ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่
หน้าแรก  ข่าวการศึกษา  ครูบ้านนอกBLOG  ห้องสมุดความรู้  เนื้อหาในเว็บไซต์ เผยแพร่ผลงานวิชาการ เกมส์ game เกม เกมส์มากมาย รวมเกมส์
ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การใช้วิธีการสอนแบบเอส คิว โฟร์ อาร์ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษ

ชื่อเรื่อง การใช้วิธีการสอนแบบเอส คิว โฟร์ อาร์ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษและความสามารถในการเขียนเล่าเรื่องของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ผู้วิจัย รุ่งนภา ฟูธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนฝางชนูปถัมภ์ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ อับดับ คศ. 2
สถานที่ติดต่อ โรงเรียนฝางชนูปถัมภ์ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ 50110
E-mail rungnapafutham@yahoo.com
ปีที่ทำวิจัยเสร็จ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ข้อมูลข่าวสารจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งในโลกได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลข่าวสาร ที่ประชาชนในประเทศต่าง ๆ มีการติดต่อสื่อสารกัน สามารถรับรู้ได้ อย่างไร้พรมแดน คงไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของภาษาอังกฤษซึ่งนับเป็นภาษาสากลที่ใช้ติดต่อกันระหว่างชาติต่าง ๆ มากที่สุด ภาษาอังกฤษจึงมีบทบาทมากในฐานะเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมกับประเทศอื่น ๆ ในโลก ตลอดจนใช้ในการแสวงหาความรู้จากเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อนำมาพัฒนาประเทศ ภาษาอังกฤษจึงมีความจำเป็น เนื่องจากสารสนเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ หรือการประกอบอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว การส่งออกและการ ติดต่อกับต่างประเทศ การเรียนรู้ภาษาอังกฤษจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการบุกเบิกไปสู่การเรียนรู้ในโลกอันกว้างใหญ่ และนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ การที่ผู้เรียนเรียนรู้และเข้าใจภาษาอังกฤษอันเป็นภาษาสากล จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ประยุกต์ในการแสวงหาความรู้และประสบการณ์ที่ ทันสมัย เพื่อประโยชน์ทั้งต่อตนเอง สังคมและประเทศชาติ เป็นพื้นฐานในการเรียนต่อระดับสูงและการประกอบอาชีพในอนาคต การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเป็นทักษะทางภาษาที่ผู้เรียนควรฝึกฝนเพื่อใช้เป็นพื้นฐานความรู้ ให้ผู้เรียนและช่วยให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจและสามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้ถูกต้อง ทั้งในด้านการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติต่อไป ตามที่พระราชบัญญัติการศึกษาพุทธศักราช 2542 หมวด 4 มาตรา 22 กล่าวไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2542, หน้า 12)
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2545 ได้กำหนดให้กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศเป็นสาระการเรียนรู้ที่เสริมสร้างพื้นฐานความเป็นมนุษย์ และสร้างศักยภาพ ในการคิดและการทำงานอย่างสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตาม จุดหมายของหลักสูตร การเรียนภาษาต่างประเทศจะช่วยให้ผู้เรียนมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเกิดความมั่นใจในการที่จะสื่อสารกับชาวต่างประเทศ รวมทั้งเกิดเจตคติที่ดีต่อภาษาและวัฒนธรรม ต่างประเทศ โดยยังคงความภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรมไทย โดยมีความคาดหวังว่า เมื่อผู้เรียนเรียนภาษาต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึง มัธยมศึกษา ผู้เรียนจะมีเจตคติที่ดีต่อภาษาต่างประเทศ สามารถใช้ภาษาต่างประเทศสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ แสวงหาความรู้ ประกอบอาชีพ และศึกษาต่อในระดับสูง (กรมวิชาการ, 2544, หน้า 3)
จากความสำคัญของภาษาอังกฤษดังกล่าวข้างต้น การให้ความสนใจและเอาใจใส่ต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อเป็นการสร้างพื้นฐานที่ดีทางด้านความรู้และทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ สภาพการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของไทยในปัจจุบันจำเป็นต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาการต่าง ๆ ของโลกยุคโลกาภิวัตน์ การเรียนรู้ทางภาษาที่จะนำไปสู่ความสัมฤทธิผลทางการเรียนประกอบด้วย สี่ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ที่จำเป็นต้องฝึกฝนให้ผู้เรียนโดยเท่าเทียมกัน
ทักษะการอ่านเป็นทักษะที่มีความสำคัญมาก สำหรับผู้เรียนที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศในประเทศไทย ทักษะการอ่านเป็นทักษะที่จำเป็นในการศึกษาหาความรู้ เช่นการอ่านตำราเรียน บทความทางวิชาการ ผลงานวิจัย เป็นต้น นอกจากนี้การอ่านยังมีความสำคัญเพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การอ่านประกาศแจ้งความ ฉลากยา คำชี้แจงการใช้เครื่องอุปโภค บริโภค เป็นต้น ส่วนการอ่านเพื่อความบันเทิง ได้แก่ การอ่านนวนิยาย บทความในหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร เป็นต้น (ประนอม สุรัสวดี, 2539, หน้า 38) การอ่านเป็นการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ได้ดีวิธีหนึ่งในยุคข่าวสาร สามารถส่งผ่านถึงกันอย่างรวดเร็ว การศึกษาสามารถก้าวล่วงไปสู่อาณาจักรอันกว้างใหญ่ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงนับได้ว่าการอ่านเป็นสื่อกลางของการเรียนรู้ ผู้อ่านมากย่อมรู้มาก อีกทั้งการอ่านมีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพด้วย ซึ่ง Harris & Sipay (1990) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านว่าในโลกปัจจุบันซึ่งมีเทคโนโลยีทันสมัยนั้น ความสามารถในการอ่านยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากอาชีพต่าง ๆ ต้องการผู้ที่มีการศึกษาหรือการฝึกฝนเชี่ยวชาญเฉพาะทางในระดับสูงขึ้น ผู้ที่มีความสามารถในการอ่านสูงก็จะได้เปรียบ เพราะได้ใช้ทักษะนี้แสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงควรปลูกฝังการรักการอ่านและฝึกทักษะการอ่านตั้งแต่เยาว์วัย เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและตลอดชีวิต
ในปัจจุบันได้มีการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มุ่งเน้นทักษะการอ่าน แต่พบว่าความสามารถของผู้เรียนที่เกี่ยวข้องกับทักษะการอ่านยังไม่เป็นที่น่าพอใจ จากการศึกษาวิจัยพบว่าปัญหาการสอนการอ่านในชั้นเรียนสามารถสรุปออกเป็นประเด็นหลักดังนี้คือ ปัญหาเกี่ยวกับตัวครู ปัญหาเกี่ยวกับตัวผู้เรียนและปัญหาความไม่เหมาะสมของบทอ่าน (ผจงกาญจน์ ภู่วิภาดาวรรธน์, 2540) ปัญหาที่เกี่ยวกับตัวครูนั้นคือ ครูขาดทักษะการสอนอ่าน วิธีสอนยังเป็นแบบดั้งเดิมคือนิยมใช้การแปล รวมไปถึงการขาดอุปกรณ์การเรียนการสอน และครูผู้สอนจัดหรือเตรียมบทอ่านที่ไม่เหมาะสมกับผู้เรียน อาจยากหรือง่ายเกินไป นอกจากนั้นผู้เรียนโดยทั่วไปยังขาดความสามารถในทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ทั้งนี้สาเหตุมาจากผู้เรียนยังขาดวิธีการหรือเทคนิคการอ่านที่เหมาะสม สอดคล้องกับผลงานวิจัยของวรพรรณ พรนิมิต (2535) ที่พบว่าความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาอยู่ในระดับต่ำ เพราะนักเรียนไม่สามารถเรียงลำดับเหตุการณ์ คาดการณ์ล่วงหน้า และจับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ นอกจากผู้เรียนขาดทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษแล้ว ทักษะการคิดของผู้เรียนยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่ามีการปฏิรูปการศึกษาตามแนวทางของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่มุ่งเน้นให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการศึกษา ดังนี้ ประการแรกจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ประการที่สอง ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการเผชิญสถานการณ์ เพื่อประยุกต์ความรู้มาใช้แก้ปัญหา โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มีนโยบายให้มีโครงการขับเคลื่อนกระบวนการคิดสู่ห้องเรียน ซึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมกระบวนการคิด ประการที่สามจัดให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์ ฝึกการปฏิบัติให้คิดเป็นทำเป็นและรักการอ่านอันนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต ประการที่สี่จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ต่าง ๆ รวมทั้งการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมที่ดี ประการที่ห้าส่งเสริมสนับสนุนให้ครูจัดบรรยากาศการเรียนรู้และมีความรอบรู้รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนรู้ แม้ว่าจะมีการปฏิรูปการศึกษาดังกล่าวข้างต้น ทักษะการคิดในรูปแบบต่าง ๆ ยังไม่พบเป็นมากนักในตัวผู้เรียน จากการศึกษาผลการประเมินมาตรฐานสถานศึกษาพบว่ามาตรฐานที่โรงเรียนส่วนใหญ่ควรได้รับการปรับปรุงคือมาตรฐานที่เกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์ การคิดวิจารณญาณและการคิดสร้างสรรค์ (เสงี่ยม โตรัตน์, 2546)
นอกจากทักษะการอ่านแล้ว ทักษะการเขียนก็เป็นทักษะที่มีความสำคัญมากในการจัดการเรียนการสอนภาษอังกฤษ เพราะผู้เรียนต้องใช้ทักษะการเขียนควบคู่ไปกับการเรียนทักษะอื่น ๆ ดังที่ Willis (1991, p.156) ให้เหตุผลว่าผู้เรียนมีความจำเป็นที่จะต้องจดบันทึกสิ่งต่าง ๆ ที่ตนได้เรียนหรือรับทราบมา และ Casanave (1988, p.268) ได้กล่าวถึงทักษะเขียนว่าเป็นทักษะที่มีความสำคัญต่อการเรียนการสอนในระดับสูง เพราะนักเรียนต้องใช้ทักษะการเขียนเพื่อแสดงว่าเข้าใจเนื้อหาอย่างแท้จริง
จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยเห็นว่าวิธีการสอนอ่านภาษาอังกฤษวิธีหนึ่งที่สามารถพัฒนาทักษะการอ่านรวมทั้งพัฒนาทักษะการคิดได้ดี คือวิธีสอนอ่านแบบเอส คิว โฟว์ อาร์ (SQ4R: Survey, Question, Read, Recite, Review, Reflect) ซึ่งพัฒนามาจากการสอนแบบเอส คิว ทรี อาร์ ( SQ3R: Survey, Question, Read, Recite, Review ) ซึ่งเป็นแนวคิดของ Francis P.Robinson ที่กล่าวถึงยุทธวิธีการสอนอ่านแบบ ว่าสามารถช่วยให้ผู้เรียนเลือกสิ่งที่เขาคาดว่าจะรู้จากเรื่องที่อ่าน เข้าใจแนวคิดของเรื่องที่อ่านได้อย่างรวดเร็วและจดจำได้ดีและทบทวนเรื่องราวที่อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Robinson, 1961, 29-30) ส่วนการสอนแบบเอส คิว โฟว์ อาร์ นั้นเพิ่มขั้นการสะท้อนความคิด (Reflect) ขึ้นมา การเขียนสะท้อนความคิด เป็นการเขียนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความคิดวิเคราะห์ และความรู้สึกนึกคิดของบุคคลที่มีต่อวัตถุหรือสถานการณ์ที่เป็นสิ่งเร้าต่าง ๆ ดังที่ ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล (2544, หน้า 179) ยังได้กล่าวถึงการเขียนสะท้อนความคิดว่า เป็นความรู้สึกนึกคิดและการตีความของบุคคลต่อวัตถุหรือสถานการณ์ที่เป็นสิ่งเร้าซึ่งเป็นการฉายภาพของตนเองออกมาให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดที่แฝงเร้นอยู่ภายใน และจากผลการศึกษาวิจัยของ ไซเฟิร์ท (Seifert, 1988) พบว่า การส่งเสริมให้นักเรียนเขียนสะท้อนความคิดจะทำให้นักเรียนเกิดความคิดระดับสูง โดยเฉพาะเรื่องของการค้นพบ การประเมินตนเอง การตระหนัก และสิ่งสำคัญคือการถ่ายโอนความรู้เดิมไปสู่ความรู้ใหม่ และการเขียนยังเป็นวิธีที่เอื้ออำนวยต่อกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณอีกด้วย สอดคล้องกับ รัชนีกร ทองสุขดี (2545, หน้า 47) ที่กล่าวว่า การเขียนสะท้อนความคิดจะช่วยให้ผู้เขียนเป็นนักคิดที่ดีในการตั้งคำถามและให้เหตุผลจากแนวคิดดังกล่าวจะเห็นว่าการเขียนสะท้อนความคิดเกี่ยวข้องกับการใช้ความคิด ความรู้สึก และทักษะการเขียน ดังนั้นในการส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะในการเขียนสะท้อนความคิดควรใช้รูปแบบการสอนที่มีกระบวนการฝึกคิดควบคู่กับการเขียน ดังที่ กัลยา ไตรศรี ศิลป์ (2542, หน้า 3) กล่าวว่า การสอนเขียนมีความจำเป็นต้องฝึกทักษะการเขียนควบคู่ไปกับการฝึกทักษะกระบวนการคิด ซึ่งสอดคล้องกับ วาสนา เกตุภาค (มปป., หน้า 1) ที่กล่าวว่าประสิทธิภาพของการเขียนขึ้นอยู่กับสมรรถภาพทางความคิด และความสามารถในการใช้ภาษา
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นผู้วิจัยจึงเชื่อว่า การสอนแบบ SQ4R นั้นจะช่วยสร้างนิสัยการอ่านที่ดีและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ในการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนแบบเอส คิว โฟว์ อาร์ ขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน การคิดและการเขียน โดยผ่านการเขียนสะท้อนความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่อานเพื่อนำไปสู่การเขียนเล่าเรื่องขึ้น เมื่อผู้เรียนได้รับการฝึกฝนจนคล่องแคล่วและชำนาญแล้ว ผู้เรียนสามารถใช้ทักษะการอ่านกับการอ่านตำราเรียนวิชาอื่น ๆ ได้ หรือการอ่านสื่อในชีวิตประจำวันได้อย่างมีวิจารณญาณ
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจในการอ่าน ภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนแบบเอส คิว โฟว์ อาร์
2. เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะการเขียนเล่าเรื่องเป็นภาษาอังกฤษ ของนักเรียน
3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้วิธีสอนแบบเอส คิว โฟว์ อาร์
ขอบเขตของการวิจัย
ขอบเขตการศึกษาของงานวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการเรียนวิทย์-คณิต โรงเรียนฝางชนูปถัมภ์ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 118 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนฝางชนูปถัมภ์ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 จำนวน 35 คน ได้มาโดยวิธีสุ่มอย่างง่าย
2. เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง
เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ ประสบการณ์ ความบันเทิง ความคิดเห็น การคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคต จำนวน 6 เรื่อง ได้แก่
2.1 SQ4R Reading Technique
2.2 Teens look at their futures
2.3 Should you lend money to friends?
2.4 The click and go generation
2.5 The yo-yo
2.6 Under the stars
3. ตัวแปร
ตัวแปรต้น ได้แก่ การสอนแบบเอส คิว โฟว์ อาร์
ตัวแปรตาม ได้แก่ ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษ ความสามารถในการเขียนเล่าเรื่องเป็นภาษาอังกฤษ และความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้วิธีสอนแบบเอส คิว โฟว์ อาร์
4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551
สมมุติฐานของการวิจัย
1. นักเรียนมีความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษสูงขึ้นหลังจากได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนแบบเอส คิว โฟว์ อาร์
2. ความสามารถในการเขียนเล่าเรื่องเป็นภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนฝางชนูปถัมภ์ ที่เรียนโดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R สูงขึ้นหลังจากได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนแบบเอส คิว โฟว์ อาร์
นักเรียนร้อยละ 80 ขึ้นไป มีความคิดเห็นต่อการเรียนโดยใช้วิธีสอนแบบเอส คิว โฟว์ อาร์ ระดับมาก
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. เป็นแนวทางในการสอนอ่านเพื่อช่วยแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียน
2. เพื่อเป็นแนวทางแก่ครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ในการใช้แนวการสอนแบบเอส คิว โฟว์ อาร์ มาใช้ในการพัฒนาการอ่าน และการเขียนของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น
3. เป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสอนแบบเอส คิว โฟว์ อาร์ ในรายวิชาอื่น ๆ เช่น วิชาภาษาไทย วิชาสังคมศึกษา วิชาวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. เทคนิคการสอนแบบเอส คิว โฟร์ อาร์
2. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสอนด้วยเทคนิค เอส คิว โฟร์ อาร์
3. การอ่าน
4. การเขียน
5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ประกอบไปด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง และ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล โดยมีรายละเอียดดังนี้
2.1 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิคการสอนแบบเอส คิว โฟร์ อาร์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 6 แผน โดยแผนที่ 1 ใช้เวลา 2 คาบ แผนที่ 2 – 6 ใช้เวลาแผนละ 3 คาบ รวมทั้งหมด 17 คาบ
2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่
2.2.1 แบบทดสอบความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ
2.2.2 แบบประเมินความสามารถในการเขียนเล่าเรื่อง
2.2.3 แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบเอส คิว โฟร์ อาร์
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 แผนการเรียนวิทย์ – คณิต โรงเรียนฝางชนูปถัมภ์ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เรียนรายวิชาภาษาอังกฤษ 2 (อ 41102) ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โดยผู้วิจัยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
1. ทำการทดสอบก่อนเรียน โดยทดสอบความเข้าใจในการอ่าน ก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการสอนแบบ เอส คิว โฟร์ อาร์
2. ดำเนินการทดลองโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ เอส คิว โฟร์ อาร์ จำนวน 6 แผน รวม 17 คาบ
3. ประเมินผลความสามารถในการเขียนเล่าเรื่องตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
3. ทำการทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน
4. ทำการประเมินระดับความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ เอส คิว โฟร์ อาร์
การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล ดังนี้
1. วิเคราะห์ข้อมูลด้านคุณภาพของแบบทดสอบความเข้าใจในการอ่าน ด้วยค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก ( r ) และความเชื่อมั่น ( rtt )
2. วิเคราะห์ข้อมูลด้านความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อ แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ค่า , S.D.
3. วิเคราะห์ข้อมูลดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาและข้อสอบ โดยใช้ค่า IOC
4. เปรียบเทียบความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษก่อนและหลังเรียนโดยการทดสอบค่าที (t-test)
5. วิเคราะห์ความสามารถในการเขียนเล่าเรื่องโดยใช้ร้อยละ วิเคราะห์ผลการทำแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบ เอส คิว โฟร์ อาร์ ใช้ค่า , S.D.
สรุปผลการวิจัย
1. ผลการศึกษาเปรียบเทียบความเข้าใจในการอ่าน ภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการสอนโดยใช้วิธีสอนแบบเอส คิว โฟร์ อาร์ พบว่าผู้เรียนมีความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษสูงขึ้นหลังจาก การเรียนการสอนโดยใช้วิธีสอนแบบเอส คิว โฟร์ อาร์ เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้
2. ผลการศึกษาความสามารถในการเขียนเล่าเรื่องเป็นภาษาอังกฤษของนักเรียนพบว่าระดับความสามารถในการเขียนเล่าเรื่องของนักเรียนสูงขึ้นหลังจากการเรียนการสอนในแต่ละแผนการสอน โดยมีระดับคุณภาพของความสามารถในการเขียนเล่าเรื่องตั้งแต่แผนการสอนที่ 2 ถึงแผนการสอนที่ 6 เริ่มจากระดับพอใช้ ดี และดีมากตามลำดับ
3. ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้วิธีสอนแบบ SQ4R พบว่าค่าเฉลี่ยระดับความคิดเห็นอยู่ระดับพึงพอใจมาก
ข้อเสนอแนะ
จากผลการอภิปรายข้างต้น ผู้วิจัยขอเสนอแนะแนวคิดบางประการที่จะเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน และการวิจัยในครั้งต่อไป ดังนี้
1. ข้อเสนอแนะในด้านการจัดการเรียนการสอน
1.1 การสอนด้วยเทคนิคเดียวซ้ำ ๆ หลายครั้งทำให้ผู้เรียนเกิดความเคยชินและเบื่อหน่าย ส่งผลให้ผู้เรียนขาดความกระตือรือร้นในการเรียน ดังนั้นควรมีการผสมผสานเทคนิคการสอนอื่น ๆ กับเทคนิคการสอนแบบเอส คิว โฟร์ อาร์ เช่น การใช้เพลง เกม หรือ กิจกรรม Scrambled Stories เป็นต้น
1.2 บทอ่านที่นำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรเริ่มจากบทอ่านที่ง่าย ไม่มีคำศัพท์ยากจนเกินไป หรือเนื้อเรื่องไม่ยาวเกินไป บทอ่านควรเหมาะสมกับระดับของผู้เรียน เป็นเรื่องใกล้ตัวผู้เรียน ทันสมัยและน่าติดตาม ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสนใจและกระตือรือร้นในการเรียน
1.3 การที่ผู้เรียนขาดความรู้ทางด้านไวยกรณ์และโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ เป็นอุปสรรคต่อการเขียนเล่าเรื่อง ทำให้ผู้เรียนเขียนเล่าเรื่องออกมาได้ไม่ดีนัก ดังนั้นควรมีการเสริมความรู้ทางด้านโครงสร้างไวยกรณ์พื้นฐานที่สำคัญต่อการเขียน โดยอาจใช้แบบฝึกทักษะ บทเรียนสำเร็จรูป หรือสื่อ CAI มาช่วยในการเสริมความรู้ให้แก่ผู้เรียน
1.4 ผู้สอนควรตรวจผลงานเขียนของผู้เรียนแล้วมีการอธิบายข้อผิดพลาดในการเขียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคลซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนเข้าใจและพัฒนาทักษะการเขียนได้ดีขึ้น
1.5 ควรมีการสำรวจความสนใจในการอ่านของผู้เรียนก่อนการจัดการเรียนการสอนและเลือกเนื้อหาบทอ่านที่จะใช้สอนให้เหมาะสมกับระดับและความสนใจของผู้เรียน
2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
2.1 ควรมีการวิจัยการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบเอส คิว โฟร์ อาร์ ในรายวิชาอื่น ๆ เช่น วิชาภาษาไทย วิชาภาษาต่างประเทศอื่น ๆ วิชาสังคมศึกษา และ วิชาวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
2.2 ควรมีการวิจัยการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบเอส คิว โฟร์ อาร์ ในระดับชั้นอื่น ๆ เนื่องจาก เทคนิคการสอนแบบเอส คิว โฟร์ อาร์ เป็นเทคนิคการสอนที่ช่วยพัฒนาความเข้าใจการอ่านและความสามารถในการเขียนของผู้เรียนได้
2.3 ควรมีการวิจัยการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบเอส คิว โฟร์ อาร์ ในด้านอื่น ๆ เช่นการพัฒนาทักษะการคิด เนื่องจากขั้นตอนของการเรียนการสอนแบบเอส คิว โฟร์ อาร์ ในแต่ละขั้นตอนนั้นล้วนส่งเสริมทักษะการคิดของผู้เรียนทั้งสิ้น เช่นการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านในขั้น Question หรือการเขียนสะท้อนความคิดในขั้น Reflect
2.4 ควรมีการวิจัยการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบเอส คิว โฟร์ อาร์ในการพัฒนาทักษะทางภาษาด้านอื่น ๆ เช่น ทักษะการฟัง การพูด
บรรณานุกรม
กัลยา ไตรศรีศิลป์. (2542). ผลของการเรียนที่เน้นทักษะกระบวนการที่มีผลต่อสัมฤทธิ์ทางการเขียน
ภาษาอังกฤษเชิงสร้างสรรค์ในระดับมัธยมศึกษา. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ประนอม สุรัสวดี.(2539). กิจกรรมและสื่อการสอนวิชาภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา.
(พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ผจงกาญจน์ ภู่วิภาดาวรรธน์.(2540). เทคนิคการสอนอ่านภาษาอังกฤษในระดับชั้นมัธยมศึกษา.
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล.(2544). การวิจัยในชั้นเรียน.(พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
รัชนีกร ทองสุขดี.(2545). การเขียนสะท้อนความคิด : ทฤษฎีและการประยุกต์ใช้. ศึกษาศาสตร์สาร,
29(2), 45-51.
เสงี่ยม โตรัตน์.(2546). การสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์. วารสารศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยศิลปากร, 1(1), 26-36.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542.
กรุงเทพ: พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
วรพรรณ พรนิมิต.(2535). การศึกษาเปรียบเทียบความสามารถและเจตคติต่อการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยวิธีการสอนอ่านโดยใช้กิจกรรมคู่และกิจกรรมตามคู่มือครู. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. กรุงเทพฯ.
วาสนา เกตุภาค. (มปป.). การเขียน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.
Casanave, C.P. (1988). Comprehension monitoring in ESL reading: a neglected essential. TESOL Quarterly, 2(2), 283-299.
Harris, Albert J. & Edward, Sipay R. (1979). How to teach reading: a competency based
program. New York: Longman.
Robinson F.P.(1961). Effective Study. New York : Harper & Brothers.
Seifert, G.T. (1988). A multiple case study of the effect of reflective writing of elementary
school children in individual counseling with a school psychologist. Dissertation
Abstract International. 30(1), 4810-A.

โพสต์โดย รุ่งนภา ฟูธรรม : [8 มิ.ย. 2552]
อ่าน [5665] ไอพี : 119.42.78.70
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
     

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.

Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม

เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory
การจัดอันดับของ Stats in Thailand

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าใน

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com
Email2 : kroobannokdotcom@gmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม