ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่
หน้าแรก  ข่าวการศึกษา  ครูบ้านนอกBLOG  ห้องสมุดความรู้  เนื้อหาในเว็บไซต์ เผยแพร่ผลงานวิชาการ เกมส์ game เกม เกมส์มากมาย รวมเกมส์
ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การพัฒนาแบบฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1

บทคัดย่อ

หัวข้อวิจัย การพัฒนาแบบฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน
สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1
ผู้วิจัย นางประทิน นามวิสัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย เรื่องการพัฒนาแบบฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 และเปรียบเทียบความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านหัววัวหนองนารี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 จำนวน 30 ชุด พร้อมคู่มือแบบฝึกทักษะ แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 แบบรูปภาพชนิดเลือกตอบ จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.52 - 0.78 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.36 - 0.55 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 พร้อมคู่มือแบบทดสอบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติทดสอบวิลคอกซัน (The Wilcoxon Matched Pairs Sing-Ranks Test)

ผลการวิจัยพบว่า
1. แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.89 / 86.23 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่ตั้งไว้
2. นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่า นักเรียนมีความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสูงขึ้น
บทที่ 5
สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 และเปรียบเทียบความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สมมติฐานของการวิจัยคือ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 และนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 มีความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานแตกต่างกัน
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ้านหัววัวหนองนารี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบบันทึกการสังเกต แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 จำนวน 30 ชุด และคู่มือการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 แบบรูปภาพชนิดเลือกตอบ จำนวน 60 ข้อ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.52 - 0.78 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.36 – 0.55 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 และคู่มือแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการทดลองใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองด้วยตนเอง คือ นำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ที่ผ่านกระบวนการหาคุณภาพมาแล้ว ไปทดสอบกับเด็กกลุ่มตัวอย่างก่อนทำแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นฐาน 2 วัน ตรวจให้คะแนนเก็บคะแนนไว้แล้วดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง ตามคู่มือแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่สร้างขึ้น เป็นเวลา 11 สัปดาห์ๆ ละ 3 วัน วันละ 30 นาที ในระหว่างเวลา 10.30 – 11.00 น. แล้วตรวจให้คะแนนบันทึกผลไว้ เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครบ 10 สัปดาห์แล้ว ผู้วิจัยนำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานชุดเดิมไปทำการทดสอบอีกครั้ง แล้วตรวจให้คะแนน นำคะแนนจากการทำแบบฝึกทักษะทุกชุด และคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานทั้งก่อนและหลังการทำแบบฝึกทักษะมาวิเคราะห์เพื่อทดสอบสมมติฐาน โดยหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนและหลังการทำแบบฝึกทักษะโดยใช้ใช้สถิติทดสอบวิลคอกซัน (The Wilcoxon Matched Pairs Sing-Ranks Test)

สรุปผลการวิจัย
1. ผลการพัฒนาแบบฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 พบว่า คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานทั้ง 30 ชุด มีค่าเท่ากับ 133.48 คิดเป็นร้อยละ 88.99 และคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน หลังการใช้แบบฝึกเท่ากับ 25.87 คิดเป็นร้อยละ 86.23 ดังนั้นแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.99 / 86.23 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่ตั้งไว้
2. นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ก่อนและหลังการใช้ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่า นักเรียนมีความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสูงขึ้น หลังจากใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน

อภิปรายผลการวิจัย
จากผลการพัฒนาแบบฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 สามารถอภิปรายผลการวิจัยได้ดังนี้
1. ผลการพัฒนาแบบฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 พบว่า คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานทั้ง 30 ชุด มีค่าเท่ากับ 133.48 คิดเป็นร้อยละ 88.99 และคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน หลังการใช้แบบฝึกเท่ากับ 25.87 คิดเป็นร้อยละ 86.23 ดังนั้นแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.99 / 86.23 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่ตั้งไว้
ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ณัฏฐญาณี เพชรผา (2548 : 53 ) ที่ศึกษาการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 พบว่า แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.56/82.20 ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นได้ผ่านกระบวนการขั้นตอนของการวิจัย กล่าวคือ ผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน และได้ทดลองใช้กับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 จำนวน 2 ครั้ง ทั้งแบบหนึ่งต่อหนึ่ง และแบบกลุ่มย่อย นำมาพัฒนาปรับปรุงก่อนนำไปทดลองใช้จริง แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานได้เน้นไปที่การฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นขั้นเป็นตอน ให้นักเรียนได้ลงมือฝึกปฏิบัติกิจกรรมในแบบฝึกทักษะจริงเป็นรายบุคคล สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล นักเรียนได้รู้ผลหลังการฝึกทักษะทันที ซึ่งจะช่วยกระตุ้นและเสริมแรงนักเรียนให้สนใจมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับหลักการสร้างแบบฝึกของธิดา สนองนารถ (2542 : 26 – 27) ที่กล่าวว่า แบบฝึกที่ดีควรเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนมาแล้ว ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน รูปแบบการฝึกต้องเร้าความสนใจ เรียงลำดับจากง่ายไปหายาก มีคำชี้แจงสั้นๆ คำสั่งกะทัดรัด ซึ่งจะทำให้นักเรียนเข้าใจวิธีทำได้ง่าย ใช้เวลาที่เหมาะสมไม่นานเกินไป และสร้างแบบฝึกหลายรูปแบบเพื่อไม่ให้นักเรียนเบื่อหน่าย และสอดคล้องกับแนวคิดของสุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ (2522 : 52-62) ที่กล่าวว่า แบบฝึกต้องมีเรื่องราวเป็นที่น่าสนใจของนักเรียน ความยากง่ายเหมาะสมกับวัยและสติปัญญา มีสิ่งกระตุ้นให้นักเรียนมีความพอใจในการเรียน การประเมินผลควรทำอย่างรวดเร็วหลังจากเรียนเสร็จแล้ว
2. ผลการเปรียบเทียบความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ก่อนและหลังการใช้ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงว่า นักเรียนมีความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ณัฏฐญาณี เพชรผา (2548 : 53 ) ที่ศึกษาการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2ที่ได้รับการฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานหลังการใช้แบบฝึกทักษะสูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกทักษะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสอดคล้องกับงานวิจัยของ สิริมา สิงหะผลิน (2533 : 70) ที่ศึกษาทักษะการหามิติสัมพันธ์ และทักษะการลงความเห็นของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบปฏิบัติการทดลองและแบบปกติ พบว่าเด็กปฐมวัยได้รับการจัดประสบการณ์แบบปฏิบัติการทดลองมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านทักษะการหามิติสัมพันธ์และด้านการลงความเห็นสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบปกติ เช่นเดียวกับงานวิจัยของวิไลพร พงษ์ศรีทัศน์ (2533 : 61-70) ที่ศึกษาผลการจัดประสบการณ์แบบปฏิบัติการทดลองประกอบอาหารกับแบบปกติที่มีต่อกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ทำให้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบปฏิบัติการทดลองประกอบอาหารสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งผลการจัดประสบการณ์แบบปฏิบัติการทดลองเป็นการปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง เช่นเดียวกับการสอนโดยใช้แบบฝึกกิจกรรมส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับงานวิจัยของ สอดคล้องกับงานวิจัยสุภาวดี ลัภยานุกูล (2532 : 69) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านการวัดและการสื่อความหมายของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบใช้เกมประกอบการสาธิตกับแบบปฏิบัติการทดลอง พบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบปฏิบัติการทดลองมีทักษะกระบวนการทางวิทาศาสตร์ด้านการวัดและสื่อความหมายสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบเกมประกอบการสาธิต ทั้งนี้อาจเนื่องจาก การจัดกิจกรรมเพื่อฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐาน เป็นการจัดกิจกรรมที่สนับสนุนให้ผู้เรียนได้รับรู้และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวในชีวิตประจำวันผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้พัฒนาการใช้ภาษาสื่อความหมายและความคิด รู้จักสังเกต คุณลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสี ขนาด รูปร่าง รูปทรง ผิวสัมผัส จดจำชื่อเรียกสิ่งต่างๆ รอบตัว มีการฝึกการใช้อวัยวะรับสัมผัสต่างๆ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น ในการแยกแยะสิ่งที่รับรู้และเรียนรู้เกี่ยวกับความเหมือน ความแตกต่าง และมิติสัมพันธ์ นักเรียนค้นพบความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งทำให้นักเรียนมีความสนใจกระตือรือร้นในการเรียน มีความอยากรู้อยากเห็น สอดคล้องกับธรรมชาติของนักเรียนในระดับปฐมวัย ซึ่งมักไม่อยู่นิ่ง อยากรู้อยากเห็น และการฝึกนักเรียนให้สามารถคิดอย่างถูกวิธี รู้จักแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบได้อย่างเหมาะสมตามวัย และการฝึกให้เด็กรู้จักกระบวนการแสวงหาความรู้ โดยการสังเกต การรวบรวมข้อมูล และทำบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญและความเข้าชัดเจน กระบวนการเหล่านี้จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสติปัญญาเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการขั้นสูงไปได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น การจัดประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง โดยการใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จึงส่งผลให้ผู้เรียนมีความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้น




ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
1.1 ควรนำแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้นไปใช้ในการการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในระดับก่อนประถมศึกษา เนื่องจากมีประสิทธิภาพ 88.99 / 86.23 ซึ่งทำให้นักเรียนมีความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้น
1.2 ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ควรมีการพัฒนานวัตกรรมแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในเนื้อหาที่มีความยุ่งยาก เพื่อทำให้บทเรียนเป็นที่น่าสนใจ และส่งเสริมการพัฒนาประสิทธิภาพการฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้สูงขึ้น
1.3 ผู้บริหาร ควรให้การสนับสนุนให้มีการนำนวัตกรรมประเภทแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานมาประกอบการเรียน โดยสนับสนุนด้านงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ และการจัดการ
1.4 ศึกษานิเทศก์หรือนักวิชาการ ควรสนับสนุนให้มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการพัฒนาแบบฝึก เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการเรียน
2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
2.1 ควรมีการวิจัยเพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานในระดับชั้นอื่นๆ ต่อไป เพราะจะทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2.2 ควรมีการพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานในรูปแบบอื่นๆ เช่น การสร้างสถานการณ์จำลอง เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สูงขึ้นต่อไป
2.3 แบบฝึกที่พัฒนาควรเน้นทักษะกระบวนการ การจัดกิจกรรมการเรียนควรมีอย่างหลากหลายและให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อนักเรียนจะได้มีประสบการณ์มากขึ้น





โพสต์โดย นางประทิน นามวิสัย : [14 ส.ค. 2552]
อ่าน [4168] ไอพี : 10.250.172.77
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
     

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.

Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม

เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory
การจัดอันดับของ Stats in Thailand

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าใน

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com
Email2 : kroobannokdotcom@gmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม