ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่
หน้าแรก  ข่าวการศึกษา  ครูบ้านนอกBLOG  ห้องสมุดความรู้  เนื้อหาในเว็บไซต์ เผยแพร่ผลงานวิชาการ เกมส์ game เกม เกมส์มากมาย รวมเกมส์
ข่าว/บทความ > เรื่องราวจากสมาชิก > ผ.อ.ยุคใหม่ควรรู้ ตอนที่ 1 การบริหารเชิงกลยุทธ์ รูปแบบ Balance Score Card (BSC)


• ผ.อ.ยุคใหม่ควรรู้ ตอนที่ 1 การบริหารเชิงกลยุทธ์ รูปแบบ Balance Score Card (BSC)
+โพสต์เมื่อวันที่ : 4 เม.ย. 2555 เปิดอ่าน : 34147 / 0 ความเห็น


การบริหารเชิงกลยุทธ์ รูปแบบ Balance Score Card (BSC) ความหมาย กรนำไปใช้ ปัญหาอุปสรรค .....

 

การบริหารเชิงกลยุทธ์

รูปแบบ Balance Score Card (BSC)

โดยนางรุ่งยินดี  สมบูรณ์ ครู คศ .3 โรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม  จ.สระแก้ว

 

วิวัฒนาการของ Balance Score Card (BSC)

 

                   Balanced Scorecard เป็นกลยุทธ์ในการบริหารงานสมัยใหม่ และได้รับความนิยมไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย Balanced Scorecard ได้ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อปี 1990 โดย Drs. Robert Kaplan จาก Harvard Business School และ David Norton จาก Balanced Scorecard Collaborative โดยตั้งชื่อระบบนี้ว่า “Balanced Scorecard” เพื่อที่ผู้บริหารขององค์กรจะได้รับรู้ถึงจุดอ่อน และความไม่ชัดเจนของการบริหารงานที่ผ่านมา balanced scorecard จะช่วยในการกำหนดกลยุทธ์ในการจัดการองค์กรได้ชัดเจน โดยดูจากผลของการวัดค่าได้จากทุกมุมมอง เพื่อให้เกิดดุลยภาพในทุก ๆ ด้าน มากกว่าที่จะใช้มุมมองด้านการเงินเพียงด้านเดียว อย่างที่องค์กรธุรกิจส่วนใหญ่คำนึงถึง เช่น รายได้ กำไร ผลตอบแทนจากเงินปันผล และราคาหุ้นในตลาด เป็นต้น การนำ Balanced scorecard มาใช้ จะทำให้ผู้บริหารมองเห็นภาพขององค์กรชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งในสภาวะปัจจุบันองค์กรภาคราชการ ภาครัฐวิสาหกิจ และ ภาคเอกชน จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อทำให้องค์กรมีความสามารถในการแข่งขันได้ และต้องมีการแสวงหาเครื่องมือด้านการจัดการใหม่ ๆ ที่เข้ามาช่วยการบริหารและพัฒนาองค์กร เครื่องมือด้านจัดการดังกล่าว ที่ได้รับการกล่าวถึงกันมากก็คือ Balanced Scorecard (BSC) โดยแนวความคิดดังกล่าวจะช่วยนำกลยุทธ์ของกิจการไปสู่การปฏิบัติจริง ๆ ได้ อีกทั้งยังช่วยในด้านประเมินผลการดำเนินงาน และช่วยทำให้เกิดความเข้าใจในการพัฒนาองค์กรของผู้ปฏิบัติทุกระดับและเนื่องจากในปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้องค์กรทั้งภาครัฐและวิสาหกิจมีความต้องการที่จะแปรรูปจากหน่วยงานราชการมาเป็นหน่วยงานที่มีผลการดำเนินงานในรูปแบบของธุรกิจเอกชน เช่น รัฐบาลอังกฤษ ได้มีการแปรรูปสาธารณูปโภคด้านโทรคมนาคม มาดำเนินกิจการในแบบธุรกิจ หรือองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยก็ได้มีการแปรรูปมาเป็น บริษัท ทศท. คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อเดือนกันยายน ปี 2545และจำเป็นจะต้องมีการจัดทำแผนกลยุทธ์ และการประเมินผลองค์กร เพื่อที่จะแข่งขันกับหน่วยงานของเอกชนในปัจจุบัน จึงทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เกิดความตื่นตัวด้านการประเมินผลองค์กรมากขึ้น เช่น องค์กรภาครัฐวิสาหกิจ ได้แก่ โรงงานยาสูบ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การบินไทย เป็นต้น และองค์กรภาคเอกชน ได้แก่ ชินวัตร ซีพีเอฟ เซเว่น    อีเลฟเว่น ปตท. ธนาคารกสิกรไทย ยูบีซี เป็นต้น

 

 

Balanced Scorecard (BSC) คืออะไร ?

 

                BSC : "The Balanced Scorecard as a Strategic Management System"

                 คือการแปลวิสัยทัศน์ ภารกิจ และกลยุทธ์องค์กรไปสู่ชุดของการวัดผลสำเร็จที่กำหนดกรอบสำหรับการวัดกลยุทธ์และระบบการจัดการ โดยในการวัดผลสำเร็จขององค์กรจะมี 2 มิติทั้งวัตถุประสงค์ด้านการเงิน และไม่ใช่การเงินที่สมดุลกัน ซึ่งจะพิจารณาได้ 4 มุมมอง คือ

                1.  มุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective)

                2.  มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective)

                3.  มุมมองด้านกระบวนการภายใน (Internal Business Process Perspective)

                4.  มุมมองด้านการเรียนรู้และการพัฒนา (Learning and Growth Perspective)

 

ทำไมจึงเรียกว่า "Balanced Scorecard"

 

 1. Balanced คือ ความสมดุลของสิ่งต่อไปนี้

                ก. ความสมดุลทั้งในด้านการเงินและด้านอื่น ได้แก่ ด้านลูกค้า การดำเนินงานภายใน และการเรียนรู้และพัฒนา ซึ่งก็คือ มุมมอง (Perspectives) ทั้ง 4 มุมของ BSC นั้นเอง

         ข. ความสมดุลระหว่างมุมมองในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งมุมมองระยะสั้นคือการให้ความสำคัญด้านการเงินเป็นหลัก จนละเลยต่อการพัฒนาองค์กรในระยะยาว เช่น ในเรื่องของบุคลากรหรือด้านเทคโนโลยี แต่ BSC เป็นเครื่องมือที่ผู้บริหารมุ่งให้ความสำคัญทั้งมุมมองระยะสั้น(ด้านการเงิน) และมุมมองในระยะยาวที่แสดงถึงการเรียนรู้และพัฒนาองค์กร

                ค. ความสมดุลระหว่างมุมมองภายในและภายนอกองค์กร เพราะ BSC เสนอมุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective) จะเป็นการมององค์กรจากมุมมองของตัวลูกค้าทำให้องค์กรทราบว่า อะไร คือ สิ่งที่ลูกค้าคาดหวังหรือต้องการ

                ง. ความสมดุลระหว่างการเพิ่มรายได้และการควบคุมต้นทุน

                จ. ความสมดุลระหว่างตัวชี้วัดที่เป็นเหตุ (Leading Indicators) และตัวชี้วัดที่เป็นผล (Lagging Indicators) 

2. Scorecard คือ บัตรคะแนน หมายความว่า มีระบบข้อมูลหรือสิ่งสนับสนุนให้เห็นว่า ตัวชี้วัดในแต่ละด้านนั้นทำได้จริง ไม่ใช่มีแต่เฉพาะตัวเลข

 

แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับ   Balanced Scorecard

                    1.  Balanced Scorecard    เป็นเครื่องมือทางด้านการจัดการที่ช่วยในการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ (Strategic Implementation)  และเป็นเครื่องมือในการวัด และประเมินผลองค์กร โดยอาศัยการวัดหรือประเมิน (Measurement) ที่จะช่วยทำให้องค์กรเกิดความสอดคล้อง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  และมุ่งเน้นในสิ่งที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร (Alignment and focused)

                    2.  Balanced Scorecard ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยในการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ

                    แนวคิดด้าน Balanced Scorecard ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจากเครื่องมือในการประเมินผลเพียงอย่างเดียว เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งในปัจจุบันพบว่าจุดอ่อนที่สำคัญของผู้บริหารส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การวางแผน หรือการจัดทำกลยุทธ์ แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำกลยุทธ์ที่ได้กำหนดขึ้นไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การจัดทำ BSC  ต้องเริ่มต้นด้วยกระบวนการทางด้านกลยุทธ์ก่อน คือ การวิเคราะห์ทางด้านกลยุทธ์ และการจัดทำกลยุทธ์ขององค์กรเพื่อให้ได้กลยุทธ์หลักขององค์กร (Strategic Themes) ซึ่งหลังจากที่ได้กลยุทธ์หลักขององค์กรแล้ว  จะถึงขั้นตอนที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการจัดทำ BSC ซึ่งก็คือการจัดทำแผนที่ทางกลยุทธ์ (Strategy Map) ซึ่งแผนที่ทางกลยุทธ์นี้จะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในเชิงเหตุและผลของวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ภายใต้มุมมองของ BSC โดยสอดคล้องและสนับสนุนต่อวิสัยทัศน์และกลยุทธ์หลักขององค์กร  ขั้นตอนต่อไปจึงจะถึงการกำหนดตัวชี้วัด  เป้าหมาย  และสิ่งที่จะทำ  (Initiatives) ของวัตถุประสงค์แต่ละประการ  จึงจะถือว่าเสร็จสิ้นกระบวนการในการพัฒนา BSC ในระดับองค์กร (Corporate Scorecard) ในการนำ BSC ไปใช้ในการปฏิบัติมากขึ้น

                3.  Balanced Scorecard  ในฐานะเครื่องมือในการประเมินผลองค์กร

                            จากแนวคิดเบื้องต้นจะเห็นภาพว่าการประเมินผลองค์กรไม่สามารถใช้แต่ตัวชี้วัดทางการเงินได้เพียงอย่างเดียว ผู้บริหารต้องพิจารณามุมมองอื่น ๆ ประกอบด้วย ซึ่งประเด็นนี้ คือ จุดเริ่มต้นหรือที่มาของ BSC ที่ Kaplan กับ Norton พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลองค์กร โดยต้องพิจารณาให้ครอบคลุมถึงมุมมองทั้ง 4 ด้าน คือ มุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective), มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective), มุมมองด้านกระบวนการภายใน (Internal Process Perspective), มุมมองด้านการเรียนรู้และการพัฒนา(Learning and Growth Perspective) โดยภายใต้แต่ละมุมมองประกอบด้วย

                1. วัตถุประสงค์ (Objective)

                2. ตัวชี้วัด (Measures หรือ Performance Indicators)

                3. เป้าหมาย (Target)

                4. ความคิดริเริ่ม หรือสิ่งที่จะทำ (Initiatives)

 

หลักการเกี่ยวกับ BSC

หลักการเกี่ยวกับ BSC เป็นแนวทางเกี่ยวกับการประเมินผลองค์กร ซึ่งหน้าที่ทางการบริหารของผู้บริหารองค์กรต้องประกอบด้วยหลักการ ดังนี้  

1. การวางแผน (Planning)

2. การจัดองค์กร (Organizing)

3. การจัดคนเข้าทำงาน  (Staffing)

4. การสั่งการ  (Directing)

5. การควบคุม (Controlling) ซึ่งการควบคุมนี้จะรวมถึงด้านการประเมินผลการดำเนินงานขององค์กร (Evaluation) ด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้บริหารจะตระหนักว่าว่าหน้าที่การจัดการมีองค์ประกอบต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว แต่ก็ให้ความสำคัญกับการวางแผน ภาวะผู้นำ และด้านอื่น ๆ ที่มากกว่าการประเมินผล แต่ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา องค์กรหลายแห่งได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการประเมินผลการดำเนินงานจนเป็นกระแสนิยมในปัจจุบัน เครื่องมือและเทคนิคที่มีการนำไปใช้เพื่อการประเมินผล ได้แก่ การทำ Benchmarking การทำ Balanced Scorecard (BSC)การวิเคราะห์ Economic Value Added (EVA) การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในด้าน Enterprise Resource Planning (ERP) Customer Relation Management (CRM) Supply Chain Management (SCM) เป็นต้น

 

การบริหารเชิงกลยุทธ์โดยใช้ BSC  มีกลยุทธ์หลักที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่

1.  Mobilize  ผู้นำสูงสุดขององค์กรจะต้องเป็นผู้นำในการจุดชนวนความคิด เคลื่อนพลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

             2.  Translate  มีการถ่ายทอดแปลความหมาย  ผ่านเครื่องมือสำคัญที่เรียกว่า แผนที่กลยุทธ์  เพื่อให้การบริหารจัดการในองค์กรมีการเชื่อมโยงกันได้

3.  Alignment  ทำให้หน่วยงานมีการผสมผสานกันเป็นหนึ่งเดียวหรือความรู้สึกเป็นที่มีความรักองค์กร

4.  Motivate   มีแรงกระตุ้น ดลใจ ให้ทุกคนทำตามเป้าหมายขององค์กร

5.  Govern  ดูแลให้ทุกอย่างที่ทำมาแล้วมีการดำเนินอย่างต่อเนื่อง

             ซึ่งขั้นตอนในการบริหารกลยุทธ์ของ BSC อย่างครบวงจรและเป็นระบบนั้น สามารถทำได้  7 ขั้นตอน ดังแผนภาพนี้

 

แผนภาพการบริหารกลยุทธ์ของ BSC อย่างครบวงจร

 

            ในปี ค.ศ.1996 Kaplan และ Norton ได้เขียนหนังสือ “Balanced Scorecard” โดยเน้นเรื่องการใช้ Balanced Scorecard เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกลยุทธ์ของคนทั้งองค์กร เพื่อทำให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของบุคลากร และทำให้แนวคิดนี้ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ทั้งสองยังได้เขียนหนังสือชื่อ The Strategy-focused Organization ขึ้นมาอีกเล่มหนึ่ง และทำให้ Balanced Scorecard มิใช่เป็นเพียงเครื่องมือในการประเมินผลองค์กรเท่านั้น แต่จัดได้ว่าเป็นเครื่องมือในการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ และบุคลากรก็ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์มากขึ้น

           Balanced Scorecard เป็นการผสมผสานระหว่างการพิจารณาข้อมูลจากภายนอก ซึ่งได้มาจากลูกค้าและผู้ถือหุ้น กับข้อมูลจากภายในองค์กร นอกจากนี้ Balanced Scorecard ยังเป็นการผสมผสานระหว่างการวัดผลสำเร็จของการปฏิบัติงานในอดีตและปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในอนาคต

 

สรุปขั้นตอนในการจัดทำ Balanced Scorecard

 

การสร้าง Balanced Scorecard มีขั้นตอนที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ เพราะการวางแผนการดำเนินงานที่ดี จะทำให้กิจการสามารถทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนที่สำคัญประกอบด้วย

1.  การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค (SWOT Analysis) ขององค์กรเพื่อให้ทราบถึงสถานะ  พื้นฐานขององค์กร    

2.  การพัฒนาวิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์กร ผู้บริหารจะมีวิสัยทัศน์แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้บริหาร

3.  การกำหนดมุมมอง (Perspective) ด้านต่าง ๆ ที่จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินกิจการมุมมองของแต่ละกิจการ จะแตกต่างกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของการดำเนินกิจการ

4.  การกำหนดกลยุทธ์ (Strategy) และ วัตถุประสงค์ (Objective) ในมุมมองด้านต่าง ๆ โดยเรียงลำดับความสำคัญ เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร  โดยมุมมองต่าง ๆ จะประกอบด้วยมุมมองด้านการเงิน (Financial Perspective) มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspective) มุมมองด้านกระบวนการภายใน (Internal Process Perspective) และมุมมองด้านการเรียนรู้และการพัฒนา (Learning and Growth Perspective)

5.  การจัดทำแผนกลยุทธ์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ด้านต่าง ๆ ในลักษณะของเหตุและผล (Cause and Effect Relationship) เพื่อสร้างเป็นแผนที่ทางกลยุทธ์ (Strategy Map)

6.  การกำหนดตัวชี้วัด (Key Performance Indicators : KPIs) และเป้าหมาย (Target) สำหรับแต่ละมุมมองพร้อมทั้งเรียงลำดับความสำคัญ

7.  การจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan)

 

กระบวนการในการพัฒนา BSC

ในการพัฒนา BSC ในองค์การ มีกระบวนการดังนี้

1.  กระบวนการด้านกลยุทธ์ก่อน กล่าวคือ การวิเคราะห์ด้านกลยุทธ์ ได้แก่ การทำ SWOT Analysis  เพื่อให้ได้ทิศทางที่ชัดแจน  

2.  กำหนดวิสัยทัศน์และ กลยุทธ์ขององค์กร เพื่อให้ได้กลยุทธ์หลักขององค์กร  (Strategic Themes)   

3.  การจัดทำแผนที่ทางกลยุทธ์  (Strategy  Map)  ซึ่งจะเป็นแผนที่ที่แสดงความสัมพันธ์ใน เชิงเหตุและผลของวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ภายใต้มุมมองของ Balanced  Scorecard  ทั้ง 4 ด้าน โดยวัตถุประสงค์เหล่านี้ต้องสอดคล้องและสนับสนุนต่อวิสัยทัศน์และกลยุทธ์หลักขององค์กร   

4.  กำหนดตัวชี้วัด  เป้าหมาย  และ แผนงาน  โครงการ กิจกรรม ของวัตถุประสงค์แต่ละประการ 

 

ความเป็นมาของ BSCในประเทศไทย

 

                Balanced Scorecard (BSC) ยังไม่มีศัพท์บัญญัติที่ชัดเจน  แต่ปัจจุบันได้มีผู้รู้และนักวิชาการหลายท่านได้ตั้งชื่อเป็นภาษาไทยไว้แตกต่างกัน อาทิ การประเมินผลเชิงดุลยภาพ การประเมินองค์กรแบบสมดุล การวัดผลแบบสมดุล ลิขิตสมดุล ลิขิตดัชนี ดุลดัชนี หรือ สมดุลกระดานคะแนน

                แนวคิดเกี่ยวกับ BSC เริ่มมีการกล่าวถึงและใช้กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1990 โดย Kaplan & Norton เป็นผู้นำเสนอแนวคิดนี้ เพื่อช่วยในการประเมินองค์กรและนำเสนอรายงานให้ผู้บริหาร โดยอาศัยมุมมอง (Perspectives) อื่น นอกเหนือจากมุมมองทางด้านการเงิน เพราะจากการศึกษาและสำรวจสาเหตุ Kaplan & Norton พบว่า องค์กรส่วนใหญ่ในอเมริกานิยมใช้แต่ตัวบ่งชี้ทางด้านการเงินเป็นหลัก แต่ภายใต้การแข่งขันในยุคปัจจุบันผู้บริหารเริ่มพบว่า การที่องค์กรจะประสบความสำเร็จและอยู่รอด ภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงนั้น การอาศัยตัวชี้วัดทางด้านการเงินเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ทั้งนี้ เนื่องจากตัวชี้วัดทางด้านการเงินมีข้อจำกัดหลายประการ  ดังนี้

                1. การแข่งขันในยุคปัจจุบันมุ่งเน้นที่ปัจจัยจับต้องไม่ได้มากขึ้น (Intangible The Assets) เช่น ความรู้ (Knowledge) ชื่อเสียงภาพพจน์ขององค์กร (Image) ความพึงพอใจของลูกค้า ความพึงพอใจของพนักงาน ตรา/ยี่ห้อ ของสินค้า หรือแม้กระทั่งความสามารถทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

                2. ตัวชี้วัดทางด้านการเงินบอกให้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตหรือสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว (Lagging Indicators) แต่ไม่ได้บอกให้รู้ถึงปัญหาและโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับองค์กรในอนาคต ทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ในตัวชี้วัดทางด้านการเงินเป็นตัวเลขหรือข้อมูลที่ได้มาต่อเมื่อเหตุการณ์หรือระยะเวลาได้สิ้นสุดลงแล้ว                                                                                                                              

                                                                                                                                                                                                                                                                                            

 ปัญหาสำคัญในการนำ BSC มาใช้ (Implementation) ในประเทศไทย

                     ปัญหาสำคัญในการนำ BSC มาใช้ (Implementation) ในประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงของการออกแบบ (Design) แต่ปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้นหลายประการ อาทิ

                      1. การที่ผู้บริหารระดับสูงมักไม่ได้มองว่า BSC เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร หรือ Chang Project แต่มักมองเป็นเพียงการจัดทำแผนปฏิบัติการหรือการสร้างตัวชี้วัดเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้ว การนำ BSC มาใช้ภายในองค์กร อย่างถูกต้องจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหลายประการ

                      2. การที่ผู้บริหารมองว่า BSC เป็นเพียงแค่โครงการ (Project) ที่มีกำหนดหรือระยะเวลาสิ้นสุด ดังนั้นเมื่อได้มีการออกแบบ BSC เสร็จสิ้นแล้ว ผู้บริหารก็มักจะให้ความสำคัญต่อ BSC น้อยลง

                     3. การที่ผู้บริหารมองว่า BSC เป็นเพียงสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาเพียงปีละครั้งในตอนสิ้นปี ซึ่งปัญหาของการมอง BSC เป็นเพียงแค่โครงการหรือพิจารณาเพียงแค่ปีละครั้ง ทำให้องค์กรไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก BSC ได้อย่างเต็มที่ และทำให้ BSC ไม่เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร

                     4. การต่อต้านหรือไม่ยอมรับในการนำ BSC มาใช้ ส่วนใหญ่สืบเนื่องจากความไม่เข้าใจต่อแนวคิดและประโยชน์ของการนำ BSC มาใช้ในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกลัวว่าเมื่อนำ BSC มาใช้แล้วจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่แย่ลงสำหรับตัวเอง

 

BSC กับระบบราชการ

                         สำนักงาน ก.พ.ได้นำ BSC มาใช้เป็นกรอบแนวทางกำหนดปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จและตัวชี้วัดผลการดำเนินการหลักขององค์กรในการพัฒนาระบบการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาองค์กรจากทุกมุมมองอย่างครบถ้วนทั้ง 4 มุมมองคือ มุมมองด้านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายในองค์กร มุมมองด้านองค์ประกอบภายในองค์กร มุมมองด้านนวัตกรรมและมุมมองด้านการเงิน ซึ่งตามปกติหน่วยงานราชการจะให้ความสำคัญกับปัจจัยภายในองค์กร โดยมุ่งเน้นที่กระบวนการทำงานและตัวหน่วยงานมากกว่าปัจจัยภายนอก เช่น ประชาชนผู้รับบริการ หรือ ผู้มีส่วนได้เสียประโยชน์และให้ความสำคัญกับเรื่องการเงินเฉพาะเวลาเสนอของบประมาณประจำปีเท่านั้นมุมมองของ BSC ไม่จำเป็นต้องมี 4 ด้านเสมอไป องค์กรที่นำเทคนิค BSC มาใช้ประเมินผลการปฏิบัติงานสามารถปรับมุมมองให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามความเหมาะสม โดยมุมมองที่กำหนดขึ้น ควรเอื้ออำนวยให้องค์กรสามารถตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียประโยชน์ทุกกลุ่ม

ตัวแบบประยุกต์ของ BSC ที่ปรับใช้กับส่วนราชการไทย

 

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายนอกองค์กร

ประชาชนผู้รับบริการ, นักวิชาการ,

หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ, รัฐบาล

ผู้มีส่วนได้เสียประโยชน์

องค์ประกอบภายในองค์กร

ความรู้ความสามารถของบุคลากร, ทักษะ

จริยธรรม, ขวัญและกำลังใจ,

กระบวนการทำงาน,วัฒนธรรมองค์กร

นวัตกรรม

งานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์,การ

พัฒนาระบบงาน, การสร้างเครือข่าย,

ระบบการตรวจค้นข้อมูล

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

 

การเงิน

ความประหยัด, ความมีประสิทธิภาพ,

ความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากร

การใช้งบประมาณให้ตรงตามวัตถุประสงค์,

การตรวจสอบป้องกันการรั่วไหล,

การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ

 

ประโยชน์ และข้อคิดควรระวังในการประยุกต์ใช้ BSC

           การนำ Balanced Scorecard มาใช้ในทางปฏิบัติ Kaplan และ Norton ได้ให้คำนิยามของ Balanced Scorecard ว่า “เป็นเครื่องมือทางการจัดการที่ช่วยในการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ โดยอาศัยการประเมินและการวัด และจะช่วยให้องค์กรเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และมุ่งเน้นสิ่งที่สำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร” จากคำนิยามนี้องค์กรบางแห่งสามารถที่จะใช้ Balanced Scorecard เป็นเพียงเครื่องมือในการวัดและประเมินผลเท่านั้น แต่บางองค์กรก็สามารถนำ BSC ไปประยุกต์ใช้ในการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติได้ ตัวอย่างขององค์กรที่ประสบความสำเร็จในการนำ BSC ไปใช้ ได้แก่ บริษัท CIGNA บริษัท Mobil บริษัท Brown and Root บริษัท Apple Computer และ บริษัท Advanced Micro Devices (AMD) เป็นต้น

           องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ ได้ให้ความสำคัญกับการนำ BSC ไปใช้ในการประเมินผลและสามารถนำกลยุทธ์จากผู้บริหารระดับสูงไปสู่การปฏิบัติจริง Kaplan และ Norton ได้มองประเด็นหลักที่จะนำมาช่วยในการวิเคราะห์ BSC  ซึ่งจะประกอบด้วย 4 หัวข้อหลัก ๆ คือ

   1. วัตถุประสงค์ (Objective) – สิ่งที่องค์กรมุ่งหวังหรือต้องการเพื่อบรรลุมุมมองแต่ละด้าน

   2. ตัวชี้วัด (Measures หรือ Key Performance Indicators : KPIs) – จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดว่าองค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ในมุมมองแต่ละด้านหรือไม่ 

   3. เป้าหมาย (Target) - ตัวเลขเป้าหมายที่องค์กรใช้ชี้วัดในมุมมองแต่ละด้าน

   4. แผนงานที่จะจัดทำ (Initiatives) – แผนงาน หรือกิจกรรมเบื้องต้นของมุมมองแต่ละด้าน ซึ่งยังไม่ใช่เป็นแผนปฏิบัติการที่มีรายละเอียดในการปฏิบัติจริง ๆ

                   ทั้ง 4 หัวข้อนี้ในแต่ละมุมมองจะมีความสัมพันธ์ เป็นเหตุผลซึ่งกันและกัน กล่าวคือ เมื่อตั้งวัตถุประสงค์ (Objective)ตามวิสัยทัศน์หรือกลยุทธ์ของผู้บริหารแล้ว ก็ต้องมีการหาตัวชี้วัด (Key Performance Indicators) และวิธีการวัดผลเพื่อตรวจสอบว่าการดำเนินงานบรรลุผลตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย (Target) หรือไม่ โดยได้กำหนดแผนงานที่จัดทำ (Initiatives) ขึ้นมา จัดได้ว่า เป็นการจัดการที่สร้างความสมดุลในการดำเนินงานเพราะทั้งเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ทั้ง 4 ข้อในแต่ละมุมมอง (Perspective) สามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้อย่างเหมาะสม

                ในการจัดทำ Balanced Scorecard จำเป็นต้องอาศัยตัวชี้วัด (Key Performance Indicators : KPI) ประกอบในการจัดทำด้วย ตัวชี้วัดดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ทราบว่ามุมมองแต่ละด้านนั้นมีปัจจัยใด ที่องค์กรให้ความสำคัญในการประเมินผล โดยมุมมองด้านต่าง ๆ จะประกอบด้วย

   1. มุมมองด้านการเงิน (Financial Perspectives) – เป็นมุมมองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะสามารถทำให้ทราบว่ากิจการขณะนี้มีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร ด้านการเงินจะมีการพิจารณาตัวชี้วัด (KPI) ในด้าน

        1.1  การเพิ่มขึ้นของกำไร (Increase Margin)

        1.2  การเพิ่มขึ้นของรายได้ (Increase Revenue)

        1.3  การลดลงของต้นทุน (Reduce Cost) และ อื่น ๆ

   2.  มุมมองด้านลูกค้า (Customer Perspectives) -  เป็นมุมมองที่จะตอบคำถามที่ว่า “ลูกค้ามองเราอย่างไร” โดยจะมีการพิจารณาตัวชี้วัด (KPI) ในด้าน

         2.1 ความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction)

         2.2 ส่วนแบ่งตลาด (Market Share)

         2.3 การรักษาฐานลูกค้าเดิม (Customer Retention)

         2.4 การเพิ่มลูกค้าใหม่ (Customer Acquisition) และ อื่น ๆ

   3.  มุมมองด้านกระบวนการภายใน (Internal Process Perspectives) – เป็นส่วนที่ช่วยทำให้องค์กรสามารถนำเสนอคุณค่า (Value)ที่ลูกค้าต้องการได้ โดยมีการพิจารณาตัวชี้วัด (KPI) ในด้าน

         3.1 ผลิตภาพ (Productivity)

         3.2 ทักษะของพนักงาน (Employee Skill)

         3.3 คุณภาพ (Quality)

         3.4 วงจรเวลา (Cycle Time)

         3.5  การปฏิบัติงาน (Operations) และ อื่น ๆ    

                   4. มุมมองด้านการเรียนรู้และการเติบโตขององค์กร (Learning and Growth Perspectives) – เป็นมุมมองที่ผู้บริหารจะให้ความสำคัญกับบุคลากรในองค์กร โดยมีการพิจารณาตัวชี้วัด (KPI) ในด้าน

                         4.1 ความพึงพอใจและทัศนคติของพนักงาน (Satisfaction and Attitude of employee)   

                         4.2 ทักษะ (Skill) ของพนักงาน

                         4.3 อัตราการเข้าออกของพนักงาน (Turnover) และอื่น ๆ

                    ในโลกของการแข่งขันในธุรกิจปัจจุบันนี้ แต่ละองค์กรต้องพยายาม สร้างความได้เปรียบในการดำเนินกิจการ การประเมินผลการปฏิบัติงานก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สามารถช่วยทำให้องค์กรรู้จักสถานภาพของตนเอง รู้ว่ามีปัญหาและควรปรับปรุงแก้ไขในส่วนใด เครื่องมือที่ได้รับความนิยมมากตัวหนึ่งนั่นก็คือ Balanced Scorecard (BSC) เป็นระบบที่ช่วยบริษัทในการวางแนวทางการบริหารและมุ่งเน้นต่อการวางแผนกลยุทธ์ในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถบริหารงานได้ทุก ๆ ส่วน โดยมีการสั่งงานจากส่วนกลาง เพราะรู้สาเหตุและผลกระทบที่เชื่อมโยงกัน (Cause and Effect Relation) ทำให้ทราบว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบตัวใดก็จะมีผลกระทบไปยังตัวอื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้ BSC ยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้มีการแปรกลยุทธ์มาสู่การปฏิบัติได้อีกด้วย

 

ประโยชน์ของ BSC

                   1.  ช่วยให้ผลการดำเนินงานขององค์กรดีขึ้น 

                   2.  ทำให้ทั้งองค์กรมุ่งเน้น  และ ให้ความสำคัญต่อกลยุทธ์ขององค์กร   โดยต้องให้บุคลากรทั่วทั้งองค์กรให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ขององค์กรมากขึ้น และเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ

                   3.  ช่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และ วัฒนธรรมขององค์กรโดยอาศัยการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) และเป้าหมาย  เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  ทำให้บุคลากรเกิดการรับรู้และเข้าใจว่างานแต่ละอย่างมีที่มาที่ไปอีกทั้งผลของงานตนเองจะส่งผลต่อผลการดำเนินงานของผู้อื่นและขององค์กรอย่างไร   

                   4.  ช่วยให้มีการจัดแบ่งงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ  สำหรับแต่ละกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม

                   5.  เป็นการรวมแผนกลยุทธ์ของทุกหน่วยงานเข้ามาไว้ด้วยกัน  ด้วยแผนธุรกิจขององค์กรทำให้แผนกลยุทธ์ทั้งหมดมีความสอดคล้องกัน

                   6. สามารถวัดผลได้ทั้งลักษณะเป็นทีมและตัวบุคคล

ข้อคิดควรระวังในการใช้ BSC

                      1.  ผู้บริหารระดับสูงต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

                      2.  ทุกคนภายในองค์กรต้องมีส่วนรับรู้และให้การสนับสนุน

                      3. องค์กรต้องระวังว่าเมื่อทำแล้วควรจะรีบทำให้เห็นผลในระดับหนึ่งโดยเร็ว เพราะจะส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของพนักงาน

                      4. ใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ไม่ใช้ในการจับผิด

                      5.  ต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาไม่มีการสิ้นสุด ต้องมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลาเพื่อให้มีความเหมาะสมต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

                      6.  ต้องระวังไม่ให้การจัดทำตัวชี้วัดและเป้าหมายมีความง่ายหรือยากเกินไป

                      7.  ในการนำเครื่องมือหรือสิ่งใหม่ ๆ มาใช้ภายในองค์กร  อาจจะต้องพบการต่อต้านจากผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่บางกลุ่ม

                      8.  การนำระบบ Balanced  Scorecard  ไปผูกกับระบบการจ่ายค่าตอบแทนขององค์กร ไม่ควรจะเร่งรีบทำตั้งแต่การเพิ่งพัฒนา Balanced  Scorecard   ได้ใหม่ ๆ  รอให้ระบบทั้งหมดนิ่งก่อน

                      9. ค่าน้ำหนักความสำคัญนี้เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ช่วยในการสื่อสารให้ทุกคนเห็นความสำคัญของปัจจัยแต่ละตัวเท่านั้น

                     10.  ผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำ Balanced  Scorecard  ทุกคนต้องระลึกว่าสิ่งที่กำลังทำเป็นเพียงสมมติฐาน เท่านั้น ทุกสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้ตลอดเวลา

                   นอกจากนี้ การนำเทคนิค BSC และ KPI ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการองค์การนั้น ผู้บริหารควรตระหนักถึง “หลัก 5 Know-Ws and 1 Know-H” กล่าวคือ ผู้ที่จะประยุกต์ใช้ BSC และ KPI จะต้องหมั่นถามตนเองอยู่เสมอว่าตนเองมี “หลัก 5 Know-Ws and 1 Know-H” ครบถ้วนทุกมิติแล้วหรือยัง โดยให้ถามตัวเองดังนี้

                   1.  มี Know-What คือ มีความรู้ในเรื่องวิสัยทัศน์ขององค์กร พันธกิจขององค์กร ค่านิยมร่วมขององค์กร ความสามารถหลักขององค์กร วัตถุประสงค์หลักขององค์กร จุดมุ่งหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร และจุดมุ่งหมายระดับต่าง ๆ ขององค์กรดีพอแล้วหรือยัง

                   2.  มี Know-Where คือ มีความรู้เรื่องทิศทางที่จากมา และทิศทางที่กำลังจะไปชัดเจนหรือยัง และรู้ไหมว่าทิศทางในอนาคตเรากำลังจะไปไหน

                   3.  มี Know-When คือ มีความรู้เรื่องเวลาขององค์กรหรือไม่ เช่น รู้ว่าองค์กรตั้งเวลาที่จะไปให้ถึงไว้อย่างไร ปี ไหน เดือนไหน วันไหน

                   4.  มี Know-Why คือ มีความรู้เรื่องเหตุผลที่เลือกจุดมุ่งหมาย เลือกทิศทางเลือกเวลาเช่นนั้น ว่าเรามีวิธีเลือกอย่างไร

                   5.  มี Know-Who คือ มีความรู้ว่า ในการจัดทำ BSC และ KPI จะต้องเกี่ยวข้องกับใครบ้าง

                   6.  มี Know-How คือ มีความรู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะบรรลุเป้าหมายตามที่ตกลงไว้

 แนวทางการนำ Balanced Scorecard มาใช้ให้เกิดผล

การนำ BSC ไปใช้ให้เกิดผลสำเร็จนั้น มีปัจจัยหลาย ๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง และขั้นตอนที่จะส่งผลสำเร็จหรือไม่นั้นอยู่ในขั้นของการนำ BSC ไปใช้มากกว่าการออกแบบแต่การนำ BSC ไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จนั้นไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว ซึ่งจะสามารถสรุปปัจจัยที่จะนำ BSC ไปใช้ให้เกิดผลได้ดังนี้

                    1. ผู้บริหารระดับสูงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการนำ BSC มาใช้ให้เกิดผลสำเร็จ ผู้บริหารจะต้องมีความเข้าใจในหลักการของ BSC และมีทัศนคติที่ดีในการนำ BSC มาใช้ อีกทั้งต้องให้การสนับสนุนและเป็นเจ้าภาพในการนำ BSC มาใช้ในองค์กรโดยไม่ควรจะมอบหมายให้ผู้บริหารระดับรองเป็นเจ้าภาพแทน

                    2. การบริหารการเปลี่ยนแปลง การนำ BSC มาใช้ให้เกิดผลจะต้องนำแนวคิดในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเข้ามาใช้ร่วมด้วย เนื่องจากการนำ BSC มาใช้นั้นจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในองค์กร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ควรพิจารณาได้แก่ มุ่งเน้นการสื่อสารภายในและไม่ควรทำทีเดียวทั้งองค์กร รวมทั้งจะต้องมีการสร้างทัศนคติที่ดีให้กับพนักงานด้วย

                     3. การนำ BSC มาใช้ต้องเน้นที่ความเร็ว เรียบง่าย ต่อเนื่อง และใช้เป็นประจำโดยความเร็วคือ ความเร็วในการพัฒนาและนำเอา BSC ไปใช้ การพัฒนาจึงมุ่งเน้นถึงการพัฒนามากกว่าความสมบูรณ์ เนื่องจาก BSC จะไม่มีวันสมบูรณ์ได้จนกว่าได้มีการใช้ความเรียบง่ายคือ ความเรียบง่ายในด้านหลักการแนวคิดที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาความต่อเนื่อง คือ การนำ BSC มาใช้ไม่ใช่โครงการที่จะทำได้ไม่สำเร็จภายในเวลาไม่กี่เดือนหรือปี แต่การที่จะนำ BSC จนประสบผลสำเร็จนั้น จะต้องมีความต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจาก BSC ไม่ได้สมบูรณ์ หรือถูกต้อง ในครั้งแรกที่ทำ ดังนั้น เมื่อนำ BSC มาใช้ต้องมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ส่วนการใช้เป็นประจำหมายความว่าต้องนำ BSC มาใช้ผสมผสานกับการบริหารงานประจำวัน ไม่ว่าจะจัดให้มีการประชุมตามBSC หรือทำให้ผลการดำเนินงานตาม BSC เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นได้ชัดเจนอยู่ตลอดเวลา

                    4. การผูกผลของ BSC กับสิ่งที่จูงใจบุคลากร ถือเป็นประเด็นที่ยังถกเถียงกันอยู่ซึ่งการผูกกับสิ่งจูงใจนั้นหมายถึง ถ้าทำได้ตามเป้าหมายจะได้รับรางวัล แต่ถ้าไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้จะไม่เกิดอะไรขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้จำเป็นต้องพิจารณาต่อไป

                    5. BSC ถือเป็นเครื่องมือทางกลยุทธ์ ดังนั้นถ้าจะนำมาใช้ให้เกิดผลที่สุด ควรจะนำมาใช้ในด้านของกลยุทธ์เป็นหลัก ไม่ใช่เพียงแค่การประเมินผลให้ครบทั้ง 4 ด้านเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการกำหนดตัวชี้วัด (Key Performance Indicators) เนื่องจากตัวชี้วัดที่อยู่ใน BSC นั้นควรจะเป็นตัวชี้วัดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Measures) มากกว่าตัวชี้วัดที่เป็นตัวชี้วัดในการเตือนภัย (Safety Measures) ก่อนที่เราจะเริ่มทำ BSC องค์กรอาจจะมีตัวชี้วัดอยู่แล้วเป็นร้อย ๆ ตัวแต่การทำ BSC ไม่ใช่การนำเอาตัวชี้วัดในเชิงกลยุทธ์เป็นหลัก นั่นคือ ถ้าผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดดีขึ้นย่อมทำให้องค์กรดีขึ้นตามกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ ส่วนตัวชี้วัดในการเตือนภัยนั้นจะเป็นตัวชี้วัดในการเตือนภัยมากกว่าผลการดำเนินงานนั้นสูงกว่าหรือต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด

 

การใช้แนวคิด BSC ในการประเมินองค์กรสถานศึกษา

 

             การประเมินมีความจำเป็นและสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรเป็นอย่างยิ่ง  องค์กรไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน จำเป็นที่จะต้องมีการประเมินองค์กร    เพื่อที่จำนำข้อมูลสารสนเทศที่ได้มาตรวจสอบว่าองค์กรสามารถดำเนินการได้ตรงตามเป้า (Target) ที่กำหนดไว้เพียงใด การได้ข้อมูลสารสนเทศจากการประเมิน จะทำให้องค์กรทราบจุดอ่อน จุดแข็งของตนเอง และนำมาปรับใช้ได้ตรงประเด็น ทำให้องค์กรพัฒนาไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

               ในปัจจุบัน องค์กรต่าง ๆได้มีการตื่นตัวในเรื่องการประเมินองค์กร โดยเฉพาะองค์กรที่หวังผลกำไร เช่น องค์กรทางธุรกิจ สาเหตุที่ทำให้องค์กรต่าง ๆ หันมาสนใจการประเมินองค์กร เนื่องจากเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจในปี 2540 หลายองค์กรเกิดปัญหาด้านการเงิน ล้มละลาย การเกิดสภาวะวิกฤตดังกล่าว ทำให้องค์กรหันมาสนใจการประเมินมากขึ้น และแสวงหาเครื่องมือการประเมินที่มีประสิทธิภาพมาประเมินองค์กรของตน และเครื่องมือที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งและนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง คือ ระบบการประเมินองค์กรแบบ Balance Scorecard  (BSC )

            ในประเทศไทย มีองค์กรทางธุรกิจหลายองค์กรนำระบบ Balance Scorecard    เข้ามาใช้ และประสบผลสำเร็จในการดำเนินงาน ส่วนในภาคราชการได้เริ่มมีการนำระบบ Balance Scorecard  มาใช้เมื่อประมาณ พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการพัฒนาระบบราชการ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ( ก.พ.ร.) ได้ให้บริษัท ไทยเรตติ้งแอนด์อินฟอร์เมชั่นเซอร์วิส จำกัด (ทรีส) เป็นผู้วางกรอบการประเมิน และเป็นผู้ดำเนินการประเมินผลการดำเนินงานขององค์กรภาครัฐ  ซึ่งในการนี้ บริษัททรีส นำกรอบแนวคิดของ Balance Scorecard   มาใช้ในการประเมิน โดยจัดมุมมองออกเป็น 4 มุมมอง แต่เรียกเป็นมิติ ดังนี้

                1.  มิติด้านประสิทธิผลตามพันธกิจ เทียบได้กับมุมมองด้านการเงิน

                2.  มิติด้านประสิทธิภาพ เทียบได้กับมุมมองด้านกระบวนการภายใน

                3.  มิติด้านคุณภาพการให้บริการ เทียบได้กับมุมมองด้านลูกค้า

                4.  มิติด้านการพัฒนาองค์กร เทียบได้กับมุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนา

 และให้องค์กรภาครัฐต่างๆ จัดทำคำรับรองผลการปฏิบัติงานโดยใช้กรอบดังกล่าว

             ในด้านการศึกษา มีองค์กรทางการศึกษาหลายองค์กร นำหลัก Balance Scorecard  มาใช้ในการประเมิน เช่น มหาวิทยาลัยสยาม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักประสานงานการศึกษาท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น โดยแต่ละองค์กรได้ปรับเปลี่ยน ชื่อ มุมมองต่างๆให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง แต่จะอยู่ภายใต้กรอบแนวคิดตามรูปแบบเดิมที่แคปแลน ได้พัฒนาขึ้น

                สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการศึกษาของประเทศ ได้มีการนำแนวคิด Balance Scorecard  มาใช้ โดยได้แบ่งมุมมอง (Perspective) ด้านการจัดการศึกษา ออกเป็น 4 มุมมอง คือ  (วีระเดช   เชื้อนาม 2546 หน้า 28-29)

                1.  มุมมองด้านนักเรียน ( Student ) โดยเน้นที่โอกาสการได้รับบริการการศึกษาจบหลักสูตร คุณภาพตามหลักสูตร การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้

                2.  มุมมองด้านกระบวนการภายใน ( Internal Process )  โดยเน้นด้านรูปแบบการจัดการศึกษา เครือข่ายที่เข้าร่วม   การพัฒนาหลักสูตร การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้

                3.  มุมมองด้านการเรียนรู้และเจริญเติบโต   ( Learning and Growth ) โดยเน้นความสามารถของบุคลากรตามมาตรฐานวิชาชีพ ระบบ  ICT เพื่อการบริหาร วัฒนธรรม ค่านิยม

                4.  มุมมองด้านงบประมาณและทรัพยากร ( Budget and Resource )  โดยเน้นด้านความเพียงพอของทรัพยากรและเหมาะสม การบริหารทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ

                ซึ่งในระดับหน่วยงานปฏิบัติเช่นโรงเรียนควรที่จะนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในการประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับหน่วยงานต้นสังกัดด้วย  ดังนั้นหากเราจะประยุกต์ BSC ใช้ในสถานศึกษาก็จะสามารถเป็นกลไกช่วยให้สามารถควบคุมการทำงานเป็นไปตามแผนเชิงกลยุทธ์ขององค์กร และแปลจากกลยุทธ์ให้เป็นการปฏิบัติ โดยเริ่มจากวิสัยทัศน์ ภารกิจและกลยุทธ์ขององค์กร   ซึ่งเป็นขั้นของการกำหนดปัจจัยความสำเร็จ  ด้วยการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) นั่นเอง

 

ที่มา:ณัฏฐพันธ์  เขจรพันธ์. (2544).  ยอดกลยุทธ์การบริหารสำหรับองค์การยุคใหม่. กรุงเทพฯ : บริษัท เอ็กซ์เปอร์เน็ท จำกัด.

ดนัย  เทียนพุฒ. (2544).  ดัชนีวัดผลสำเร็จธุรกิจ : Key Performance Indicators/BSC.  กรุงเทพฯ : บริษัทดีเอ็นที คอนซัลแตนท์ จำกัด.

พสุ เดชะรินทร์. (2546). เส้นทางจากกลยุทธ์สู่การปฏิบัติด้วย Balanced Scorecard และ KeyPerformance Indicators. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

พสุ  เดชะรินทร์. (2548). Balanced Scorecard รู้ลึกในการปฏิบัติ. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วัฒนา  พัฒนพงศ์. (2546).  BSC and KPI เพื่อการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน.  กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แปซิฟิค.  

วีระเดช  เชื้อนาม. (2547).  เขย่า Balanced Scorecard แล้วลงมือทำทีละขั้นตอนตลอดแนว.กรุงเทพฯ: บริษัทเฟื่องฟ้าพริ้นติ้งจำกัด.

Kaplan, Robert S. and Norton, David P., (2000).  Strategy-Focused Organization, U.S.A.,Harvard Business School  Press.

Kaplan, Robert S. and Norton, David P., (1996). The Balanced Scorecard :Translating Strategy into Action,  U.S.A., Harvard Business School Press.

Kaplan, Robert S. and Norton, David P., (2008). The Execution Premium: linking strategy to  operations for competitive advantage, U.S.A., Harvard Business School Press.

URL :  www.bscol.com   เข้าถึงเมื่อ  1 พฤศจิกายน  2553

URL :  www.balancedscorecard.com   เข้าถึงเมื่อ  4  พฤศจิกายน  2553

URL :  www.bettermanagement.com   เข้าถึงเมื่อ  4  พฤศจิกายน  2553

 

 
 
 

ให้คะแนนข่าว/บทความนี้

ไม่มีความเห็น
 
 

 
 
[เนื้อหาในหมวดเดียวกัน]
ผลงานวิจัยการพัฒนาการอ่านของเด็กปฐมวัย [14]
ลองดูคะ แนวข้อสอบกรมสรรพากร พร้อมเฉลย 57 Top view แนวข้อสอบกรมสรรพากร ฟรี ที่ถามหา ยากกว่าที่คิด แนว [22]
มีคำถาม สมัครสอบธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 2558 เมื่อไร อัพเดต สอบ ธกส 58 เลย หาคำตอบ สมัค [20]
เปิดสอบ แนวข้อสอบ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดรับสมัครงาน 5 ตำแหน่ง 14 อัตรา 28 ตุลาคม ถึง 6 พ [30]
เปิดสอบ แนวข้อสอบ สำนักงาน ป.ป.ส. เปิดรับสมัคร นักวิเทศสัมพันธ์ปฏิบัติการ จำนวน 9 อัตรา 31 ต.ค – 20 [28]

 

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์

New Games Here!
เกมส์ก้านกล้วย 2new

ผู้เล่น 1:

W - Up.
S - Down.
D - Run Elephant.

ผู้เล่น 2:
Up Arrow Key - Up.
Down Arrow Key - Down.
Left Arrow Key - Run Elephant.

เกมส์ตัดผมสาวน้อยnew
เกมส์ตัดผมสาวน้อย ทุกคนคงต้องชอบเกมส์นี้แน่นอน เกมส์นี้เราจะต้องทำผมให้กับสาวน้อยที่มีนัดเดทที่ห้างสรรพสินค้า ช่วยกันออกแบบให้น่ารัก โดนใจหนุ่มๆ ในห้างกันเลย
เกมส์จับผิดภาพหนูน้อยหมวกแดงnew
เรื่องราวการผจญภัยของหนูน้อยหมวกแดงกับเจ้าหมาป่า ซึ่งแตกต่างจากที่เคยได้ฟังมาแต่ก่อนค่ะ เรื่องราวจะเป็นยังไง ถ้าอยากรู้ก็ต้องเล่นให้ผ่านแต่ละด่านให้ได้
เกมส์ทอดไข่new
เกมส์ทอดไข่ เป็นเกมส์ทําอาหาร เกมส์นี้เราจะต้องวางกะทะ ใส่น้ำมัน ตอกไข่ ปิดกะทะ แล้วจัดใส่จาน ให้ทันเวลา
เกมส์นั่งเรือตกปลาnew
เกมส์นั่งเรือตกปลา มานั่งเรือตกปลากันนะครับ เกมส์นี้สนุก ฝึกฝีมือกันด้วยนะ
More Games Click!!

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย



     

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.

Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม

เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory
การจัดอันดับของ Stats in Thailand

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าใน

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com
Email2 : kroobannokdotcom@gmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม