ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


หน้าแรกครูบ้านนอก > ข่าว/บทความ > ข่าวการศึกษา > สพฐ.ตั้งเป้า ลดภาระงานครู ทั้งระบบ!

สพฐ.ตั้งเป้า ลดภาระงานครู ทั้งระบบ!

🗓 โพสต์เมื่อวันที่ : 20 ม.ค. 2564 เปิดอ่าน : 10,085 ครั้ง

Advertisement

☰แชร์ >  
Share on Google+ LINE it!
เพิ่มเพื่อน
สพฐ.ตั้งเป้า ลดภาระงานครู ทั้งระบบ!

Advertisement

สพฐ.เตรียมพร้อมเปิดเรียน 1 ก.พ.นี้ ย้ำโรงเรียนระวังความเหลื่อมล้ำการออกข้อสอบ

วันที่ 20 มกราคม 2564 เวลา 09.00 น. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( เลขาธิการ กพฐ. ) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ว่า เป็นการประชุมเพื่อขับเคลื่อนและเร่งรัดงาน และการจัดทำคำของบประมาณ ปี 2565 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต้องการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพชุมชน โรงเรียนดีสี่มุมเมือง และโรงเรียนสแตนอโลน โดยให้ปรับงบประมาณ ปี 2565 ให้สัมพันธ์กับนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงเรื่องเร่งรัดการดำเนินการเบิกจ่าย และการดำเนินงานตามแผนงานปี 2564 ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า ในฐานะที่ สพฐ.เป็นกน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงในการพัฒนาโรงเรียนสแตนอโลน โรงเรียนดีสี่มุมเมือง และโรงเรียนคุณภาพชุมชน สพฐ.จึงแบ่งงานและมอบหมายภาระกิจให้กับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญที่จะจัดส่งบุคลากรลงไปช่วยขับเคลื่อนในระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับจังหวัด เพื่อก่อนที่คณะทำงานของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะลงไปติดตามความเป็นไปได้และความเหมาะสมของโรงเรียนทั้ง 3 แบบ สพฐ.จึงจะส่งบุคลากรลงไปช่วยเหลือติดตามเบื้องต้นก่อน

นายอัมพร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ได้หารือจากปัญหาที่คุณครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานสอนอยู่จำนวนมากนั้น ดังนั้น เพื่อลดภาระของคุณครู สพฐ.จึงได้จัดทำรูปแบบการพัฒนางาน หรือการปรับปรุงงานเร่งด่วน เพื่อจะลดภาระงานครูทั้งระบบ ตั้งแต่ลดภาระงานของเขตพื้นที่การศึกษา ลดภาระงานโรงเรียน และลดภาระงานของคุณครู โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คุณครูมีเวลาจัดการเรียนการสอนได้มากขึ้น

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงการเตรียมการเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 ก.พ.นี้ กับเรื่องการเตรียมการสอบของนักเรียนระดับต่าง ๆ ส่วนเรื่องการเปิดภาคเรียนนั้น หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 มีแน้วโน้มที่ดีขึ้น และทางศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)มีมติเห็นชอบว่าให้โรงเรียนเปิดการเรียนการสอนได้ สพฐ.ก็พร้อมเปิดเรียนในวันที่ 1 ก.พ.นี้

“วันนี้ ผมก็สื่อสารไปถึงโรงเรียนทุกแห่งแล้วว่าให้เตรียมการทำความสะอาดโรงเรียน หรือออกแบบมาตรการรองรับในการเปิดภาคเรียนในวันที่ 1. ก.พ.นี้ ส่วนรูปแบบการเปิด สพฐ.ก็ให้ทางเลือกโรงเรียนไว้หลายทาง เช่น 1. กรณีโรงเรียนที่สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึง ม.6 แต่ถ้าเปิดไม่ได้ทั้งหมด ก็อยากให้โรงเรียนเปิดสำหรับเด็กเล็กก่อน เพราะเด็กเล็กยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องอาศัยครูดูแล เพื่อแบ่งเบาภาระให้ผู้ปกครองไปทำงาน แต่ถ้าเปิดได้ทุกระดับชั้น ก็ให้เปิดเรียนได้ในวันที่ 1 ก.พ. โดยให้คำนึงถึงประกาศของ ศบค.แต่ละจังหวัดเป็นฐานในการตัดสินใจ สำหรับในส่วนของครูมีความพร้อมแล้ว เว้นแต่จังหวัดหรือพื้นที่ใด ศบค.ยังห้ามอยู่ก็ขอให้โรงเรียนถือปฏิบัติตาม ศบค.ต่อไป”

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า เนื่องจากผู้ปกครองมีความห่วงใยเรื่องการสอบต่าง ๆของผู้เรียนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 จะมีการจัดสอบอย่างไร นั้น ขอชี้แจงว่า สพฐ.ได้เตรียมการจัดสอบในปีนี้ออกเป็น 2 ส่วน คือการทดสอบ ซึ่งเป็นอำนาจของโรงเรียน หรือเรียกว่าการทดสอนระดับสถานศึกษา เช่น สอบกลางภาค และสอบปลายภาค เพื่อเลื่อนชั้น โดยการสอบปลายภาคนั้น โรงเรียน คุณครูจะเป็นผู้กำหนดเองว่าจะสอบวันไหน และเครื่องมือวัดก็ไม่ได้ใช้แบบทดสอบ อาจจะใช้เป็นใบงานเพื่อมอบหมายงานให้ทำส่งชิ้นงาน ก็สามารถทำได้ แต่ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานตัวชี้วัดแต่ละวิชา ส่วนการสอบปลายภาค และการสอบเลื่อนชั้นนั้น ปีนี้ สพฐ.ออกประกาศว่าไม่เอาคะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ (O-NET)
มาตัดสินผลการเรียนแล้ว และให้นักเรียน ป.6 และ ม.3 สอบโอเน็ตตามความสมัครใจ โดยให้ถือเป็นสิทธิส่วนตัวโดยเฉพาะของนักเรียน ดังนั้นโรงเรียนสามารถกำหนดการสอบปลายภาคได้เอง ว่าจะใช้การทดสอบแบบไหน อาจจะใช้แบบทดสอบ ที่ สพฐ.ทำไว้ส่วนกลาง หรือโรงเรียนจะออกแบบทดสอบเอง หรือจะประเมินด้วยวิธีอื่นก็ได้

"มีหลายคนถามว่า ให้นักเรียนเลื่อนชั้นเลยโดยไม่ต้อประเมินได้หรือไม่นั้น สพฐ.ตอบตรงๆเลยว่าให้นักเรียนเลื่อนชั้นได้ แต่ต้องมีการประเมิน แต่วิธีการประเมินไม่ต้องใช้แบบทดสอบเสมอไป อาจจะใช้วิธีประเมินหลายๆอย่างในการวัดและประเมิผล และผู้ปกครองก็ไม่ต้องกังวลว่าลูกไม่ได้เรียนแล้วลูกจะไม่ได้เลื่อนชั้น

เพราะการประเมินนักเรียนต้องประเมินตามศักยภาพ ของนักเรียนแต่ละคนเป็นสำคัญ โดยไม่ต้องยึดมาตรฐานกลาง เพราะวันนี้ยึดมาตรฐานกลางไม่ได้ เนื่องจากนักเรียนไม่ได้เรียนเท่ากัน และเครื่องมือที่ใช้เรียนก็ไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ดังนั้น จึงให้โรงเรียนดูที่พัฒนาการของนักเรียนเป็นรายบุคคลเป็นหลัก" นายอัมพร กล่าว

นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนการสอบโอเน็ตของนักเรียนชั้น ม.6 ที่กำหนดให้นักเรียน ม.6 เข้าสอบทุกคน โดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กำหนดจัดสอบ ในวันที่ 27-28 มีนาคม นี้ ซึ่งตนคาดว่าในช่วงเวลานั้นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะเบาบางลงแล้วและสามารถจัดสอบได้ เว้นแต่จะมีวิกฤต และมีการเปลี่ยงแปลงเกิดขึ้น ทุกหน่วยงานก็จะหารือกันอีกครั้ง ส่วนนักเรียน ป.6 และ ม.3 ที่สมัครใจจะทำการทดสอบโอเน็ต เพื่อให้ทราบว่าตนเองมีองค์ความรู้อยู่ระดับใดนั้น ก็ต้องให้โอกาสนักเรียน โดย สทศ.กำหนดให้ สพฐ.แจ้งนักเรียนที่ประสงจะสอบโอเน็ต ให้สมัครผ่านระบบออนไลน์ โดยให้คุณครูช่วยดำเนินการดูแลให้ และให้กรอกข้อมูลให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 5 ก.พ.นี้

“ผมไม่อย่ากให้ผู้ปกครองนักเรียนที่อยู่ในเขต 28 จังหวัด ที่ไปสอบแข่งขั้นจังหวัดอื่นๆกลัวจะเกิดความเหลื่อมล้ำกับเพื่อนที่อยู่ในจังหวัดอื่น หรือกลัวไม่ได้เลื่อนชั้น ผมขอแจ้งว่าจะไม่มีผลต่อการเลื่อนชั้นของนักเรียน ส่วนการสอบเข้า ม.1 ,ม.4 ผมได้รับนโยบายจาก รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ที่มีความห่วงใยเนื่องจากนักเรียนในแต่ละจังหวัดเรียนไม่เท่ากันเกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะโรงเรียนแข่งขันสูง ออกข้อสอบโดยไม่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จึงเกรงว่าจะเกิดปัญหาเกิดผมจึงสื่อสารไปยังโรงเรียนต่างๆ ว่า หากโรงเรียนใดมีการทดสอบเพื่อรับนักเรียนเข้าเรียน ก็ให้พยายามหลีกเลี่ยงข้อสอบที่เป็นความรู้ในเทอมสุดท้ายนี้ เช่น การสอบเข้า ม.1 โรงเรียนไม่จำเป็นต้องเอาเนื้อหาเทอมปลายของ ป.6 มาออกข้อสอบ อาจจะอิ่งเนื้องหาของ ป.4,ป.5 หรือความรู้ของ ป.6ในเทอม 1 มาออก เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับนักเรียนที่มีการเรียนแตกต่างกัน ส่วนการสอบเข้า ม.4 ก็ไม่จำเป็นต้องเแาเนื้อหาเทอมปลายของ ม.3 มาออกข้อสอบ ให้เอาเนื้อหาในข่วงชั้น ม.1,ม.2 และเทอมแรกของ ม.3 มาออกข้อสอบ ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนมีความเท่าเทียมกัน และเพื่อลดความเครียดความวิตกกังวลของผู้ปกครองและนักเรียน” เลขาธิการกพฐ. กล่าว


ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวและอ่านเพิ่มเติมได้จาก แนวหน้า วันพุธ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564 

Advertisement


TAGS ที่เกี่ยวข้อง >> สพฐ.ตั้งเป้า ลดภาระงานครู ทั้งระบบ! , , สพฐ.ตั้งเป้า , ลดภาระงานครู , ทั้งระบบ! << คลิกอ่านเพิ่มเติม

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
Advertisement

≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡
ก.ค.ศ.ประชุมเตรียมทดลองใช้ระบบประเมินวิทยฐานะใหม่ 177 โรงเรียน☕ 5 มี.ค. 2564
ก.ค.ศ.ประชุมเตรียมทดลองใช้ระบบประเมินวิทยฐานะใหม่ 177 โรงเรียน
เปิดอ่าน 1,673 ครั้ง
"คุณหญิงกัลยา"ชูนโยบายเรื่องโค้ดดิ้ง ยันไม่ทิ้ง"การศึกษาจังหวัด- โรงเรียนดีสี่มุมเมือง"☕ 5 มี.ค. 2564
"คุณหญิงกัลยา"ชูนโยบายเรื่องโค้ดดิ้ง ยันไม่ทิ้ง"การศึกษาจังหวัด- โรงเรียนดีสี่มุมเมือง"
เปิดอ่าน 591 ครั้ง
สพฐ. แจงเลื่อนสอบปลายภาค ให้โรงเรียนใช้ดุลยพินิจตามเหมาะสม☕ 5 มี.ค. 2564
สพฐ. แจงเลื่อนสอบปลายภาค ให้โรงเรียนใช้ดุลยพินิจตามเหมาะสม
เปิดอ่าน 1,975 ครั้ง
ชง"เสมา1"คนใหม่ปลดล็อกระเบียบทรงผม-เครื่องแบบนร.☕ 5 มี.ค. 2564
ชง"เสมา1"คนใหม่ปลดล็อกระเบียบทรงผม-เครื่องแบบนร.
เปิดอ่าน 1,705 ครั้ง
โพลหนุนคนนอกนั่งเก้าอี้รมว.ศึกษาธิการ☕ 5 มี.ค. 2564
โพลหนุนคนนอกนั่งเก้าอี้รมว.ศึกษาธิการ
เปิดอ่าน 1,003 ครั้ง

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เม็ดแมงลัก สมุนไพรเด็ด ช่วยให้หุ่นสวย สุขภาพดีเม็ดแมงลัก สมุนไพรเด็ด ช่วยให้หุ่นสวย สุขภาพดี
เปิดอ่าน 12,447 ครั้ง
คริส ไรท์ โพสต์แฉ"การศึกษาไทยไม่ไปไหน"เพราะใครคริส ไรท์ โพสต์แฉ"การศึกษาไทยไม่ไปไหน"เพราะใคร
เปิดอ่าน 109,988 ครั้ง
ทําไมลูกไม่หายไอสักที ?ทําไมลูกไม่หายไอสักที ?
เปิดอ่าน 14,417 ครั้ง
10 ขั้นตอนบริหารใบหน้าชะลอแก่10 ขั้นตอนบริหารใบหน้าชะลอแก่
เปิดอ่าน 16,026 ครั้ง
5 สิ่งที่มนุษย์ต้องมี ก่อนเป็นส่วนเกินในสังคมหุ่นยนต์5 สิ่งที่มนุษย์ต้องมี ก่อนเป็นส่วนเกินในสังคมหุ่นยนต์
เปิดอ่าน 17,615 ครั้ง

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย

 
หมวดหมู่เนื้อหา
[ข่าว/ประกาศ] [บทความเทคโนโลยีการศึกษา] [Technology] [e-Learning] [Graphics & Multimedia] [OpenSource & Freeware] [ซอฟต์แวร์แนะนำ] [ทฤษฎีทางการศึกษา] [เครื่องมือและเทคนิคการถ่ายภาพ] [Hot Issue] [Research Library] [Questions in ETC] [แวดวงนักเทคโนฯ] [ข่าวการศึกษา] [คุณครูควรรู้ไว้] [คณิตศาสตร์] [วิทยาศาสตร์] [ภาษาต่างประเทศ] [ภาษาไทย] [สุขศึกษาและพลศึกษา] [สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม] [ศิลปศึกษาและดนตรี] [การงานอาชีพและเทคโนโลยี] [My Profile] [เรื่องราวจากสมาชิก] [เตรียมประเมินวิทยฐานะ] [ความรู้ทั่วไป] [ผลงานวิชาการเล่มเต็ม] [ข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ] [สาระดีๆจากนานมีบุ๊คส์] [ภาพอบรม/สัมมนา] [การวิจัยทางการศึกษา] [โปรแกรม/เครื่องมือสำหรับครู] [ผู้สนับสนุน] [เกมส์] [งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/บริการสังคม] [คลิปวิดีโอ] [บทความการศึกษา] [infoGraphics] [เกาะกระแสโลกสังคมออนไลน์]

ครูบ้านนอกดอทคอม

เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ