ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เรื่อง แรงในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

บทที่ 1

บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคน ทั้งในด้านการดำรงชีวิตประจำวันและในงานอาชีพต่าง ๆ เครื่องมือ เครื่องใช้ตลอดจนผลผลิตต่าง ๆ ล้วนเป็นผลของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ผสมผสานกับความคิด สร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ วิทยาศาสตร์ทำให้คนได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผลคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลาย และประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งความรู้ (Knowledge based society) ทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ (Scientific literacy for all) เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจโลกธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น สำหรับการจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยสาระและมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสำหรับผู้เรียนทุกคน ที่จะได้พัฒนาด้านความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา ความสามารถในการสื่อสาร การตัดสินใจ การนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนมีจิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรม และค่านิยมที่ถูกต้องเหมาะสมโดยมุ่งเน้นความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2556 : 1)

จากการศึกษาสภาพการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมา พบว่า การเรียนการสอน วิทยาศาสตร์ยังไม่บรรลุเป้าหมายของหลักสูตรเท่าที่ควร จากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระดับประถมศึกษาระดับประเทศ ปีการศึกษา 2557 - 2559 ซึ่งประเมินโดยสำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน 3 วิชาหลัก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ภาษาไทย โดยเฉลี่ยคะแนนอยู่ที่ 51.6 มีนักเรียนในเกณฑ์ปรับปรุง ร้อยละ 14.6 เกณฑ์ดี ร้อยละ 24 ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2550 ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 48.26 นักเรียนที่ได้คะแนนเต็ม 30 มี 136 คน และคะแนน 0 มี 24 คน หากวิเคราะห์เป็นรายทักษะพบว่า นักเรียนมีทักษะการฟัง การพูดดีที่สุด (63.9) ตามด้วยวรรณคดี วรรณกรรม (53.46) หลักภาษา (49.09) การอ่าน (48.84) และการเขียน (42.66) ในรายวิชาคณิตศาสตร์ พบว่าโดยเฉลี่ยคะแนนอยู่ที่ 48.39 โดยมีนักเรียนในเกณฑ์ปรับปรุงร้อยละ 31.78 และนักเรียนในเกณฑ์ดีร้อยละ 20.28 ดีขึ้นกว่าปี 2556 ซึ่ง มีค่าเฉลี่ย 45.05 นักเรียนที่ได้คะแนน 30 มี 2,944 คน และ 0 คะแนน มี 101 คน หากวิเคราะห์เป็นรายทักษะพบว่า นักเรียนมีความเข้าใจเรื่องจำนวน และวิธีดำเนินการดีที่สุด ตามด้วยเรื่องการวัด และเรขาคณิต สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ มีเฉลี่ยคะแนนอยู่ที่ 47.90 มีนักเรียนในเกณฑ์ปรับปรุงร้อยละ 39.5 และในเกณฑ์ดีร้อยละ 20 การที่มีนักเรียนอยู่ในเกณฑ์ปรับปรุงมากเช่นนี้ อาจเป็นเพราะโครงสร้างของแบบทดสอบเป็นการวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ถึงร้อยละ 57 ในขณะที่วัดความรู้ในเนื้อหาเพียงร้อยละ 43 จึงทำให้นักเรียนที่ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ หรือไม่ตั้งใจทำข้อสอบ ส่งผลให้ได้คะแนนต่ำ และอยู่ในกลุ่มต้องปรับปรุงจำนวนมาก นักเรียนที่ได้คะแนน 30 คะแนน มี 667 คน และ 0 คะแนน มี 29 คน หากวิเคราะห์ เป็นรายความรู้ทักษะ พบว่า นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลกดีที่สุด ตามด้วยสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม พลังงาน ดาราศาสตร์ สาร และสมบัติของสาร และในเรื่องแรงและการเคลื่อนที่ พบว่าคะแนนทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่ำที่สุด (สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2559 : 74) และจากการรายงานผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2558 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จำแนกตามสาระ พบว่าสาระแรงและการเคลื่อนที่ และสาระดาราศาสตร์ และอวกาศ มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 45.020, 41.933 ตามลำดับ (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1, 2559 : 35) และจากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน วัดดอนจั่นปีการศึกษา 2557 - 2558 มีคะแนนเฉลี่ยลดลงร้อยละ 10.02 ซึ่งสาเหตุที่นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ อาจเนื่องมาจากนักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งทางร่างกายและจิตใจ อารมณ์และสติปัญญา รวมทั้งปัญหาการขาดสื่อการเรียนการสอน จึงทำให้ครูไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ตามความมุ่งหมายของหลักสูตรได้ ซึ่งการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ยากที่จะให้ทุกคนบรรลุตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ได้ นักเรียนที่มีผลการเรียนอยู่ในระดับต่ำมีการรับรู้ได้ช้ากว่านักเรียนที่มีผลการเรียนอยู่ในระดับสูง จึงทำให้เกิดปัญหาทางการเรียนรู้ สำหรับการเรียนการสอนแต่ละครั้งนั้น ครูผู้สอนจำเป็นต้องมีการพัฒนาวิธีถ่ายทอดความรู้ ซึ่งมีหลายวิธีการ เช่น การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบสาธิต การสอนแบบอภิปราย การสอนแบบกลุ่ม ตลอดจนการใช้สื่อนวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษาเข้าช่วย เช่น การใช้ชุดการเรียนการสอน บทเรียนโปรแกรม และคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น วิธีการถ่ายทอดวิชาความรู้ต่าง ๆ ให้กับนักเรียนนั้น ครูผู้สอนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญว่านักเรียนแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนรู้ ที่แตกต่างกันออกไป หรือที่เรียกว่าความแตกต่างระหว่างบุคคล (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 10)

การจัดการเรียนการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 เน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา ทุกสถานที่และต้องการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สื่อการเรียนการสอนจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งต่อการจัด การเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีความมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นกระบวนการไปสู่การสร้างองค์ความรู้ โดยผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุก ๆ ขั้นตอน ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งเป็นกลุ่มและรายบุคคล ซึ่งอาศัยแหล่งเรียนรู้ที่เป็นสากลและท้องถิ่น โดยครูผู้สอนมีบทบาทในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ กระตุ้น แนะนำ ช่วยเหลือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2556 : 3) จากเหตุผลดังกล่าว เป็นผลให้ปัจจุบันได้มีการนำความรู้ทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อใช้ในการเรียนการสอนมากมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ไขข้อบกพร่องในการเรียนการสอนให้ดีขึ้น เพราะนวัตกรรมทางการศึกษาช่วยเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนให้เป็นไปตามความต้องการและความสามารถ อีกทั้งยังช่วยให้เด็กได้เรียนรู้มากขึ้น ตัวอย่างของนวัตกรรม ทางการศึกษา ได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิทยุ โทรทัศน์ วีดีทัศน์ ชุดการเรียนการสอน ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน บทเรียนสำเร็จรูป หรือบทเรียนโปรแกรม เป็นต้น (ธีระชัย ปูรณโชติ, 2543 : 4) ดังคำกล่าวของ กิดานันท์ มะลิทอง (2548 : 95) ว่า นักเรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสม ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และมีส่วนร่วม ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เป็นสื่อการสอนที่มีประสิทธิภาพอีกประเภทหนึ่ง ที่เหมาะสมสำหรับการนำมาใช้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจ ผู้เรียนสามารถสรุปความรู้ ได้ด้วยตนเองและการเรียนการสอนโดยใช้ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน สามารถช่วยครูที่ไม่มีความรู้และความชำนาญในเรื่องที่สอน เพราะชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน เป็นการสอนในลักษณะสื่อประสม นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง มีการทำงานเป็นกลุ่ม ฝึกให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวมมีความเชื่อมั่นในตนเอง ส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนตามความสามารถ ความถนัดและความสนใจ ทำให้นักเรียนมีโอกาสในการพัฒนาการเรียนรู้ของตนเอง แทนการเรียนรู้จากครูเพียงอย่างเดียว (สมศักดิ์ อภิบาลศรี, 2550 : 4) นอกจากนี้ ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน ยังช่วยแก้ปัญหาในเรื่องการใช้สื่อการสอนอย่างประหยัด เพราะไม่ต้องผลิตสื่อเป็นจำนวนมาก นักเรียนจะหมุนเวียนเข้ามาใช้สื่อที่จัดไว้ในแต่ละศูนย์การเรียนจนครบทุกศูนย์ และยังมีศูนย์สำรองไว้ เพื่อให้นักเรียนในกลุ่มที่ทำงานเสร็จก่อนได้เข้าไปใช้ ขณะที่รอเข้าไปเรียนในศูนย์ต่อไป ช่วยให้นักเรียนทำงานให้เสร็จเพื่อให้ทันต่อเวลาที่กำหนด เป็นการฝึกบริหารเวลา การฝึกระเบียบวินัย ซึ่งจะส่งผลต่อนักเรียนในด้านพัฒนาการด้านสังคมด้วยซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ชลธิชา หังเสวก (2557) ที่ทำการพัฒนาชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.86/80.56 ชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7039 หรือคิดเป็นร้อยละ 70.39 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนด้วยชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่มีต่อชุดการสอนแบบศูนย์การเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมาก

จากเหตุผลดังกล่าว ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาชุดการสอนในเนื้อหา เรื่อง แรง ในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อกระตุ้นให้นักเรียน เกิดความสนใจและมีความเข้าใจในเนื้อหาวิชาอย่างถูกต้องแท้จริงซึ่งจะส่งผลทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น

โพสต์โดย ประดิษฐ์ เสมนี : [17 มิ.ย. 2561 เวลา 10:24 น.]
อ่าน [1140] ไอพี : 124.122.18.131
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
เครื่องมือวิทยาศาสตร์
Antivirus
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ