ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่
หน้าแรก  ข่าวการศึกษา  ครูบ้านนอกBLOG  ห้องสมุดความรู้  เนื้อหาในเว็บไซต์ เผยแพร่ผลงานวิชาการ เกมส์ game เกม เกมส์มากมาย รวมเกมส์
ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• ปัจจัยความสำเร็จที่ส่งผลต่อระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน


บทที่ 1

บทนำ

สภาพความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ส่งผลกระทบต่อระบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรของประเทศไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและศีลธรรม สภาพการดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจนที่ต้องตกอยู่ในสภาวะความกดดันของสังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผู้ปกครองต้องหาเลี้ยงชีพในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพไม่พอเพียงต่อการดำรงชีวิตอยู่จึงไม่มีเวลาได้ใกล้ชิดกับเด็กเพื่อให้ความอบอุ่น ตลอดจนไม่มีเวลาอธิบายแนะนำที่จะสามารถปกป้องให้เด็กพ้นภัยสังคมได้ โรงเรียน ผู้บริหาร ครูผู้สอน จึงมีหน้าที่พัฒนาเยาวชนของชาติให้เป็นคนที่มีคุณภาพ ด้วยการจัดการศึกษาบนพื้นฐานของปรัชญาที่เชื่อว่า มนุษย์ทุกคนควรได้รับโอกาสในการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งสอดคล้องกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กำหนดจุดมุ่งหมายและหลักการจัดการศึกษาไว้ว่า ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข การศึกษาเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าและสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันเนื่องจากการศึกษาเป็นกระบวนการที่ส่งผลให้มนุษย์ได้เรียนรู้ พัฒนาตนเองให้มีศักยภาพในการประกอบอาชีพ และรู้จักดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข มีสติปัญญา รู้เท่าเทียมกัน การเปลี่ยนแปลงในสังคม และเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ
ดังความตอนหนึ่งของพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร นิสิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ในวันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 มีความว่า



...เยาวชนทุกคนมิได้ต้องการทำตัวเองให้ตกต่ำหรือเป็นปัญหาแก่สังคมประการใด แท้จริง ต้องการจะเป็นคนดี มีความสำเร็จ มีฐานะมีเกียรติและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ อย่างราบรื่น แต่ การที่จะบรรจุถึงจุดประสงค์นั้นจำต้องอาศัยผู้แนะนำ ควบคุมให้ดำเนิน ไปอย่างถูกต้องในฐานะที่เป็นครู เป็นอาจารย์ เป็นผู้บริหารการศึกษา ท่านจะช่วยเขาได้ มากที่สุด เพราะมีส่วนควบคุมดูแลใกล้ชิดอยู่ทุก ๆ ด้าน รองลงมาจากบิดามารดา...

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้กำหนดสาระเกี่ยวกับการศึกษาไว้ในมาตรา 43 ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ซึ่งรัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ” และมาตรา 81 ระบุไว้ว่า “รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม” ซึ่งสาระรัฐธรรมนูญดังกล่าว นำไปสู่การจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 20 สิงหาคม 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มีสาระสำคัญที่ส่งผลต่อเด็กนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหมวดที่ 1 มาตราที่ 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรม วัฒนธรรม ในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข การศึกษายังได้ให้ความสำคัญแก่ผู้เรียนทุกคน โดยยึดหลักว่า ทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ มาตรา 22 ข้อ (5) ทั้งนี้ การจัดกระบวนการเรียนให้คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ให้ผู้เรียนรู้จักประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ให้รู้จักคิดเป็น ทำเป็น รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา อีกทั้งมีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดาและผู้ปกครองในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
การป้องกันและการช่วยเหลือแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียนเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนา เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทั้งด้านการสื่อสารเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อผู้คนในเชิงบวกแล้ว ในเชิงลบก็มีปรากฏเช่นกัน เป็นต้นว่า ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการระบาดของสารเสพติด ปัญหาการแข่งขันในรูปแบบต่าง ๆ ปัญหาครอบครัวซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ ความวิตกกังวล ความเครียด มีผลทำให้มีการปรับตัวที่ไม่เหมาะสม เป็นผลเสียต่อสุขภาพจิต สุขภาพกายของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นภาพความสำเร็จที่เกิดจากการพัฒนานักเรียนให้เป็นไปตามที่มุ่งหวังนั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกฝ่าย ทุกคน โดยเฉพาะบุคลากร ครูทุกคนในโรงเรียน ซึ่งมีครูที่ปรึกษาเป็นหลักสำคัญในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อการดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด ด้วยความรักและเมตตาต่อศิษย์ และมีความภาคภูมิใจในบทบาทที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้เติบโต งดงามเป็นบุคคลที่มีคุณค่าของสังคมต่อไป
สภาพความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ศีลธรรมและ ความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของทุกคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะเด็กช่วงอายุ 10 -12 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ธรรมชาติของเด็กก่อนวัยรุ่นต้องการยอมรับ ต้องการหาเอกลักษณ์ของตนเอง มีความอ่อนไหวทางจิตใจ หากรู้ไม่เท่าทันหรือปรับตัวไม่ได้ จะเป็นเหตุให้เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย จากรายงานสถิติของกรมสุขภาพจิต พบว่าปัญหาของเยาวชนในโรงเรียนร้อยละ 30 ของนักเรียนทั้งหมด มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจิตที่แสดงออกมาในลักษณะต่าง ๆ เช่น ปัญหาทางอารมณ์ มีอาการซึมเศร้า ท้อแท้และหาทางออกในทางที่ไม่เหมาะสม โดยมีจำนวน 1 ใน 10 เท่านั้นที่ได้รับการช่วยเหลือให้เข้าใจปัญหาของตนเองและสามารถใช้ศักยภาพของตนเองในการแก้ปัญหา แต่แนวโน้มของเด็กเหล่านี้จะเป็นปัญหาที่เรื้อรังและรุนแรงเพราะไม่เคยรับการระบุหรือวินิจฉัยว่ามีปัญหาหรือได้รับการช่วยเหลือจากครูที่ปรึกษาหรือครูประจำชั้น ซึ่งอาจเนื่องมาจากการขาดประสบการณ์ในการสังเกตการณ์ การวินิจฉัยพฤติกรรม รวมทั้งวิธีการช่วยเหลือนักเรียน ทำให้การปลูกฝังนักเรียนมักจะไม่ได้ผล จึงได้มีการคิดรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการดูแลนักเรียนคือ การให้ครูรวมเป็นทีมเพื่อช่วยเหลือเด็กให้ถูกมองปัญหาเด็กไปในทิศทางเดียวกัน มีแนวคิดในการทำงานร่วมกันและตระหนักหน้าที่ว่าครูต้องปกป้องและคุ้มครองลูกศิษย์
กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่รับผิดชอบในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียน ซึ่งปัจจุบันได้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพนักเรียนทุกคน โดยมุ่งหวังว่านักเรียนจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งปลอดภัยจากอันตรายที่จะเกิดขึ้นรอบด้านและสามารถดำเนินชีวิตที่มีคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ จึงได้กำหนดให้โรงเรียนดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและใกล้ชิด โดยได้ดำเนินการจัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนทุกโรงเรียนและมีการติดตามผลจนถึงปีการศึกษา 2546 เพื่อให้โรงเรียนพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเข้าสู่มาตรฐานคุณภาพ
ในการปฏิรูปวิชาชีพครู ซึ่งเป็นการพัฒนาครูให้เป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณลักษณะที่ได้คุณภาพและมาตรฐานวิชาชีพครูตามการประกันคุณภาพการศึกษา กระทรวง ศึกษาธิการ ด้านปัจจัย คือ ครู ที่ระบุไว้ในมาตรฐานที่ 2 ครูที่มีคุณธรรม จริยธรรม คุณลักษณะที่พึงประสงค์ โดยมีตัวชี้วัดที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ของครูในการพัฒนานักเรียน คือ การมีความรัก เอื้ออาทร เอาใจใส่ดูแลผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ การมีมนุษยสัมพันธ์และสุขภาพจิตที่ดี พร้อมที่จะแนะนำและร่วมกันแก้ปัญหาของผู้เรียน แสดงให้เห็นว่าครูต้องพัฒนาตนเองให้เป็นครูมืออาชีพ คือ นอกจากจะทำหน้าที่ครูผู้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนแล้ว ยังต้องทำหน้าที่อื่น ๆ ที่เป็นการสนับสนุนหรือพัฒนาให้นักเรียนมีคุณภาพ ทั้งดี เก่ง มีสุข ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานด้านผลผลิต คือ นักเรียน ในการประกันคุณภาพการศึกษา มาตรฐานที่ 4 ที่มุ่งให้นักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ มาตรฐานที่ 5 มีสุนทรียภาพและลักษณะนิสัยด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา มาตรฐานที่ 6 รู้จักตนเอง พึ่งตนเองได้และมีบุคลิกภาพที่ดี มาตรฐานที่ 7 มีสุขนิสัย สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี ปลอดจากสิ่งเสพติดให้โทษ ซึ่งการดูแลช่วยเหลือนักเรียนจะเป็นปัจจัยสำคัญ ประการหนึ่งที่ช่วยให้นักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานดังกล่าวได้ โดยผ่านกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ ซึ่งมีความสอดคล้องกับมาตรฐานด้านกระบวนการของการประกันคุณภาพการศึกษา มาตรฐานที่ 1 ที่ให้โรงเรียนมีการบริหารและจัดการอย่างมีระบบ มาตรฐานที่ 4 มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มาตรฐานที่ 7 ส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างโรงเรียนผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรภาครัฐและเอกชน ในการจัดการและพัฒนาการศึกษา ดังนั้น ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนจึงเป็นระบบที่สามารถดำเนินการเพื่อรับการประกันคุณภาพได้ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านปัจจัย ด้านผลผลิตและด้านกระบวนการ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตระหนักถึงความสำคัญที่จะต้องมีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จึงดำเนินการให้มีกระบวนการทำงานที่เป็นระบบมีความชัดเจน มีการประสานความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน รวมทั้งวิธีการ กิจกรรมและเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีคุณภาพในการดูแลและช่วยเหลือนักเรียน อันจะส่งผลให้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนประสบความสำเร็จ โดยมีแนวคิดหลัก ในการดำเนินงาน ดังนี้
1. มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต เพียงแต่ใช้เวลาและวิธีการที่แตกต่างกัน เนื่องจากแต่ละคนมีความเป็นปัจเจกบุคคล ดังนั้นการยึดนักเรียนเป็นสำคัญในการพัฒนาเพื่อดูแลช่วยเหลือ ทั้งด้านการป้องกัน แก้ไขปัญหาหรือการส่งเสริมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ความสำเร็จของงานต้องอาศัยการมีส่วนร่วม ทั้งการร่วมใจ ร่วมคิด ร่วมทำของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรโรงเรียนในทุกระดับ ผู้ปกครองหรือชุมชน
2. การพัฒนาผู้เรียน เป็นบทบาทหน้าที่ของครูทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันส่งเสริมสนับสนุนและการป้องกันผู้เรียนทุกด้าน ซึ่งแต่เดิมนั้นได้มอบบทบาทดังกล่าวให้กับครูแนะแนว จึงทำให้ระบบการดูแลนักเรียนมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ เนื่องจากอัตรากำลังของครูแนะแนวไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนตามที่กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดได้
ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินงานเหมาะสมกับสภาพสังคมและความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะที่ 9 พ.ศ. 2545 – 2549 แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2545 – 2559 ของสำนักนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาสังคมไทยในเรื่องทุนมนุษย์และทุนทางสังคม รวมถึงการยึดมั่นในวัฒนธรรมเอกลักษณ์และวิถีชีวิตแบบไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
สังคมวันนี้จึงเป็นสังคมแห่งอนาคตของสังคมฐานความรู้ที่มีการเรียนรู้ ความรู้ นวัตกรรมเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนา ทุกภาคส่วนของสังคมจึงต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดแผน การดำเนินงานเพื่อพัฒนา คน ชุมชนและท้องถิ่น สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษา ตลอดจนนโยบายด้านการศึกษาและนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ล้วนแต่มุ่งการพัฒนาไปที่คนซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของชาติ แต่เนื่องจากโรงเรียนซึ่งเป็นหน่วยการศึกษาขาดความพร้อมของปัจจัย ในการดำเนินงาน ได้แก่ การขาดบุคลากรทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ แต่ในขณะเดียวกันความต้องการได้รับการดูแลช่วยเหลือของนักเรียนด้านการเรียน การปรับตัว การพัฒนาตนเอง การวางแผนประกอบอาชีพและแก้ปัญหาส่วนตัว ในปัจจุบันมีมากมายหลากหลายขึ้น โดยเฉพาะปัญหาด้านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับสภาพของการเป็นนักเรียน ปัญหาการปรับตัวอย่างรู้เท่าทันเหตุการณ์ ปัญหาสุขภาพจิต รวมทั้งปัญหายาเสพติดมีจำนวนเพิ่มมาก การจัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนทุกระดับ จึงมุ่งเน้นให้ครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินงานทำหน้าที่ครูแนะแนวเบื้องต้น ให้การช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิดและทั่วถึง ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียนก่อนที่จะส่งต่อให้ครูแนะแนว ภายใต้มาตรฐานงาน แนะแนวเพื่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียน
ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นกระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีขั้นตอน พร้อมด้วยวิธีการและเครื่องมือการทำงานที่ชัดเจน โดยมีครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินงานมีการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับครูที่ปรึกษาหรือบุคคลภายนอกรวมทั้งการสนับสนุนส่งเสริมจากโรงเรียน

ปัญหา

สภาพของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ครอบครัวของนักเรียนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ผู้ปกครองมีอาชีพรับจ้างใช้แรงงานและอพยพย้ายถิ่นฐานมาเพื่อประกอบอาชีพในการรับจ้างก่อสร้าง ทำงานในโรงงาน และอยู่ในชุมชนขนาดเล็กที่มีสุขอนามัยตลอดจนสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมเกิดปัญหาในหลาย ๆ ด้าน เช่น ปัญหายาเสพติด เด็กติดการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ปัญหาการเล่นพนัน การมั่วสุมทางเพศ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร การหย่าร้าง เด็กขาดความอบอุ่นในครอบครัว จึงส่งผลให้นักเรียนได้รับสภาพสภาวการณ์การใช้วิธีการอบรมที่อาจไม่เหมาะสมกับพัฒนาการ ทำให้นักเรียนเกิดสภาวการณ์ไม่พัฒนาทางด้าน ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ตลอดจน สภาวะเศรษฐกิจของชุมชนที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอด นักเรียนเมื่อได้เข้ามาสู่ระบบโรงเรียนได้อยู่ในสังคมของการดูแลช่วยเหลือ ความเข้าใจและอบอุ่นทำให้นักเรียนเกิดความสุขกับการอยู่ในสังคมแห่งความเอื้ออาทรประกอบกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดให้โรงเรียนในสังกัดดำเนินการนำระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 จนถึงปัจจุบัน โรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร จึงได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างชัดเจน โดยการนำวิธีการเชิงระบบเข้ามาใช้ โดยกำหนดเป็นกรอบแนวคิดในการดำเนินการที่ประกอบด้วยกระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอีก 5 ขั้นตอนคือ 1) การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 2) การคัดกรองนักเรียน 3) การส่งเสริมนักเรียน 4) การป้องกันและแก้ไข 5) การส่งต่อ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญสามารถนำไปพัฒนาการปฏิบัติงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่พบปัญหาที่คล้ายคลึงกัน
จากสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกและสภาพทางสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากสุขภาพจิตของเยาวชนที่เป็นปัญหาซึ่งมีแนวโน้มที่เรื้อรังและรุนแรง ควรจะได้รับการช่วยเหลือจากครูที่ปรึกษาหรือครูประจำชั้น จากสภาพปัญหาของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) ซึ่งมีชุมชนที่ยากจน ผู้ปกครองมีอาชีพส่วนใหญ่รับจ้างและเป็นแรงานอพยพ มีสภาพแวดล้อมที่ เสื่อมโทรม มียาเสพติด มีการมั่วสุมทางเพศ เด็กขาดความอบอุ่นในครอบครัว ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา จึงมีความสนใจที่จะศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) ขึ้นเพื่อนำผลจากการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขและพัฒนาการปฏิบัติงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Research Objective)
1. เพื่อศึกษาการดำเนินงานของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร
2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน วัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อความสำเร็จของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียน วัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร



คำถามการวิจัย (Research Questions)
1. การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร อยู่ในระดับใด
2. ปัจจัยใดบ้างที่เป็นปัจจัยสนับสนุนในการดำเนินงานของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร
3. แนวทางการปรับปรุงพัฒนาการดำเนินงานของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร ควรเป็นเช่นไร

ความสำคัญของการวิจัย
1. ผลการศึกษาวิจัยทำให้ทราบถึงระบบการวางแผน การดำเนินงาน การตรวจสอบและประเมินผล การปรับปรุงพัฒนา และกระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
2. ผลการศึกษาวิจัยทำให้ทราบถึงปัจจัยที่สนับสนุนและปัจจัยที่เป็นอุปสรรค ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการดำเนินงานในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา
3. ผลการศึกษาวิจัยจะทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่จะดูแลช่วยเหลืออย่างทั่วถึงตรงตามสภาพปัญหา นักเรียนและครูมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นักเรียนรู้จักตนเอง และควบคุมตัวเองได้ นักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข นักเรียนมีพัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์อันเป็นความพึงพอใจต่อความสำเร็จของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา

สมมติฐานการวิจัย (Research Hypothesis)
1. การวางแผน การดำเนินงาน การตรวจสอบและประเมินผล การปรับปรุงพัฒนา และกระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีผลต่อการดำเนินงานของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร
2. ปัจจัยที่สนับสนุนและปัจจัยที่เป็นอุปสรรค ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินงานในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร
3. ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีความทั่วถึงตรงตามสภาพปัญหา นักเรียนและครูมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นักเรียนรู้จักตนเอง และควบคุมตัวเองได้ นักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข นักเรียนมีพัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์โดยแสดงค่าด้านต่างๆ เป็นความพึงพอใจต่อความสำเร็จของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร

ขอบเขต /ข้อจำกัดในการวิจัย ( Limitation)
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาครตามแนวของการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ.2547 ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาและดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ไว้เป็นอย่างดี แต่อาจปรากฏความไม่สมบูรณ์อันเนื่องมาจากมีข้อจำกัดที่ผู้วิจัยไม่สามารถที่จะปรับปรุงหรือแก้ไขให้หมดสิ้นไปได้ คือการควบคุมความแปรปรวนของตัวแปรบางตัวที่ไม่ได้ศึกษา ได้แก่ด้านบุคลากร เช่น ด้านสติปัญญา คุณลักษณะเฉพาะตัวที่มีความแตกต่างกัน
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาและใช้แบบสอบถามความคิดเห็นเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับประชากรของโรงเรียนชีผ้าขาว(ประชานุเคราะห์) จำนวน 157 คน ดังนั้นข้อมูลที่ได้จึงเป็นเพียงความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ดังนี้
1. นักเรียนโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) ช่วงชั้นที่ 2 ป.4 - ป.6 จำนวน 33 คน
2. ครูปฏิบัติงานในโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) จำนวน 7 คน
3. ผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) จำนวน 97 คน
4. คณะกรรมการชุมชน ในเขตพื้นที่การศึกษาของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว
(ประชานุเคราะห์) จำนวน 8 คน
5. คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) จำนวน 9 คน
6. ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลท่าจีน จำนวน 3 คน
รวมสำหรับการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจำนวน 157 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 ป.4 - ป.6 โรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) ครูปฏิบัติงานในโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) ผู้ปกครองนักเรียน คณะกรรมการชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลท่าจีน เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างนี้เป็นกลุ่มที่สามารถขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูลได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นบุคลากรในโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) โดยผู้วิจัยเป็นผู้บริหารสถานศึกษา
ส่วน ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) จำนวน 97 คน ผู้วิจัยได้เรียนเชิญเข้ามามีส่วนร่วม โดยการประชุมผู้ปกครองประจำปีทุกภาคเรียน จึงสามารถขอความร่วมมือได้เป็นอย่างดี
กรรมการชุมชน ในเขตพื้นการศึกษาของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว(ประชานุเคราะห์) จำนวน 8 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) จำนวน 9 คน ผู้วิจัยใช้ลักษณะวิธีการประชุมเพื่อขอความคิดเห็นในการพัฒนาโรงเรียนตามสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชนท้องถิ่น ที่ต้องมีส่วนร่วมในการรับรู้และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลท่าจีน จำนวน 3 คน ผู้วิจัยใช้วิธีการขอความร่วมมือในการสอบถามเก็บข้อมูล เนื่องจากเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ย่อมมีหน้าที่ ที่จะให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาท้องถิ่นของตน

ตัวแปรที่ศึกษา
ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยตัวแปรต้นและตัวแปรตาม มีรายละเอียดดังนี้
1. ตัวแปรต้น เป็นตัวแปรเกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ สถานภาพการศึกษา อาชีพ เพศ อายุ
2. ตัวแปรตาม ประกอบด้วย
2.1 ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร ที่มีผลต่อการดำเนินงานของระบบดูแลและช่วยเหลือนักเรียน
2.2 ปัจจัยที่สนับสนุนและปัจจัยที่เป็นอุปสรรค ต่อความสำเร็จของการดำเนินงานของสถานศึกษาในเรื่อง ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร
2.3 ความพึงพอใจต่อความสำเร็จของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหาร ครู อาจารย์ รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
1. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
2. เพื่อการกำหนดแนวทางหรือการปรับปรุง ป้องกัน แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและปัจจัยส่งผลต่อความสำเร็จของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
3. เพื่อสามารถพัฒนาการจัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้สอดคล้องกับ แนวทางการปฏิรูปการศึกษาและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่มุ่งให้การดูแลนักเรียนและผู้เกี่ยวข้องกับนักเรียน ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความ พึงพอใจต่อความสำเร็จของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

นิยามศัพท์เฉพาะ (Definition)
เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยได้กำหนดนิยามศัพท์เฉพาะ ซึ่งใช้ในการวิจัยครั้งนี้ไว้ดังต่อไปนี้คือ
ครูปฏิบัติงานสอน หมายถึง ครูที่ปฏิบัติการสอนที่โรงเรียนชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์)
ผู้อำนวยการ หมายถึง ผู้วิจัยระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์)
นักเรียน หมายถึง นักเรียนโรงเรียนชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์)
ผู้ปกครอง หมายถึง ผู้ปกครองโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์)
คณะกรรมการชุมชน หมายถึง ตัวแทนของชุมชน ในหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 2
คณะกรรมการสถานศึกษา หมายถึง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์)
ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลท่าจีน หมายถึง ผู้บริหารที่ได้รับการเลือกตั้งในตำบลท่าจีน
โรงเรียนชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) หมายถึง โรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร
การดูแลช่วยเหลือนักเรียน หมายถึง การส่งเสริม พัฒนา ป้องกันและแก้ไขปัญหาเพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่เข้มแข็ง คุณภาพชีวิตที่ดี มีทักษะการดำรงชีวิตและรอดพ้นจากวิกฤตทั้งปวง
ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน หมายถึงกระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีขั้นตอนชัดเจนพร้อมทั้งมีวิธีการและเครื่องมือที่มีมาตรฐาน คุณภาพและมีหลักฐานการทำงานที่ตรวจสอบได้โดยมีครูประจำชั้นหรือครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินงานและบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสถานศึกษา
การบริหารงานเชิงระบบ หมายถึง การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบโดยใช้หลักการบริหารของวงจรเดรมมิ่งครบวงจร (PDCA) ซึ่งประกอบด้วย การร่วมกันวางแผน (Plan) ร่วมกันปฏิบัติตามแผน (Do) รวมกันตรวจสอบ (Check) และร่วมกันปรับปรุงแก้ไข (Action)
ประเมินเพื่อทบทวน หมายถึง การประเมินภายในโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) ประกอบด้วย ด้านปัจจัย (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต (Output) ภาคเรียนละ 1 ครั้ง เพื่อนำผลการประเมินไปปรับปรุงและพัฒนาอยู่เสมอ
การดูแลช่วยเหลือตามสภาพปัญหา หมายถึง นักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) ที่อยู่ในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ได้รับการดูแล เอาใจใส่ ช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาของเด็กนักเรียนดังกล่าวได้ถูกต้องอย่างมีประสิทธิผล
นักเรียนและครูมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน หมายถึง นักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) ที่อยู่ในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการและครูที่ปฏิบัติการสอนในโรงเรียน มีความไว้วางใจซึ่งกันและกันสามารถแจ้งปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดกับตนและขอคำปรึกษาเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้
นักเรียนรู้จักตนเองและควบคุมตนเองได้ หมายถึง นักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) ที่อยู่ในโครงการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนสามารถพัฒนาตนเอง รู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง ประพฤติตนเป็นลูกที่ดีอยู่ในโอวาทของคุณพ่อ คุณแม่และเป็นนักเรียนที่ดีและสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้
นักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข หมายถึง นักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) ที่อยู่ในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีความสุขทั้งที่อยู่บ้านของตนเองและมาเรียนหนังสือที่โรงเรียน โดยมีทั้ง ผู้อำนวยการ ครูที่ปฏิบัติการสอนในโรงเรียนคอยให้ ความอบอุ่น ให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
นักเรียนมีพัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์ หมายถึง นักเรียนในโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) ที่อยู่ในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน รู้จักการควบคุมอารมณ์ของตนเองมีความคิดและมีสติปัญญาที่ดี มีการพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดกับตนเองได้





กรอบแนวคิดการวิจัย (Theory Conceptual Framework)

การศึกษาครั้งนี้มุ่งศึกษาสภาพและปัญหาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนวัดชีผ้าขาว (ประชานุเคราะห์) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสมุทรสาคร ตามแนวของการดำเนินงานตามระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2547 ประกอบด้วยการดำเนินงานของสถานศึกษาจำนวน 4 ด้าน 1) ด้านการวางแผน 2) ด้านการดำเนินงาน 3) ด้านการตรวจสอบและประเมินผล 4) ด้านการปรับปรุงพัฒนา และกระบวนการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอีก 5 ขั้นตอนคือ 1) การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 2) การคัดกรองนักเรียน 3) การส่งเสริมนักเรียน 4) การป้องกันและแก้ไข 5) การส่งต่อ ดังรายละเอียดกรอบแนวคิดของการวิจัยตาม แผนภูมิที่ 1






































แผนภูมิที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, แนวทางการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่ง ประเทศไทย จำกัด, 2549), 11 – 12.
: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, แนวทางการบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและ พัสดุภัณฑ์, 2547), 27.




โพสต์โดย ผอ.ประดิษฐ์ : [25 ส.ค. 2552]
อ่าน [1366] ไอพี : 125.25.215.40
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
     

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม

เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory
การจัดอันดับของ Stats in Thailand

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าใน

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com
Email2 : kroobannokdotcom@gmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม