ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่
หน้าแรก  ข่าวการศึกษา  ครูบ้านนอกBLOG  ห้องสมุดความรู้  เนื้อหาในเว็บไซต์ เผยแพร่ผลงานวิชาการ เกมส์ game เกม เกมส์มากมาย รวมเกมส์
ข่าว/บทความ > ข่าวการศึกษา > เทรนด์หลักสูตรโลก เน้น "ทักษะ" มากกว่า "เนื้อหา"


• เทรนด์หลักสูตรโลก เน้น "ทักษะ" มากกว่า "เนื้อหา"
+โพสต์เมื่อวันที่ : 14 เม.ย. 2556 เปิดอ่าน : 3977 / 0 ความเห็น


ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตร เปิดฉากในงานประชุมเสวนาวิชาการนานาชาติด้านการศึกษาและประชุมปฏิบัติการเพื่อการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2556 จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับองค์การยูเนสโก และคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตร ใจความตอนหนึ่งว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ใช้อยู่ปัจจุบัน เป็นหลักสูตรที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2544 หรือกว่า 12 ปี แม้จะมีการปรับแก้ไขเพียงเล็กน้อยในปี 2551 ขณะที่หลักสูตรการสอนในอุดมศึกษามีการทบทวนเนื้อในทุก 5 ปี จึงเป็นที่มาของการปรับหลักสูตรการสอนขั้นพื้นฐานเพื่อสอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

"หากเรายังอยู่ในกระบวนทัศน์เดิมของหลักสูตรจะไม่ทันโลก โดยเน้นหลักสูตรที่นำไปสู่การปฏิบัติ และยังได้ข้อมูลจาก สสค.ที่คณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรต้องตระหนักคือ ส่วนใหญ่ของประเทศในขณะนี้มีถึง 70% ที่ไม่ได้เรียนต่ออุดมศึกษาและต้องเข้าสู่ตลาดแรงงาน มีเพียง 30% ที่จบอุดมศึกษาและในจำนวนนี้มีเพียง 10% เท่านั้นที่จบมาแล้วได้งานทำใน 1 ปี ดังนั้นระบบการศึกษาพื้นฐานจึงไม่ควรตอบสนองเพียงแค่เด็กที่เข้าสู่อุดมศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงเด็กกลุ่มใหญ่ของประเทศ" ศ.ดร.ภาวิช กล่าว

ศ.ดร.ภาวิช กล่าวต่อว่า การปฏิรูปหลักสูตรพื้นฐานรัฐบาลหวังให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และต่อไปจะมีการปฏิรูปครู เพราะขณะนี้พบปัญหาที่สำคัญคือ การผลิตครูที่มีจำนวนมากแต่กระทบต่อคุณภาพและการมีงานทำ ขณะนี้มีผู้ที่มีใบอนุญาตการสอนถึง 1 ล้านคน และเป็นครูอยู่ 6 แสนคน หากเทียบอัตราส่วนระหว่างนักเรียนและครูขณะนี้คือ ครู 1 คนต่อนักเรียน 19 คน ซึ่งอยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสม แต่ปัญหาคือ ความล้มเหลวของการกระจายครู ทำให้เกิดปัญหาความขาดแคลนครูในบางพื้นที่ หากมีระบบไอซีทีที่ดีก็จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ จึงกำลังเสนอการขับเคลื่อนไอซีที โดยรัฐบาลเตรียมจัดทำระบบไซเบอร์โฮม เพื่อใช้ไอซีทีที่เข้าถึงทุกบ้าน

นางสเตลล่า ยู นักวิเคราะห์นโยบายการศึกษาของยูเนสโก กล่าวถึงผลการศึกษา “การปฏิรูปหลักสูตรในต่างประเทศ” ว่า การปรับหลักสูตรในแต่ละประเทศนั้น เด็กและเยาวชนต้องได้รับการศึกษาที่สอดคล้องกับเป้าหมายและทิศทางในการพัฒนาประเทศเป็นสำคัญ โดยสิ่งที่เรียนต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต สังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งต่างจากในอดีต ที่ “หลักสูตรเก่า” มักถูกสร้างขึ้นเพื่อ “ถ่ายทอดความรู้” ขณะที่ “หลักสูตรใหม่” ถูกสร้างขึ้นเพื่อพัฒนา “ทักษะ” ของผู้นำไปใช้ ดังนั้นหลักสูตรแบ่งเป็น 3 ลักษณะ 1.การจัดหลักสูตรจากส่วนกลาง 2.การจัดหลักสูตรแบบยืดหยุ่น และ 3.การจัดหลักสูตรแบบผสมผสาน โดยเฉพาะหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 นั้น “ทักษะ” มีความสำคัญและจำเป็นมากกว่า “องค์ความรู้” ซึ่งสามารถหาได้ แต่จะทำอย่างไรให้เด็กเยาวชนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

นางสเตลล่า ได้พูดถึงแนวโน้มของโลกในการปฏิรูปหลักสูตร โดยยกตัวอย่างประเทศฟินแลนด์ ที่ได้รับการจัดอันดับ 1 หลายสมัยจากสถาบัน OECD ว่า ใช้หลักสูตรผสมผสาน คือ แม้จะมีหลักสูตรแกนกลาง แต่หน่วยงานจัดการศึกษาระดับท้องถิ่นหรือสถานศึกษาสามารถปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับเอกลักษณ์และความต้องการที่จำเป็นของผู้เรียนได้ ส่วนประเทศญี่ปุ่นมีการทบทวนหลักสูตรทุก 10 ปี โดยกระทรวงศึกษาธิการจะทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงกีฬา กระทรวงวิทยาศาสตร์ และกระทรวงเทคโนโลยี (MEXT) ในการวางรากฐานของหลักสูตรร่วมกัน เพื่อสร้างและขัดเกลาให้เด็กเยาวชนมีบุคลิกที่เฉพาะตัว บนพื้นฐานของความสนุกในการใช้ชีวิตและสร้างให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ในอนาคต โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1.ความสามารถทางวิชาการ (Academic Abilities) เช่น การคิดวิเคราะห์ ประเมินได้อย่างเป็นอิสระ การค้นหาคำตอบและการแก้ปัญหา 2.จริยธรรมและคุณธรรม (To Be Rich in Humanity) และ 3.จิตใจที่สดใสในร่างกายที่สมบูรณ์ (A Sound of Body) ขณะที่ประเทศสิงคโปร์จะเน้นหลักสูตรที่ส่งเสริมวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แต่ไม่ทิ้งทักษะชีวิตและการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านลักษณะการทำงานเป็นโปรเจกท์

ด้าน ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองประธานคณะกรรมการ สสค. คนที่ 2 กล่าวว่า ปฏิรูปการศึกษาต้องนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่แค่ปฏิรูปเพื่อการศึกษา เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ 3 ด้าน คือ “แก่ จน และโง่” นั่นคือ 1.ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมวัยชรา มีการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเกิดขึ้น 1 ใน 3 และในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเห็นโรงเรียนอาชีวะร้างเกิดขึ้น 2.ความยากจน เป็นโชคร้ายของไทยที่ส่วนใหญ่มีเงินออมไม่เพียงพอเพื่อยังชีพเมื่อเข้าสู่วัยชรา และ 3.ระดับการศึกษาของแรงงานไทยที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ จะพบว่า เด็กที่จบ ม.3 แล้วยังคิดเลขไม่ได้ ขณะที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ต่ำกว่าชั้นประถมศึกษา ทำให้คนไทยไปเป็นแม่บ้านต่างชาติเหมือนฟิลิปปินส์ไม่ได้ เพราะสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ ช่างฝีมือไทยจะไปทำงานต่างประเทศก็ติดปัญหาเรื่องภาษา

"เด็กในระบบการศึกษาพื้นฐาน 10 ล้านคน แต่เราทิ้งประชากรวัยแรงงานถึง 35 ล้านคนเอาไว้ ทั้งที่คนกลุ่มนี้ในอนาคตเป็นแรงงานสำคัญของประเทศ เพราะแนวโน้มอัตราการเกิดของเด็กไทยลดลง หากหวังรวยใน 1-2 ทศวรรษนี้ต้องลงทุนพัฒนาคนกลุ่ม 35 ล้านคนนี้ โดยใช้โรงเรียนช่วงกลางคืนเป็นที่พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน" ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว

ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาเพื่อปฏิรูปประเทศต้องนำไปสู่การทำงานและการมีงานทำ ไม่ใช่การไต่บันไดเพื่อเข้าอุดมศึกษา เพราะสถิติของผู้ที่ตกงานสูงสุดคือ ปริญญาตรี วุฒิการศึกษาจึงไม่ใช่หลักประกันของการมีงานทำ ดังนั้นหลักสูตรควรเน้นทักษะการปฏิบัติให้เกิดการพัฒนาความรู้ความสามารถ รวมถึงการส่งเสริมให้สถานประกอบการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนในการจัดการศึกษามากขึ้น โดยรัฐเปลี่ยนบทบาทจากคนจัดการศึกษาเป็นคนซื้อบริการ เพื่อให้เกิดการประกันการศึกษาที่มีคุณภาพ เพราะหลักสูตรเดิมเรียน 8 โมงเช้าเลิก 4 โมงเย็น เด็กรับจ้างมาเรียน ไม่เหมาะกับเด็กยากจนที่หลุดจากระบบการศึกษาถึง 1.2 ล้านคน





---------------------

(เทรนด์หลักสูตรโลก เน้น 'ทักษะ' มากกว่า 'เนื้อหา' : ทีมข่าวการศึกษา ... รายงาน)
ที่มา คมชัดลึก

 
 
 

ให้คะแนนข่าว/บทความนี้

ไม่มีความเห็น
 
 

 
 
[เนื้อหาในหมวดเดียวกัน]
ก.ค.ศ.เตรียมเปิดระบบให้ ขรก.เข้าตรวจสอบข้อมูลตนเอง ในระบบทะเบียนประวัติอิเล็กทรอนิกส์ [1740]
ติงครูมีส่วนทำให้เด็กอ่านไม่ออก [2254]
เล็งรื้อกฏหมายคัดผู้บริหาร ศธ. [1277]
ก.ค.ศ.ประชาพิจารณ์แก้ไขกฏหมายครู [2076]
"สุทธศรี" อาสาเป็นกาวใจประเมินรอบสี่ [473]

 

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์

New Games Here!
เกมส์มนุษย์หินnew
เกมส์มนุษย์หิน มนุษย์ยุคหินที่ต้องต่อสู้กับมังกรไฟครับ ใช้ Space เพื่อยิงครับ
เกมส์โหม่งบอลเข้าประตูnew
เกมส์โหม่งบอลเข้าประตู มาแข่งโหม่งบอลเข้าประตูกันครับ แข่งกันเป็นทัวร์นาเมนต์เลย ดูซิ ว่าใครจะได้เป็นแชมป์
เกมส์ปลูกผักหรรษาnew
เกมส์ปลูกผักหรรษา เกมส์ปลูกผักหรรษาออนไลน์ ใครชอบปลูกผัก มาทางนี้ได้เลยครับ
เกมส์ต่อจิ๊กซอว์เบ็นเท็นnew
เกมส์ต่อจิ๊กซอว์เบ็นเท็น มีจิ๊กซอว์หลายแบบ กด Space bar เพื่อหมุนจิ๊กซอว์ให้ตรงตำแหน่งก่อนวางนะ
เกม Hot Dog Bushnew
ทำฮอตดอกให้ลูกค้าให้ทัน จะได้เลื่อนระดับนะ
More Games Click!!

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย



     

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.

Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม

เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory
การจัดอันดับของ Stats in Thailand

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าใน

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com
Email2 : kroobannokdotcom@gmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม