ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่
หน้าแรก  ข่าวการศึกษา  ครูบ้านนอกBLOG  ห้องสมุดความรู้  เนื้อหาในเว็บไซต์ เผยแพร่ผลงานวิชาการ เกมส์ game เกม เกมส์มากมาย รวมเกมส์
ข่าว/บทความ > ข่าวการศึกษา > หลักสูตรใหม่...เริ่มเดินเครื่อง


• หลักสูตรใหม่...เริ่มเดินเครื่อง
+โพสต์เมื่อวันที่ : 30 มี.ค. 2556 เปิดอ่าน : 13170 / 7 ความเห็น


โดย สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



ในนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ได้เน้นเรื่องการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเด็กเป็นสำคัญ เพราะที่ผ่านมาการปฏิรูปการศึกษาในรอบที่แล้วทุกภาคส่วนได้ผลประโยชน์กันอย่างเต็มที่ยกเว้นเด็ก ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น 2 คณะ คือ

คณะที่ 1 กำหนดวิสัยทัศน์การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาเป็นประธานและมีผู้ทรงคุณวุฒิมาจากทุกภาคส่วนเป็นกรรมการ 22 ท่าน

คณะที่ 2 มี ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ เป็นประธานคณะกรรมการและมีกรรมการออกแบบร่างหลักสูตรใหม่ ตำราเรียนแห่งชาติ รวม 32 ท่าน

คณะกรรมการทั้ง 2 คณะ มีการประชุมร่วมหลายครั้ง ได้มีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง จุดแข็ง จุดอ่อน ปัญหาอุปสรรคและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นมากมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 รวมทั้งได้มีการศึกษาเปรียบเทียบกับหลักสูตรขั้นพื้นฐานของประเทศต่างๆ ฟินแลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ และอื่นๆ

ในเบื้องต้นผลการศึกษาการแสดงความคิดเห็นรอบด้าน ได้บทสรุปค่อนข้างจะตรงกันว่าประเทศไทยควรจะมีหลักสูตรใหม่ยกเครื่องเนื้อหาการเรียนรู้ได้แล้ว ดังเหตุผลต่อไปนี้



หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ได้ใช้มานานระยะเวลาหนึ่งแล้วประมาณ 15 ปี ล้าหลังพอสมควร ถึงแม้นจะมีการปรับหลักสูตรหลายครั้ง แต่จุดกำเนิดของหลักสูตรฉบับนี้ใช้แนวความคิดหลักการ วิธีการของประเทศสหรัฐอเมริกาในเวลานั้นเป็นหลัก คือ อิงมาตรฐาน (Standard Curriculum) นำไปสู่มาตรการเรียนรู้กว่า 4,000 มาตรฐาน และตัวบ่งชี้มากมายจนนำไปสู่การเชื่อมโยงเนื้อหาสาระเป็นหลัก จนครูสาละวนกับมาตรฐานและตัวบ่งชี้มากกว่าเรื่องอื่น

การใช้เวลาเรียนรู้ประเทศไทยสูงเป็นอันดับสองของโลก 1,000-1,200 ชั่วโมงต่อปี รองจากประเทศในทวีปแอฟริกาที่สูงที่สุด 1,400 ชั่วโมง ในขณะที่เกือบทุกประเทศมีเวลาเฉลี่ยการเรียน 600-800 ชั่วโมงต่อปี

เด็กไทยเรียนหนักครูสอนหนักแต่ผลสัมฤทธิ์เกือบท้ายสุดในโลก ประเทศไทยเรียนพร้อมกันทั้ง 8 กลุ่มสาระ เข้าเป็นหน้ากระดานพร้อมกัน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เนื้อหามาก ยาก ซ้ำซ้อนมากมาย กลายเป็นภาระหนักอึ้งสำหรับเด็กไทยที่เรียนตลอดทั้งวัน กวดวิชาเข้มข้น เพิ่มเสาร์-อาทิตย์ จนเกิดภาวะเครียดกดดัน ไม่มีความสุขกับการเรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

หลายประเทศจัดเนื้อหาตามพัฒนาการและวัยของเด็กโดยเฉพาะในระดับประถมศึกษาเพียง 3-4 กลุ่มสาระ แล้วค่อยๆ เพิ่มเสียบมากขึ้นตามลำดับจนครบในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แทบทุกประเทศส่งเสริมให้มีการเรียนรู้นอกห้องเรียน ชุมชน แหล่งเรียนรู้สำคัญ ในรูปแบบโครงงาน (Project Base) ยกเว้นประเทศไทย เด็กไทยใช้เวลาเรียนรู้อยู่ในโรงเรียนกับครูและหนังสือเกือบ 100% ทีเดียว

รายละเอียดของจุดอ่อน ข้อบกพร่องของหลักสูตรขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ยังมีอีกหลายประการ จนนำมาสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญในการปฏิรูปการเรียนรู้ของเด็กไทยใหม่ด้วยหลักการและเหตุผล ความจำเป็น ความต้องการ ปัญหาความท้าทายของประเทศไทยในโลกทศวรรษที่ 21 ดังต่อไปนี้

1.คุณภาพของการศึกษาของไทยอยู่ในขั้นวิกฤตทั้งในเชิงคุณลักษณะ ทักษะ และผลสัมฤทธิ์ ที่ตกต่ำและด้อยคุณภาพทั้งจากการวัดและประเมินผลภายในประเทศและนอกประเทศ ดังเช่น PISA และ O-net เฉลี่ยทุกวิชา ทุกทักษะตกเกือบหมด อยู่ระหว่างประมาณ 30-50% เป็นส่วนใหญ่

2.รากเหง้าของสังคมไทยกับเด็กไทยสั่นคลอน ภาษาไทยกลายเป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารที่อ่อนและผิดสำแดง มิใช่เป็นภาษาอัตลักษณ์ ความงดงาม สุนทรียะ ความภาคภูมิใจของชนในชาติ ประวัติศาสตร์การเรียนรู้เป็นประวัติแยกส่วน ความลึกซึ้งลดหายไปมาก ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ศาสนาเจือจางลง คลั่งแต่วัฒนธรรมต่างชาติ Kpop Jpop และตะวันตก

3.กำลังคนระดับกลางขาดแคลนอย่างหนัก มิใยที่การกำหนดนโยบายการศึกษาขั้นพื้นฐาน : สายอาชีวศึกษาจะเป็น 50:50 ระบบหลักสูตรการศึกษาไทยยังมีค่านิยมส่งเสริมการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามากขึ้นทั้งๆ ที่มีโอกาสตกงานสูง เด็กไทยมีทัศนคติ ค่านิยมรังเกียจการศึกษาในเชิงสัมมาชีพ อาชีวะระดับกลางค่อนข้างมาก (Career Education)

4.ความท้าทายโลกในทศวรรษที่ 21 ประชาคมอาเซียน โลกของทักษะอนาคต แนวการเรียนรู้ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกร และคณิตศาสตร์) ภาษาอังกฤษ ICT ภาษาเพื่อนบ้าน แท็บเล็ต

5.ลดเนื้อหาและเวลาเรียนให้น้อยลงไม่เกิน 800 ชั่วโมงต่อปี กลุ่มสาระการเรียนรู้เน้นผู้เรียนเป็นหลัก การเรียนรู้:กิจกรรม = 60:40 ให้ส่งเสริมการศึกษาแบบโครงงาน (Project Base) ทุกระดับชั้นด้วยคำถามที่เหมาะสมกับวัย สิ่งแวดล้อม สังคมบริบทแต่ละแห่ง

6.ลดภาระงานของครูให้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากครูสอนท่องจำ ยึดหนังสือเป็นหลักมาเป็นวิทยากรกระบวนการ ผู้อำนวยความสะดวก การพัฒนาโจทย์คำถามร่วมกับนักเรียน การพาเด็กศึกษานอกห้องเรียน และอื่นๆ

7.การสร้างและพัฒนาให้เด็กไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ (Liberal Arts) ที่มีลักษณะความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม มีความเป็นไทยแสดงออกแบบสากลได้ มีความรอบรู้สหศาสตร์ทั้งสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ การปรับตัวอยู่ในกระแสโลกอย่างสมดุล เป็นต้น

8.สภาพปัญหาของเด็กไทยน่าเป็นห่วงแทบทุกด้าน เด็กไม่มีความสุขกับการเรียนรู้จากระบบหลักสูตรที่เน้นการแข่งขัน อัดฉีดเร่งเนื้อหา พร้อมกับหน่วยงานดังเช่น สมศ.และ สทศ.ที่เน้นการประกันคุณภาพภายนอกและข้อสอบที่ยากเกินระดับชั้น ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญให้เด็กถูกผลักออก ให้ออกกลางคันเป็นอันมากจนสภาพเด็กไทยมีสถิติการเป็นยุวอาชญากร การใช้ความรุนแรง ยาเสพติด การตั้งครรภ์ก่อนวันเรียนสูงติดอันดับต้นๆ ของโลกเกือบทุกพฤติกรรมทีเดียว

9.ความขัดแย้งแตกต่างสุดขั้วของคนในชาติ การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเป็นพลเมือง (Civic Education) คุณธรรม จริยธรรม ของคนในชาติ สันติศึกษา กระบวนการสร้างและหล่อหลอมวัฒนธรรมประชาธิปไตยผ่านสภานักเรียน กิจกรรมจิตอาสา จิตสาธารณะ เป็นต้น

10.การวัดและประเมินผล ระบบสอบคัดเลือกแอดมิสชั่นส์ที่เน้นการสอบแข่งขันเชิงเนื้อหาลงมาเป็นการพิจารณาผลงานนักเรียน แฟ้มผลงาน กิจกรรมสะสมมากขึ้น ปฏิรูปหรือยกเลิกหน่วยงาน สมศ.และ สทศ.เสียใหม่



คณะกรรมการได้มีการประชุมในเชิงหลักการและเหตุผลว่าจะยกร่างหลักสูตรใหม่นี้เป็นเพียงพิมพ์เขียวเริ่มต้นให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน ต่อจากนั้นจะให้สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานรับเป็นเจ้าภาพต่อไปตามกฎหมายที่ระบุไว้ ทั้งในเชิงการมีส่วนร่วมของประชาชน การประชาพิจารณ์ในกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง สถาบันผลิตครู คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ครู ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ เขตการศึกษา ฯลฯ ทั้งในเชิงวิสัยทัศน์ เป้าหมาย พันธกิจ และอื่นๆ สำหรับโครงสร้างเนื้อหาเบื้องต้นหลังจากการศึกษาเปรียบเทียบหลายประเทศทั่วโลก การอภิปรายถกเถียงอย่างกว้างขวางเป็นเวลานานที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกการเรียนรู้เนื้อหา 8 กลุ่มสาระที่มีแต่เดิมลง และยกเครื่องโครงสร้างเนื้อหาใหม่เป็น 6 กลุ่มสาระประสบการณ์ดังต่อไปนี้

1.ภาษาและวัฒนธรรม (Language and Culture)

2.กลุ่มสาระเรียนรู้ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกร และคณิตศาสตร์)

3.การดำรงชีวิตและโลกของงาน (Work Life)

4.ทักษะสื่อและการสื่อสาร (Media Skill and Communication)

5.สังคมและมนุษยศาสตร์ (Society and Humanity)

6.อาเซียน ภูมิภาคและโลก (Asean Region and World)

การกำหนดโครงสร้าง 6 กลุ่มสาระวิชานี้ให้ระบุกำกับไว้ให้เรียนรู้ไม่เกิน 800 ชั่วโมงต่อปี เพิ่มกระบวนการเรียนรู้ผ่านโครงงาน (Project Base) ทุกระดับชั้น เน้นกระบวนการประชาธิปไตยและคุณธรรม จริยธรรมเพิ่มมากขึ้นด้วย



ในที่ประชุมได้มีการแสดงข้อห่วงใยว่าหลักสูตรใหม่อาจไปไม่ถึงดวงดาวความสำเร็จที่ตั้งความหวังไว้ได้ แม้นจะมีหลักสูตรดีที่สุดในโลกก็ตามที เพราะ ครูไทยไม่เปลี่ยนวิธีการสอน อย่างไรครูจำนวนหนึ่งยืนยันว่าทำได้อย่างแน่นอนขอเพียงยกร่างหลักสูตรให้ชัดเจน ประชาสัมพันธ์ ประชาพิจารณ์ การมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง มีคู่มือครูอธิบายอย่างละเอียดทุกขั้นตอน สร้างและผลิตสื่อให้เพียงพอ มีพี่เลี้ยง (Mentors) คอยให้คำแนะนำและร่วมลงมือปฏิบัติการอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง 3 ปี จะเห็นผลการปฏิรูป เปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน

หลักสูตรใหม่ เริ่มเดินเครื่องเห็นเป็นรูปร่างบ้างแล้ว แม้นจะเป็นเพียงการยกร่างเบื้องต้น แต่ก็ยังแก้ไขได้ และยังต้องการนานาทรรศนะในวงกว้างอีกมากมาย เชิญร่วมถกเถียงแสดงความคิดเห็นมายังคณะกรรมการทุกท่านรวมทั้งผู้เขียนด้วย หรือส่งตรงไปที่ Thai currriculum : reform

 

หน้า 6,มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2556

 
 
 

ให้คะแนนข่าว/บทความนี้

ไม่มีความเห็น
 
 

 
 
[เนื้อหาในหมวดเดียวกัน]
สพฐ.ร่อนหนังสือ วอนเขตพื้นที่ชะลอตั้ง ผอ.รร. [1564]
สพฐ.ยันให้ความเป็นธรรม 727ครู กรณีสนามฟุตซอล [597]
อึ้ง เด็กโควต้ากีฬา ถูกรีไทร์เพียบ [954]
แก้ปัญหากั๊กเก้าอี้ตำแหน่งที่ปรึกษา ศธ.สั่งลดระดับเหลือซี9-ผุดเกณฑ์โชว์ผลงานใน1ปี [439]
ศาลสั่งจำคุกแก๊งฮั้วประมูลนมโรงเรียน 26 ปี ปรับ 3 ล้าน [844]

 
ความคิดเห็นที่ 1  โดยคุณ : kong kongpantakran@gmail.com
บางครั้ง ครูน้อยอย่างเราๆ ก็ทำอะไรได้ยากเพราะผู้บริหารสถานศึกษามีวิสัยทัศน์แคบ ไม่ค่อยจะลงที่นักเรียนกลับไปชอบปรับภูมิทัศน์เพื่อ % นิดๆหน่อย (แต่โครงการใหญ่ก็มากเหมือนกัน) มีหลักฐานใช้เงินแต่ไร้ร่องรอย

[30 มี.ค. 2556 เวลา 08:19 น.] ไอพี [115.67.67.195]
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม กรุณาคลิกปุ่มนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 2  โดยคุณ : tanet -nongnice2002@yahoo.com
การเรียนของเด็กที่เป็น 8 สาระนั้นมันผิดตั้งแต่คิดแล้ว นะท่าน ตอนนี้เขาโทษว่าอะไรต่ออีก โทษหลักสูตรเก่าหล้าหลัง หลักสูตรใหม่ไม่ได้เรื่อง ปรับใหม่เหลือ 6 สาระ พวกผมคนสอนเด็กขออย่างเดียวครับว่าให้ครูผู้สอนได้สอนนักเรียน ปรับหลักสูตรใหม่ต้องให้ครูไปอบรมๆๆๆๆการสอนตามหลักสูตรใหม่ทิ้งเด็กๆๆๆอีกแล้วครับท่าน จัดทำอย่างชัดเจนคู่มือก็คือคู่มือถ้าครูสอนแบบเก่าก็จบอีกเหมือนกันครับท่าน...เสนอว่า ให้ครูสอนอยู่ในชั้นหรือนอกชั้นกับเด็กไม่ต้องทิ้งนักเรียนไปอบรมประชุม สัมมนาอะไรที่ไหน เท่านี้ผมว่าอะไรๆๆก็จะเริ่มดีขึ้นบ้าง

[30 มี.ค. 2556 เวลา 09:02 น.] ไอพี [27.130.174.30]
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม กรุณาคลิกปุ่มนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 3  โดยคุณ : ครูดง43 -
ให้นักวิชาการทั้งหลาย เขียนมาให้มันเบ็ดเสร้จเลย อย่าทิ้งภาระวห้ครุเขามานั่งเขียนโน่นเติมนี่ เขียนมาให้มันเสร็จก็แล้วกัน

[30 มี.ค. 2556 เวลา 11:00 น.] ไอพี [101.51.19.103]
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม กรุณาคลิกปุ่มนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 4  โดยคุณ : ชาญ -drumrong-d@hotmail.com
ขอให้พวกเจ้านายฟังเสียงครูผู้สอนบ้างซิครับ ถ้าคิดอะไรแต่กลุ่มที่ไม่ได้สอนก็จบตั้งแต่คิดแล้วครับ ครูสายผู้สอนหลากหลายสถานะ บ้างเป็นลูกจ้าง บ้างเป็นครูวิทยฐานะต่าง กันมากมายรายได้ก็ต่างกัน ขวัญกำลังใจก็ต่างกันต้นทุนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนก็ต่างกัน หน่วยงานกระทรวงศึกษาฯต้องมีงบสนับสนุนการดำเนินงานการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการเข้ารับการอบรมจากคำสั่งของท่านอย่างพอเพียงอย่าได้สร้างความเดีอดร้อนให้กับครูเขาเลยให้เขาเข้ารับการอบรมอย่างมีความหวังก็จะดีไม่น้อย และอย่าใช้คำพูดว่าให้เบิกต้นสังกัดเด็ดขาดเพราะไม่เคยได้อยู่แล้วครับท่านผู้บริหารไม่เหมือนกันครับ.ตัดการอบรมที่ไม่มีสาระหรือสาระน้อย เป็นเรื่องที่ครูเขารู้อยู่แล้ว การอบรมบ้างครั้งก็เสมือนหนึ่งเป็นการใช้งบให้หมดไปสร้างความอ่อนล้าให้กับครูเขาเปล่าๆ ควรให้ศึกษาหาความรู้จาก UTQ ที่ผ่านมาจะดีไม่น้อยแต่ต้องควบคุมการทุจริตด้วยห้ามนำเฉลยออกมาเป็นอันขาด

[30 มี.ค. 2556 เวลา 14:48 น.] ไอพี [203.172.201.12]
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม กรุณาคลิกปุ่มนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 5  โดยคุณ : ครูเจ๋ง (มดตะนอย) dorkhorm@hotmail.com
หลักสูตรเก่า ประเทศเพื่อนบ้าน เอาของเราไปใช้ ประเทศเขาพัฒนาดีขึ้น แต่ไทยเรา เกือบจะรั้งท้าย..... หลักสูตรดีอยู่แล้ว แต่ เด็กไทย ชอบสบาย ติดขี้เกียจ (ส่วนมาก).... หากเอาหลักสูตรเมืองนอกมาใช้ก็คงไม่เหมาะกับเด็กไทยหรอก เพราะเด็กไทยเราแตกต่างจากเขามากเลยทีเดียว...... ต้องสร้างนิสัยดีๆให้เด็ก ปลูกฝังเข้าไป ก่อน หากคนมันพร้อมที่จะเรียน รักที่จะเรียน แน่นอน สอนอะไรก็ได้แน่นอน

[30 มี.ค. 2556 เวลา 18:07 น.] ไอพี [118.172.118.192]
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม กรุณาคลิกปุ่มนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 6  โดยคุณ : Eco-Teacher -
"ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเด็กเป็นสำคัญ เพราะที่ผ่านมาการปฏิรูปการศึกษาในรอบที่แล้วทุกภาคส่วนได้ผลประโยชน์กันอย่างเต็มที่ยกเว้นเด็ก"
^
^
^
เห็นด้วยตรงนี้หว่ะ...ครับ

ครู-บุคลากร อยากได้ค่าจ้างแพงๆ ก็พิมพ์ๆ เขียนๆ
ใส่กระดาษตราสองเอ เป็นต้น ว่าตัวเอง ทำงานอย่างโน้น อย่างนี้ และเด็กได้ดีอย่างงี้ อย่างโง้น(ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่) ส่งให้ผู้มีหน้าที่พิจารณา(มันก็พวกเดียวกัน) และแล้วก็พิจารณาผ่านๆด้วยปัจจัยมากมายทั้งหลายทั้งปวง

ได้ค่าจ้าแพงๆ(วิทยฐานะสูงๆ) และแล้วกระดาษที่เคยเขียนอ้างก็ฝุ่นเขรอะอยู่ในลังกระดาษ ไม่ได้ทำห่านอะไรสานต่อเลย (พูดง่ายๆว่า...กระดาษพวกนั้นทำลวงกันครั้งเดียว แลกค่าจ้างแพงๆกินกันจนเกษียณเลยทีเดียว)

- ผลที่เกิดกับเด็กไทย?
- ความเป็นไป เป็นอยู่ ของสังคมไทย?
^
สวนทางกันหรือเปล่า?

สรุป...ประโยชน์ตกอยู่กับใคร?
ที่สำคัญ...เด็กไทยก็เป็นเพียงเหยื่อ ของระบบการศึกษาไทย!

ขออภัยครูดีๆ ซึ่งมีกันอยู่น้อยนิด คิดกันเป็นร้อยละ?

[31 มี.ค. 2556 เวลา 03:33 น.] ไอพี [101.51.183.145]
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม กรุณาคลิกปุ่มนี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 7  โดยคุณ : KK -
นักวิชาการทั้งหลายและท่านผู้ออกหลักสูตร เอาหลักสูตรประเทศนั้น ประเทศนี้มา แต่ทำไมไม่ดูบริบทของประเทศนั้นๆ
เอาแต่หลักสูตร แต่ทำไมไม่เอาด้านการบริหาร จำนวนครูต่อนักเรียน หรือโครงสร้างทั้งระบบมาบ้างล่ะค่ะั เผื่ออะไรๆ จะดีขึ้น ไม่ใช่ว่าเอาแต่หลักสูตรมาแล้วมันจะพัฒนาได้เหมือนเค้าได้ยังไง

[10 เม.ย. 2556 เวลา 19:15 น.] ไอพี [unknown, 110.77]
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม กรุณาคลิกปุ่มนี้ครับ

กำลังแสดงหน้าที่ 1 จากทั้งหมด 1 หน้า 1

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์

New Games Here!
เกมส์ดราก้อนบอล 2new
เกมส์ดราก้อนบอล 2 รวมเกมส์ดราก้อนบอล 2 เกมส์นี้สนุกมาก ลองเล่นคลายเครียดกันนะจ๊ะ
เกมส์จับคู่ปลาน่ารักnew
เกมส์จับคู่ปลาน่ารัก เกมส์นี้เราจะต้องควบคุมสัตว์น้ำแต่ละชนิดให้ว่ายไปชนสัตว์ชนิดเดียวกัน แล้วจะกลายร่างเป็นสัตว์ชนิดอื่น จนจะพัฒนาเป็นสัตว์น้ำน่ารักตัวอื่นมากมาย
เกมส์คัดแยกขยะnew
เกมส์คัดแยกขยะ ลดภาวะโลกร้อน มาช่วยกันเป็นพลเมืองที่ดี แยกขยะตามประเภทกันครับ
เกมส์จับคู่Connect1001new
เกมส์จับคู่Connect1001 ฝึกสมองกันนะจ๊ะ
เกมส์ฝึกพิมพ์ดีดnew
เกมส์ฝึกพิมพ์ดีด ฝึกพิมพ์สัมผัส เล่นเกมส์ฝึกพิมพ์ดีดออนไลน์กัน เป็นเกมฝึกพิมพ์ดีดสนุกๆ ช่วยฝึกทักษะในการพิมพ์ดีดได้
More Games Click!!

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย



     

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.

Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม

เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory
การจัดอันดับของ Stats in Thailand

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าใน

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com
Email2 : kroobannokdotcom@gmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม