
[เปิด 12862/3 ความเห็น]
อัตราบรรจุปีนี้1.3หมื่น สพฐ.เล็งใช้บัญชีเก่า-28เขตเปิดสอบใหม่ 500อัตรา เม.ย.นี้
[เปิด 26140/90 ความเห็น]
 
 
 
ไม่มีความเห็น
 
 
ข้อมูลในหมวดเดียวกัน
แบบคำขอวิทยฐานะ ก.ค.ศ 1 ก.ค.ศ 1/1 ก.ค.ศ 2 และ 3 ฉบับ word [9560]
แบบคำขอรับการประเมิน(ก.ค.ศ.1-ก.ค.ศ.1/1) และแบบรายงานฯ(ก.ค.ศ.2-ก.ค.ศ.3) [8132]
เกณฑ์วิทยฐานะใหม่ [10676]
ดาวน์โหลดเกณฑ์ประเมิน วฐ.(เดิม) ว25 [35506]
ผลงานทางวิชาการ [34248]

 

ความคิดเห็นที่ 1  โดยคุณ : ครูกังวล

กรุณาช่วยอธิบายวิธีเปิดด้วยค่ะ ไม่เก่งคอมฯ เปิดไม่ออกค่ะ

[11 ม.ค. 2552 เวลา 18:28 น.] [114.128.6.69]

ความคิดเห็นที่ 2  โดยคุณ : ครูน้อย

เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ขอบคุณค่ะ

[21 ม.ค. 2552 เวลา 22:57 น.] [118.172.6.178]

ความคิดเห็นที่ 3  โดยคุณ : ครู

เข้าไปแล้วคลิกตรงลิง download ครับ ตัวอื่นไม่ต้องสนใจ โฆษณาของเว็บ

[24 ม.ค. 2552 เวลา 13:16 น.] [222.123.8.189]

ความคิดเห็นที่ 4  โดยคุณ : อรวรรณ มาทอง orawan_2497@hotmail.com

กำลังกาตัวอย่างวิจัยกลุ่มสาระการงานฯ พอดีได้วิทยานพนธ์ ของ ม.อยุธยาแต่เอาข้อมูลออกมาได้ไม่หมด บอกวิธีให้หน่อยนะคะ ขอบคุณ

[12 ก.พ. 2552 เวลา 01:05 น.] [119.31.100.129]

ความคิดเห็นที่ 5  โดยคุณ : ครูคนหนึ่ง


ใครว่าเวปแหกตา...คุณดูใหม่อีกทีนะอย่าเพิ่งด่วนสรุปคห2 เข้าใจผิดอะไรรึเปล่าคะดิฉันcopyมาให้เห็นจะเนี่ย

Friday, October 31, 2008
บริหารการศึกษา
1. กระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนเครือข่ายการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ในจังหวัดนครราชสีมา
2. การประเมินการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลจังหวัดอุบลราชธานี
3. การพัฒนาชุดฝึกความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
4. การศึกษาปัญหาการบริหารจัดการหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
5. สภาพการนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอชิรบารมี จังหวัดพิจิตร
at 9:53 PM 0 เสนอแนะ/ซักถาม ลิงค์ข้อความนี้
โพสต์โดย jakkapat

[6 มี.ค. 2552 เวลา 20:12 น.] [125.26.64.15]

ความคิดเห็นที่ 6  โดยคุณ : นายสรินทร์ สังข์งาม krusuchart89@gmail.com

ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้ศึกษา นายสุรินทร์ สังข์งาม
ปีที่ทำ 2550

บทคัดย่อ


การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่องการผลิตปุ๋ยชีวภาพ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ จังหวัดกระบี่ ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 41 คน ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้
1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 88.24/88.05 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้ง
2. ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 0.77 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 77
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพ อยู่ในระดับมากที่สุด

[14 มี.ค. 2552 เวลา 12:47 น.] [117.47.83.16]

ความคิดเห็นที่ 7  โดยคุณ : ครูจำเป็น nothne@hotmail.com

ผลงานทางวิชาการต้องส่งอะไรบ้างค่ะ ของหนูมี
1. รายงาน/วิจัย
2. นวัตกรรม
3. คู่มือนวัตกรรม
4. แผนการจัดการเรียนรู้
5. วฐ.5-10 หน้า
หมายหตุ ถ้าไม่มีข้อสอบก่อนเรียนได้หรือเปล่าค่ะ เพราะเราวัดจากแบบฝึกและแบบทดสอบหลังเรียนอย่างเดียว ได้หรือเปล่าค่ะ จะส่งแล้ว ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน จะทำไงดีค่ะ (ช่วยบอกสิ่งที่ถูกกับหนูหน่อย) อ้อ และอีกอย่าง คู่มือการใช้นวัตกรรม หนูจะเขียนบอกทีเดียวเลย มีทั้งหมด 9 ชุด คู่มือการใช้นวัตกรรม ไม่จำเป็นต้องเอาแผนมาใส่ได้หรือเปล่าค่ะ เพราะแยกเล่มแผนการสอนไว้แล้ว และเล่มแผนการสอน ต้องมีแบบฝึกใส่ด้วยหรือเปล่าค่ะ (ขอบคุณค่ะ ปัญหาเยอะมาก เครียดมากค่ะ)

[16 มี.ค. 2552 เวลา 10:37 น.] [118.172.68.253]

ความคิดเห็นที่ 8  โดยคุณ : สงสัย

ขอถามผู้รู้ว่าเมื่อเปิดตรงกรอบที่ว่าสาระดีๆ สำหรับผุ้ที่ต้องการทำผลงาน คศ.3แล้วไมสามารถจะหาเอกสารพบพอโหลดออกมาก็จะเป็นการโฆษณาที่พักตากอากาศเท่านั้นหาข้อมูลไม่พบเลย ขอคำแนะนำในการเข้าหาขอมูลด้วย
ผู้ที่สนใจทำ คศ.3

[16 มี.ค. 2552 เวลา 15:24 น.] [125.27.32.134]

ความคิดเห็นที่ 9  โดยคุณ : ครูที่ผ่านแล้วจ้า

อ้างถึงข้อความของ สงสัย - 16 มี.ค. 2552 เวลา 15:24 น.
ขอถามผู้รู้ว่าเมื่อเปิดตรงกรอบที่ว่าสาระดีๆ สำหรับผุ้ที่ต้องการทำผลงาน คศ.3แล้วไมสามารถจะหาเอกสารพบพอโหลดออกมาก็จะเป็นการโฆษณาที่พักตากอากาศเท่านั้นหาข้อมูลไม่พบเลย ขอคำแนะนำในการเข้าหาขอมูลด้วย
ผู้ที่สนใจทำ คศ.3

คุณลองโหลดให้หมดซิ ตรงที่มีสีน้ำเงิน คลิกตรงนั้นแหละ ดาวโหลดไฟล์ คุณโหลดไปเรื่อย ๆ ลองผิดลองถูกเดี๋ยวเจอเอง มีตัวอย่างที่ดีเยอะพอควร สามารถนำไปประยุกต์ได ไม่ใช่ลอกน่ะ ประยุกต์อย่างมีศิลป์ รับรองไม่ไปไหน หรอก ไม่ลองไม่รู้ ไม่ดูไม่เห็น หรือไม่ก็เข้าเว็บในหมาวิทยาลัยต่างต่าง ๆ เข้า ใน กูเกิลพิมพ์คำว่า วิจัย รับรองดูกันจนตาลาย

[19 มี.ค. 2552 เวลา 17:02 น.] [222.123.150.78]

ความคิดเห็นที่ 10  โดยคุณ : นางประภัสสร องค์สวัสดิ์ smilepimjai@gmail.com

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ชื่อผลงาน :รายงานผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการวิเคราะห์รายการค้าทางธุรกิจ ด้วยชุดการเรียน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนร่อนพิบูลย์เกียรติวสุนธราภิวัฒก์
ผู้จัดทำ :นางประภัสสร องค์สวัสดิ์
หน่วยงาน :โรงเรียนร่อนพิบูลย์เกียรติวสุนธราภิวัฒก์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
ปีการศึกษา :2550
บทคัดย่อ
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการวิเคราะห์รายการค้าทางธุรกิจ ด้วยชุดการเรียน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดการเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการเรียนด้วยชุดการเรียนเรื่องการวิเคราะห์รายการค้าทางธุรกิจ ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 3) เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ต่อการเรียนโดยชุดการเรียน กลุ่มเป้าหมายได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนร่อนพิบูลย์เกียรติวสุนธราภิวัฒก์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 30 คน ผ่านการพัฒนาด้วยชุดการเรียน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ระยะเวลา 11 สัปดาห์ จำนวน 22 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินเจตคติต่อการเรียนโดยชุดการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ร้อยละความก้าวหน้า (d%) และทดสอบค่าที (t - test)
ผลการศึกษา
1. ชุดการเรียนเรื่องการวิเคราะห์รายการค้าทางธุรกิจ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85/85.67 ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.71 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80 / 80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการวิเคราะห์รายการค้าทางธุรกิจ หลังเรียนด้วยชุดการเรียน ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สูงกว่าก่อนเรียน และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และมีความก้าวหน้าโดยรวม ร้อยละ 35.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 25)
3. เจตคติต่อการเรียนโดยชุดการเรียน ของนักเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด

[24 มี.ค. 2552 เวลา 14:41 น.] [222.123.146.231]

ความคิดเห็นที่ 11  โดยคุณ : นางบัวเงิน จุ่งแผ้วตระกูล manumao@thaimail.com

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์
สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2
ผู้พัฒนา นางบัวเงิน จุ่งแผ้วตระกูล
ปีการศึกษา 2549-2550

บทคัดย่อ
การรายงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1.) เพื่อรายงานการสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ( 2. ) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประชากรกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ ปีการศึกษา 2550 จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ ( 1. ) แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ จำนวน 1 เล่ม ( 2. ) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น คือ การเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตัวแปรตามคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ผลรวม ค่าเฉลี่ย และร้อยละ
ผลปรากฏว่านักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์สูงขึ้น จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งคะแนนอยู่ในเกณฑ์สูง น่าพอใจ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปีการศึกษา 2550 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานของโรงเรียน คือมากกว่าร้อยละ 65

[30 มี.ค. 2552 เวลา 10:37 น.] [118.172.208.16]

ความคิดเห็นที่ 12  โดยคุณ : ต้น ton_2555@hotmail.com

ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆที่ท่านมอบให้มาครับ

[4 เม.ย. 2552 เวลา 08:31 น.] [125.26.216.158]

ความคิดเห็นที่ 13  โดยคุณ : ตั๊กแตน

เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากค่ะ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ

[4 เม.ย. 2552 เวลา 21:39 น.] [125.27.191.151]

ความคิดเห็นที่ 14  โดยคุณ : ครูอ้วน

ขอบคุณค่ะ ครูโหล ขอบคุณจริงๆ ใครเปิดไม่ได้อย่าไปด่าเขาซิ คห.2 ไม่น่าเป็นครูเลย ต้วมเตี้ยมอย่างอิฉัน ยังเปิดดูได้เลยคุณ มีประโยชน์กับเพื่อนครูและผู้สนใจมากๆ ขอให้เจริญๆ เถอะพ่อคุณ นำไปใช้กับเด็กเรียนร่วมก็ได้

[7 เม.ย. 2552 เวลา 22:02 น.] [125.26.91.86]

ความคิดเห็นที่ 15  โดยคุณ : ครูสีนำเงิน

ขอบคุณมากๆๆๆสำหรับข้อมูลดี เหมือนพระแม่เจ้ามาโปรด โอ้หล่าล้าๆๆ

[8 เม.ย. 2552 เวลา 10:14 น.] [124.157.142.110]

ความคิดเห็นที่ 16  โดยคุณ : ครูแอ๋ว

เป็นประโยชน์มากค่ะ ขอบคุณค่ะ

[13 เม.ย. 2552 เวลา 06:15 น.] [125.27.170.160]

ความคิดเห็นที่ 17  โดยคุณ : นาตยา natya_a2009@hotmail.com

แจ้งเตอนเพื่อนสมาชิก เรื่อง การทำผลงาน
ประสบปัญหามาจากตนเอง
1. ผลงานโดนคัดลอกจากเขต1 ไปยังอีกเขต1 โดยคนรับจ้างเป็นคนเผยแพร่ แต่ประมาทผู้ตรวจ เปลี่ยนเฉพาะชื่อกับเนื้อหานิดหน่อยเท่านั้น
2. อ้างตนว่ารู้จักกับผู้ตรวจ
3. เป็นครูประจำการมีท่อยู่ที่แน่นอน
4. คัดลอกงานวิจัยออกมาทั้งดุ้นเปลี่ยนเเฉพาะตัวเลขเท่านั้น
5. อ้างว่าสอนมานานทั้งที่สอนไม่กี่ปีบรรจุ2ปีเท่านั้น
6.คัดลอกแผนการเรียนรู้จากแผ่นมาให้ท่าน
7.รับเงินไปแล้วไม่ทำงานส่ง
เหตุการณ์นี้เกิดที่ลพบุรี เขต2 คนรับจ้างทำเป็นครูประจำการ อยู่ที่อำเภอลำสนธิและไม่มีจรรยาบรรณในการทำงาน ไม่ทราบว่า ผ.อ. โรงเรียนทราบไหม กรณ๊นี้ผิดวินัยนะคะ และเมื่อเพื่อนสมาชิกทราบแล้ว หรือใครที่ได้อ่านวิธีการนี้ พอมีความรู้ทำเองเถอะคะอย่างไปง้อมันเลยไม่เช่นนั้นนอกจากจะเสียเงินฟรี ๆ คุณยังโดนวินัยอีกอยากให้ใครที่โดนหลอกหรือโดนกรณีตามที่ยกตัวอย่างนี้อย่าอายมาแสดงตัวเถอะคะเพื่อคนอื่นจะได้ไม่โดนครูสาวคนนี้หลอกอีกต่อไป

[3 พ.ค. 2552 เวลา 16:10 น.] [117.47.118.42]

ความคิดเห็นที่ 18  โดยคุณ : ถามผู้รู้

ยืน วฐ.1 ตุลาคม 2551 การรายงาน 5 - 10 หน้า 2 ปีย้อนหลัง ให้นับถึง วันยืนคำขอ อยากถามผู้รู้ว่า สำหรับผลงานทางวิชาการ 5 บท จะต้องยืนภายในวันที่ 30 กันยายน 2552 นั้น ระยะเวลาการพัฒนานวัตกรรม จะล่วงเลยมาถึง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 (31 มีนาคม 2552) หรือ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 (30 กันยายน 2552) ได้หรือไม่ เพื่อให้เวลาพัฒนาครบ 2 ปี เนื่องจากย้ายโรงเรียน หรือ เปลี่ยนชั้นสอน
[12 พ.ค. 2552 เวลา 21:06 น.] [117.47.41.8

[12 พ.ค. 2552 เวลา 21:08 น.] [117.47.41.8]

ความคิดเห็นที่ 19  โดยคุณ : ครูที่รักในวิชาชีพครู

ทำไมถึงมีโฆษณารับจ้างทำกันขนาดนี้ แล้วจะไม่ให้วิชาชีพอื่นๆเขาดูถูกได้อย่างไร ให้โอกาสครูได้ฝึกฝนพัฒนาด้วยตัวเองเถอะ จะได้หรือไม่ได้ก็ยังได้มีโอกาสคิด

[14 พ.ค. 2552 เวลา 15:21 น.] [10.0.2.111]

ความคิดเห็นที่ 20  โดยคุณ : ครูภูธร thaimail.com

ครูเยียวยาเครียดนะที่บ้านไม่มีเน็ตเขาอมรม ติวเตอร์กันก็ไม่ค่อยรู้พอรู้ก็ผ่านไปแล้วอยากให้คนที่รับผิดชอบเรื่องเยียวยามีเบอร์อยู่แล้วบอกข่าวความเป็นไปเป็นมาหน่อยเถอะท่านเจ้าคุณเอ้ยเปิดอ๊อฟฟิตก็มีแต่ไวรัสเสียคั้รงละ300บาทนะท่านมันเจ็บ

[18 พ.ค. 2552 เวลา 00:57 น.] [118.172.172.37]

ความคิดเห็นที่ 21  โดยคุณ : วิจิตรา sahakarn.pc.th@hotmail.com

อยากสร้างผลงานด้วยตนเอง อย่างฉลาด แต่เริ่มต้นไม่ถูก
ขอเข้ามาดูตัวอย่างผลงานวิชาการ เพื่อเป็นแนวทางในการคิดและทำเอง
มีทั้งนวัตกรรม แผนการจัดการเรียนรู้ วฐ.2 รายงานวิจัย 5 บท
(ในวิชาภาษาไทย สังคม วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ การงานอาชีพ ปฐมวัย)
ฟรี! ทาง Email : sahakarn.pc.th@hotmail.com

[29 พ.ค. 2552 เวลา 14:07 น.] [118.173.8.228]

ความคิดเห็นที่ 22  โดยคุณ : Messi

ครูท่านใด มีแผนการสอนอยู่ในมือตนเอง แต่ยังเป็นกระดาษอยู่ (ก็ดีอยู่แล้วครับ) แต่หากต้องการนำแผนกระดาษนั้นมาทำเป็นนวัตกรรมทำสื่อการสอนด้วยระบบคอมพิวเตอร์จะยิ่งดียิ่งขึ้น มีแต่ได้กับได้ เช่น 1.สามารถนำไปประกอบการสอน อันจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักเรียน 2. เป็นผลงานของครูและโรงเรียนด้วย และหรือ 3.นำเสนอเป็นผลงานเลื่อนตำแหน่งได้อีกด้วย ยินดีรับคำแนะนำ หรือสอบถาม diges05@yahoo.com

[2 มิ.ย. 2552 เวลา 08:31 น.] [118.172.26.147]

ความคิดเห็นที่ 23  โดยคุณ : ลนี

เราทำวิจัย ไม่ผ่าน ว่าจะมาหาดูตัวอย่าง คลิกไปที่ไหนก็ไม่มี จะทำอย่างไร

[9 มิ.ย. 2552 เวลา 14:37 น.] [125.26.152.81]

ความคิดเห็นที่ 24  โดยคุณ : อยากเห็น

พบ not be found ...ทุก file

[16 มิ.ย. 2552 เวลา 05:55 น.] [125.26.172.168]

ความคิดเห็นที่ 25  โดยคุณ : ครูขวัญ -

ส่งผลงาน คศ.3 วิชากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนผลไม่ได้รับการอนุมัติ ข้อคิดจากคณะกรรมผู้ตรวจสรุปได้ว่า เนื่อหาในแผนไม้สอดคล้องกับวิเคราะห์หลักสูตร ใครก็ได้ช่วยคิดทีว่าจะเยียวยา หรือ ขอปรับปรุงผลงานใหม่ส่งในรอบต่อไปดี

[29 มิ.ย. 2552 เวลา 20:36 น.] [118.172.208.234]

ความคิดเห็นที่ 26  โดยคุณ : ครูเยียวยาเหมือนกัน

ตอบครูขวัญนะคะ เยียวยาไปก่อนเถอะ ลองปรับเปลี่ยนดูก่อน 1 รอบ ไม่ได้รอบนี้ ค่อยรอส่งเกณฑ์ใหม่ อย่าเครียดจนเกินไป ค่อยๆ ตั้งหลักนะคะ

[19 ก.ค. 2552 เวลา 00:02 น.] [118.172.217.217]

ความคิดเห็นที่ 27  โดยคุณ : สมบูรณ์ อุบลกาญจน์ kru-kai99@hotmail.com

บทคัดย่อ

ชื่อผลงานทางวิชาการ การพัฒนาวีซีดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชื่อผู้วิจัย นายสมบูรณ์ อุบลกาญจน์
ปีการศึกษา 2550


การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาวีซีดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนรู้ด้วย วีซีดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อวีซีดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชน มาบอำมฤต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชุมพร เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 ได้มาโดย การสุ่มอย่างง่าย ด้วยวิธีจับฉลากมาจำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่วีซีดีกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ แบบประเมินคุณภาพวีซีดี แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจและแผนการจัดการเรียนรู้นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยใช้สถิติ E1 / E2 และ E.I. ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) t-test (Dependent Sample)
ผลการวิจัยพบว่า
1. วีซีดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ภาคใต้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5มีประสิทธิภาพ 81.86/83.25และดัชนีประสิทธิผล 0.54
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในการเรียนด้วยวีซีดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.01
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อวีซีดี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระดนตรี เรื่องเครื่องดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ในระดับมาก

[20 ก.ค. 2552 เวลา 20:23 น.] [113.53.55.184]

ความคิดเห็นที่ 28  โดยคุณ : ครูคนเมือง chantamoon90@hotmail.com

ณ ตอนนี้คุณครูท่านใดที่พอจะทราบเกี่ยวกับกำหนดการใหม่ ของการทำผลงานครู คศ. 3 บ้างใหมค่า ทราบข่าวมาว่าจะมีการอบรมครั้งใหม่ ในเดือนกันยายน ( ถ้าใครพอรู้ขอรบกวนส่งข้อมูลมายัง E-mail ข้างต้นด้วยนะค่ะจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งค่า )

[22 ก.ค. 2552 เวลา 07:57 น.] [112.142.63.254]

ความคิดเห็นที่ 29  โดยคุณ : หนอนน้อย

เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการเยียวยาและสอบpretestผ่านตั้งแต่ครั้งแรกแต่ยังงงเรื่องผลงานที่จะส่งต้องเริ่มพ.ศ.ไหนกันแน่(เพราะที่ไม่ผ่านเริ่ม2549-2550)
และทางเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบก็ไม่ให้ความกระจ่างและชี้แนะอะไรเลยรุ่นแรกที่ทำพร้อมหนอนน้อยหล่นหมด เยียวยารุ่นแรกนี้ผลจะเป็นเช่นไรหลอกไม่ให้โวยหรือเปล่าและมีผู้รู้ท่านใดช่วยกรุณาตอบด้วยนะคะขอบคุณมาก

[25 ก.ค. 2552 เวลา 12:17 น.] [202.149.25.241]

ความคิดเห็นที่ 30  โดยคุณ : พ่อเป็นครู thodsapon@hotmail.com

เห็นใจครูที่ทำผลงานคศ.3 ด้วยตัวเอง ไม่มีความรู้ด้านการทำงานวิจัย ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะช่วยเหลือท่านได้กรุณาติดต่อมาทางเมล์ที่ให้ไว้ ผมไม่ได้เป็นครู แต่พอรู้เรื่องงานวิจัยทางการศึกษา เพราะเคยให้ความรู้เพื่อนที่เป็นอาจารย์ในการประเมินผลงานวิชาการ คศ.3 จนเค้าสามารถทำด้วยตัวเองจนผ่าน และขอบอกท่านไว้ด้วยว่าผมไม่รับค่าตอบแทนใดๆทั้งสิ้น ถ้าท่านจะให้ ขอให้เอาเงินนั้นไปบริจาคช่วยเหลือเด็กยากจนในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกลความเจริญ
ปล. เวลาเข้ามาบอกผมด้วยว่าปรึกษาเรื่องวิจัยคศ.3

[31 ก.ค. 2552 เวลา 17:35 น.] [125.26.228.130]

ความคิดเห็นที่ 31  โดยคุณ : ครูไทย ldw1510@thaimail.com

ครูเยียวยารุ่แรกทำผลงานเสร็จแล้วส่งงานเดือนกันยายนได้หรือไม่
ท่านผู้เกี่ยวข้องกรุณาตอบด้วยคะ ขอบคุณท่านผู้ให้คำตอบ

[16 ส.ค. 2552 เวลา 19:52 น.] [222.123.227.217]

ความคิดเห็นที่ 32  โดยคุณ : ครูไทย ldw1510@thaimail.com

อยากทราบการตรวจผลงานคศ3 รุ่น 2ไปถึงไหนแล้ว
ของสพท.ขอนแก่น เขต 1คะของแต่ละกลุ่มสาระวิชา
เพราะรุ่นเยียวยาอยากทราบ

[16 ส.ค. 2552 เวลา 19:57 น.] [222.123.227.217]

ความคิดเห็นที่ 33  โดยคุณ : นางเพ็ญทิพย์ ศิริเมือลจ joejoeyo@hotmail.com

ชื่อเรื่อง รายงานผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม กลุ่มสาระวิชาเศรษฐศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้บทเรียน สำเร็จรูป ประกอบการสอน
ผู้รายงาน นางเพ็ญทิพย์ ศิริเมืองจันทร์
ปีที่พิมพ์ 2552

บทคัดย่อ
การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1). พัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2). เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียน 3). เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 4). เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 / 7 โรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม อำเภอเมืองมหาสารคาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 48 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบการสอน จำนวน 21 แผน บทเรียนสำเร็จรูปประกอบการสอน เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น จำนวน 8 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีอำนาจจำแนกตั้งแต่ .29 ถึง .76 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 และแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อแผนการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้1) บทเรียนสำเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 85.23 / 86.25 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 7 หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ .05 3). ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูป เรื่องเศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าที่ระดับ 0.80 4) ความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเรื่อง เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (X = 4.45)


นางเพ็ญทิพย์ ศิริเมืองจันทร์
ครูชำนาญการ โรงเรียนอนุบาลมหาสารคาม

[30 ส.ค. 2552 เวลา 22:46 น.] [125.26.187.145]

ความคิดเห็นที่ 34  โดยคุณ : นางรัชฎาพร บุญมาคำ nanajittung_@hotmail.com

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2
ผู้พัฒนา นางรัชฎาพร บุญมาคำ
ปีการศึกษา 2549-2550

บทคัดย่อ
การรายงานการพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ อำเภอพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
การจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรพุทธศักราช 2544 ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผ่านมา นักเรียนไม่สามารถค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ขาดทักษะพื้นฐาน ขาดการวิเคราะห์ มีสื่อการเรียนรู้ไม่เพียงพอ นักเรียนขาดความรู้ ความเข้าใจในขบวนการเรียนรู้ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ผู้รายงานจึงได้เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์เกี่ยวกับกระบวนการจัดการเรียนการสอน โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเอง จึงจัดทำแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วนขึ้น โดยมีความมุ่งหมายของการศึกษา 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 30 คน เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 ผู้รายงานสร้างแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ขึ้นเองจำนวน 13 หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ 15 แผน ใบงาน หรือแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(ก่อนเรียน หลังเรียน) แล้วทำการเก็บข้อมูลด้วยแบบทดสอบ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน แบบสอบถามความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน จากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้รายงานได้สร้างขึ้นเอง และทำการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบชุดเดียวกัน จำนวน 20 ข้อซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) อยู่ระหว่าง 0.20-0.72 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.82 2) แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่สร้างขึ้น ได้หาระดับความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ มีความคิดเห็นว่า แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน มีความเหมาะสมมากที่สุดทุกด้าน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.77 เรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือ ด้านสื่อการสอนและอุปกรณ์พัฒนา ( ) ด้านรูปแบบการจัดกิจกรรมพัฒนา ( ) ด้านเนื้อหาการเรียนการสอน ( ) ด้านการวัดผลและประเมินผล ( ) และด้านความสอดคล้องกับหลัดสูตร ( ) 3) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 พบว่า แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 มีประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E1/E2) พบว่ามี ประสิทธิภาพคือ E1/E2 = 84.17/82.67 4) ความก้าวหน้าในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน (ก่อนและหลังการดำเนินแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ผลการศึกษาพบว่า ก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 12.00 คิดเป็นร้อยละ 40.00 ของคะแนนเต็ม และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 24.80 คิดเป็นร้อยละ 82.67 ของคะแนนเต็ม ส่วนคะแนนพัฒนาการ (D) มีค่าเฉลี่ย 12.80 คิดเป็นร้อยละ 42.67 ของคะแนนเต็ม 5) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่า มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 6) ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 พบว่า มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.7111 หมายความว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 71.11 7) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ พบว่าระดับความพึงพอใจของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นักเรียนมีเจตคติอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ

[16 ก.ย. 2552 เวลา 17:59 น.] [202.149.25.197]

ความคิดเห็นที่ 35  โดยคุณ : นางรัชฎาพร บุญมาคำ nanajittung_@hotmail.com

เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2
ผู้พัฒนา นางรัชฎาพร บุญมาคำ
ปีการศึกษา 2549-2550

บทคัดย่อ
การรายงานการพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ อำเภอพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
การจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรพุทธศักราช 2544 ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผ่านมา นักเรียนไม่สามารถค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ขาดทักษะพื้นฐาน ขาดการวิเคราะห์ มีสื่อการเรียนรู้ไม่เพียงพอ นักเรียนขาดความรู้ ความเข้าใจในขบวนการเรียนรู้ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ผู้รายงานจึงได้เปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์เกี่ยวกับกระบวนการจัดการเรียนการสอน โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเอง จึงจัดทำแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วนขึ้น โดยมีความมุ่งหมายของการศึกษา 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 30 คน เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนชุมชนบ้านพบพระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 ผู้รายงานสร้างแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ขึ้นเองจำนวน 13 หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ 15 แผน ใบงาน หรือแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติ แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(ก่อนเรียน หลังเรียน) แล้วทำการเก็บข้อมูลด้วยแบบทดสอบ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน แบบสอบถามความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน จากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้รายงานได้สร้างขึ้นเอง และทำการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบทดสอบก่อนเรียนหลังเรียน ซึ่งเป็นแบบทดสอบชุดเดียวกัน จำนวน 20 ข้อซึ่งมีค่าอำนาจจำแนก (B) อยู่ระหว่าง 0.20-0.72 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ 0.82 2) แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่สร้างขึ้น ได้หาระดับความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ มีความคิดเห็นว่า แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน มีความเหมาะสมมากที่สุดทุกด้าน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.77 เรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือ ด้านสื่อการสอนและอุปกรณ์พัฒนา (ค่าเฉลี่ย = 4.83) ด้านรูปแบบการจัดกิจกรรมพัฒนา (ค่าเฉลี่ย = 4.82) ด้านเนื้อหาการเรียนการสอน (ค่าเฉลี่ย = 4.76) ด้านการวัดผลและประเมินผล (ค่าเฉลี่ย = 4.74) และด้านความสอดคล้องกับหลัดสูตร (ค่าเฉลี่ย = 4.70) 3) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 พบว่า แบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 มีประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพผลลัพธ์ (E1/E2) พบว่ามี ประสิทธิภาพคือ E1/E2 = 84.17/82.67 4) ความก้าวหน้าในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน (ก่อนและหลังการดำเนินแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ผลการศึกษาพบว่า ก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 12.00 คิดเป็นร้อยละ 40.00 ของคะแนนเต็ม และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 24.80 คิดเป็นร้อยละ 82.67 ของคะแนนเต็ม ส่วนคะแนนพัฒนาการ (D) มีค่าเฉลี่ย 12.80 คิดเป็นร้อยละ 42.67 ของคะแนนเต็ม 5) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่า มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 6) ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 พบว่า มีค่าดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.7111 หมายความว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 71.11 7) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะการบวก ลบ คูณ หารเศษส่วน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ พบว่าระดับความพึงพอใจของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นักเรียนมีเจตคติอยู่ในระดับมากที่สุดทุกข้อ

[16 ก.ย. 2552 เวลา 18:14 น.] [202.149.25.197]

ความคิดเห็นที่ 36  โดยคุณ : อ.ใหญ่ natkata2@gmail.com

รับปรึกษางานวิชาการ คส.3 รายวิชา การงาน สังคม ฯ
ที่ผ่านมาให้คำปรึกษาคุณครูทุกท่าน ผ่านโดยไม่มีเงื่อนไข
รับปรึกษามาแล้วหลายปี ไม่ต้องห่วงรื่องคุณภาพ
อ.ใหญ่
083-351-6902
natkata2@gmail.com

[20 ก.ย. 2552 เวลา 03:01 น.] [119.31.101.87]

ความคิดเห็นที่ 37  โดยคุณ : ครูสังคม prasert200945@hotmail.com

ทำตามทุกความคิดเห็นไม่เห็นเปิดได้ทุกความคิดเห็น สงสัยจะหลอกจริง ๆ

[23 ก.ย. 2552 เวลา 12:58 น.] [192.168.182.40]

ความคิดเห็นที่ 38  โดยคุณ : นางประภาภรณ์ ปังหลีเส็น

ชื่อเรื่อง การศึกษาและพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียนและหลักการใช้ภาษากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนบ้านทุ่งตำเสา “ชูสินอุปถัมภ์” โดยใช้แบบฝึกทักษะ
ชื่อผู้ศึกษา นางประภาภรณ์ ปังหลีเส็น
สาขาวิชา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ปีที่ทำการศึกษา 2551


บทคัดย่อ

รายงานผลการศึกษาและพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และหลักการใช้ภาษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านทุ่งตำเสา “ชูสินอุปถัมภ์” โดยใช้แบบฝึกทักษะ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะที่ได้จัดทำขึ้น 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลการเรียนก่อนเรียน กับหลังเรียนจากการใช้แบบฝึกทักษะ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนในการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ โดยมีสมมติฐานการศึกษา (1) แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้จัดทำและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพมาตรฐาน 75/75 (2) นักเรียนใช้แบบฝึกทักษะแล้วจะมีผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน (3) นักเรียนใช้แบบฝึกทักษะแล้วจะมีความพึงพอใจในระดับมากประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือนักเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งตำเสา “ชูสินอุปถัมภ์” ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ (1) แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนและหลักการใช้ภาษา เรื่อง ชนิดของคำกลุ่มคำและประโยค จำนวน 9 เล่ม (2) แผนการจัดการเรียนรู้ (3) แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (4) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกทักษะ สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาพบว่า การใช้แบบฝึกทักษะในปีการศึกษา 2551 ปรากฏว่าผลการเรียนในระหว่างเรียน เฉลี่ยร้อยละ 84.33 และผลการทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ 80.08 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ คือ E1, E2 เท่ากับ 75/75 การทดสอบคะแนนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย และหลังเรียน ปรากฏผลการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน กล่าวคือ นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนได้ถูกต้อง มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 52.70 ทำแบบทดสอบหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นคือ 80.08 ค่า t เท่ากับ - 42.514 แสดงว่านักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านการเขียนและหลักการใช้ภาษา มีทักษะในการอ่าน การเขียนและหลักการใช้ภาษามากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน และผลการประเมินความพึงพอใจในการใช้ แบบฝึกทักษะของนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด เฉลี่ย ( ) คือ 4.59 .27 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
ข้อเสนอแนะจากการศึกษา
ในการทำแบบฝึกทักษะควรทำให้ครอบคลุมกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดผลต่อ การเรียนของนักเรียน โดยแท้จริง และส่งผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนสูงขึ้นโดยแน่นอน การสร้างนวัตกรรม อาจจะสร้างสื่อประสมขึ้น คือจัดทำสื่อหลายประเภทรวมทั้ง สื่อเทคโนโลยีซึ่งเป็นที่นิยมเวลานี้ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนอย่างหลากหลาย ทำให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจ อยากรู้และอยากเรียนยิ่งขึ้น



[24 ก.ย. 2552 เวลา 15:53 น.] [118.173.175.246]

ความคิดเห็นที่ 39  โดยคุณ : จิราวุธ jirat18@hotmail.com

สำหรับคุณครู และอาจารย์ที่ต้องการทำ คศ. 3 และ คศ. 4 และอยู่ในกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ กรุณาเข้าไปเยี่ยมชม เว๊ปไซด์ ได้ที่

[url]http://banpuenkroo.exteen.com[/url]

โชคดีทุกท่านครับ

[21 ต.ค. 2552 เวลา 14:03 น.] [58.9.50.28]

ความคิดเห็นที่ 40  โดยคุณ : รับทำผลงาน cai_kru_thai@hotmail.com

รับทำสื่อผลงานคศ.3 ราคากันเอง (แผน นวัตกรรม รายงานการใช้ 5 บท)
สำหรับรอบมี.ค. 53 นี้รับเพียง 3 ท่าน
มีสัญญาว่าจ้างอย่างถูกต้อง รับแก้ไขผลงานที่ได้ปรับปรุงหรือเยียวยา
ส่งงานทางไปรษณีย์ แบบ พกง. หรือทางอีเมลล์ แล้วแต่สะดวก
ราคาตกลงกันได้ ไม่แพงอย่างที่คิด พร้อมปริ๊นท์งานให้ดู 1 ชุด
cai_kru_thai@hotmail.com

[24 ต.ค. 2552 เวลา 23:34 น.] [110.49.127.139]

ความคิดเห็นที่ 41  โดยคุณ : สุรางคนาถ yard_8007@hotmail

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง : รายงานการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ และเจตคติของผู้เรียน โดยชุดการสอนทัศนศิลป์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำสนุ่น
ผู้รายงาน : โดยนางสุรางคนาถ รามัญจิต
โรงเรียน : ลำสนุ่น

รายงานการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ และเจตคติของผู้เรียน โดยชุดการสอนทัศนศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดการสอนทัศนศิลป์กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระทัศนศิลป์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดทำขึ้นที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เรียนรู้ตามศักยภาพ 3) เพื่อศึกษาเจตคติที่ดีของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระทัศนศิลป์ ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลำสนุ่น กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในครั้งนี้ ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 46 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ชุดการสอนทัศนศิลป์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดการสอนทัศนศิลป์ สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D. ) และใช้ t – test ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของชุดการสอนทัศนศิลป์ มีประสิทธิภาพ 84.22 / 82.98 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดการสอนทัศนศิลป์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผู้เรียนมีเจตคติระดับดีมาก ต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ สาระทัศนศิลป์ซึ่งสอนโดยใช้ชุดการสอนทัศนศิลป์

[3 พ.ย. 2552 เวลา 14:44 น.] [124.121.183.180]

ความคิดเห็นที่ 42  โดยคุณ : ครูปักษ์ใต้

ทำไมครูคศ.3ภาษาอังกฤษไม่เข้าตากรรมการประเมินบ้างเลย ผ่านมา3รุ่นแล้ว ปิ๋วทุกรุ่นทุกคน

[5 พ.ย. 2552 เวลา 21:19 น.] [118.173.140.146]

ความคิดเห็นที่ 43  โดยคุณ : krudum dumdee2@hotmail.com

เข้าไปดูที่เว็บไซต์นี้เลยครับ

http://koonkroox.blogspot.com/2008_10_01_archive.html
ที่ให้มามันเข้าไปโหลดไม่ได้แล้วครับสงสัยหมดเวลา
ลงให้ใหม่จะเป็นพระคุณครับ

[6 พ.ย. 2552 เวลา 10:00 น.] [222.123.250.89]

ความคิดเห็นที่ 44  โดยคุณ : ครูบ้านนอกเหมือนชื่อเวบนี

เวลาลิงค์ไปในหัวข้อที่ต้องการดูตัวอย่างดันโผ่ลไอ้ตัวเวบนี้ออกมาNtnschool.com หมายความว่าจะโฆษราเวบนี้ใช่ไหม่หรือว่าคนโพส์ได้ตังให้คนอื่นคลิกเพื่อจะได้เป็คนเข้าชมเวบต่อไปอย่าทำอย่างนี้คนที่เข่ต้องการศึกษาหาความรู้จริงๆ มีอยูมากอย่าหากินกันอย่างนีร้เลยคนที่มีการศึกษาเขาไม่ทำกันหรอก

[13 พ.ย. 2552 เวลา 11:31 น.] [119.42.79.71]

ความคิดเห็นที่ 45  โดยคุณ : รับทำงาน kampian_puy@hotmail.com

รับออกแบบสื่อนวัตกรรม ชุดการสอน บทเรียนสำเร็จรูป แบบฝึกทักษะ หนังสืออ่านเพิ่มเติม นิทาน CAI ฯลฯ ออกแบบตามความพอใจ มีตัวอย่างให้ดูค่ะ พร้อมงานวิจัย (รายงานการใช้) ราคากันเองเริ่มต้น 20,000 บาท มีสัญญาว่าจ้าง ส่งงานทางไปรษณีย์ ได้งานชัวร์ ดูแลลูกค้าทุกคนอย่างเต็มที่ ไม่ทิ้งงาน รับไม่เยอะค่ะ เฉพาะรอบมีนาคม 2553 นี้ ทำก่อน ได้งานก่อน พร้อมแก้ไขหลังจากให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ติดต่อสอบถามก่อนได้ โทร. 082-1177092 , E-mail : kampian_puy@hotmail.com

[16 พ.ย. 2552 เวลา 12:20 น.] [192.168.0.7]

ความคิดเห็นที่ 46  โดยคุณ : สมเกียรติ เซ่งกำเหนิด

การเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนวิชาท้องถิ่นของเรา(จังหวัดนครศรีธรรมราช)ของนายสมเกียรติ เซ่งกำเหนิด
บทคัดย่อ
ความมุ่งหมายของการวิจัยครั้งนี้เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนวิชาท้องถิ่นของเรา(จังหวัดนครศรีธรรมราช)ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ที่มีประสิทธิ๓พตามเกณฑ์มาตรฐาน80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนและเพื่อศคกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการสอนโดยใช้อกสารประกอบการเรียนวิชาท้องถิ่นของเรา กล่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา2549 โรงเรียนปากพนัง จำนวน 48 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือเอกสารประกอบการเรียนวิชาท้องถิ่นของเรา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผ้วิจัยได้พัฒนาขึ้นการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test

[1 ธ.ค. 2552 เวลา 07:50 น.] [192.168.3.219]

ความคิดเห็นที่ 47  โดยคุณ : นางสมพักต์ อินวันนา konbonphu@gmail.com

หัวข้อการศึกษาค้นคว้า การสร้างแบบฝึกทักษะการคูณกลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ปีที่ศึกษา 2552
ผู้ศึกษาค้นคว้า นางสมพักตร์ อินวันนา

บทคัดย่อ

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่4ก่อนและ หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ 3)เพื่อสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองจริง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนบ้านทุ่งมน (ริมราษฎร์นุสรณ์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 34 คน
เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลมีดังต่อไปนี้ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อ การเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่4 สถิติ ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test Dependent ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. แบบฝึกทักษะการคูณกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 79.94/76.32
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 4 หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในระดับมาก

[15 ธ.ค. 2552 เวลา 13:48 น.] [125.26.118.25]

ความคิดเห็นที่ 48  โดยคุณ : วิทยา wit_bangkok@hotmail.com

รับทำผลงาน คศ.3 ทุกสาระ และสื่อทุกประเภท

งานประกอบไปด้วย

1.วิจัย 5บท

2.นวัตกรรม

3.แผน

4.คู่มือการใช้

5.วฐ2/1

คณะผู้จัดทำจบการศึกษาระดับปริญญาโท มีประสบการณ์ในการสอนระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย ผ่านการทำคศ.3 มาแล้วหลายคน มีสัญญาการว่าจ้างถูกต้อง ราคาสามารถตกลงกันได้ รับงานน้อยแต่เน้นคุณภาพ

สนใจติดต่อ wit_bangkok@hotmail.com โทร 084-1549541 (วิทยา)081-9631494(สุเมษฐ์)

[19 ธ.ค. 2552 เวลา 15:38 น.] [125.25.18.162]

ความคิดเห็นที่ 49  โดยคุณ : ป้ากล

ทำไมโฆษณาหาลูกค้ากันเปิดเผยขนาดนี้ล่ะ เดี๋ยวนี้มันผิดแล้วน่ะ อัพเดตข้อมูลหน่อยนะ ใช้วิธีดูแลคนรู้จักใกล้ตัวไม่ดีกว่าหรือ ผิดทั้งคนจ้าง และคนรับจ้างนะ ขอโทษนะ ถ้าป้าพูดกระทบใจดำใคร อย่าเพิ่งของขึ้นล่ะ เดี๋ยวความดันจะขึ้นเน้อ

[22 ธ.ค. 2552 เวลา 11:06 น.] [125.26.90.114]

ความคิดเห็นที่ 50  โดยคุณ : คุณสนใจ ใฝ่รู้ Sonthaya28@yahoo.com

อยากให้ส่งรายงานผลการใช้ชุดวิชาการทำอาหาร เป็นตัวอย่างบ้างขอบขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

[13 ม.ค. 2553 เวลา 11:26 น.] [202.143.133.242]

ความคิดเห็นที่ 51  โดยคุณ : ครูแข้ม

ขอแบบฟอร์มหรือคำร้องเยียวยา
ขอบคุณผู้ใจบุญล่วงหน้า

[26 ม.ค. 2553 เวลา 21:12 น.] [192.168.212.30]

ความคิดเห็นที่ 52  โดยคุณ : ครูศศิธร แสนจันทร์ศรี aroonchai9835@gmail.com

ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาความพร้อมทางภาษา โดยใช้หนังสือภาพประกอบ
คำคล้องจองเป็นฐานข้อมูล ชั้นอนุบาลปีที่ 2
ผู้ศึกษา นางศศิธร แสนจันทร์ศรี ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
โรงเรียนวัดเอนกดิษฐาราม อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษานนทบุรี เขต 2
ปีที่รายงานการศึกษา ปี พ.ศ. 2552

บทคัดย่อ

ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อความหมาย จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต การแสดงออกทางภาษาต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่ต้องอาศัยทักษะทั้ง 4 ด้าน คือ การฟัง พูด อ่านและเขียน
ที่พัฒนาไปพร้อม ๆกัน ความคิดมีความสัมพันธ์กัน เพราะภาษาคือสื่อของความคิด กระบวนการคิดของเด็กต้องอาศัยภาษา การเข้าใจภาษา การรู้ความหมายของภาษา และการพัฒนาความพร้อมทางภาษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาความก้าวหน้าของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2
ที่เรียนโดยใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจองพัฒนาความพร้อมทางภาษา ก่อนและหลังการใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 29 คน ของโรงเรียนวัดเอนกดิษฐาราม อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลแผนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์
จำนวน 21 แผน หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง จำนวน 7 เล่ม และแบบทดสอบวัดการพัฒนา
ความพร้อมทางภาษา จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ในการหาค่าเฉลี่ยและเปรียบเทียบผลการพัฒนา
ความพร้อมทางภาษา โดยใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจอง ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ โดยใช้สูตร t – test แบบ Dependent
ผลการพัฒนาความพร้อมทางภาษา โดยใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจองเป็นฐานข้อมูล ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 จากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของคะแนนการทดสอบก่อนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ได้ค่าเฉลี่ย 13.31 ส่วนคะแนนการทดสอบหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ได้ค่าเฉลี่ย 24.75 แสดงว่าคะแนนเฉลี่ยหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ 11.44 หมายความว่า หลังจากที่จัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ โดยใช้หนังสือภาพประกอบคำคล้องจองแล้ว ผลการพัฒนาความพร้อมทางภาษาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนวัดเอนกดิษฐาราม
อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานนทบุรี เขต 2 จำนวน 29 คน สูงขึ้น

[4 ก.พ. 2553 เวลา 13:59 น.] [180.180.3.201]

ความคิดเห็นที่ 53  โดยคุณ : ทวีชัย taweechai@hotmail.com

เรื่อง การพัฒนาทักษะการปฏิบัติงาน รายวิชางานจักรยานยนต์ กลุ่มสาระการงานอาชีพ
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย โดยใช้กระบวนการปฏิบัติ
ผู้ศึกษา นายทวีชัย หาโกสีย์
หน่วยงาน โรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น
ที่ปรึกษา นายมงคล อติอนุวรรตน์
ปีที่พิมพ์ 2553

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชางานจักรยานยนต์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนปฏิบัติ 2) เพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติ และพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนด้วยกระบวนการทักษะปฏิบัติ รายวิชางานจักรยานยนต์ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เลือกเรียนในรายวิชาเพิ่มเติม รายวิชางานจักรยานยนต์ โรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย ปีการศึกษา 2552 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในศึกษา ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชางานจักรยานยนต์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ มีค่าความยาก P ตั้งแต่ 0.12 - 0.92 และค่าอำนาจจำแนก B ตั้งแต่ 0.24 - 0.90 แบบประเมินทักษะการปฏิบัติงาน แปบประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ แบบสอบถามความพึงพอใจ ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ตัวแปรต้น ได้แก่ รูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการปฏิบัติงาน และพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านงานอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประกอบด้วย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการปฏิบัติงาน และพฤติกรรมการเรียนรู้ด้านงานอาชีพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ คือ 1) ได้รูปแบบการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาทักษะการปฏิบัติ และพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เป็นแนวทางในการศึกษาและพัฒนาทักษะการปฏิบัติ ในรายวิชากลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี 3) นักเรียนสามารถนำความรู้จากการเรียนรายวิชางานจักรยานยนต์ ไปใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ และเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพสุจริตได้ มีสมมติฐานการศึกษา คือ 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชางานจักรยานยนต์ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยีที่ดีขึ้น 2) นักเรียนมีความรู้และทักษะการปฏิบัติ และพฤติกรรมการทำงานอาชีพที่เหมาะสม 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนด้วยกระบวนการทักษะปฏิบัติ รายวิชางานจักรยานยนต์ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี

ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชางานจักรยานยนต์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนปฏิบัติ เมื่อผู้เรียนได้เรียนในรายวิชางานจักรยานยนต์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากแผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 12 แผน 24 ชั่วโมง แล้วมีผลสัมฤทธิ์จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์จำนวน 40 ข้อ ผลปรากฏว่านักเรียนทั้งหมดมีคะแนนเฉลี่ย 32.60 คิดเป็นร้อยละ 81.50 ของคะแนนเต็ม โดยนักเรียนทั้ง 15 คน ผ่านเกณฑ์การประเมิน ร้อยละ 100
2. ทักษะการปฏิบัติงานในการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ รายวิชางานจักรยานยนต์ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำแนกเป็นการแผนการจัดการเรียนรู้ จากแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ 1 ถึงแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ 12 ปรากฏว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลคะแนนทักษะการปฏิบัติ คิดเป็นร้อยละ 84.58 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน SD. 0.55 โดยมีคะแนนเฉลี่ยผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ เกณฑ์การผ่าน 70 เปอร์เซ็นต์ทุกแผน
3. พฤติกรรมการเรียนรู้ในการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ รายวิชางานจักรยานยนต์ กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำแนกเป็นการแผนการจัดการเรียนรู้ จากแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ 1 ถึงแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ 12 ปรากฏว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลคะแนนพฤติกรรมการเรียนรู้ คิดเป็นร้อยละ 84.07 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน SD. 0.56 โดยมีคะแนนเฉลี่ยผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ เกณฑ์การผ่าน 70 เปอร์เซ็นต์ทุกแผน และพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ
4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความคิดเห็นในรายวิชางานจักรยานยนต์มีคะแนนเฉลี่ยโดยรวม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.33 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน SD. 0.65 อยู่ในระดับมาก

[8 ก.พ. 2553 เวลา 19:18 น.] [113.53.163.119]

ความคิดเห็นที่ 54  โดยคุณ : นายเจริญ ขุนปักษี w@hotmail.com

ชื่อรายงาน : รายงานการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ
โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
ผู้รายงาน : นายเจริญ ขุนปักษี ผู้อำนวยการโรงเรียนไชยาวิทยา
ปีการศึกษา : 2551

บทคัดย่อ

รายงานการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) รายงานการดำเนินการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา 3) รายงานผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา
4) เปรียบเทียบผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
ประชากรที่ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา ในปีการศึกษา 2551 รวมทั้งสิ้นจำนวน 3,156 คน กลุ่มตัวอย่างที่ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครู จำนวน 55 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 11 คน สำหรับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซีและมอร์แกน ที่ระดับความคาดเคลื่อน ร้อยละ 5 จากจำนวนประชากรในปีการศึกษา 2551 ใช้กลุ่มตัวอย่างนักเรียน จำนวน 306 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 306 คน รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 678 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ จำนวน 3 ฉบับได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เป็นรายด้านและโดยรวม เปรียบเทียบระหว่างก่อนดำเนินการพัฒนากับหลังดำเนินการพัฒนา ทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test แล้วนำเสนอในรูปตารางประกอบความเรียง โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ในการคำนวณ
ผลการวิจัยพบว่า
1) การดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา ตามความ
คิดเห็นของ ครู คณะกรรมการสถานศึกษาและนักเรียน รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก
2) การเปรียบเทียบการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ระหว่างก่อน
และหลังการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของครู คณะกรรมการสถานศึกษาและนักเรียน รวมทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การดำเนินงานก่อนและหลังการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผลการดำเนินงานหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาทุกด้าน
3) ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ
โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก
4) การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่
ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน รวมทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ผลการดำเนินงานก่อนและหลังการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผลการดำเนินงานหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาทุกด้าน

[15 ก.พ. 2553 เวลา 21:59 น.] [203.172.170.105]

ความคิดเห็นที่ 55  โดยคุณ : นายเจริญ ขุนปักษี w@hotmail.com

ชื่อรายงาน : รายงานการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ
โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
ผู้รายงาน : นายเจริญ ขุนปักษี รองผู้อำนวยการโรงเรียนไชยาวิทยา
ปีการศึกษา : 2551

บทคัดย่อ

รายงานการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) รายงานการดำเนินการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา 3) รายงานผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา
4) เปรียบเทียบผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2
ประชากรที่ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา ในปีการศึกษา 2551 รวมทั้งสิ้นจำนวน 3,156 คน กลุ่มตัวอย่างที่ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครู จำนวน 55 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 11 คน สำหรับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซีและมอร์แกน ที่ระดับความคาดเคลื่อน ร้อยละ 5 จากจำนวนประชากรในปีการศึกษา 2551 ใช้กลุ่มตัวอย่างนักเรียน จำนวน 306 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 306 คน รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 678 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ จำนวน 3 ฉบับได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เป็นรายด้านและโดยรวม เปรียบเทียบระหว่างก่อนดำเนินการพัฒนากับหลังดำเนินการพัฒนา ทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test แล้วนำเสนอในรูปตารางประกอบความเรียง โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ในการคำนวณ
ผลการวิจัยพบว่า
1) การดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน โรงเรียนไชยาวิทยา ตามความ
คิดเห็นของ ครู คณะกรรมการสถานศึกษาและนักเรียน รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก
2) การเปรียบเทียบการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ระหว่างก่อน
และหลังการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของครู คณะกรรมการสถานศึกษาและนักเรียน รวมทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การดำเนินงานก่อนและหลังการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผลการดำเนินงานหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาทุกด้าน
3) ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่ความเป็นเลิศ
โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน รวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก
4) การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนสู่
ความเป็นเลิศ โรงเรียนไชยาวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามความคิดเห็นของ ครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียน รวมทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ผลการดำเนินงานก่อนและหลังการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผลการดำเนินงานหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาทุกด้าน

[19 ก.พ. 2553 เวลา 10:59 น.] [203.172.170.105]

ความคิดเห็นที่ 56  โดยคุณ : โสภิต เกื้อหนุน sophit2500@hotmail.com

ชื่อเรื่อง รายงานการใช้ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์
กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้รายงาน นางโสภิต เกื้อหนุน
โรงเรียน บ้านแม่ทราย(คุรุราษฎร์เจริญวิทย์)

บทคัดย่อ

รายงานการใช้ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ทัศนศิลป์) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สร้างและพัฒนาชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแม่ทราย(คุรุราษฎร์เจริญวิทย์)ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแม่ทราย (คุรุราษฎร์เจริญวิทย์) โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ให้สูงขึ้น 3. ศึกษาความพึงพอใจในการใช้ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแม่ทราย(คุรุราษฎร์เจริญวิทย์)
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนบ้านแม่ทราย(คุรุราษฎร์เจริญวิทย์) ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ
1. ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 เรื่อง 20 ชุดแบบฝึกทักษะ 2. แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบปรนัยชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ
3. แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าประสิทธิภาพชุดการสอนตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ค่าดรรชนีประสิทธิผล (E.I) ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการพัฒนาพบว่า
1. ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแม่ทราย(คุรุราษฎร์เจริญวิทย์) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.52/87.85สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80

2. ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแม่ทราย
(คุรุราษฎร์เจริญวิทย์) โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ให้สูงขึ้น ซึ่งผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นร้อยละ 49.00
3. ผลการศึกษาความพึงพอใจในการใช้ชุดแบบฝึกทักษะเรื่อง การใช้ทัศนธาตุเพื่อพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านแม่ทราย(คุรุราษฎร์เจริญวิทย์) นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดโดยมีค่า = 4.90 ค่า = 0.30

[1 มี.ค. 2553 เวลา 01:47 น.] [113.53.81.69]

ความคิดเห็นที่ 57  โดยคุณ : เนตรนภา ชื่นตา titerlove1917@hotmail.com

ชื่อเรื่อง ผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา
ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้ศึกษา นางเนตรนภา ชื่นตา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม
ปีที่ทำศึกษา 2550

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน กุดฉิมวิทยาคม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 21 คน ซึ่งได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ วิชาพระพุทธศาสนา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา แบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนหลังจากการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ดำเนินแผนการศึกษาตามแบบแผน One group pretest posttest design วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test ชนิดกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Sample) ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังจัดกินกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
2. ประสิทธิภาพของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ เท่ากับ 87.50 /84.17 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80
3. ดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีค่าเท่ากับ 0.7532 คิดเป็นร้อยละ 75.32
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น จากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ มีประสิทธิภาพ และ เกิดประสิทธิผลต่อผู้เรียน สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และมีคุณลักษณะตามที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องการเหมาะสำหรับครูที่จะนำมาใช้เป็นสื่อเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้

[7 มี.ค. 2553 เวลา 03:48 น.] [125.26.250.16]

ความคิดเห็นที่ 58  โดยคุณ : ไทเกอร์ tigerlove1917@hotmail.com

อ้างถึงข้อความของ เนตรนภา ชื่นตา - 7 มี.ค. 2553 เวลา 03:48 น.
ชื่อเรื่อง ผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา
ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้ศึกษา นางเนตรนภา ชื่นตา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม
ปีที่ทำศึกษา 2550

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน กุดฉิมวิทยาคม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 21 คน ซึ่งได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ วิชาพระพุทธศาสนา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา แบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนหลังจากการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ดำเนินแผนการศึกษาตามแบบแผน One group pretest posttest design วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test ชนิดกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Sample) ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังจัดกินกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
2. ประสิทธิภาพของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ เท่ากับ 87.50 /84.17 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80
3. ดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีค่าเท่ากับ 0.7532 คิดเป็นร้อยละ 75.32
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น จากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ มีประสิทธิภาพ และ เกิดประสิทธิผลต่อผู้เรียน สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และมีคุณลักษณะตามที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องการเหมาะสำหรับครูที่จะนำมาใช้เป็นสื่อเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้

ดีมากครับครูที่มุ่งพัฒนาการเรียนของนักเรียนโดยการใช้นวัตกรรมที่แปลกใหม่ ทันสมัย นักเรียนจะได้ไม่เบื่อหน่ายในการเรียน

[10 มี.ค. 2553 เวลา 19:00 น.] [125.26.253.36]

ความคิดเห็นที่ 59  โดยคุณ : โอเล่ er_@hotmail.com

อ้างถึงข้อความของ ไทเกอร์ - 10 มี.ค. 2553 เวลา 19:00 น.
อ้างถึงข้อความของ เนตรนภา ชื่นตา - 7 มี.ค. 2553 เวลา 03:48 น.
ชื่อเรื่อง ผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา
ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้ศึกษา นางเนตรนภา ชื่นตา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม
ปีที่ทำศึกษา 2550

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน กุดฉิมวิทยาคม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 21 คน ซึ่งได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ วิชาพระพุทธศาสนา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา แบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนหลังจากการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ดำเนินแผนการศึกษาตามแบบแผน One group pretest posttest design วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test ชนิดกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Sample) ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังจัดกินกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
2. ประสิทธิภาพของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ เท่ากับ 87.50 /84.17 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80
3. ดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีค่าเท่ากับ 0.7532 คิดเป็นร้อยละ 75.32
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น จากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ มีประสิทธิภาพ และ เกิดประสิทธิผลต่อผู้เรียน สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และมีคุณลักษณะตามที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องการเหมาะสำหรับครูที่จะนำมาใช้เป็นสื่อเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้

ดีมากครับครูที่มุ่งพัฒนาการเรียนของนักเรียนโดยการใช้นวัตกรรมที่แปลกใหม่ ทันสมัย นักเรียนจะได้ไม่เบื่อหน่ายในการเรียน

ผมเรียนกับคุณครูแล้วครูสอนดีมากครับ อยากให้มีครูแบบนี้เยอะๆ

[10 มี.ค. 2553 เวลา 19:09 น.] [125.26.253.36]

ความคิดเห็นที่ 60  โดยคุณ : สุดารัตน์ suda_@hotmail.com

อ้างถึงข้อความของ โอเล่ - 10 มี.ค. 2553 เวลา 19:09 น.
อ้างถึงข้อความของ ไทเกอร์ - 10 มี.ค. 2553 เวลา 19:00 น.
อ้างถึงข้อความของ เนตรนภา ชื่นตา - 7 มี.ค. 2553 เวลา 03:48 น.
ชื่อเรื่อง ผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา
ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้ศึกษา นางเนตรนภา ชื่นตา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม
ปีที่ทำศึกษา 2550

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน กุดฉิมวิทยาคม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2550 จำนวน 21 คน ซึ่งได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ วิชาพระพุทธศาสนา หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา แบบวัดความพึงพอใจของผู้เรียนหลังจากการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์(E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ ดำเนินแผนการศึกษาตามแบบแผน One group pretest posttest design วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test ชนิดกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Sample) ผลการศึกษาพบว่า
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังจัดกินกรรมการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
2. ประสิทธิภาพของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้ แบบโยนิโสมนสิการ เท่ากับ 87.50 /84.17 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80
3. ดัชนีประสิทธิผลของกิจกรรมการการเรียนรู้โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีค่าเท่ากับ 0.7532 คิดเป็นร้อยละ 75.32
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) วิชาพระพุทธศาสนา ประกอบการจัดการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ มีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น จากก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ มีประสิทธิภาพ และ เกิดประสิทธิผลต่อผู้เรียน สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และมีคุณลักษณะตามที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องการเหมาะสำหรับครูที่จะนำมาใช้เป็นสื่อเพื่อแก้ปัญหาการเรียนการสอนได้

ดีมากครับครูที่มุ่งพัฒนาการเรียนของนักเรียนโดยการใช้นวัตกรรมที่แปลกใหม่ ทันสมัย นักเรียนจะได้ไม่เบื่อหน่ายในการเรียน

ผมเรียนกับคุณครูแล้วครูสอนดีมากครับ อยากให้มีครูแบบนี้เยอะๆ

ครูเนตรใจดีมากเลยค่ะ ไม่เข้าใจเรื่องไหนถามได้ทุกเวลาค่ะ ผู้เรียนสำคัญที่สุดค่ะ

[10 มี.ค. 2553 เวลา 19:13 น.] [125.26.253.36]

ความคิดเห็นที่ 61  โดยคุณ : ไก่ korsor3@hotmail.com

ขอเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมปฐมวัย
ยากจริงหรือ นวัตกรรมปฐมวัย หรือง่ายเพียงนิดเดียว
1. นวัตกรรมที่ดีของปฐมวัย คือ เพื่อแก้ปัญหาในสิ่งที่เด็กมี หรือ
สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ให้เกิดกับเด็ก โดยนำเรื่องใกล้ตัวมาใช้
2. แผนการจัดการเรียนรู้
- ทำเพื่อแก้ไขปัญหา กิจกรรมต้องมีการฝึกฝนจากง่ายไปสู่ยาก
- ทำเพื่อสร้างสรรค์ ต้องหากิจกรรมมาสร้างให้เกิดความเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่าย
(การเก็บคะแนน) เด็กทุกคนเฉลี่ยได้ร้อยละ 80 จริงหรือไม่
หรือจะต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ แล้วจึงเกิดผล 80 ในช่วงสุดท้าย
ของการฝึก สภาพจริงของเด็กน่าจะเป็นอย่างไร
3. ในการทำวิจัยเมื่อการเก็บคะแนนจากแผน ไม่สามารถทำได้ร้อยละ 80 ตั้งแต่การฝึกครั้งแรก - สุดท้าย จึงแนะนำให้วิเคราะห์เป็นการฝึกแต่ละครั้งเช่น หากมีการฝึก 5 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ได้ร้อยละ ......
ครั้งที่ 2 ได้ร้อยละ .....
ครั้งที่ 3 , 4 , 5 โดยส่วนใหญ่คะแนนร้อยละที่ออกมาจะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับขั้น คือ 60 65 70 75 80 จนถึงการฝึกครั้งสุดท้ายแล้วเด็กได้ร้อยละ 80 ดังนั้น การตั้งวัตถุประสงค์ โดยใช้ E1/E2 80/80 จึงไม่สามารถทำได้หากลักษณะของแผน+นวัตกรรม ให้ผลคะแนนเป็นไปอย่างที่บอกว่า
(ถ้าอยากจะผ่านปฐมวัย มองให้เห็นถึงสภาพจริงของเด็ก และผลตอบสนองจากเด็ก แล้วคุณครูทำอย่างไรก็ผ่านแน่นอน)


[11 มี.ค. 2553 เวลา 15:19 น.] [118.173.18.235]

กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า 1

แสดงความเห็นต่อข่าวนี้

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม,
     เบอร์โทรศัพท์, รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ

     ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น
     ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่ เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com
    ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที
    โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม
     กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป

 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ร่วมด้วยช่วยกัน แสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำลาย
ครอบครัวครูบ้านนอก เป็นครอบครัวที่มีคุณธรรม จริยธรรม
ร่วมรณรงค์การใช้ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา
ละเว้นการส่อเสียด ดูถูก เหยียดหยามเพื่อนร่วมอาชีพด้วยครับ

ชื่อ :

อีเมล์ :

ความคิดเห็นของคุณ :

ทำบ้านเราให้เป็นตัวอย่างแก่บ้านอื่น
แล้วสมาชิกบ้านอื่นจะมาอยู่ร่วมกับเรา อย่างอบอุ่น

รหัสยืนยันข้อความ
<<ใส่รหัสที่มองเห็นด้านซ้ายมือ ในช่องด้านล่าง เพื่อยืนยันข้อความของท่าน

หากมองไม่เห็นรหัสกรุณา Refresh เพื่อเรียกรหัสใหม่
    

         ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ kornkham@hotmail.com  เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

 




     

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม

เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory
การจัดอันดับของ Stats in Thailand

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม
เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร
แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร
ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู
ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย
เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา
และเจริญก้าวหน้าในอาชีพ

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
MSN : kornkham@hotmail.com

เว็บไซต์เพื่อนบ้าน
โปรดรักเพื่อนบ้านของเรา
เหมือนที่ท่านรักเรา
สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ปัจจุบัน นิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม