ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


หน้าแรกครูบ้านนอก > ข่าว/บทความ > ข่าวการศึกษา > "ดาว์พงษ์"รุกคืบขั้นที่ 2 ลดวิชาการเด็ก ป.1 มุ่งสู่ปฏิรูปเต็มสูบ

"ดาว์พงษ์"รุกคืบขั้นที่ 2 ลดวิชาการเด็ก ป.1 มุ่งสู่ปฏิรูปเต็มสูบ

🗓 โพสต์เมื่อวันที่ : 11 ม.ค. 2559 เปิดอ่าน : 6,324 ครั้ง

Advertisement

☰แชร์ >  
Share on Google+ LINE it!
เพิ่มเพื่อน
"ดาว์พงษ์"รุกคืบขั้นที่ 2 ลดวิชาการเด็ก ป.1 มุ่งสู่ปฏิรูปเต็มสูบ

Advertisement

เรื่องการศึกษาถือว่าเป็นปัญหาหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสนใจมาก เพราะถือเป็นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อขับเคลื่อนประเทศในอนาคต และในยุค พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ก็ถือว่าต้องรับบทหนักไม่น้อย เพราะเหลือเวลาอีกไม่มากที่รัฐบาล คสช.จะบริหารประเทศ ดังนั้นการผลักดันเรื่องการปฏิรูปการศึกษาจึงต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น เพื่อให้แล้วเสร็จก่อนจะเลือกตั้งในปี 2560 และเพื่อจะส่งไม้ต่อให้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งดำเนินงานต่อได้ทันที

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแผนจากการระดมความคิดกูรูด้านการศึกษาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาแล้ว แต่การขับเคลื่อนเพื่อให้เห็นรูปธรรมของการปฏิรูป เชื่อว่ายังต้องมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องดำเนินการรุกคืบไปข้างหน้า และในฐานะผู้นำ พล.อ.ดาว์พงษ์ก็ต้องพยายามที่จะเร่งรัดบริหารจัดการเรื่องต่างๆ ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การปฏิรูป

ในโอกาสนี้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศธ.ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ โดยกล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาจะต้อง โดยปรับปรุงจาก พ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ. 2542 และในบางเรื่องที่มีความสำคัญและต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนก็จะใช้มาตรา 44 เข้ามาช่วย

ทั้งนี้ ส่วนหลักของการศึกษาก็คือ ครูและเด็ก เห็นว่าครูเป็นส่วนสำคัญของการศึกษา และต้องให้ความสำคัญกับการผลิตครู ไม่ว่าเป็นเรื่องความรู้ความสามารถ เรื่องเทคนิคการสอนในแต่ละวิชา ซึ่งจะมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงชั้นด้วย ซึ่งตนก็ได้ให้นโยบายไปกับกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแล้วว่าต้องสร้างจุดแข็งในด้านการผลิตครู ทั้งนี้ทางกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏก็รับทราบในนโยบาย แต่อย่างไรก็ดีการทำเรื่องต่างๆ ในมหาวิทยาลัยไม่ใช่ว่าตนสั่งแล้วอธิการบดีรับไปทำได้เลย หากว่าแต่ละเรื่องที่มหาวิทยาลัยจะดำเนินการจำเป็นต้องผ่านมติของสภามหาวิทยาลัยและ พ.ร.บ.ของตนเองเสียก่อน และในหลายมหาวิทยาลัยก็มีหลักสูตรการสอนเรื่องเทคนิคอยู่บ้าง และเราก็ต้องยอมรับว่าเรื่องเทคนิคการสอนนั้นเป็นเรื่องที่เกิดจากความเข้าใจและถ่ายทอดการสอนของครูแต่ละคน เป็นความสามารถเฉพาะตัว ซึ่งยากแก่การสอนหรือถ่ายทอดให้ผู้อื่น

ในปัญหาเรื่องสร้างครูรุ่นใหม่ พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าวว่า ตนได้รับนโยบายสมัย พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี อดีต รมว.ศธ. เรื่องโครงการครูผู้ทรงคุณค่าต่อแผ่นดิน ที่จ้างครูเกษียณอายุและมีความสามารถกลับมาสอนในสาขาที่ขาดครู และโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (โครงการคุรุทายาท) ที่จะผลิตครูที่มีคุณภาพได้ตรงตามพื้นที่ มาดำเนินการต่อ นอกจากนี้ยังมีโครงการซ่อมบ้านพักครูทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ครูอีกด้วย

ผลงานเด่นของ พล.อ.ดาว์พงษ์ขณะนี้ก็คือ นโยบาย "ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้" แต่ขณะเดียวกันเรื่องของ "หลักสูตร" เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ รมว.ศธ.บอกว่าจะต้องพัฒนาปรับปรุงด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ตนเองได้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วถึง 3 ชุดด้วยกัน โดยได้มอบนโยบายให้คณะทำงานไปศึกษาว่าเด็กประถมจำเป็นต้องเรียนทั้ง 8 กลุ่มสาระหรือไม่ หรืออาจจะเรียนเพียง 5 กลุ่มสาระ และเพิ่มกลุ่มสาระตามระดับชั้นเรียน ซึ่งการปรับในลักษณะนี้จะสอดรับกับโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เพราะไม่ได้เป็นการปรับการเรียนหรือเนื้อหาในวิชาหลักลง แต่ปรับลดในส่วนที่โรงเรียนเรียนเสริมมาเท่านั้น โดยคิดว่าหลักสูตรใหม่จะสามารถนำไปใช้ทดลองในเทอมที่ 2 ของปีการศึกษา 2559

ในส่วนของอาชีวศึกษาที่ทำหน้าที่ผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ และช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้สิ่งที่ต้องทำคือ การผลิตคนให้เร็วและตรงกับความต้องการมากที่สุด ทาง ศธ.จึงร่วมมือกับภาคเอกชน ตั้งคณะกรรมการยกระดับวิชาชีพ และคณะกรรมการยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและพัฒนาผู้นำ ซึ่งจะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเรื่องการผลิตกำลังคนให้ตรงสายงาน และเร็วขึ้นแน่นอน เพราะการปรับหลักสูตรในแต่ละครั้งเราต้องมองยาวไปว่าเมื่อเด็กจบหลักสูตรจะสามารถศึกษาต่อได้หรือไม่ เรียนต่อในสาขาอะไร สาขาเหล่านั้นจะสามารถต่อสู้กับต่างประเทศได้หรือไม่ ทำให้ต้องมีการบูรณาการเรื่องหลักสูตรของทุกองค์กรหลักเข้าด้วยกัน

สำหรับการปฏิรูประบบบริหารจัดการภายใน ศธ. พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งว่าจะทำอะไรก็ตาม ต้องไม่เป็นการสร้างปัญหาใหม่ แต่อย่างที่รู้กันว่า การปรับโครงสร้างใหม่จะต้องเกิดปัญหาแน่นอน อย่างนั้นตนไม่ทำได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ เพราะโครงสร้างของ ศธ.เป็นปัญหาหลักในการบริหารในปัจจุบัน

"เมื่อผมรู้แล้วว่าการปรับโครงสร้างจะต้องเกิดปัญหา ก็ต้องลงไปดูว่ามีปัญหาอะไรบ้างที่คิดว่าจะเกิดขึ้น เมื่อปรับแล้วผมก็ต้องไปแก้ปัญหาตรงนั้นไว้ล่วงหน้าด้วย ทำให้การปรับโครงสร้างจะต้องดูกันอย่างละเอียด และต้องยอมรับว่ากระทรวงศึกษาฯ มีปัญหาสะสมอยู่พอสมควร และการปรับในทุกๆ เรื่องผมขอยืนยันว่าไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดเอง แต่แนวคิดแนวทางการปฏิรูปมาจากคนในกระทรวงที่ประสบปัญหาและต้องการการแก้ไข แต่ก็จะทำให้ทันทีไม่ได้เช่นกัน ต้องมีการฟังเสียงจากนักวิชาการและความต้องการของสังคมด้วย แต่อยากสร้างความเข้าใจว่า การปรับโครงสร้างนั้นไม่ได้แปลว่าทุกที่จะมีปัญหาทั้งหมด บางที่ก็มีดีอยู่แล้วแต่อาจจะดีไม่พอในสถานการณ์นี้ กับการแข่งขันในทุกวันนี้ จึงต้องมีการปรับให้ดีขึ้นไปอีก ทำให้ต้องมาดูที่ระบบและบุคลากรว่าตรงไหนที่ทำให้ติดขัดในเรื่องอะไร และทลายให้สามารถทะลุและเดินไปอย่างราบรื่นได้"

พล.อ.ดาว์พงษ์ยอมรับว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างก็จะมีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ทำให้ต้องบริหารให้พอดี ไม่ใช่อยากจะปรับก็ปรับ แต่ต้องบริหารคนด้วย ดังนั้นถ้าจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างคงต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน ทำความเข้าใจกับทั้งคนในกระทรวงและสังคมภายนอก เราจึงไม่สามารถประกาศได้ว่าจะปรับวันไหน เมื่อไร หรือจะยุบหรือไม่ยุบหน่วยงานใด จะต้องมีเหตุผลรับรองในทุกเรื่อง ถ้าจะยุบก็ต้องไปดูว่าทำไมหน่วยงานนั้นถึงเกิดมา เกิดมาเพื่ออะไร และถ้าหากจะยุบจริงๆ ก็ต้องมีเหตุผลมาหักล้างให้ได้

"และผมจะไม่ปรับการบริหารเฉพาะใน ศธ.เท่านั้น ตอนนี้ผมกำลังหาเส้นขอบเขตการกระจายอำนาจที่เหมาะสม เพราะนโยบายของเรามุ่งสู่การกระจายอำนาจอยู่แล้ว กระทรวงเรามีปัญหาเรื่องการบริหารงานบุคคล ที่จากส่วนกลางนำไปสู่ภูมิภาคยังไม่มีประสิทธิภาพพอ แต่ในส่วนของการ กระจายอำนาจก็ต้องมีการศึกษาว่าจะทำอย่างไร จะต้องทำแค่ไหน หรือจะต้องกระจายให้เฉพาะใคร สำหรับตัวผมเองเห็นด้วยจริงๆ ถ้าเมื่อไรที่มีการ กระจายอำนาจ ศธ.จะเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก ที่เหลือจะให้โรงเรียนแข็งขันกันเอง พัฒนากันเอง แต่ในทางปฏิบัติจริงจะสามารถเดินไปถึงตรงนั้นจริงหรือไม่ และเดินไปได้ขนาดไหนเราต้องมาศึกษากัน" รมว.ศธ.กล่าว

อย่างที่รู้กัน จากข่าวในกระแสต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ว่า ศธ.เองก็ยังมีปัญหาภายใน ก็คือเรื่องการทุจริต เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีคนเยอะและได้รับงบประมาณสนับสนุนจำนวนมาก พล.อ.ดาว์พงษ์ได้ให้แนวทางในเรื่องนี้ว่า ตอนนี้รัฐบาลก็ช่วยเหลือในเรื่องนี้มาก เพราะมีปัญหาลักษณะนี้ในทุกกระทรวง แต่ต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหาทุจริตไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับตัวเขานั้นจะเริ่มจากการแก้กฎกติกา อะไรที่มันเหมือนจะเป็นการเปิดช่องให้มีการทุจริตก็ปิดซะ เพราะถ้ายังมีการเปิดช่องว่างไว้ วันหนึ่งก็ต้องมีการทุจริตเกิดขึ้น ถ้าปิดไว้จะทำให้การเกิดทุจริตได้ยากขึ้น และทุกวันนี้ไม่ว่าหน่วยงานไหนจะทำอะไรต้องแจงให้รู้เกี่ยวกับการใช้งบประมาณอย่างละเอียดด้วยว่าเอาไปทำอะไรบ้าง ใช้ที่ไหน เท่าไร เข้ากับแผนยุทธศาสตร์ที่มอบหมายหรือไม่ จะทำให้เราเห็นได้ว่ามีการทุจริตตรงไหน ต้องไหนใช้เงินเยอะเกินจำเป็นก็จะไม่มีการอนุมัติ เพราะตั้งใจว่างบประมาณจำนวน 5.1 หมื่นล้านของ ศธ.จะต้องไม่บูด ทำให้ทุกวันนี้หน่วยงานต่างๆ จะเสนองบประมาณเพื่อดำเนินโครงการจะต้องเสนอให้ รมว.ศธ.พิจารณาล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือน

"ในทุกๆ เรื่องผมต้องทำให้เสร็จทันก่อนเลือกตั้งแน่นอน ไม่งั้นผมจะเข้ามาทำอะไร และในปี 2559 นี้ก็จะมีผลงานต่างๆ ที่กระทรวงกำลังเร่งทำให้แล้วเสร็จด้วย เพราะเรื่องที่จะต้องปฏิรูปนั้นมีเยอะและมีเวลาที่กำจัด แม้จะเหนื่อยเพราะต้องเร่งทำ แต่ก็ต้องทำให้สำเร็จ ซึ่งถ้า ศธ.ตอนนี้เท่ากับศูนย์ คงไม่ยากที่จะบริหาร แต่ ศธ.มีการดำเนินการมาอยู่แล้ว อยู่ๆ ผมจะสั่งให้ได้อย่างใจนั้นคงยาก ต้องหาเหตุผลมาหักล้างไม่ว่าจะทำเรื่องอะไรก็ตาม แต่ถือว่าเป็นโชคดีของผม ที่ในหลายๆ เรื่องที่ผมจะทำตรงกับความคิดเห็นของคนในกระทรวง ทำให้การทำงานสามารถขับเคลื่อนไปได้".

"ได้มอบนโยบายให้คณะทำงานไปศึกษาว่าเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำเป็นต้องเรียนถึง 8 กลุ่มสาระหรือไม่ หรืออาจจะเรียนเพียง 5 กลุ่มสาระ และเพิ่มกลุ่มสาระตามระดับชั้นเรียน ซึ่งการปรับในลักษณะนี้จะสอดรับกับโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เพราะไม่ได้เป็นการปรับการเรียนหรือเนื้อหาในวิชาหลักลง แต่ปรับลดในส่วนที่โรงเรียนเรียนเสริมมาเท่านั้น โดยผมคิดว่าหลักสูตรใหม่จะสามารถนำไปใช้ทดลองในเทอมที่ 2 ของปีการศึกษา 2559"

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 

Advertisement


TAGS ที่เกี่ยวข้อง >> "ดาว์พงษ์"รุกคืบขั้นที่ 2 ลดวิชาการเด็ก ป.1 มุ่งสู่ปฏิรูปเต็มสูบ , , , ดาว์พงษ์ , รุกคืบขั้นที่ , 2 , ลดวิชาการเด็ก , ป.1 , มุ่งสู่ปฏิรูปเต็มสูบ << คลิกอ่านเพิ่มเติม

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
Advertisement

≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡
ว2/2564 การอนุมัติให้การลาไปศึกษา ฝึกอบรม หรือวิจัย ของขรก.ครูฯ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการและมีสิทธิได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนในระหว่างลา☕ 21 ม.ค. 2564
ว2/2564 การอนุมัติให้การลาไปศึกษา ฝึกอบรม หรือวิจัย ของขรก.ครูฯ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการและมีสิทธิได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนในระหว่างลา
เปิดอ่าน 1,127 ครั้ง
ฟังชัดๆ แนวทางการเตรียมการรองรับ การวัดและประเมินผล ปีการศึกษา 2563☕ 21 ม.ค. 2564
ฟังชัดๆ แนวทางการเตรียมการรองรับ การวัดและประเมินผล ปีการศึกษา 2563
เปิดอ่าน 3,939 ครั้ง
สพฐ.ตั้งเป้า ลดภาระงานครู ทั้งระบบ!☕ 20 ม.ค. 2564
สพฐ.ตั้งเป้า ลดภาระงานครู ทั้งระบบ!
เปิดอ่าน 5,717 ครั้ง
สพฐ.ชี้โควิดเป็นเหตุปรับข้อสอบเข้าม.1และม.4☕ 20 ม.ค. 2564
สพฐ.ชี้โควิดเป็นเหตุปรับข้อสอบเข้าม.1และม.4
เปิดอ่าน 830 ครั้ง
สพฐ.สำรวจข้อมูลผู้ผ่านการคัดเลือกเพื่อบรรจุแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ปี พ.ศ.2564☕ 20 ม.ค. 2564
สพฐ.สำรวจข้อมูลผู้ผ่านการคัดเลือกเพื่อบรรจุแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ปี พ.ศ.2564
เปิดอ่าน 1,932 ครั้ง

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

"ทักษะทางสังคม" ต้นทุนได้งานนักศึกษาจบใหม่"ทักษะทางสังคม" ต้นทุนได้งานนักศึกษาจบใหม่
เปิดอ่าน 8,048 ครั้ง
คืนผิวหน้าสวยด้วยฟักทองคืนผิวหน้าสวยด้วยฟักทอง
เปิดอ่าน 11,103 ครั้ง
สำรวจบ้าน-พิชิตโรค สำรวจบ้าน-พิชิตโรค
เปิดอ่าน 6,580 ครั้ง
การตรวจสอบวุฒิการศึกษาการตรวจสอบวุฒิการศึกษา
เปิดอ่าน 42,939 ครั้ง
ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา (2553)ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา (2553)
เปิดอ่าน 20,617 ครั้ง

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย

 
หมวดหมู่เนื้อหา
[ข่าว/ประกาศ] [บทความเทคโนโลยีการศึกษา] [Technology] [e-Learning] [Graphics & Multimedia] [OpenSource & Freeware] [ซอฟต์แวร์แนะนำ] [ทฤษฎีทางการศึกษา] [เครื่องมือและเทคนิคการถ่ายภาพ] [Hot Issue] [Research Library] [Questions in ETC] [แวดวงนักเทคโนฯ] [ข่าวการศึกษา] [คุณครูควรรู้ไว้] [คณิตศาสตร์] [วิทยาศาสตร์] [ภาษาต่างประเทศ] [ภาษาไทย] [สุขศึกษาและพลศึกษา] [สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม] [ศิลปศึกษาและดนตรี] [การงานอาชีพและเทคโนโลยี] [My Profile] [เรื่องราวจากสมาชิก] [เตรียมประเมินวิทยฐานะ] [ความรู้ทั่วไป] [ผลงานวิชาการเล่มเต็ม] [ข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ] [สาระดีๆจากนานมีบุ๊คส์] [ภาพอบรม/สัมมนา] [การวิจัยทางการศึกษา] [โปรแกรม/เครื่องมือสำหรับครู] [ผู้สนับสนุน] [เกมส์] [งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/บริการสังคม] [คลิปวิดีโอ] [บทความการศึกษา] [infoGraphics] [เกาะกระแสโลกสังคมออนไลน์]

ครูบ้านนอกดอทคอม

เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ