ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่
หน้าแรก  ข่าวการศึกษา  ครูบ้านนอกBLOG  ห้องสมุดความรู้  เนื้อหาในเว็บไซต์ เผยแพร่ผลงานวิชาการ เกมส์ game เกม เกมส์มากมาย รวมเกมส์
ข่าว/บทความ > ข่าวการศึกษา > เจาะปัญหาการศึกษาไทย (1) "ค่านิยม" ที่ยังคงฝังลึก


• เจาะปัญหาการศึกษาไทย (1) "ค่านิยม" ที่ยังคงฝังลึก
+โพสต์เมื่อวันที่ : 26 ก.ย. 2556 เปิดอ่าน : 3060 / 0 ความเห็น


“เรียน ม.4 วิทย์-คณิตนะลูก จะได้เป็นหมอ เป็นวิศวกร จบมางานสบายเงินดีนะลูก”

“มีแต่เด็กเรียนอ่อน เรียนอะไรไม่ได้นั่นแหละถึงไปเรียนสายอาชีพ”

เชื่อว่าหลายท่านคงได้ยินประโยคทำนองนี้มาบ้าง หากไม่ได้ถูกสอนกับตัวเองเมื่อครั้งเป็นเด็ก ก็ต้องเคยได้ยินพ่อแม่ผู้ปกครองคนอื่นๆ สอนลูกหลานของพวกเขา เกี่ยวกับการเปรียบเทียบอนาคตทางการศึกษาในประเทศไทย ที่ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า หากเด็กคนใดสามารถเข้าสู่สายสามัญ หรือระดับมัธยมปลาย (ม.4-ม.6) โดยเฉพาะแผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ย่อมการันตีถึงอนาคตในการเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำ ซึ่งนั่นหมายถึงอาชีพและรายได้ที่มั่งคั่งมั่นคง

ในทางกลับกัน เด็กที่เข้าสายสามัญ แผนการเรียนทางศิลป์ จะถูกมองเป็นพลเมืองชั้นรอง ทว่าสิ่งที่น่าหดหู่ที่สุด คือเด็กที่ไม่อาจเข้าสู่รั้วมัธยมปลาย แต่กระจัดกระจายไปเรียนอยู่ในสถาบันสายอาชีวศึกษา (สายวิชาชีพ) มักจะถูกมองเป็นประชากรชั้นสาม ด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองยังคงพยายามทุกวิถีทาง เพื่อให้ลูกหลานของตนเข้าเรียน ม.ปลาย ให้ได้ ทั้งที่เด็กอาจจะไม่ชอบและไม่ถนัด เข้าตำรา “เรียนไปก็ไม่มีความสุข จบมาความรู้ก็น้อยแข่งขันไม่ได้” คำถามคือ..หนทางแห่งความสำเร็จ มีได้แค่ทางเดียวจริงๆ หรือ?

ค่านิยมที่ฝังรากลึก

“ดิฉันเป็นอาจารย์แนะแนว คลุกคลีกับเด็กมัธยม 3 ชั้น 3 ปี มีความรู้สึกว่าพบปัญหาเรื่องของการพาเด็กเข้าสู่อาชีวะ ปัญหาที่ 1 ก็คือทั้งเด็กและผู้ปกครอง ขาดความไว้วางใจในการดูแลเด็กในระบบอาชีวะ ปัญหาที่ 2 ทั้งเด็กและผู้ปกครอง ขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพของอาชีวะ ปัญหาที่ 3 เด็กขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง ปัญหาที่ 4 ทั้งเด็กและผู้ปกครอง ขาดความมั่นใจว่า เขาจะเข้าระบบอุดมศึกษาได้อย่างไร”

เสียงจาก นางวิภา เกตุเทพา อาจารย์ฝ่ายแนะแนว โรงเรียนสตรีวิทยา 2 ชี้ให้เห็นถึงปัญหาค่านิยมหลายประการ ที่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ไม่กล้าส่งลูกหลานเข้าสู่ภาคอาชีวศึกษา เช่น 1.มองว่าลูกหลานของตนจะไม่ปลอดภัยตลอดเวลาที่ไปเรียนสายอาชีพ เมื่อเทียบกับชีวิต ม.ปลาย ในรั้วสายสามัญ 2.มองว่าจบสายอาชีพมาแล้วไม่มีที่ยืนในสังคม เป็นเพียงแรงงานระดับล่างเท่านั้น

3.แม้แต่เด็กที่ต้องหลุดจากสายสามัญไปสายอาชีพ ก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ถึงขนาดที่วันนัดพบศิษย์เก่า เด็กกลุ่มนี้จะไม่กล้ากลับมาเยี่ยมโรงเรียน เพราะกลัวถูกมองเป็นประชากรชั้นล่าง เป็นชนชั้นที่ต่ำต้อยกว่าผู้ที่ได้เรียน ม.ปลาย และ 4.ขาดความรู้ ความเข้าใจในข้อมูลที่ถูกต้อง และคิดว่าเด็กสายอาชีพจบแล้วไม่สามารถเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาได้เหมือนเด็กสายสามัญ จึงดูเหมือนว่าสายอาชีพนั้นไร้อนาคต

“บดินทร์โมเดลที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ผู้ปกครองไม่ยอมที่ลูกไม่ได้เรียนสายสามัญ จึงเกิดการประกาศทั้งประเทศว่า เด็ก ม.3 เกรด 2.00 อยากเรียนสายสามัญ โรงเรียนต้องจัดให้เรียน เพราะฉะนั้นทุกคนก็แห่เข้าสามัญโรงเรียนเดิมของตัวเอง ไม่ได้ก็ฟ้องร้อง แล้วผลกระทบก็ไปยังโรงเรียนอาชีวะ ไม่มีเด็กไปเรียน

เวลาอยู่หน้าห้องแนะแนว เวลาแนะแนวเด็ก พูดไปกลืนน้ำลายตัวเองไป ผู้ปกครองบางคนเขาพูดว่า..ถ้าเป็นลูกอาจารย์ อาจารย์ให้ไปไหมล่ะ? ไม่คิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้เลยนะคะ” อ.วิภา กล่าวระบายความรู้สึกในใจ

คุณ “รู้จักตัวเอง” จริงๆ หรือเปล่า?

ปัจจุบัน คำถามหนึ่งที่มักถูกพูดถึงกันบ่อยๆ ตลอดชีวิตในวัยทำงานของมนุษย์ คือคำถามที่ว่า “คุณมีความสุขกับงานที่ทำหรือไม่?” ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตอบว่าไม่แน่ใจ หลายคนอาจจะตอบว่าไม่มีความสุขแต่ต้องทำเพราะเรื่องของรายได้ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่รู้สึกพอใจ และมีความสุขกับงานที่ทำ จนกล้าพูดได้เต็มปากว่ารู้สึกอยากตื่นมาทำงานจริงๆ ในทุกๆ วัน

นายรวิศุทธิ์ คณิตกุลเศรษฐ์ รองประธานเครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพมหานคร ในฐานะตัวแทนเยาวชนไทย สะท้อนให้เห็นปัญหาหนึ่งของระบบการศึกษาไทย นั่นคือเด็กไทยหมดเวลาในชีวิต โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นไปกับชั่วโมงเรียน ทั้งในโรงเรียนและสถาบันกวดวิชานอกเวลาเรียน ด้วยความหวังหนึ่งเดียวคือการเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ จนไม่มีเวลารู้จักชีวิตด้านอื่นๆ ซึ่งหมายถึงการไม่มีเวลาทำความเข้าใจ “ตัวตนที่แท้จริง” ของตนเองด้วยว่าชอบหรือถนัดอะไร และนั่นหมายถึงความสุขความทุกข์ ตลอดช่วงเวลาของการทำงานทั้งชีวิต

“การศึกษาในเมืองไทย ขอพูดในสายสามัญ ผมมองว่าเด็กไทยเรียนมากเกินไป เด็กไทยต้องเรียนทั้งหมด 1,200 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งมันเกินมาตรฐานโลกที่จำกัดแค่ 800 ชั่วโมงต่อปี ทำให้เด็กไม่มีเวลาที่จะค้นพบตัวเอง แต่เด็กไทยถูกผูกกับความฝันไว้ว่า อนาคตฉันจะต้องเข้ามหาลัยดังๆ ไม่ใช่ความฝันว่าตัวเองจะต้องประกอบอาชีพที่ตัวเองรัก และภาคภูมิใจกับอาชีพนั้น

ทำให้เด็กไทยวันนี้ กลายเป็นจันทร์ถึงศุกร์เรียนตั้งแต่เช้ายันเย็น และเสาร์อาทิตย์เรียนพิเศษเพิ่มเติมอีก แล้วผมมองว่าเด็กไทยเรียนหนักมากเกินไป ไม่มีเวลาค้นพบตัวเอง ทำให้เขาไม่ทราบว่าตัวเองชอบอะไร สนใจอะไร และอยากทำอาชีพอะไร สุดท้ายพอเด็กไม่รู้ ผู้ปกครองก็ต้องการให้เด็กทำอาชีพที่มีความต้องการสูง เช่นหมอหรือวิศวะ ซึ่งมันก็มีความต้องการอยู่ในระดับพอสมควร แต่ความต้องการของเด็กหรือผู้ปกครองที่อยากให้เด็กเรียนสูงขึ้นไปอีก ทำให้เด็กจบมาไม่มีงานทำเยอะแยะเลยครับ”

นักเรียนจาก รร.สตรีวิทยา 2 รายนี้ กล่าวถึงปัญหาที่เด็กไทยต้องเผชิญในระบบการศึกษา ส่งผลให้เด็กจำนวนมากเรียนไปอย่างไม่มีแรงบันดาลใจ และแรงบันดาลใจนี่เองเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ที่อาจทำให้คนๆ หนึ่งสามารถประสบความสำเร็จในชีวิต หรือค้นพบนวัตกรรมใหม่ๆ เพราะเมื่อมีแรงบันดาลใจ มีความชอบ ความสุขที่ได้เรียนหรือได้ทำงานที่ตนเองรัก ก็จะรู้สึกอยากค้นคว้า ต่อยอด หรือพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างไม่รู้จักเบื่อหน่ายท้อแท้

“เด็กไทยเนี่ย ถ้าสนใจอะไรแล้วจะมีความฝักใฝ่ในสิ่งนั้น และมีความตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ญี่ปุ่นเขาอาจจะมีความสามารถทางเทคโนโลยี แต่ในเรื่องของหุ่นยนต์เนี่ย เด็กไทยเป็นอันดับ 1 นะครับ เด็กไทยกระตือรือร้นเมื่อไร จะมีความตั้งใจทำตรงนั้นเต็มที่อย่างแน่นอน” ตัวแทนเยาวชน กล่าวทิ้งท้าย

ในตอนแรก เราได้สะท้อนปัญหาค่านิยมของผู้ปกครองและสังคม อย่างไรก็ตามตัวระบบการศึกษา โดยเฉพาะสายอาชีพเองก็มีปัญหาไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งในตอนหน้า เราจะมาฟังข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา เพื่อหวังว่าในอนาคตทั้ง 2 สาย ไม่ว่าจะอาชีวศึกษาหรือสายสามัญ จะสามารถเดินไปได้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนมีเกียรติและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

SCOOP@NAEWNA.COM

 

 

ที่มา แนวหน้า วันพุธ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

 
 
 

ให้คะแนนข่าว/บทความนี้

ไม่มีความเห็น
 
 

 
 
[เนื้อหาในหมวดเดียวกัน]
ชงสมศ.ใช้ "ค่านิยม" ประเมินโรงเรียน [1765]
"เครดิตบูโร" เตือน! อย่าหลงเชื่อ เรื่องลบข้อมูลแบล็กลิสต์ได้ [1000]
ประสานเสียงขานรับ "บิ๊กตู่" สั่งปิดสถาบันเด็กตีกัน [608]
"สุรวาท" หวนนั่งประธานส.ค.ศ.ท. [540]
การปฏิบัติหน้าที่ในสหกรณ์ออมทรัพย์ครู...เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือไม่ [4388]

 

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์

New Games Here!
เกมส์ตัดผมnew
เกมส์ตัดผม ตัดผมคนสวย สาวน้อยคนนี้ต้องการช่างตัดผมมืออาชีพ มาร่วมกันทำให้ทรงผมของสาวน้อยคนนี้ดูดีด้วยกันนะ
เกมส์ทหารจิ๋วnew
เกมส์ทหารจิ๋ว เกมทหารจิ๋ว มาเล่นเกมส์ทหารจิ๋วออนไลน์กัน พยายามพาทหารจิ๋วฝ่าด่านต่างๆไปให้ได้นะ
เกมส์new
เกมส์ เกมส์กระโดด กด A S D F เพื่อเปลี่ยนสีได้ รวมเกมส์ เกม มากมาย ที่นี่เลยจ้า
เกมส์ต่อจิ๊กซอว์เบ็นเท็นnew
เกมส์ต่อจิ๊กซอว์เบ็นเท็น มีจิ๊กซอว์หลายแบบ กด Space bar เพื่อหมุนจิ๊กซอว์ให้ตรงตำแหน่งก่อนวางนะ
เกมส์ต่อท่อnew
เกมส์ต่อท่อ ฝึกสมอง ประลองปัญญา หาวิธีต่อท่อน้ำ ให้สามารถไหลได้อย่างต่อเนื่องกันเลย
More Games Click!!

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย



     

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.

Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม

เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory
การจัดอันดับของ Stats in Thailand

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าใน

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com
Email2 : kroobannokdotcom@gmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม