ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่
หน้าแรก  ข่าวการศึกษา  ครูบ้านนอกBLOG  ห้องสมุดความรู้  เนื้อหาในเว็บไซต์ เผยแพร่ผลงานวิชาการ เกมส์ game เกม เกมส์มากมาย รวมเกมส์
ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• ตัวอย่าง งานวิจัย

บทที 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กล่าวถึงการปฏิรูปการเรียนการสอนว่า
“ ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูสามารถจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม ส2ือการเรียนและอำนวยความสะดวก
เพ2ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้ ทั5งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ2งของกระบวนการ
เรียนรู้ (มาตรา 24) (5) และให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที2มีประสิทธิภาพ
รวมทั5งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพ2ือพัฒนาการเรียนรู้ท2ีเหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับ
การศึกษา (มาตรา 30)”
เป้าหมายสำคัญอย่างยิง2 ของการจัดการศึกษา คือการสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีความสามารถ
และพัฒนาตนเอง สังคมและอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังน5ันเพ2ือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคข้อมูล
ข่าวสารและโลกของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี จำเป็นต้องจัดการศึกษาอย่างต่อเน2ืองเพ2ือให้ได้
ทรัพยากรมนุษย์ท2ีมีทั5งด้านความรู้ ความถนัด ความสามารถในการคิดและปฏิบัติ
การฝึกบุคคลให้เกิดนิสัยเหล่านี5ต้องใช้กระบวนการเรียนการสอนและยุทธวิธี ท2ีหลากหลาย
โดยคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญด้านต่างๆ เช่นความคิดความรู้สึกและการลงมือปฏิบัติให้ผสมผสาน
กันจนกระทัง2 เกิดเป็นนิสัย สามารถลงมือปฏิบัติได้เป็นประจำด้วยความ ช2ืนชมและมีเหตุผลท2ี
ถูกต้องในการกระทำ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้กล่าวถึงการศึกษาวิธีการเรียนรู้ 4 แบบท2ี
สามารถดำเนินไปตลอดชีวิต เปรียบเสมือนเสาหลักแห่งองค์ความรู้ได้แก่ (1) การเรียนเพ2ือรู้
(Learn to know ) คือการฝึกฝนเพ2ือแสงหาความรู้ และรู้ท2ีจะเข้าใจสิ2งแวดล้อมต่าง ๆ
(2) การเรียนรู้เพื2อการปฏิบัติได้จริง ( Learn to do ) คือการลงมือปฏิบัติเพื2อสร้างความชำนาญและ
สามารถปฏิบัติงานเป็นหมู่คณะได้ (3) การเรียนรู้เพ2ือท2ีจะอยู่ร่วมกัน (Learn to live together) คือการ
เรียนรู้เพ2ือสามารถมีส่วนร่วม มีความเข้าใจและให้ความร่วมมือกับผู้อ2ืนในกิจการต่าง ๆ อย่างพึ2งพา
อาศัยกัน และ (4) การเรียนรู้เพ2ือชีวิต ( Learn to be ) คือการเรียนรู้เพ2ือสามารถปรับปรุงบุคลิกภาพ
และความรับผิดชอบต่อตนเอง
2
ด้วยเหตุดังกล่าว จุดมุ่งหมายของการปรับหลักสูตรด้านเนื5อหาสาระการจัดกระบวนการเรียนการสอน
และการเรียนรู้ เพื2อสร้างให้ผู้เรียน ให้เป็นผู้มีความคิด รักการเรียนรู้ มีระบบและหลักเกณฑ์
ในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ มีความคิดริเริ2มสร้างสรรค์อย่างไม่มีท2ีสิ5นสุด
อนึ2งบทเรียนท2ีปรากฏอยู่ในเอกสารแบบเรียนเป็นเนื5อหาของสิ2งท2ีอยู่ไกลตัวทำให้ผู้เรียนขาด
ความสนใจในการไปศึกษาหาความรู้เพ2ิมเติมจากแหล่งภายนอก
สภาพของปัญหาในด้านการจัดการเรียนรู้
ในด้านการจัดการเรียนรู้ท2ีผ่านมา พบว่าผู้เรียนยังไม่มีความสามารถเป็นผู้สร้างความรู้ด้วย
ตนเอง โดยเฉพาะปัญหาด้านเนื5อหา เนื5อหาของบทเรียนเป็นเร2ืองท2ีอยู่ไกลตัวของผู้เรียนมาก
ทำให้ไม่สามารถสร้างความต2ืนเต้นและเร้าใจ นักเรียนทุกชั5นเรียน ยังไม่สามารถผ่านผลสัมฤทธิVใน
บทเรียนดังกล่าว
วัตถุประสงค์
(1) เพื2อสร้างและหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้
แบบร่วมแรงร่วมใจท2ีใช้ส2ือผสม วิชาวิทยาศาสตร์พื5นฐาน รายวิชา ว 33101 ชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3
เรื2องเอกภพ และเรื2องเทคโนโลยีอวกาศ
(2) เพ2ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิVทางการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วย
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจท2ีใช้ส2ือผสม วิชาวิทยาศาสตร์พื5นฐาน รายวิชา ว 33101
ชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3 เร2ืองเอกภพ และเร2ืองเทคโนโลยีอวกาศ
(3) เพ2ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช่วงชั5นท2ี 3 ชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3 ท2ีมีต่อ
การจัดการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจท2ีใช้ส2ือผสม เร2ืองเอกภพ
และเรื2องเทคโนโลยีอวกาศ
สมมติฐาน
ผลสัมฤทธิVทางการเรียนรู้ของนักเรียนก่อนและหลังเรียน โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมแรง
ร่วมใจท2ีใช้ส2ือผสม เร2ืองเอกภพ และเร2ืองเทคโนโลยีอวกาศ ระดับชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3
มีความแตกต่างกัน
3
ขอบเขตการศึกษา
ขอบเขตประชากร
ประชากรท2ีใช้ในการวิจัยครั5งนี5ได้แก่ นักเรียนช่วงชั5นท2ี 3 ชั5นมัธยมศึกษาปี ท2ี 3
โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนท2ี 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 3 ห้อง
คือ ชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3 ห้อง 4 ชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3 ห้อง 6 ชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3 ห้อง 8 มีนักเรียน
จำนวน 128 คน
กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนช่วงชั5นท2ี 3 ชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3 ห้อง 8 โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ
อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนท2 ี ปีการศึกษา 2552 จำนวน 42 คน ท2ีได้มาโดยเลือกแบบเจาะจง
ขอบเขตของเนื,อหา
เป็นเนื5อหาวิชาวิทยาศาสตร์พื5นฐาน รายวิชา ว 33101 ระดับชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3
ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 ฉบับปรับปรุง 2533 หน่วยการเรียนรู้ท2ี 3
เร2ืองเอกภพ และหน่วยการเรียนรู้ท2ี 4 เร2ืองเทคโนโลยีอวกาศ
ตัวแปรทีศึกษา
1. ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจท2ีใช้ส2ือผสม
วิชาวิทยาศาสตร์พื5นฐาน รายวิชา ว 33101 ท2ีจัดให้แก่นักเรียนชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3
โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนท2ี 2 ปีการศึกษา 2552
2. ตัวแปรตาม ได้แก่ผลสัมฤทธิVทางการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์พื5นฐาน รายวิชา ว 33101
ของนักเรียนชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3 โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ภาคเรียนที2 2 ปีการศึกษา 2552
4
ขอบเขตระยะเวลา
ภาคเรียนที2 2 ปีการศึกษา 2552
นิยามศัพท์เฉพาะ
แผนการจัดการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจทีใช้สือผสม
หมายถึง รูปแบบของการเรียนท2ีมีการผสมผสานระหว่างการทำงานเป็นกลุ่ม การอภิปราย การทดลอง
การคาดคะเน การทำนาย การทำรายงานกลุ่ม การช่วยเหลือเพ2ือนนักเรียนท2ีมีปัญหาในรูปแบบของเพ2ือนสอน
เพ2ือนและทำให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของเพ2ือนร่วมห้อง เพ2ือนร่วมระดับชั5นรวมทั5งงานเด2ียวท2ีได้รับมอบหมาย เพ2ือให้
ทุกคนเห็นคุณค่าของกลุ่มและของตนเอง
สือผสม หมายถึง ส2ือท2ีใช้ประกอบ ได้แก่ ใบความรู้ ใบงาน แผนภาพ หุ่นจำลอง วีซีดี
ข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ วารสาร ส2ืออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ โปสเตอร์ แผ่นโปร่งใส ภาพยนตร์ รวมทั5ง
ผลงานของนักเรียนท2ีได้ร่วมกันสร้างขึ5นตามความคิด ความรู้ และความเข้าใจในการออกมานำเสนอแลกเปล2ียน
ผลสัมฤทธิ7ทางการเรียนรู้ หมายถึง คะแนนความสามารถของนักเรียนแต่ละคน ในการเรียนรู้
วิชาวิทยาศาสตร์พ5ืนฐาน รายวิชา ว 33101 ชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3 หน่วยการเรียนรู้ท2ี 3 และหน่วยการ
เรียนรู้ท2ี 4 เร2ืองเอกภพ และเร2ืองเทคโนโลยีอวกาศ ซึ2งประเมินได้จากการทำแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธิVทางการเรียน ท2ีผู้วิจัยสร้างขึ5นเป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 15 ข้อ
ความพึงพอใจ หมายถึง การแสดงความพึงพอใจของนักเรียนท2ีมีต่อการจัดการเรียนรู้
โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจท2ีใช้ส2ือผสม วิชาวิทยาศาสตร์พื5นฐาน รายวิชา ว 33101
โดยการตอบแบบสอบถาม
ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจทใีช้สือผสม
หมายถึงอัตราส่วนของคะแนนเฉล2ียคิดเป็นร้อยละของคะแนนแบบฝึกหัด และกิจกรรมระหว่างเรียน
แต่ละแผนการจัดการเรียนรู้กับร้อยละของคะแนนเฉล2ียในการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิVทางการเรียน
ซึ2งการวิจัยครั5งนี5ตั5งเกณฑ์ ( ) ไว้ 80/80
80 ตัวแรก ( ) หมายถึง ค่าคะแนนเฉล2ียคิดเป็นร้อยละ ของจำนวนคำตอบท2ีผู้เรียนตอบ
ถูกต้องจากการทำแบบฝึกหัดและกิจกรรมระหว่างเรียน ของทุกแผนการจัดการเรียนรู้มารวมกัน
80 ตัวหลัง ( ) หมายถึง ค่าคะแนนเฉล2ียคิดเป็นร้อยละ ของจำนวนคำตอบท2ีผู้เรียนตอบ
ถูกต้อง จากการทำแบบทดสอบหลังเรียนด้วยแบบวัดผลสัมฤทธิVทางการเรียน
5
นักเรียน หมายถึง ผู้ท2ีเรียนวิชาวิทยาศาสตร์พ5ืนฐาน รายวิชา ว 33101 ชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3
ห้อง 4 นักเรียนชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3 ห้อง 6 และนักเรียนช5ันมัธยมศึกษาปีท2ี 3 ห้อง 8 ภาคเรียนท2ี 2
ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 128 คน ท2ีผู้วิจัยทำ
การสอนรายวิชาดังกล่าว
โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ประโยชน์ทีคาดว่าจะได้รับ
1.ได้แผนการจัดการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจท2ีใช้ส2ือผสมท2ีมีคุณภาพ
สำหรับการเรียนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์พื5นฐาน รายวิชา ว 33101 ช5ันมัธยมศึกษาปีท2ี 3
หน่วยการเรียนรู้ท2ี 3 เร2ืองเอกภพ จำนวน 4 แผนการจัดการเรียนรู้ และหน่วยการเรียนรู้ท2ี 4
เร2ืองเทคโนโลยีอวกาศ จำนวน 2 แผนการจัดการเรียนรู้ รวมทั5งหมด 6 แผนการจัดการเรียนรู้
2.ได้พัฒนาผลสัมฤทธิVทางการเรียนรู้ ของนักเรียนท2ีเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมแรง
ร่วมใจท2ีใช้ส2ือผสม วิชาวิทยาศาสตร์พื5นฐาน รายวิชา ว 33101 ช5ันมัธยมศึกษาปีท2ี 3 เร2ืองเอกภพ
และเร2ืองเทคโนโลยีอวกาศ โดยพิจารณาจากผลการเปรียบเทียบจากการทดสอบก่อนเรียนกับหลัง
เรียน
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจท2ีใช้ส2ือผสม
วิชาวิทยาศาสตร์พ5ืนฐาน รายวิชา ว 33101 ชั5นมัธยมศึกษาปีท2ี 3 อยู่ในระดับเปอร์เซ็นต์ท2ีสูงมาก
6
บทที 2
เอกสารและงานวิจัยทีเกียวข้อง
การวิจัยเร2ือง การพัฒนาผลสัมฤทธิVทางการเรียนรู้ โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจท2ีใช้ส2ือผสม
ระดับชั5นมัธยมศึกษาปีที2 3 โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานเขตพื5นท2ีการศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 ภาคเรียนท2ี 2 ปีการศึกษา 2552 ผู้วิจัยได้ทำการ
ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารตำรา และงานวิจัยท2ีเก2ียวข้องดังนี5
1. เอกสารท2ีเก2ียวกับแผนการจัดการเรียนรู้
1.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้
1.2 ความสำคัญของการจัดการเรียนรู้
1.3 ประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้
1.4 ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที2ดี
2. เอกสารเก2ียวกับกระบวนการเรียนรู้
2.1 การเรียนรู้
2.2 การจัดการเรียนรู้
2.3 บุคคลท2ีเก2ียวข้อง
2.4 มาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้
2.5 เครือข่ายการเรียนรู้
2.6 สื2อการเรียนการสอน
2.7 การประเมินผลการเรียน
2.8 การกำกับติดตาม ตรวจสอบ ประเมินและรายงาน
3. สื2อการเรียนการสอน
3.1 ความหมายของสื2อการสอน
3.2 ประเภทของสื2อการสอน
3.3 ลักษณะของสื2อการสอน
3.4 บทบาทของสื2อการสอน
3.5 หลักการผลิตสื2อการเรียนการสอน
3.6 ขั5นตอนการผลิตส2ือการเรียนการสอน
7
3.7 แนวคิดเก2ียวกับส2ือการเรียนการสอน
3.8 ประโยชน์และคุณค่าของส2ือการสอน
3.9 การประเมินประสิทธิภาพของสื2อการสอน
4. สื2อผสม
4.1 ความหมายของสื2อผสม
4.2 หลักการและทฤษฎีท2ีเก2ียวข้องกับชุดส2ือผสม
4.3 ระบบสื2อผสม
4.4 องค์ประกอบของชุดสื2อผสม
4.5 ประเภทของชุดสื2อผสม
4.6 ขั5นตอนการผลิตส2ือผสม
4.7 คุณค่าและข้อจำกัดของชุดส2ือผสม
5. บทบาทของสื2อและเทคโนโลยี
5.1 ความหมายของเทคโนโลยี
5.2 ความสำคัญของสื2อและเทคโนโลยี
5.3 การประเมินประสิทธิภาพของสื2อและเทคโนโลยี
6. การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
6.1 การสอนวิทยาศาสตร์
6.2 เทคนิคการสอนสำหรับครูวิทยาศาสตร์
6.3 สื2อการสอนวิทยาศาสตร์
6.4 แนวทางการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
7. ผลสัมฤทธิVทางการเรียน
7.1 ความหมายผลสัมฤทธิVทางการเรียน
7.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิVทางการเรียน
7.3 ผลสัมฤทธิVทางการเรียนวิทยาศาสตร์
7.4 องค์ประกอบท2ีมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิVทางการเรียน
8. งานวิจัยท2ีเก2ียวข้อง
8
1.เอกสารทีเกียวกับแผนการจัดการเรียนรู้
1.1 ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้
นักการศึกษา นักวิชาการ และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ให้ความหมายและแสดงทรรศนะเก2ียวกับเร2ือง
ของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้เป็นจำนวนมาก ซึ2งผู้วิจัยจะได้นำเสนอไว้ดังนี5
กรมวิชาการ ( 2533 : 11 ) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ คือการนำ
วิชาหรือกลุ่มประสบการณ์ท2ีจะต้องทำการสอนตลอดภาคเรียน มาสร้างเป็นแผนการจัดการเรียนรู้
โดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการใช้ส2ืออุปกรณ์การสอนและการวัดผลประเมินผลให้สอดคล้อง
กับวัตถุประสงค์หรือจุดเน้นของหลักสูตร
ทองพูล บุญอึ2ง ( 2534 : 20 ) ให้ความหมายว่า หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้
หรือโครงการซึ2งทำไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพ2ือการปฏิบัติการสอนวิชาใดวิชาหนึ2ง เป็นการ
เตรียมการสอนอย่างมีระบบ และเป็นเคร2ืองมือท2ีช่วยให้ครูพัฒนาการจัดการเรียนการสอนไปสู่
จุดประสงค์การเรียนรู้และจุดมุ่งหมายของหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นคร บุญมา ( 2547: 12 ) ให้ความหมายว่า หมายถึงแผนการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนท2ีประกอบด้วยส่วนประกอบย่อยหลายส่วน รวมทั5งส2ือการเรียนการสอน และการ
วัดผลประเมินผล เพ2ือให้ผู้เรียนได้บรรลุวัตถุประสงค์ท2ีตั5งไว้ อาจเรียกอีกอย่างหนึ2งว่า
แผนการจัดการเรียนรู้
1.2 ความสำคัญของแผนการจัดการเรียนรู้
นคร บุญมา ( 2547: 13 – 14 ) กล่าวว่าแผนการจัดการเรียนรู้เป็นเอกสารสำคัญ
สำหรับครูท2ีจะใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ให้บรรลุตามเป้าหมายของ
หลักสูตร ดังนี5
1. ใช้เป็นแนวทางในการกำหนดการสอน เพ2ือให้สอนได้สะดวก ครูเข้าใจและ
มองเห็นงานของตนได้ล่วงหน้าชัดเจน สามารถพิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสมอยู่เสมอ เป็นการคิด
ล่วงหน้า ทำให้การสอนบรรลุจุดหมาย
2. ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับครูผู้สอนท2ีไม่มีประสบการณ์ ได้เกิดความเข้าใจ
ในกระบวนการสอน สามารถดำเนินการสอนได้ด้วยดีและถ้าเกิดกรณีจำเป็นต้องเปล2ียนแปลงตัว
ผู้สอนหรือครูสอนแทนอย่างกะทันหันก็จะไม่กระทบผู้เรียนจนเกินไป
3. ช่วยให้การสอนของครูเป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตรเหมาะสมกับผู้เรียนและ
สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและชุมชนอยู่เสมอ
9
4. ช่วยให้ผู้บริหาร ผู้นิเทศครู รู้ลู่ทางท2ีจะแนะนำ ตลอดจนให้ความร่วมมือ
สนับสนุนด้วยประการต่าง ๆ
5. ทำให้การประเมินผลสัมฤทธิVทางการเรียนรู้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ท2ีวางไว้
ช่วยให้ครูวินิจฉัยจุดอ่อนของนักเรียนท2ีควรจะได้รับการแก้ไข และจุดเด่นท2ีควรจะได้รับการ
เสริมสร้างต่อไป นอกจากนี5ยังช่วยให้ครูเห็นภาพการทำงานของตนเองได้เด่นชัดขึ5น
1.3 ประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้
1. ทำให้เกิดการวางแผนวิธีสอน วิธีเรียนท2ีมีความกว้างยิ2งขึ5น เพราะเป็นการ
ผสมผสานของเนื5อหาสาระ และจุดประสงค์การเรียนรู้จากหลักสูตรผสมกับหลักจิตวิทยาการศึกษา
หรือนวัตกรรมการเรียนใหม่ๆ ผสมกับปัจจัยอำนวยความสะดวกของโรงเรียนและสภาพปัญหา
ความสนใจ ความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครองและทรัพยากรในท้องถิ2น
2. ช่วยให้ครูมีคู่มือของตนท2ีทำโดยตนเองไว้ล่วงหน้า เพ2ือให้เกิดความสะดวกใน
การจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ ตรงเจตนารมณ์ของหลักสูตร ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้วัดผลการ
เรียนรู้ได้ครบถ้วนสอดคล้องกับระยะเวลา จำนวนคาบ จำนวนช2ัวโมงท2ีมีจริงในแต่ละภาคเรียน
นัน2 คือสอนให้ครบถ้วนและทันเวลา
3. เป็นผลงานทางวิชาการอย่างหนึ2ง ท2ีแสดงว่า ชำนาญพิเศษ หรือเช2ียวชาญ
การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ2งสามารถเผยแพร่เป็นตัวอย่างการวางแผนท2ีดีให้ครูทัว2 ไป
4. ถ้าผู้สอนติดธุระจำเป็น ไม่ได้สอนด้วยตนเอง แผนการจัดการเรียนรู้ท2ีดีจะช่วย
ให้ครูผู้สอนแทนสามารถสอนได้ดีเช่นกัน
1.4 ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ทดี ี
เม2ือแผนการจัดการเรียนรู้มีความสำคัญ และมีประโยชน์อย่างยิ2งต่อครูท2ีจะนำมาใช้เป็น
เคร2ืองมือในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นท2ีจะต้องคำนึงถึงลักษณะ
ของแผนการจัดการเรียนรู้ที2ดี ที2เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้
วัลลภ กันทรัพย์ ( 2534 : 3 ) อ้างจาก นคร บุญมา ( 2547: 14 ) กล่าวว่า
“ในการส่งเสริมให้มีการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ท2ีสอดคล้องกับจุดเน้นและแนวการใช้หลักสูตร
ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 นั5น” กรมวิชาการได้ให้ข้อเสนอแนะว่าแผนการจัดการเรียนรู้ท2ีดี ควรมี
ลักษณะ 4 ประการ ต่อไปนี5
1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ท2ีมีกิจกรรมท2ีให้ผู้เรียน ได้ลงมือปฏิบัติให้มากท2ีสุด
โดยครูเป็นผู้คอยชี5แนะส่งเสริมหรือกระตุ้น ให้เกิดกิจกรรมท2ีผู้เรียนดำเนินการเป็นไปตามความมุ่ง
หมาย
10
2. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที2เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบคำตอบ หรือกระทำ
การสำเร็จด้วยตนเอง โดยครูพยายามลดบทบาทจากผู้บอกคำตอบ มาเป็นผู้คอยกระตุ้นด้วยคำถาม
หรือปัญหา โดยให้ผู้เรียนคิดแก้ปัญหาหรือแนวทางไปสู่ความสำเร็จด้วยตนเอง
3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ท2ีเน้นกระบวนการ มุ่งให้ผู้เรียนรับรู้หรือนำ
กระบวนการไปใช้จริง
4. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ท2ีส่งเสริมการใช้วัสดุอุปกรณ์ ท2ีสามารถจัดหาได้ใน
ท้องถิ2น หลีกเล2ียงการใช้วัสดุสำเร็จรูปราคาสูง
“ หากแผนการจัดการเรียนรู้ท2ีครูผู้สอนจัดได้ลักษณะดังกล่าวนี5 ก็เป็นท2ีคาดหวังว่าการเรียน
การสอนตามหลักสูตรการศึกษาข5ันพื5นฐาน พ.ศ. 2544 จะดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นำผู้เรียนไปสู่ความสำเร็จตามจุดหมายของหลักสูตร ”
2. เอกสารเกียวกับกระบวนการเรียนรู้
เน2ืองจากเร2ืองของการเรียนรู้ เป็นเร2ืองท2ีมีความสำคัญและละเอียดอ่อนมาก จากการท2ีได้ศึกษา
จากเอกสารต่าง ๆ พบว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ เริ2มต้นมาตั5งแต่การเริ2มปฏิสนธิไปจนกระทัง2 เสียชีวิต
2.1 การเรียนรู้
เป็นเร2ืองเก2ียวกับกิจกรรมต่างๆ ท2ีเด็กได้กระทำ การเรียนของเด็กต้องการฝึกหัดทดลอง เพ2ือ
เปล2ียนแปลงพฤติกรรม ซึ2งมีผลทำให้เกิดการเปล2ียนแปลง โครงร่างของร่างกาย และพฤติกรรมของ
เด็กอีกด้วย การเรียนรู้จะสมบูรณ์หรือไม่ มีผลมาจากการฝึกหักฝึกฝน และมีความมุ่งหมายของการ
เรียนนั5น ๆ ด้วย จึงจะให้ผลการเรียนดีขึ5นหรือไม่
เด็กวัยนี5คิดเหตุผลเชิงนามธรรมเหมือนผู้ใหญ่คิดแบบตั5งสมมติฐานได้ ครูต้องเปิดโอกาสให้
เด็กได้ซักถาม แสดงความคิดเห็นและสอนให้ค้นพบด้วยตนเอง
ดังน5ันจึงสรุปได้ว่าการเรียนรู้ จะมีผลการเรียนดีขึ5น เม2ือเด็กสัมผัส ได้ฝึกฝน ได้ทำเอง
ได้คิดเอง ได้แก้ปัญหาเอง มีทุกกระบวนการท2ีกล่าวมาแล้ว จึงจะสามารถตอบสนองความต้องการ
ความสนใจ และการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างครบถ้วน
2.2 การจัดการเรียนรู้
มนุษย์เป็นทรัพยากรท2ีมีค่ายิ2ง การจัดการศึกษาจะต้องให้ความสำคัญกับผู้เรียน ตั5งแต่การ
วางรากฐานพัฒนาการของชีวิตตั5งแต่แรกเกิด การพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถด้านต่าง ๆ
ท2ีจะดำรงและประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุข มีคุณภาพชีวิตท2ีดี
การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั5นพื5นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนในลักษณะองค์รวม
มีความสมดุลทั5งด้านจิตใจ ร่างกาย ปัญญาและสังคม ในทุกช่วงชั5นของการจัดการศึกษา
11
ให้ผู้เรียนมีความสามารถในการพัฒนาตนเองตามเป้าหมายและวิธีการที2วางไว้ให้มีความพึงพอใจใน
ความสุขของสถานะท2ีตนเองดำรงอยู่ในช่วงหกปีแรก เน้นการฝึกปฏิบัติให้ผู้เรียนพึ2งตนเองมีความ
รับผิดชอบ มีวินัย และการมีส่วนร่วม สำหรับในช่วงหกปีหลังจะให้ความสำคัญกับความรู้และทักษะ
มุ่งพัฒนาผู้เรียน มีความสามารถทางอารมณ์ ( Emotion Ability ) หรือความฉลาดทางอารมณ์
( Emotion Intelligence ) ซึ2งเป็นสิ2งจำเป็นต่อการใช้ชีวิต โดยมุ่งปลูกฝังตั5งแต่เด็กๆให้มีความเข้าใจ
ตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อ2ืน และสามารถแก้ไขข้อขัดแย้งทางอารมณ์อันนำไปสู่การยกระดับจิตใจ มี
ความสุขอย่างท2ีควรจะเป็น และสามารถท2ีจะเผชิญกับการเปล2ียนแปลงต่าง ๆ ได้ นอกจากนี5ยังมุ่งเน้น
ให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของตนเอง ( Self esteem ) ด้วยการสร้างภาพพจน์ด้านบวกให้กับตัวเอง โดยใช้
พลังคำพูด ( การใช้คำพูดดี ๆ กับตัวเองและการรับฟังคำพูดดีๆจากผู้อ2ืน ) พลังจินตนาการ
(จินตนาการของคนเรามีความสัมพันธ์อย่างยิง2 กับการเปล2ียนแปลงภาพพจน์ตัวเอง)
ภวังค์แห่งการเรียนรู้ ( Trance ) หรือภวังค์แห่งสมาธิ ( จะเกิดขึ5นเม2ือสมองของคนเราส่งคล2ืน
สมองแอลฟาออกมาในสภาวะนั5นจะมีจิตใจสงบเยือกเย็นสมดุลแต่มีความต2ืนตัวพร้อมท2ีจะทำ
กิจกรรมใด ๆ ของชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถจะรับข้อมูลใหม่ ๆ เข้ามาได้อย่างรวดเร็ว
การเปล2ียนแปลงภาพพจน์ของตัวเองเป็นไปอย่างง่ายดายและรวดเร็วท2ีสุด ) พลังสติหรือพลังสมาธิ
( คือสภาวะท2ีจิตใจของเราเป็นหนึ2งเดียว ในการจดจ่อกับสิ2งท2ีทำในปัจจุบัน ทำให้ประสิทธิภาพใน
การทำภารกิจใด ๆในชีวิตเป็นไปได้สูงสุด ) พลังแห่งความรัก ( เป็นพลังด้านบวกท2ีทำให้ชีวิตสดใส
หรือเป็นจุดเริ2มต้น และเป็นจุดปลายทางของชีวิตท2ีมีความสุข )
ในการพัฒนาด้านปัญญามุ่งปลูกฝังและพัฒนาการคิดของผู้เรียนให้มีคุณภาพหรือมี
ความสามารถใน การคิดระดับสูง คนที2มีคุณภาพการคิดที2ดี จะมีสมรรถสมองที2ดี หรือผู้มี
สมรรถภาพทางสมองท2ีจะมีผลิตของการคิดท2ีดี ดังนั5นการจัดการศึกษาเพ2ือพัฒนาคุณภาพการคิด
จะต้องพัฒนาหรือส่งเสริมสมรรถภาพสมองควบคู่กับวิธีการคิด (กระบวนการทางสมอง)
ในการพัฒนาสมรรถภาพสมอง ต้องจัดให้มีระบบความพร้อมทางสมองเพื2อให้ผู้เรียนมีการ
พัฒนาสมองทั5งด้านซ้ายและด้านขวา และกระตุ้นส่งเสริมให้สมองทั5งสองด้านของผู้เรียนได้ทำงาน
อย่างมีสมดุล ซึ2งจะทำให้การเรียนรู้ถึงขีดสุดศักยภาพของมนุษย์ ได้มนุษย์ท2ีสมบูรณ์แบบ
การปลูกฝังหรือการพัฒนาการคิดต้องเริ2มตั5งแต่นักเรียนเข้าสู่สถานศึกษาเพราะผู้เรียนมี
ธรรมชาติของการอยากรู้ อยากเห็นสูงอยู่แล้ว ถ้าผู้เรียนได้รับการกระตุ้นส่งเสริมตั5งแต่เริ2มต้นก็จะ
เป็นการช่วยพัฒนาทางการคิดท2ีมีอยู่ในตัวให้ก้าวหน้าขึ5น สู่ขีดสูงสุด เป้าหมายของการพัฒนา
ความสามารถทางการคิดท2ีต้องการให้เกิดขึ5นในผู้เรียน คือ การคิดไตร่ตรอง ( Reflective Thinking )
การคิดสร้างสรรค์ ( Creative Thinking ) และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ( Critical Thinking )
12
หากสามารถพัฒนาการคิดท5ัง 3 ด้านดังกล่าวให้เกิดขึ5นในผู้เรียน ก็จะนำสู่การเกิดโครงสร้าง
กระบวนการคิด ( Metacognative Thinking ) ของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียน มียุทธศาสตร์การคิดของ
ตนเอง สามารถกำกับและควบคุมกระบวนการคิด
หลักสูตรการศึกษาขั5นพื5นฐาน เน้นกระบวนการเรียนรู้ด้วยสมอง ด้วยกาย และด้วยใจให้
ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ผ่านกระบวนการคิดด้วยตนเองโดยการเช2ือมกับธรรมชาติ จินตนาการ ความ
งาม ปัญญาและฐานความจริง เพื2อให้สามารถสะสมองค์ความรู้ และพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์
กระบวนการเรียนรู้จะเกิดขึ5นได้อย่างมีพลัง เม2ือผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีพลัง เม2ือผู้เรียนได้เรียนรู้อย่าง
มีส่วนร่วม ( Participatory Learning ) อยู่ในสภาพแวดล้อมท2ีเอื5ออำนวยต่อการสร้างสรรค์ด้วย
ตนเอง และมีโอกาสในการเลือก ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสเห็นงานของตนเอง ทำให้มีความหมาย และ
สร้างความพึงพอใจ เป็นแรงจูงใจท2ี ทำให้ผู้เรียนได้รับความรู้ใหม่มากยิง2 ขึ5น
กระบวนการเรียนการสอนใช้มาตรฐานและตัวบ่งชี5ความสำเร็จ ( Benchmark ) เป็นเป้าหมาย
การพัฒนาผู้เรียน เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียน
- มีส่วนร่วมตัดสินใจในการวางแผนการเรียนและประเมินผลการเรียนของตน
- แสดงออกอย่างอิสระ เพ2ือได้สร้างสรรค์ท2ีมีคุณภาพทั5งในรูปโครงงานและกิจกรรมต่างๆ
- เป็นผู้ปฏิบัติ เรียนรู้จากสภาพจริง มีประสบการณ์ตรง สัมพันธ์กับธรรมชาติ
และสิ2งแวดล้อม ฝึกหัดสร้างความเป็นชุมชน ฝึกการจัดการ การติดต่อส2ือสารการอยู่ร่วมกัน
ฝึกสมาธิ ฯลฯ.
- ทำงานเป็นทีมมากท2ีสุด การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ การทำงานร่วมกันด้วย
ความสุขและสร้างสรรค์
- เรียนรู้จากรอบตัวและโลกกว้าง
การสอนมุ่งเน้นการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้
มีการบูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้และข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้มากท2ีสุด เพ2ือให้ผู้เรียนเห็น
ความเช2ือมโยงท2ีเป็นระบบ มีการจัดบรรยากาศด้านกายภาพ และด้านจิตใจท2ีเอื5อต่อการเรียนรู้ มีการ
เสริมแรงทางบวกให้ผู้เรียนมีการบันทึกการเรียนรู้เพ2ือช่วยให้เรียนรู้ตนเองมากขึ5น เกิดการพัฒนาคิด
ไตร่ตรองและโครงสร้างกระบวนการคิด ฝึกให้ผู้เรียนมีการวางแผนการเรียน มีการประเมินตนเอง
อันจะนำไปสู่การพัฒนาตนเอง มีการวิเคราะห์จุดอ่อนของผู้เรียน เพ2ือผลักดันให้ผู้เรียนก้าวหน้า
รวมทั5งฝึกฝนให้ผู้เรียนได้ใช้เทคโนโลยีเป็นเคร2ืองมือการเรียนรู้
หลักสูตรการศึกษาขั5นพื5นฐานให้ความสำคัญกับโครงงาน ซึ2งผู้เรียนจะต้องทำทั5งโครงงาน
ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้และข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ อาจเป็นโครงงานเด2ียวหรือโครงงานท2ีทำเป็น
13
กลุ่ม ผู้เรียนจะต้องเป็น ผู้เริ2มต้นคิด ลงมือทำ เม2ือมีปัญหาท2ีต้องหาทางแก้ปัญหา มีการทำรายงาน
และเสนอผลงานของนักเรียนเอง ผู้สอนต้องคอยช่วยแนะนำ ให้ผู้เรียนทำด้วยความสนุกเป็น
ธรรมชาติ การเรียนการสอนต้องมีการบูรณาการทั5งในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ( Intradisciplinary ) และ
บูรณาการข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ( Interdisciplinary ) การบูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ทำ
ให้ผู้เรียนเห็นความเช2ือมโยงและความสัมพันธ์ระหว่างความคิด ทักษะและแนวคิดภายในสาระ
การเรียนรู้ สามารถท2ีจะสร้างรูปแบบการคิดท2ีหลากหลายยิง2 ขึ5น สำหรับการบูรณาการข้ามกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมหรือการงาน เพ2ือสร้างความหมาย ด้วยการใช้
ประสบการณ์ของตนเอง พร้อมกับการปรับการเช2ือมโยงต่อเน2ืองระหว่างความคิดต่าง ๆ ไปใน
ขณะเดียวกัน การบูรณาการระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนต้องใช้กรรมวิธีท2ี
หลากหลาย ในการเช2ือมต่อระหว่างการเรียนและช่วยให้นักเรียนสามารถรวบรวมข้อมูลในลักษณะ
ภาพรวม แทนการแยกเป็นส่วน การเรียนจะเน้นท2ีศูนย์รวม ห้องเรียนจะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์
ห้องปฏิบัติการ ศูนย์คอมพิวเตอร์ ห้องสมุด ฯลฯ
ศรีเรือน แก้วกังวาล ( 2530, 2539 ) อ้างใน มงคล ชัยมงคล ( 2544 : 120 ) ได้สรุปเร2ือง
ของการเรียนรู้ท2ีได้ศึกษามาว่า “เร2ืองของหลักการของการเรียนรู้นั5นผู้สอนมีความจำเป็นท2ีจะต้อง
ทำการศึกษารายละเอียดต่าง ๆ เป็นจำนวนมากเพ2ือรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของผู้เรียนเก2ียวกับเร2ืองท2ี
ผู้สอนต้องรู้และรู้จัก จำนวน 23 เร2ืองเป็นอย่างน้อย ได้แก่
1. รู้จักปรมาจารย์
2. รู้ความต้องการ
3. รู้ตัณหา
4. รู้มโนธรรม
5. รู้ความปรารถนา
6. รู้ลักษณะนิสัย
7. รู้อนาคต
8. รู้เหตุผล
9. รู้อุดมคติ
10. รู้จักการอบรมเด็ก
11. รู้ปัญหาของคนรอบข้าง
12. รู้จักการแยกแยะ
13. รู้สภาวะแวดล้อม
14
14. รู้ประวัติเด็ก
15. รู้ถึงอุดมคติแห่งสุขภาพจิต
16. รู้ถึงการเปลี2ยนแปลงเป็นนิจ
17. รู้จิตวิทยาสองฟาก
18. รู้จักการศึกษาคนแบบองค์รวม
19. รู้จักตัวตน
20. รู้จักการพัฒนาบุคลิกภาพที2พึงประสงค์
21. รู้จักเรื2องของ Need
22. รู้จักเรื2องของเทรท ( TRAKTS )
23. รู้จักการศึกษาบุคลิกภาพอย่างมีระบบด้วยวิธีทางสถิติ”
2.3 บุคลากรทเีกียวข้อง
การนำหลักสูตรการศึกษาขั5นพื5นฐานไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพนั5นผู้เก2ียวข้องจะต้องเข้าใจ
บทบาทหน้าท2ีของตน และต้องปฏิบัติตามบทบาทหน้าท2ีนั5น
ผู้เรียนต้องมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเองเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้อย่าง
กระตือรือร้น ผู้สอนคือผู้จัดการต้องวางแผนการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ แนะนำ
และช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ ช่วยตกแต่งความรู้ของผู้เรียนให้สมบูรณ์ ให้เรียนอย่างมี
ความสุข มีอิสระภาพ ให้ความรัก ให้ความมัน2 คง ให้ข้อมูลย้อนกลับทางทรัพยากร การเรียนรู้
และสร้างสรรค์สิ2งแวดล้อมการเรียนรู้
ผู้บริหารจะต้องสร้างให้บุคลากรทางการศึกษา ศึกษาความตระหนักให้บุคลากรใน
สถานศึกษามุ่งมัน2 ในคุณภาพและบริหารจัดการให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ผู้เรียนมี
คุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั5นพ5ืนฐานท2ีกำหนดไว้ในแต่ละช่วงชั5น
ผู้ปกครอง มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา รวมทั5งมีบทบาทในการกำกับดูแล
การจัดการศึกษาของสถานศึกษา
คณะกรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมในการจัดทำธรรมนูญของสถานศึกษา เพ2ือพัฒนา
คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุน กำกับดูแลการจัดการศึกษา ของ
สถานศึกษา
15
2.4 มาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้
ส่วนกลางจะกำหนดมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ และตัวบ่งชี5ความสำเร็จของช่วงชั5นปีท2ี
1-3, 4 - 6, 7 - 9 และ 10 -12 ทั5ง 8 กลุ่ม จากมาตรฐานการศึกษาขั5นพ5ืนฐาน
หลักสูตรฉบับนี5เปิดโอกาสให้สถานศึกษาได้พัฒนาหลักสูตรเองโดยการจัดสรร การเรียนรู้
รายปีและรายภาคเรียนจากมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้และตัวบ่งชี5ความสำเร็จ สามารถท2ีจะบริหาร
จัดการในเร2ืองเวลา การจัดประสบการณ์ การกำหนดหน่วยกิต ของสาระการเรียนรู้รายภาคเรียน
โดยให้คณะกรรมการสถานศึกษาเป็นผู้อนุมัติสาระการเรียนรู้รายภาคเรียน/รายปีที2สถานศึกษาเป็น
ผู้จัดทำ
2.5 เครือข่ายการเรียนรู้
เพ2ือให้ผู้เรียนได้ขยายขอบฟ้าของความรู้ จึงมุ่งเน้นเครือข่ายการเรียน บ้าน โรงเรียน
ชุมชน สังคม และโลก
2.6 สือการเรียนการสอน
สื2อการเรียนการสอนที2ใช้ในโรงเรียนให้สถานศึกษาเป็นผู้ดำเนินการที2จะจัดทำและเลือกใช้
ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการสถานศึกษา
2.7 การประเมินผลการเรียน
ในการประเมิลผลการเรียน จะประเมินตามมาตรฐานตัวบ่งชี5ความสำเร็จท2ีใช้เป็นเป้าหมายใน
การพัฒนาผู้เรียน
- กระบวนการประเมิลผลจะทำควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอน
- ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียนรู้ของตน
- ใช้วิธีการประเมินจากสภาพจริง ใช้แฟ้มสะสมงาน การประเมินตนเองของผู้เรียน
การบันทึกเก2ียวกับผู้เก2ียวข้อง เป็นต้น
- สถานศึกษาเป็นผู้ประเมินผลการเรียน ภายใต้การกำกับของ คณะกรรมการสถานศึกษา
2.8 การกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินและรายงาน
ในการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินและรายงาน
- มีเครือข่ายกำกับ ติดตามตรวจสอบ ประเมินและรายงานการใช้หลักสูตร
- ทุกกลุ่มทุกฝ่ายในสังคมมีส่วนร่วม ในรูปคณะกรรมการ
- มีการประเมินคุณภาพการศึกษา ในชั5นปีท2ี 3, 6, 9 และ 12 โดยองค์กรระดับจังหวัด
- องค์การส่วนกลางและองค์กรระดับจังหวัด ประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ
16
- นำผลประเมินคุณภาพการศึกษาไปใช้ในการแทรกแซง เพ2ือให้เกิดการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาของจังหวัด รวมถึงการกำหนดนโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
3. สือการเรียน-การสอน
3.1 ความหมายของสือการสอน
คำว่า “ส2ือการสอน” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Instuction Media แยกคำนี5ออกได้ 2 คำ
คือ ส2ือ ( Medium หรือพหูพจน์เป็น Media ) อีกคำหนึ2งคือ การสอน
ส2ือ หมายถึง ตัวกลางท2ีจะให้สิ2งหนึ2งเดินทางจากต้นตอไปยังจุดหมายปลายทาง ส2ือเป็น
ตัวกลางหรือเป็นตัวเช2ือมคำระหว่างจุดหมายปลายทางทั5งสองข้าง
การสอนนั5น เป็นการกระทำของครูเพ2ือจะให้การเรียนรู้ในตัวผู้เรียน การสอนก็คือ การส่งสาร
ไปยังผู้เรียน แต่การส่งสารนั5นจะต้องมีพาหนะหรือส2ือนำสารไป ส2ือนำสารลักษณะเช่นนี5เรียนว่า
สื2อการสอน
ส2ือการสอน หมายถึง วัสดุอุปกรณ์ และกิจกรรมท2ีใช้เป็นส2ือกลางให้ผู้สอนส่งหรือ
ถ่ายทอดเนื5อหาวิชาไปยังผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.2 ประเภทของสือการสอน
เอ็ดการ์ เดล ได้แบ่งส2ือการสอนออกเป็น 11 ประเภท คือ
1. การกระทำจริงกับสภาพท2ีเป็นจริงด้วยจุดมุ่งหมายของผู้กระทำ
2. ประสบการณ์จำลอง สิ2งพวกนี5ได้แก่ สถานการณ์จำลอง หุ่นจำลอง
3. ประสบการณ์นาฏการ เช่น ละครการแสดงในรูปต่าง ๆ
4. การสาธิต เป็นการแสดงการกระทำด้วยวิธีต่าง ๆ เพ2ือให้ผู้เรียนดูหรือสังเกต
5. การทัศนศึกษานอกสถานที2
6. นิทรรศการ เป็นการดูของจริงท2ีนำมาตั5งแสดงเอาไว้
7. โทรทัศน์ ดูจากรายการโทรทัศน์
8. ภาพยนตร์ ภาพยนตร์มีความเป็นรูปธรรมท2ีน้อยกว่าโทรทัศน์ ตรงกับ
ความรู้สึกของผู้รับประสบการณ์ ผู้ชมภาพยนตร์เกิดความรู้สึกว่า ภาพยนตร์มีความใหม่สดน้อยกว่า
โทรทัศน์
9. พวกภาพนิ2งและเสียงทั5งหลาย พวกนี5ได้แก่ ภาพนิ2ง ฟิล์มสคริป ภาพโปร่งใส
ภาพทึบ เทปบันทึกเสียง แผ่นเสียงรายการวิทยุ
10. ทัศนสัญญลักษณ์ เช่น แผนภาพ แผนสถิติ แผนท2ี ไดอะแกรม การ์ตูน
ภาพล้อ และสัญลักษณ์ต่าง ๆ
17
11. วจนสัญญลักษณ์ ได้แก่ข้อความท2ีเป็นสิ2งขีดเขียน หรือคำพูดจากปากคนพูด
สือการสอนอาจแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. วัสดุ หมายถึงสิ2งท2ีช่วยสอนท2ีมีการผุพังสิ5นเปลือง เช่น ชอล์ก ภาพถ่าย
ภาพนิ2งฯลฯ
2. อุปกรณ์ หมายถึงสิ2งช่วยสอนท2ีคงสภาพไม่เปล2ียนรูปทรง เช่น กล้องถ่ายภาพ
กระดาน เคร2ืองฉายต่าง ๆ
3. กระบวนการและวิธีการ ได้แก่ การจัดระบบการสาธิต การทดลอง และ
กิจกรรมต่างๆโดยเฉพาะกิจกรรมท2ีครูจัดขึ5น และนักเรียนปฏิบัติ
3.3 ลักษณะของสือการสอน
ส2ือการสอนท2ีดี มีลักษณะดังนี5
1. เหมาะสม สอดคล้องกับเนื5อหาและวัตถุประสงค์ท2ีกำหนดให้
2. เหมาะสมกับวัย และความสามารถของผู้เรียน
3. ให้ความรู้แก่ผู้เรียนเป็นขั5นตอนจากง่ายไปหายาก
4. ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เร็วและประหยัดเวลา
5. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการผลิต การใช้ และการประเมินผลส2ือ
6. เร้าความสนใจของผู้เรียนสามารถตอบสนองได้ทันที
7. ส่งเสริมเจตคติท2ีดีต่อเนื5อหาท2ีสอน
8. มีความประณีต ขนาดพอเหมาะ และมีความชัดเจน
9. ใช้คุ้มค่า คุ้มเวลาและแรงงาน
10. ส2ือท2ีดีควรผ่านการทดลองใช้ และแก้ไขปรับปรุงก่อนนำไปใช้จริง
การผลิตส2ือการเรียนการสอนนั5นไม่ควรพิจารณาเฉพาะส2ือเพียงอย่างเดียวเพราะส2ือเป็น
องค์ประกอบหนึ2งท2ีสัมพันธ์กับองค์ประกอบอ2ืน ในกระบวนการเรียนการสอน ดังนั5นการผลิตส2ือ
อย่างเป็นระบบ จะช่วยอธิบายให้เห็นขั5นตอนการดำเนินงานและสามารถตรวจสอบขั5นตอนการผลิต
ส2ือการเรียนการสอนได้อย่างชัดเจน
3.4 บทบาทของสือการสอน
เอดการ์ เดล ได้กล่าวถึงหน้าท2ีของส2ือ ดังต่อไปนี5
1. ลดการพูดตอบสนอง โดยไม่เข้าใจความหมาย หรือมีความเข้าใจอย่างแท้จริง การใช้ส2ือซึ2ง
มีความเป็นรูปธรรม จะช่วยให้เกิดพ5ืนฐานท2ีเป็นรูปธรรม สำหรับการสร้างความคิดรวบยอดทำให้ได้
ความคิดรวบยอดที2มีความหมาย
18
2. ทำให้การเรียนรู้มีความถาวรส2ือส่วนมากมีความชัดเจนมีอำนาจในการประทับความทรงจำ
3. เพิม2 ความสนใจและความรู้สึกมีความเก2ียวข้องผูกผันมากขึ5น
4. กระตุ้นให้ผู้เรียนมีกิจกรรมของตนเอง
5. กระตุ้นความสนใจท2ีมีอยู่ให้เกิดขึ5นเป็นการกระทำในทางท2ีต้องการ ส2ือนั5นมีผล มีพลังมากท2ี
จะกระตุ้นให้คนเอาความสนใจท2ีมีอยู่ มาเกิดเป็นการกระทำได้
6. พัฒนาความต่อเน2ืองของความคิด เน2ืองจากส2ือสร้างความสนใจได้มาก และเป็นสิ2งท2ีเข้าใจ
ง่ายทั5งสองอย่างประกอบกัน ทำให้นักเรียนสนใจติดตามลำดับของเนื5อหาท2ีนำมานำเสนอในรูปของ
รูปธรรม
7. สร้างและพัฒนาความหมายของศัพท์ต่าง ๆ
8. ขยายพิสัยของประสบการณ์
9. สอนอย่างมีประสิทธิภาพ
10. เพิม2 พูนให้แก่ความหลากหลายท2ีเป็นประโยชน์ทำให้กิจกรรมในการสอนมีความแปรเปล2ียน
11. ปรับปรุงส่งเสริมประสิทธิภาพของส2ืออ2ืนให้ดีขึ5น
3.5 หลักการผลิตสือการเรียนการสอน
การผลิตส2ือการเรียนการสอน ควรคำนึงถึงหลัก 3 ประการ ดังนี5
1. ต้องรู้เป้าหมายแน่ชัดว่า ต้องการส2ือความหมายเร2ืองอะไร
2. ต้องการนำสื2อไปใช้ประกอบการสอนด้วยวิธีใด
3. นำสื2อไปใช้ตอนใดของกระบวนการเรียนการสอน
3.6 ขั,นตอนการผลิตสือการเรียนการสอน
ขั5นท2ี 1 การศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาเก2ียวกับส2ือการเรียนการสอน เพ2ือเป็นแนวในการ
กำหนดส2ือท2ีควรจัดทำการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหา อาจทำได้หลายทาง ดังนี5
1. ศึกษาแผนการสอนว่ามีเนื5อหาใดบ้างท2ียังไม่มีส2ือการเรียนการสอน ให้นำเนื5อหาเหล่านั5น
มาจัดลำดับความสำคัญว่าควรจัดทำส2ือของเนื5อหาใดก่อน
2. ศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้ ว่าแต่ละกลุ่มประสบการณ์มีจุดประสงค์ใดบ้าง ท2ีนักเรียน
ส่วนใหญ่ไม่ผ่านแล้วจัดลำดับจุดประสงค์ท2ีเป็นปัญหาของแต่ละกลุ่มประสบการณ์ไว้
3. ศึกษาสภาพส2ือการเรียนการสอนท2ีมีอยู่ว่าส2ือใดชำรุดสูญหาย หรือไม่สอดคล้องกับเนื5อหา
หรือกิจกรรมการเรียนการสอนในปัจจุบันควรปรับปรุงหรือผลิตขึ5นใหม่ การศึกษาสภาพปัจจุบันอาจศึกษาเพียง
แนวทางเดียวหรือทั5ง 3 แนวทางก็ได้ แล้วนำข้อมูลทั5งหมดมาจัดลำดับความสำคัญไว้ ดังนั5นในขั5น
นี5จะได้เนื5อหา / จุดประสงค์ เป้าหมาย ท2ีต้องจัดทำส2ือการเรียนการสอน
19
ขั5นท2ี 2 การวิเคราะห์ข้อมูล โดยพิจารณาทั5งเนื5อหา จุดประสงค์ ผู้เรียนและส2ือ ด้วยวิธีต่อไปนี5
1. วิเคราะห์เนื5อหาและจุดประสงค์ ถ้าในขั5นท2ี 1 กำหนดเนื5อหาท2ีจะจัดทำส2ือไว้ให้นำเนื5อหา
นั5นมาพิจารณาว่า สัมพันธ์กับจุดประสงค์ใดบ้าง ในทำนองเดียวกัน ถ้าในขั5นท2ี 1 กำหนดจุดประสงค์
การเรียนรู้ท2ีเป็นเป้าหมายในการจัดทำส2ือไว้ ก็ต้องพิจารณาว่าจุดประสงค์นั5นสัมพันธ์กับเนื5อหาใดบ้าง
2. วิเคราะห์ผู้เรียนโดยศึกษาพัฒนาการของผู้เรียนและจิตวิทยาการเรียนรู้ ตลอดจนสังเกต
พฤติกรรมเพ2ือจะได้ทราบสิ2งท2ีผู้เรียนสนใจ
3. วิเคราะห์ทฤษฎีทางการสอน และจิตวิทยาการเรียนรู้ เพื2อจะได้นำแนวคิดมาใช้ในการผลิต
สื2อการเรียนการสอน
4. วิเคราะห์ส2ือการเรียนการสอน เพ2ือคัดเลือกว่าส2ือประเภทใดเหมาะสมกับเนื5อหา และ
จุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ2งรวมถึง วัสดุอุปกรณ์ และเทคนิควิธีการต่าง ๆ ท2ีจะใช้ในการถ่ายทอด
เนื5อหาไปยังผู้เรียน เม2ือวิเคราะห์เนื5อหา วิเคราะห์ผู้เรียนและวิเคราะห์ส2ือการเรียนการสอนแล้วในขั5นนี5
ผู้ผลิตสามารถกำหนดประเภทของส2ือท2ีจะจัดทำให้สอดคล้องกับเนื5อหาและเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน
ขั5นท2ี 3 การวางแผนการผลิตส2ือการเรียนการสอนได้แก่ การกำหนดจุดประสงค์ เชิงพฤติกรรม
กิจกรรมรายคาบเรียน ส2ือท2ีจะใช้ในแต่ละกิจกรรม ส2ือ จัดหาวัสดุอุปกรณ์คิดวิธีการผลิตส2ือ กำหนด
ระยะเวลาในการผลิตและเวลาในการใช้สื2อ ตลอดจนงบประมาณที2ใช้ในการผลิตสื2อ
ขั5นท2ี 4 การผลิตและทดลองใช้ส2ือการเรียนการสอน มีแนวทางดังนี5
1. ผลิตส2ือตามท2ีวางแผนไว้ในขั5นท2ี 3
2. ทดลองใช้ส2ือ โดยทดลองกับนักเรียนเป็นรายบุคคล นักเรียนกลุ่มเล็ก ๆ และนักเรียนทั5งชั5น
พร้อมทั5งบันทึกผลการทดลองแต่ละครั5งไว้ แล้วนำผลการทดลองมาปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของส2ือ
ให้มีคุณภาพตามความต้องการ
3. จัดทำคู่มือการผลิตและใช้ส2ือ หลังจากปรับปรุงส2ือให้มีคุณภาพจนเป็นท2ีน่าพอใจแล้วควร
จัดทำคู่มือการผลิตและใช้ส2ือตามขั5นตอนอย่างละเอียด เพ2ือใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้เอง
ขั5นท2ี 5 การนำเอาส2ือการเรียนการสอนไปใช้ ก่อนนำส2ือไปใช้ควรเตรียมการ ดังนี5
1. เตรียมตัวครู ได้แก่ การเตรียมเนื5อหา ทบทวนการจัดกิจกรรมและทดลองใช้เพ2ือให้เกิด
ความคล่องตัวในขณะใช้ส2ือ
2. เตรียมตัวเรียน ได้แก่ การให้ผู้เรียนทราบว่าจะต้องทำกิจกรรมอะไรบ้าง ส2ือท2ีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียน
ได้จับต้อง ลองทำ
3. เตรียมสถานที2หรือห้องเรียนที2จะใช้สื2อ
เม2ือทดลองใช้ส2ือจนได้ผลเป็นท2ีพอใจแล้วจึงนำไปใช้และเผยแพร่ต่อไป
20
ขั5นท2ี 6 การประเมินผลการใช้ส2ือการเรียนการสอน หลังจากการนำส2ือไปใช้แล้วควรมีการติดตามผลและ
ประเมินผลการใช้ส2ือด้วย เพ2ือจะได้ปรับปรุงหรือพัฒนาส2ือให้มีคุณภาพมากขึ5น
3.7 แนวคิดเกียวกับสือการเรียนการสอน
ในทศวรรษท2ีผ่านมาสภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย ได้เปล2ียนแปลงไปอย่างมากมาย และ
รวดเร็ว รูปแบบเหล่านี5เริ2มเห็นได้ชัดเจน จากสภาวะของภาคเกษตรกรรมเริ2มคงตัวและมีแนวโน้มท2ี
จะลดลง ส่วนงานภาคอุตสาหกรรม รวมทั5งการติดต่อกับต่างประเทศขยายตัวมากขึ5น นอกจากนี5
สังคมในชนบทก็ได้เปล2ียนแปลงไปพร้อม ๆ กับความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีท2ี
ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้การดำรงชีวิตของคนในสังคมซับซ้อน และเต็มไปด้วยการแข่งขันเพ2ือ
ความอยู่รอดของชีวิตมากขึ5น
ในการจัดการเรียนการสอนท2ีผ่านมา ครูผู้สอนได้ใช้วิธีการสอนโดยการบรรยายใน
ชั5นเรียนและให้นักเรียนอ่านเนื5อหาจากหนังสือเรียนและทำแบบฝึกหัด ผลปรากฏว่า นักเรียนไม่
สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทั5งนี5ทราบได้จากการตั5งปัญหาซักถามของนักเรียนเม2ือ
อยู่นอกเวลาเรียน รวมทั5งการสุ่มกลุ่มตัวอย่างในรายบุคคล ได้พบว่าพวกเขายังมีข้อสงสัยเก2ียวกับ
เนื5อหา ท2ีนอกเหนือจากการท่องจำอีกมายมาย
จากปัญหาดังกล่าว ครูผู้สอน จึงได้ตั5งสมมติฐานไว้ว่า การเรียนเนื5อหาจากหนังสือเรียนเพียงอย่างเดียว
ไม่เพียงพอต่อการเกิดความเข้าใจท2ีแท้จริงของนักเรียน ด้วยเหตุนี5ครูผู้สอนยังคิดค้นส2ือการเรียนการสอน ดังนี5
1. ต้องเป็นสื2อที2ตรงตามจุดประสงค์ในการสอน
2. ต้องเป็นส2ือท2ีนักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ส2ือนั5น
3. ต้องเป็นส2ือท2ีนักเรียนได้ลงมือทำในกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ส2ือนั5น
4. ส2ือต้องเร้าความสนใจ และช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดี
5. ต้องเป็นส2ือท2ีแปลกใหม่ มีความคิดริเริ2มสร้างสรรค์
6. ผู้เรียนได้ใช้ประสาทสัมผัสในการเรียนรู้ได้หลายทาง ( Multimedia )
สำหรับส2ือท2ีมีลักษณะดังกล่าว ได้แก่อุปกรณ์การทดลอง ใบงานประกอบในการทำกิจกรรม
หุ่นจำลอง ของจริง สไลด์ วีดีทัศน์ รวมทั5ง CAI ท2ีเป็นระบบมัลติมีเดีย
บรูเนอร์ ( Bruner ) อ้างใน นคร บุญมา ( 2547: 36 ) ได้สรุปว่า “บรูเนอร์เป็นนักจิตวิทยา
ได้เขียนหนังสือและสร้างทฤษฎีการสอนขึ5นโดยเสนอว่า การสอนนั5นจะต้องเป็นการให้ผู้เรียนได้เริ2ม
จากประสบการณ์ตรงไปสู่ประสบการณ์ผ่านภาพซึ2งเป็นตัวแทนของประสบการณ์จริง
( Symbol ) เช่น คำ ภาษา การพัฒนาการสอนควรพัฒนาควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนรู้ในการ
จำแนกและบูรณาการ บรูเนอร์ ชี5ให้เห็นว่า สิ2งนี5ประยุกต์ได้กับผู้เรียนทุกผู้ทุกนาม ไม่ใช่เฉพาะกับ
21
เด็กเท่านั5น เม2ือมีการเรียนการสอนเกิดขึ5น ผู้เรียนซึ2งไม่มีประสบการณ์ท2ีเก2ียวข้องกับสิ2งท2ีเรียนอยู่มา
ก่อน การเรียนจะง่ายขึ5นถ้าเป็นไปตามประสบการณ์จริง ไปสู่ประสบการณ์ผ่านส2ือท2ีเป็นภาพ และ
เร2ือยไปจนถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ดังท2ี เฟลมมิ2ง และ เลว2ี ( Fleming & Lewie ) ซึ2งได้ทำการวิจัยพบว่า
ประสบการณ์รูปธรรมจะทำให้ใช้สัญลักษณ์ที2เป็นนามธรรมได้ด้วย
อัลคอร์น ( Alcom ) และคณะสรุปจากประสบการณ์ว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่มักจะจดจำสิ2งท2ี
เรียนได้ ดังนี5
ร้อยละ 10 ของสิ2งท2ีอ่าน
ร้อยละ 20 ของสิ2งท2ีฟัง
ร้อยละ 30 ของสิ2งท2ีเห็น
ร้อยละ 50 ของสิ2งท2ีฟังและเห็น
ร้อยละ 70 ของสิ2งท2ีพูด + อภิปราย
ร้อยละ 90 ของสิ2งท2ีพูด + การกระทำด้วยตนเอง + อภิปราย
จากแนวคิดท2ีกล่าวทั5งหมด สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมให้กับผู้เรียน ควรจัดลำดับตามกรวย
ประสบการณ์ของ เอดการ์ เดล โดยเน้นกระบวนการที2เป็นประสบการณ์ตรงให้มาก
3.8 ประโยชน์และคุณค่าของสือการสอน
อำภา บุญช่วย ( 2537, หน้า 100 -101 ) ได้กล่าวถึงประโยชน์และคุณค่าของส2ือการเรียนการ
สอนไว้ว่า ส2ือโดยทัว2 ไปมีคุณค่าต่อระบบการเรียนการสอน ซึ2งเป็นตัวช่วยให้การถ่ายทอดความรู้หรือ
การศึกษาหาความรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกและรวดเร็ว ซึ2งจะสรุปประโยชน์หรือคุณค่าของ
ส2ือการเรียนการสอนได้ดังนี5
1. ช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์กว้างขวางยิง2 ขึ5น
2. ทำให้บทเรียนเป็นท2ีน่าสนใจ น่าเรียน สนุกสนาน และเพลิดเพลิน
3. ช่วยให้ผู้เรียนจำ ประทับความรู้สึกไว้ได้นาน
4. ทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากสิ2งแวดล้อม
5. ทำให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ร่วมกันและเข้าใจเหมือนกัน
6. ทำในสิ2งท2ีเข้าใจยากให้เข้าใจง่ายยิง2 ขึ5น
7. เป็นการสร้างแรงจูงใจและเร้าความสนใจ
8. ช่วยเสริมสร้างความคิดและการแก้ปัญหาในการเรียนรู้ของนักเรียน
9. สามารถเอาชนะข้อจำกัดต่าง ๆ เก2ียวกับเวลา ระยะทาง และขนาดได้ เช่น
22
9.1 ทำให้สิ2งท2ีเคล2ือนไหวเร็วดูช้าลงเพ2ือศึกษาได้
9.2 ทำให้สิ2งท2ีเคล2ือนไหวช้าดูเร็วขึ5นเพ2ือศึกษากระบวนการเปล2ียนแปลง
9.3 สามารถนำสิ2งท2ีเกิดขึ5นในอดีตมาศึกษาได้
9.4 สามารถย่อสิ2งท2ีใหญ่ให้เล็กลงเพ2ือสะดวกแก่การศึกษา
9.5 ขยายสิ2งท2ีเล็กให้ใหญ่ขึ5น
9.6 ทำให้สิ2งท2ีเป็นนามธรรมเป็นรูปธรรมขึ5น
9.7 สามารถนำสิ2งท2ีอยู่ไกลมาศึกษาได้
3.9 การประเมินประสิทธิภาพของสือการสอน
ส2ือการสอนท2ีครู อาจารย์ ผลิตขึ5นใช้ในโรงเรียนแต่ละหัวเร2ืองนั5นนับว่ามีค่าต่อการจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนอย่างยิง2 ควรจะมีการส่งเสริมให้มีการผลิตให้มาก จนครบทุกเนื5อหา อย่างไรก็ดี เพ2ือ
เป็นหลักประกันว่า ส2ือการสอนท2ีผลิตขึ5นนั5นดีมีคุณภาพ จะต้องผ่านการตรวจสอบและวิเคราะห์
คุณลักษณะท2ีเป็นเกณฑ์ประสิทธิภาพของส2ือการสอนแต่ละประเภทเสียก่อนการประเมินประสิทธิภาพ
ของสื2อการสอน มี 2 ลักษณะ คือ
1. การประเมินโดยผู้ชำนาญการ เป็นการนำส2ือการสอนท2ีผลิตขึ5นไปให้ผู้ชำนาญ
เก2ียวกับส2ือการสอนเป็นผู้ประเมิน ซึ2งมักเป็นคุณลักษณะทางกายภาพ เช่น ความถูกต้องเชิงเนื5อหา
การผลิต การใช้คุณภาพของสื2อ การออกแบบ เป็นต้น ผู้ชำนาญการที2ประเมินอาจจะประกอบด้วย
ผู้ชำนาญด้านเนื5อหา ผู้ชำนาญทางด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา ผู้ชำนาญการในการวัดและ ประเมินผล
2. การประเมินประสิทธิภาพการเรียนรู้ ส2ือการสอนจะมีคุณค่าก็ต่อเม2ือนำไปสอน
นักเรียนแล้ว นักเรียนเกิดการเรียนรู้สูงขึ5นตามเกณฑ์ท2ีประสิทธิภาพกำหนด ดังนั5นการประเมิน
ประสิทธิภาพลักษณะนี5 จึงต้องนำส2ือการสอนไปทดลองใช้กับนักเรียนในระดับท2ีระบุในส2ือการสอน
นั5น การทดลองต้องทำหลาย ๆ ครั5ง และนักเรียนมีจำนวนมากท2ีต่างสภาพแวดล้อมจึงจะได้ผลท2ีเป็น
มาตรฐานทัว2 ๆ ไป
3.10 สือการสอนประเภทต่างๆ
สือการสอนประเภทแผนภาพ
ส2ือการสอนประเภทแผนภาพ เป็นภาพหรือเค้าโครงท2ีเขียนขึ5นเพ2ือช่วยในการอธิบายเร2ืองราวต่างๆ
แผนภาพ ( Charts ) คือ โสตทัศนวัสดุอุปกรณ์ที2แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของข้อเท็จจริง
หรือแนวคิดต่าง ๆ เช่น การแสดงการเปรียบเทียบ แสดงปริมาณท2ีเก2ียวข้องกัน แสดงพัฒนาการ
แสดงขบวนการ แสดงการจำแนกหรือวิเคราะห์ส่วนหรือรายละเอียด เป็นต้น โดยทำเป็นแผนภาพซึ2ง
ประกอบด้วยรูปภาพ สัญลักษณ์และตัวหนังสือเข้าด้วยกนั
23
แผนภาพท2ีดี ควรมีลักษณะ ดังนี5
1. แสดงแนวความคิดเดียว และถูกต้องตามความเป็นจริง
2. มีขนาดใหญ่เห็นได้ชัด
3. สีท2ีใช้ ใช้เพียง 2-3 สี เป็นอย่างมากและใช้เพ2ือเน้นความแตกต่างเท่านั5น
4. ตัวอักษรท2ีใช้ต้องอ่านง่าย ชัดเจน
ประโยชน์ของแผนภาพ
1. ใช้ในการชักนำเข้าสู่บทเรียน
2. ใช้ประกอบการอธิบาย
3. ใช้ในการสร้างปัญหาให้นักเรียนอยากค้นคว้า
4. ใช้ทบทวนและสรุปบทเรียน
แผนภาพท2ีใช้ในการเรียนการสอนทัว2 ไป ควรแสดงเร2ืองราวเพียงเร2ืองเดียว ส่วนมากเป็นแบบ
ง่าย ๆ และชัดเจนโดยมีวิธีการทำ ดังนี5
1. ใช้ดินสอร่างแบบเสียก่อน จะร่างรูปทัว2 ไปอย่างไร
2. ท2ีเป็นรูปหากไม่วาดก็ตัดรูปมาติดแทน
3. ใช้สีเพ2ือแสดงความหมายหรือเน้นความแตกต่าง
4. อักษรท2ีใช้ควรให้เหมาะสมไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป
แผนภาพ เป็นโสตทัศนวัสดุอุปกรณ์ชนิดหนึ2ง ท2ีแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของ
ข้อเท็จจริงหรือแนวความคิดต่าง ๆ เช่น การแสดงการเปรียบเทียบ แสดงปริมาณท2ีเก2ียวข้องกัน
แสดงพัฒนาการ แสดงขบวนการ แสดงการจำแนกหรือวิเคราะห์ส่วนหรือรายละเอียด แสดงโครงการ
ขององค์กรหรือหน่วยงานเป็นต้น โดยทำเป็นแผนภาพ ซึ2งประกอบด้วยรูปภาพ สัญลักษณ์ และ
ตัวหนังสือเข้าด้วยกัน ซึ2งมีหลายประเภทซึ2งจะต้องใช้ให้ถูกต้องและเหมาะสม
สือการสอนประเภทแผ่นโปร่งใส
แผ่นโปร่งใส หมายถึง วัสดุกราฟิกท2ีผลิตขึ5นจากวัสดุโปร่งใส ประเภทพลาสติก หรือ
อาซิเตท มีขนาดประมาณ กว้าง 8 ½ นิ5ว ยาว 10 ½ นิ5ว บางชนิดอาจโปร่งแสง ผลิตได้หลายวิธีได้แก่
การเขียน การถ่ายเอกสาร การถ่ายด้วยความร้อน ฯลฯ ใช้ประกอบกับเคร2ืองฉายแผ่นโปร่งใส
การผลิตแผ่นโปร่งใส
การผลิตแผ่นโปร่งใสกระทำได้หลายวิธี ตั5งแต่วิธีการง่าย ๆ จนถึงวิธีการท2ียุ่งยากซับซ้อน
24
และบางวิธีถ้าผลิตจำนวนมาก ๆ จะทำให้ต้นทุนตํ2ามาก ได้แก่ วิธี ซิลค์สกรีน เป็นต้น จะขอกล่าววิธี
การผลิตแผ่นโปร่งใสเพียง 3 วิธี คือ
1. วิธีเขียน
2. วิธีการถ่ายด้วยเคร2ืองถ่ายเอกสาร
3. วิธีการถ่ายด้วยเคร2ืองถ่ายแผ่นโปร่งใสอินฟาเรด
ในการผลิตแผ่นโปร่งใสต้องมีการวางแผนและเตรียมการ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีการศึกษาอ2ืนๆดังนั5น
ควรพิจารณา ดังนี5
1. แผ่นโปร่งใสท2ีจะทำนั5นตอบสนองวัตถุประสงค์ข้อใด
2. อะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญท2ีจะพิจารณาผู้เรียนให้ศึกษาภาพในภาพโปร่งใสนั5น
3. ได้มีการเตรียมหัวข้อของเนื5อหาท2ีเลือกแล้วหรือยัง
4. แผ่นโปร่งใส เป็นส2ือท2ีดีท2ีสุดจะทำให้บรรลุตามจุดประสงค์ และความเหมาะสมกับ
เนื5อหาแล้วหรือไม่ และควรจะใช้กับส2ืออ2ืนๆ เพ2ือให้ได้ผลมากขึ5นหรือไม่
5. ได้มีการรวบรวมเนื5อหา และร่างเนื5อหาท2ีเป็นแกนของความรู้เพ2ือจะเขียนลงในแผ่น
โปร่งใสแต่ละแผ่นแล้วหรือยัง
การผลิตแผ่นโปร่งใสโดยวิธีเขียน
วัสดุอุปกรณ์ในการเขียน ได้แก่ แผ่นอาซิเตท ขนาด 8 ½ x 10 ½ นิ5ว ปากกาปลายสักหลาด
เขียนแผ่นโปร่งใส กรอบกระดาษแข็ง วิธีทำมีดังนี5
1. เตรียมต้นแบบ โดยการวาดหรือร่างด้วยดินสอบนกระดาษ โดยใช้มาตราส่วน 1 : 1
คือ ถ้าต้องการเขียนแผ่นโปร่งใสออกมารูปแบบใด ก็ควรร่างในกระดาษแบบนั5น
2. วางแผ่นอาซิเตททับบนกระดาษร่างแบบ
3. ใช้ปากกาเขียนตามที2เห็น
4. ใช้ผ้าชุบน5ำหมาด ๆ เช็ดตัวอักษรหรือภาพท2ีไม่ต้องการออก ในกรณีท2ีปากกาท2ีเขียนเป็น
แบบชัว2 คราว และใช้แอลกอฮอล์ลบในกรณีเป็นปากกาแบบถาวร
5. นำมาเข้ากรอบกระดาษแข็ง โดยใช้แถบกาวย่นผนึกติดกับด้านหลังของกรอบกระดาษแข็ง
25
การผลิตแผ่นโปร่งใสโดยเครืองถ่ายเอกสาร
เคร2ืองถ่ายเอกสารท2ีใช้ในสำนักงานในปัจจุบัน นำมาเป็นเคร2ืองมือในการผลิตแผ่นโปร่งใสได้
อย่างรวดเร็วและสวยงามเหมือนต้นฉบับ ซึ2งอาจจะย่อขยายให้เหมาะสมกับความต้องการ และความ
เหมาะสมในการใช้เร2ืองนั5น ๆ ได้ เคร2ืองถ่ายเอกสาร ท2ีใช้ถ่ายแผ่นโปร่งใสได้ดีนั5นจะมีลักษณะเฉพาะ
และบอกคุณสมบัติของเคร2ืองไว้ด้วย เคร2ืองทุกชนิดท2ีถ่ายได้ แต่คุณภาพท2ีได้ไม่เท่ากัน เคร2ืองเหล่านี5จะ
ใช้กับแผ่นโปร่งใสชนิดใช้ถ่ายกับเคร2ืองถ่ายเอกสารเท่านั5น หลักการก็คล้ายกับกระดาษถ่ายเอกสาร
โดยผงคาร์บอนจะเกาะบนแผ่นอาซิเตท บริเวณท2ีเป็นตัวอักษรหรือรูปภาพ
วิธีการผลิต
1. เตรียมต้นแบบสำหรับถ่ายโดย การเขียน การวาด หรือถ่ายเอกสาร จัดวางตำแหน่งให้
น่าสนใจ ส่วนท2ีไม่ต้องการควรจะตัดออก ถ้าเล็กหรือใหญ่เกินไปควรจะย่อหรือขยายให้พอเหมาะด้วย
เคร2ืองถ่ายเอกสารเสียก่อนบนพ5ืนท2ีขนาด 7 นิ5ว x 8 นิ5ว
2. วางต้นแบบบนแท่นเคร2ืองถ่ายเอกสาร ( ควํ2าหน้าลง ) สอดแผ่นโปร่งใสสำหรับถ่ายตรงช่อง
สอดกระดาษทีละแผ่น กดสวิตซ์ให้เคร2ืองทำงาน การถ่ายถ้าจะให้ได้คุณภาพดีควรจะอุ่นเคร2ืองเสียก่อน
เพราะถ้าความชื5นสูงจะทำให้พ5ืนของแผ่นอาซิเตทดำ
3. เม2ือได้แผ่นโปร่งใสแล้วตกแต่งระบายสีหรือเขียนข้อความเพิม2 เติมเข้ากรอบนำไปใช้ได้
สือการสอนประเภทหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Book หรือ E – book )
เป็นหนังสือท2ีส่งผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
วิธีการผลิต
1. สร้างความรู้ต้นฉบับพร้อมรูปลงใน Word ชื2อ file มีนามสกุล doc.
2. เปิด Microsoft Word สร้าง ไฟล์ สารบัญ ( Index file ) ประกอบด้วยหัวข้อเร2ืองต่าง ๆ
3. เปลี2ยนไฟล์สารบัญ และ file.doc เป็น file.htm เพื2อให้สามารถแสดงบน website
4. ทำการเช2ือมโยง (link) ระหว่าง Index.htmกับfile.htm ผู้คุมระบบส่งแสดงบนwebsite
สือการสอนประเภทวีดีทัศน์
การใช้ส2ือการสอนประเภทวีดีทัศน์ ควรจัดให้สอดคล้องกับสิ2งต่อไปนี5
1. เนื5อหา และจุดประสงค์ ควรเป็นเนื5อหาท2ีแสดงด้วยภาพเคล2ือนไหว
2. การประเมินพฤติกรรมก่อนเรียน ได้แก่ การทดสอบก่อนเรียนจะนำผลไปวิเคราะห์
เปรียบเทียบกับการทดลองหลังเรียนว่า ระบบการเรียนการสอนท2ีออกแบบนี5มีประสิทธิภาพหรือไม่
3. การกำหนดยุทธศาสตร์การสอน ก็คือ การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนซึ2งต้อง
สอดคล้องกับจุดประสงค์ กลุ่มผู้เรียน การกำหนดพื5นท2ีเรียน การกำหนดเวลาเรียน และการใช้ส2ือ
26
วีดีทัศน์ โดยปกติส2ือวีดีทัศน์ท2ีใช้เหมาะสมกับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ความยาวของรายการ ประมาณ 8 - 10 นาที
เม2ือนักเรียนดูวีดีทัศน์แล้วต้องมีกิจกรรมให้นักเรียนปฏิบัติ ซึ2งอาจเป็นแบบฝึกหัด ใบงาน ฯลฯ
4. การจัดกลุ่มผู้เรียน ส2ือประเภทโทรทัศน์ วีดีทัศน์มีจอภาพเล็ก การจัดกลุ่มผู้เรียนจะต้อง
จัดเป็นกลุ่มเล็ก กลุ่มละประมาณ 10 คน แต่ละกลุ่มจะมีโทรทัศน์ประจำกลุ่มจึงจะทำให้กิจกรรม
การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ
5. การกำหนดเวลาการเรียน การใช้ส2ือโทรทัศน์ วีดีทัศน์ มิใช่นำวีดีทัศน์ให้นักเรียนดูตลอดทั5ง
คาบการสอน การใช้ท2ีถูกต้อง จะกำหนดเวลาให้ผู้เรียนดูวีดีทัศน์ประมาณ 8-10 นาที แล้วมีกิจกรรม
อ2ืน ๆ ให้ผู้เรียนปฏิบัติ ตามท2ีออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนไว้
6. การกำหนดพ5ืนท2ีการเรียน จากการจัดกลุ่มผู้เรียนให้เป็นกลุ่มเล็ก ใช้ส2ือ โทรทัศน์ วีดีทัศน์
เป็นส2ือในการเรียนการสอน ดังนั5นพ5ืนท2ีสำหรับการเรียนการสอน ต้องมีพ5ืนท2ีท2ีเหมาะสมท2ีจะแบ่ง
เป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่ม ควรอยู่ห่างกันพอสมควรเพ2ือมิให้เสียงรบกวนกัน
7. การประเมินผล เป็นการทดสอบหลังการเรียน เพ2ือนำผลไปวิเคราะห์ เปรียบเทียบกับการ
ทดสอบก่อนเรียน
8. การวิเคราะห์ผลย้อนกลับ เป็นการวิเคราะห์ตรวจสอบว่าระบบการเรียนการสอนท2ีออกแบบ
มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพตามเกณฑ์ท2ีกำหนด
วิธีการผลิตวีดีทัศน์เพือการศึกษา
1. การวางแผนขั5นแรก โดยเขียนแนวความคิดออกมาความยาวตั5งแต่หนึ2งบรรทัดจนถึงครึ2ง
หน้ากระดาษ เพ2ือให้มองเห็นภาพของเนื5อหา
2. การเขียนบทวีดีทัศน์ แสดงให้ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาพ และคำบรรยาย ชี5แนะ
ผู้ผลิต การลำดับภาพ คำพูดและเนื5อหาท2ีต้องการโดยใช้บัตรกระดาษขาว เขียนแนวคิดเก2ียวกับภาพ
และคำบรรยายไว้บนแต่ละบัตรอย่างย่อ ๆ แล้วนำบัตรเหล่านี5ไปเรียงลำดับให้ดีท2ีสุด โดยเริ2มจากสิ2งท2ี
ทราบแล้วไปยังสิ2งท2ียังไม่ทราบ จากภาพรวมไปหาภาพย่อย จากสิ2งง่ายไปหาสิ2งยาก จากแนวความคิด
รูปธรรมไปหาแนวความคิดนามธรรม
3. การบันทึกภาพ ก่อนลงมือบันทึกภาพต้องตรวจดูว่า ผู้มีส่วนเก2ียวข้องทั5งหมดทราบหน้าท2ี
ของตนเองอุปกรณ์ทั5งหมดทำงานเป็นท2ีน่าพอใจ และต้องบันทึกเสียงด้วย และต้องให้ชัดเจนท2ีสุดอยู่
ตลอดเวลา
4. การตัดต่อ นำภาพท2ีบันทึก หรือภาพท2ีสะสมไว้ มาตัดต่อด้วยเคร2ืองวีดีทัศน์อิเล็กทรอนิกส์
เลือกต่อลำดับภาพเรียงไปตามท2ีบ่งบอกไว้ในบท เม2ือตัดต่อเสร็จแล้วต้องเพิม2 เสียงเข้าไปในฟิล์มซึ2งอาจ
เป็นเสียงของตนเองอยู่ในนั5นด้วย
27
5. การทบทวนรายการ เม2ือฉายให้ผู้เรียนดูครั5งแรก ควรรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นของผู้เรียน
ด้วย ซึ2งจะเห็นตอนท2ีผู้เรียนสับสน หรือเข้าใจได้ยาก เพ2ือนำมาปรับปรุงต่อไป
สือการสอนประเภทหุ่นจำลอง
หุ่นจำลอง เป็นส2ือการสอนท2ีดีท2ีสุด รองมาจากส2ือประเภทของจริง เพราะนักเรียนจะได้เห็น
ได้จับต้องได้สัมผัสกับส2ือ เสมือนสัมผัสกับของจริง ซึ2งขึ5นกับว่าผู้สอนจะสามารถออกแบบหุ่นจำลอง
ให้แทนของจริงได้มากเพียงใด และขึ5นกับเทคนิคการนำหุ่นจำลองมาใช้ประกอบการเรียนการสอนของครู
4. สือผสม
4.1 ความหมายของสือผสม สื2อผสม ( Multi – Media ) หมายถึงการอาศัยหลักการนำเอาสื2อ
การเรียนการสอนหลาย ๆ อย่างมาสัมพันธ์กันละมีค่าท2ีส่งเสริมซึ2งกันและกัน ส2ือการสอนอย่างหนึ2ง
อาจใช้เพ2ือการเร้าความสนใจ ในขณะท2ีอีกอย่างหนึ2งใช้อธิบายข้อเท็จจริงของเนื5อหาและอีกอย่างหนึ2ง
อาจใช้เพ2ือก่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ5ง
4.2 หลักการและทฤษฎีทีเกยี วข้องกับชุดสือผสม
ประหยัด จิระวรพงศ์ ( ม.ป.ป., หน้า 267-268 ) ได้กล่าวถึงหลักการและทฤษฎีสำคัญของ
ส2ือผสมไว้ดังนี5 ทฤษฎีส2ือผสม ( Multi – Media Approach ) ซึ2งจะมุ่งเน้นลักษณะการเรียนการสอนท2ี
ใช้วิธีการหลายอย่าง เช่น การสอนเป็นกลุ่ม การอภิปราย การสาธิต การทดลอง ศูนย์การเรียน
บทเรียนสำเร็จรูป และใช้ส2ือผสมหลายชนิดท2ีเหมาะแก่เนื5อหา กิจกรรม และผู้เรียนสามารถใช้โอกาส
ในการฝึกฝนตนเอง และรับประสบการณ์ใหม่ ๆ
ในการสร้างชุดส2ือผสมให้มีความเหมาะสมกับผู้เรียน จำเป็นต้องคำนึงถึงหลักและทฤษฎี
ต่าง ๆ ท2ีเก2ียวข้องดังนี5 ( สาวิตรี เรืองจันทร์ 2550 : 7 )
1. หลักการเก2ียวกับส2ือผสม หมายถึงการใช้ส2ือหลาย ๆ อย่างท2ีสนับสนุนและ
ส่งเสริมซึ2งกันและกันมาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบพร้อมทั5งการจัดเตรียมกิจกรรมการเรียนให้เหมาะสม
สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเนื5อหา เพ2ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. หลักการวิเคราะห์ระบบ ชุดส2ือผสมได้ถูกผลิตขึ5นมาด้วยวิธีของระบบ ซึ2งคำนึงถึง
วัตถุประสงค์ของเนื5อหาบทเรียน ลักษณะของผู้เรียน และกิจกรรมการเรียนท2ีสอดคล้องกับ
วัตถุประสงค์ของการสอนและตัวผู้เรียน และมีการนำชุดส2ือผสมท2ีได้ผลิตขึ5นนั5น ไปหาประสิทธิภาพ
ให้ได้ตามเกณฑ์แล้วจึงได้นำออกเผยแพร่
3. ทฤษฎีการเรียนรู้ ส2ือและกิจกรรมท2ีได้จัดเตรียมไว้ในชุดส2ือผสมน5ันมุ่งท2ีจะให้
ผู้เรียน ได้มีส่วนร่วมในการเรียนด้วยตนเองเป็นลำดับขั5น ตามความสามารถของตนและการได้ร่วม
กิจกรรมกับผู้อ2ืนเพ2ือให้เกิดประสบการณ์ในการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง โดยท2ีผู้เรียนจะได้รับข้อมูล
28
ย้อนกลับทันที ในขณะท2ีเรียนทำให้ผู้เรียนเกิดความพยายามยิ2งขึ5น และเป็นการเสริมแรงจาก
ความสำเร็จท2ีเกิดจากตัวของผู้เรียนเอง
4. ทฤษฎีท2ีเก2ียวข้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคล ชุดส2ือผสมประกอบด้วยส2ือการ
สอนหลาย ๆ อย่าง และวิธีการสอนหลาย ๆ แบบ โดยคำนึงถึงผู้เรียนซึ2งมีความแตกต่างกันในด้าน
ความรู้ ความสามารถ ความต้องการและความสนใจ
5. ทฤษฎีแรงจูงใจเน2ืองจากความสำเร็จในการเรียนเกิดขึ5นจากการท2ีผู้เรียนได้ลงมือ
กระทำโดยตรงย่อมมีความหมายต่อตัวผู้เรียน ทำให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนและการได้ร่วมกิจกรรม
กับผู้อ2ืนในการแลกเปล2ียนความคิดเห็น ก็จะเป็นส่วนหนึ2งท2ีทำให้เกิดแรงจูงใจซึ2งกันและกันในการ
เรียนรู้
4.3 ระบบสือผสม
Heinich 1982 ( อ้างใน บุษยา พงษรา 2530, หน้า 6 ) ได้กล่าวว่า ระบบส2ือผสมเป็นระบบ
ประสาทสัมผัสหลายทาง ( Multi-sensory ) เร้าการเรียนท2ีเกิดขึ5นนอกชั5นเรียน การเรียนในโลกจริง ๆ
นั5น แท้ท2ีจริงต้องการการเรียนโดยการใช้ส2ือผสมและการเรียนด้วยประสาทสัมผัสหลายทางนั5นคือ
การเรียนด้วยการสัมผัสจากประสาทสัมผัสส่วนต่าง ๆ ของเรา และการเรียนท2ีมาจากสิ2งเร้าต่าง ๆ เช่น
หนังสือพิมพ์ รูปภาพ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น
Unruh ( 1970 ) ได้กล่าวถึง การนำส2ือผสมมาใช้ในการเรียนการสอน โดยยึดมโนทัศน์ท2ีว่าไม่
มีส2ือชนิดเดียวชนิดใด ท2ีให้การส2ือความหมายได้เพียงพอต่อการสอน ความสามารถ ความสนใจ และ
ภูมิหลังของนักเรียนท2ีต่างกัน ทำให้ครูสมัยใหม่นี5ต้องใช้ส2ือประสมหลาย ๆ อย่างช่วยสอนและครูมิใช่
ว่าจะรู้จักแต่การใช้ส2ือเท่านั5น แต่ยังต้องชี5แนะให้นักเรียนรู้จักใช้แหล่งการเรียนอีกด้วย
4.4 องค์ประกอบของชุดสือผสม
ส2ือผสมได้ผลิตขึ5นตามขั5นตอนของการผลิตอย่างมีระบบ โดยถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพ2ือ
ความสะดวกของครูผู้สอนและผู้เรียนในการหยิบไปใช้ ซึ2งองค์ประกอบต่าง ๆ ของส2ือผสมดังกล่าว มี
ดังนี5 ( กิดานันท์ มะลิทอง 2536: 81 )
1. คู่มือสำหรับครูผู้ใช้ชุดส2ือการสอน และสำหรับผู้เรียนท2ีจะต้องเรียนจากชุดการเรียน
2. คำสัง2 เพ2ือกำหนดแนวทางในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน
3. เนื5อหาบทเรียนจะอยู่ในรูปของ สไลด์ เทปบันทึกเสียง วัสดุกราฟิก วีดิทัศน์ หนังสือบทเรียน เป็นต้น
4. การทดสอบ เป็นแบบทดสอบเก2ียวกับเนื5อหาบทเรียน เพ2ือเป็นการประมวลผล
29
4.5 ประเภทของชุดสือผสม
ส2ือผสมท2ีนำ มาใช้ในการเรียนการสอนมีด้วยกันหลายรูปแบบ รูปแบบท2ีใช้ใน
การเรียนการสอน ต้องคำนึงถึงลักษณะการใช้และจุดมุ่งหมายการใช้ โดยแบ่งประเภทส2ือผสม
ดังต่อไปนี5
( กิดานันท์ มะลิทอง 2550 : 7 )
1. ส2ือผสมแบบชุดอุปกรณ์ ( Multi-media Kits ) ได้แก่ การรวบรวมวัสดุอุปกรณ์เพ2ือใช้
ประกอบการสอนและกิจกรรมอย่างหนึ2ง ได้แก่ หนังสือ จุลสาร แบบทดสอบด้วยตนเอง เทปเสียง
เป็นต้น ซึ2งจัดเป็นชุดเตรียมไว้ล่วงหน้า
2. ส2ือผสมแบบเสนอสนอง ( Multi-media Presentation ) ได้แก่ การนำส2ือหลาย ๆ อย่างมา
เสนอพร้อม ๆ กัน เช่น สไลด์ ภาพยนตร์ควบคู่กับการเปิดเทปเสียง
4.6 ขั,นตอนการผลิตสือผสม
การผลิตส2ือ มีขั5นตอนหลัก 4 ขั5น ได้แก่ การวางแผน การเตรียมการ การผลิต และการ
ประเมิน ( สาวิตรี เรืองจันทร์ 2550 : 7 )
1. ขั5นวางแผน ครอบคลุมการวิเคราะห์เนื5อหา การกำหนดวัตถุประสงค์ การเลือกรูปแบบส2ือ
การออกแบบ และกำหนดรายละเอียดของส2ือ การทำแผนแม่บท และแผนปฏิบัติการในการผลิตส2ือ
2. ขั5นเตรียมการจัดซื5อ จัดหาและจัดทำปัจจัยนำเข้า ( Input ) ต่าง ๆ เพ2ือให้พร้อมสำหรับขั5น
การผลิต
3. ขั5นผลิต เป็นการดำเนินเพ2ือให้ได้ส2ือสมบรูณ์ตามรูปแบบท2ีควรจะเป็น
4. ขั5นประเมินเป็นการตรวจสอบคุณภาพของส2ือ เพ2ือให้ได้คุณภาพตามเกณฑ์ท2ีกำหนด
โดยเฉพาะอย่างยิง2 ด้านคุณภาพในการให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ท2ีกำหนดไว้ในแต่
ละบทเรียน
4.7 คุณค่าและข้อจำกัดของชุดส2ือผสม
กิดานันท์ มะลิทอง (2540) ได้กล่าวถึง คุณค่าและข้อจำกัดของชุดส2ือผสม ไว้ดังนี5
1) ดึงดูดความสนใจบทเรียนสื2อผสมที2ประกอบด้วยภาพกราฟิก ภาพเคลื2อนไหว แบบวีดีทัศน์
และเสียงจะดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี และช่วยในการส2ือสารระหว่างผู้สอนและ
ผู้เรียนด้วย
2) ให้สารสนเทศหลากหลาย การให้ข้อมูลและสารสนเทศในปริมาณที2มากมายและ
หลากหลายรูปแบบเก2ียวกับเนื5อหาบทเรียนท2ีสอน
ส2ือประสมท2ีดีควรประกอบด้วยสิ2งเหล่านี5 คือ
30
1. มีความสะดวกในการใช้
2. มีการตรวจสอบและพัฒนาแล้ว
3. มีครบตามจำนวนผู้เรียน
4. เคยทดลองใช้มาแล้วหลายครั5ง
5. สามารถยืดหยุ่นได้
6. ส่งเสริมความแตกต่างระหว่างบุคคล
7. ใช้ส2ือการสอนหลาย ๆ อย่างท2ีสัมพันธ์กันและสอดคล้องกับเนื5อหาจัดและประเมินผลแบบ
อิงเกณฑ์หรือตามจุดประสงค์การเรียนรู้
ข้อจำกัดของส2ือ ( ประหยัด จิระวรพงศ์ ม.ป.ป. )
1. ส2ือผสมท2ีดีนั5นบูรณการได้มากกว่าส2ือเฉพาะอย่าง
2. ส2ือผสมสำหรับการเรียนการสอนบางอย่าง ต้องการสิ2งอำนวยความสะดวกทั5งในห้องเรียน
และเครื2องมือเครื2องใช้
3. ใช้งบประมาณและเวลามากในการเตรียมการเพื2อผลิตหรือจัดทำ
5. บทบาทของสือและเทคโนโลยี
ปัจจุบันเม2ือพูดถึงเร2ืองของส2ือมักจะมีคำว่า เทคโนโลยีด้วย จึงเรียกรวมกันว่า ส2ือและ
เทคโนโลยี
5.1 ความหมายของเทคโนโลยี
เทคโนโลยี ( Technology ) มีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินว่า TEXERE หมายถึง การสานและ
การสร้าง ในภาษาอังกฤษใช้ว่า TECNO หมายถึง วิธีการ เม2ือรวมคำว่า LOGY ซึ2งหมายถึง
ศาสตร์วิทยา หรือความรู้ คำว่าเทคโนโลยี ตามรูปศัพท์ จึงหมายถึง ศาสตร์ หรือความรู้ท2ีว่าด้วย
เทคนิควิธีการ ( เรืองวิทย์ นนทภาและคณะ : 2543 : 20)
เทคโนโลยี เป็นเทคนิคกระบวนการของการใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์หรือความรู้อ2ืน ๆ อย่าง
เป็นระบบ ( Galbraith : 1967 : 12 )
เทคโนโลยี เป็นวิธีการท2ีนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ มาประยุกต์ให้เกิดเป็น
ระบบท2ีดี ซึ2งสามารถนำไปแก้ปัญหา ในเร2ืองใดเร2ืองหนึ2งให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
( สมบูรณ์ สงวนญาติ : 2534 : 16 )
จากความหมายและแนวคิดท2ีกล่าวมา อาจสรุปได้ว่า เทคโนโลยี หมายถึง การนำความคิด
เทคนิควิธีและความรู้ทางวิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานได้อย่างมีระบบ
เพ2ือให้เกิดการเปล2ียนแปลงในด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานให้สูงขึ5น เทคโนโลยี
31
สามารถนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในงานต่าง ๆ ได้มากหลายสาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร
การแพทย์ วงการธุรกิจและอุตสาหกรรม ตลอดจนด้านการศึกษา จึงมีช2ือสาขาด้านต่าง ๆ เช่น
เทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีการแพทย์ และเทคโนโลยีการศึกษา เป็นต้น
5.2 ความสำคัญของสือและเทคโนโลยี
ส2ือและเทคโนโลยีเป็นเคร2ืองมือของการเรียนรู้ ทำหน้าท2ีถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ
ความรู้สึกเพิ2มพูนทักษะและประสบการณ์ สร้างสถานการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน กระตุ้นให้เกิด
การพัฒนาศักยภาพทางการคิด ได้แก่ การคิดไตร่ตรอง การสร้างสรรค์และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
ตลอดจนสร้างคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมให้แก่ผู้เรียน
ส2ือและเทคโนโลยีในปัจจุบันมีอิทธิพลสูงต่อการกระตุ้นให้ผู้เรียนเป็นผู้แสวงหาความรู้ด้วย
ตนเองมีมากมายหลายรูปแบบ มีบทบาทและให้คุณประโยชน์ต่าง ๆ เช่น
1. ช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าใจความคิดรวบยอดได้ง่ายขึ5นรวดเร็วขึ5น
2. ช่วยให้ผู้เรียนได้มองเห็นสิ2งท2ีกำลังเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นกระบวนการ
3. ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง ส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
4. สร้างสภาพแวดล้อมและประสบการณ์การเรียนรู้ท2ีแปลกใหม่ น่าสนใจทำให้อยากรู้อยากเรียน
5. ส่งเสริมการมีกิจกรรมร่วมกันระหว่างผู้เรียน
6. เกื5อหนุนผู้เรียนท2ีมีความสนใจและความสามารถในการเรียนรู้ท2ีต่างกันให้เรียนรู้เท่าเทียมกัน
7. ช่วยให้ผู้เรียนบูรณาการสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้เช2ือมโยงกัน
8. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการใช้ส2ือและแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพ2ือการค้นคว้าเพิม2 เติม
9. ช่วยให้ผู้เรียนได้รับการเรียนรู้ในหลายมิติจากส2ือท2ีหลากหลาย
10. เช2ือมโยงโลกท2ีอยู่ไกลตัวผู้เรียนมาสู่การเรียนรู้ของผู้เรียน
5.3 การประเมินประสิทธิภาพของสือและเทคโนโลยี
ภายหลังจากที2ได้ผลิตสื2อและเทคโนโลยีเรียบร้อยแล้ว เป็นหน้าที2ของผู้ผลิตสื2อที2จะต้องนำ
ส2ือและเทคโนโลยีท2ีผลิตไปทดสอบ ทั5งนี5เพ2ือหาข้อบกพร่องของส2ือและเทคโนโลยีดังกล่าว อันจะ
เป็นผลทำให้ได้มาซึ2งส2ือและเทคโนโลยีท2ีมีประสิทธิภาพ ซึ2งในการทดสอบเพ2ือหาประสิทธิภาพของ
ส2ือและเทคโนโลยีนั5น ตรงกับภาษาอังกฤษ ว่า “Devlopmental Testing” หมายถึง การนำส2ือและ
เทคโนโลยีไปทดลองใช้ ( Try out ) เพื2อปรับปรุง แล้วนำไปทดลองสอนจริง (Trial run ) แล้วนำผล
ท2ีได้มาปรับปรุงแก้ไข จากนั5นจึงผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ2งในแง่ของการทดลองใช้และการ
ทดลองสอนจริง มีความแตกต่างกัน คือ
32
การทดลองใช้ หมายถึง การนำส2ือและเทคโนโลยีท2ีผลิตขึ5นเป็นต้นแบบไปทดลองใช้ตามท2ี
กำหนดไว้ในแต่ละระบบ เพ2ือปรับปรุงประสิทธิภาพของส2ือและเทคโนโลยีให้เท่ากับเกณฑ์ท2ีกำหนดไว้
การทดลองสอนจริง หมายถึง การนำสื2อและเทคโนโลยีที2ได้ทดลองใช้ปรับปรุงแล้วทุก
หน่วยในแต่ละวิชาไปสอนจริงในชั5นเรียนหรือสถานการณ์ท2ีแท้จริงเป็นเวลา 1 ภาคการศึกษาเป็น
อย่างน้อย
การผลิตส2ือการเรียนการสอนนั5น ควรพิจารณาองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง ไม่ควรพิจารณา
เฉพาะส2ือเพียงอย่างเดียว เพราะส2ือเป็นองค์ประกอบหนึ2งท2ีสัมพันธ์กับองค์ประกอบอ2ืนใน
กระบวนการเรียนการสอน ดังนั5นการผลิตส2ืออย่างเป็นระบบ จะช่วยอธิบายให้เห็นขั5นตอนการ
ดำเนินงาน และสามารถตรวจสอบขั5นตอนการผลิตส2ือการเรียนการสอนได้อย่างชัดเจน
6. การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
6.1 การสอนวิทยาศาสตร์
โปรแกรมการสอนวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน มุ่งจะถ่ายทอดวิธีท2ีสำคัญ และจำเป็น
อย่างยิ2ง ท2ีนักวิทยาศาสตร์ใช้เป็นเคร2ืองมือในการศึกษาค้นคว้า เพ2ือให้ได้มาซึ2งความรู้ใหม่ให้แก่
นักเรียนเพ2ือจะได้นำเอาไปใช้ในกระบวนการเรียนรู้ ทั5งนี5เพ2ือต้องการท2ีจะให้นักเรียนได้ศึกษา
โครงสร้างของกฎเกณฑ์ต่างๆ ท2ีนักวิทยาศาสตร์ใช้ในการแก้ปัญหา โครงสร้างพื5นฐานนี5
ประกอบด้วย ข้อเท็จจริง มโนทัศน์ และการสรุปความ นิยมเรียกว่า การรวมเร2ืองราวให้เป็นเร2ือง
เดียวกัน ( Unifying Themes ) ดังนั5น เหตุผลท2ีนำเอาวิธีการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการ
สอนวิทยาศาสตร์ก็เพราะว่า
1. เนื5อหาวิชาท2ีนำเอาไปใช้ในการเรียนรู้ ถือว่ามีประสิทธิภาพสามารถนำไปใช้ให้เกิด
ประโยชน์ และถ่ายทอดได้
2. ขบวนการแก้ปัญหาและทักษะต่าง ๆ ท2ีนักวิทยาศาสตร์ได้นำมาใช้นั5น ควรจะเป็นเคร2ืองมือ
ให้นักเรียนไปใช้ในการฝึกฝนเก2ียวกับการเรียนรู้แบบสืบสวนสอบสวน ( Scientific Inquiry ) เพ2ือให้ได้มาซึ2งความรู้
ทั5งมวล
6.2 เทคนิคการสอนสำหรับครูวิทยาศาสตร์
ในการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ครู อาจารย์ ต้องใช้เทคนิคการสอนหลาย ๆ
อย่างเช่นเดียวกับวิชาอ2ืน ๆ เทคนิคการสอนท2ีครูวิทยาศาสตร์ควรรู้จักและใช้จัดกิจกรรมการเรียนการ
สอน คือ
1. การใช้สื2อการสอน
2. การใช้คำถาม
33
3. การเสริมสร้างกำลังใจ
4. การเขียนกระดานดำ
5. การคุมชั5นเรียน
6. การใช้งานนักเรียน
7. การเร้าความสนใจ
ในท2ีนี5จะขอกล่าวอย่างละเอียด เร2ือง การใช้ส2ือเพียงอย่างเดียว
6.3 สือการสอนวิทยาศาสตร์
ส2ือการสอนวิชาวิทยาศาสตร์พื5นฐาน รายวิชา ว 33101 ช5ันมัธยมศึกษาปีท2ี 3 แบ่งออก
เป็น 4 ประเภท คือ
1. ส2ือการสอนประเภทโสตทัศนวัสดุ ได้แก่ ภาพถ่าย ภายฉายต่าง ๆ รูปภาพ แผนภาพ แผ่นโปร่งใส
ภาพนิ2ง วิทยุ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ วีดีทัศน์ CAI อินเทอร์เน็ต ฯลฯ
2. สื2อการสอนประเภทวัสดุสามมิติ ได้แก่
2.1 ของจริง เช่น เคร2ืองชัง2 เทอร์โมมิเตอร์ ต้นไม้ ใบไม้ ผลไม้ ฯลฯ
2.2 ของจำลองหรือหุ่นจำลอง เช่น ภูเขาไฟ ท้องฟ้าจำลอง น5ำตก หัวใจจำลอง อวัยวะ
จำลอง เอกภพจำลอง ลูกโลกจำลอง ฯลฯ
2.3 ของตัวอย่างของจริง เช่นอุกกาบาต ดิน หิน แร่ น5ำ ฯลฯ
3. ส2ือการสอนเฉพาะ เป็นอุปกรณ์ประจำห้องวิทยาศาสตร์ เช่น สารเคมี กระบอกตวง
หลอดทดลอง กล้องดูดาว ตะเกียง
4. ส2ือการสอนประเภทกิจกรรม ได้แก่ การจัดป้ายนิเทศ การสาธิต การจัดการแสดงและ
นิทรรศการ การศึกษานอกสถานท2ี การศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ การศึกษาดูงาน ทั5งในและ
นอกโรงเรียน ฯลฯ
6.4 แนวทางการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์
การจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์นั5นเป็นรูปแบบหนึ2ง ท2ียึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเน้นให้ผู้เรียนได้
พัฒนาความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของตน ด้วยกิจกรรมตามความสนใจและถนัด ดังนั5น เพ2ือให้แนวการ
จัดการเรียนการสอนนี5มีประสิทธิภาพ จึงควรคำนึงถึงแนวทางการเรียนการสอนท2ีหลากหลาย อาทิ การเรียนรู้แบบ
ร่วมแรงร่วมใจ และการเรียนรู้ด้วยการแก้ปัญหา
การเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ ( Cooperatiwe Learning )
การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เป็นรูปแบบหนึ2งของการเรียนรู้ท2ีมีความสัมพันธ์กับวิชาวิทยาศาสตร์โครงงาน
เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ร่วมกิจกรรม และเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะ
34
อย่างยิง2 เทคนิคการเรียนแบบร่วมแรงร่วมใจ จะช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อ2ืน
รู้จักการแก้ปัญหาและแสวงหาความรู้ใหม่ มีการยอมรับบทบาทของกันและกันเพ2ือก่อให้เกิดการ
เรียนรู้ตามยุทธศาสตร์ของตนเอง
Olsen & Spencer ( 1992 ) ได้กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจเป็นรูปแบบการเรียนรู้ท2ี
ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ซึ2งกันและกัน ผู้เรียนทุกคนเป็นผู้กระตุ้นให้กำลังใจต่อสมาชิกในกลุ่มให้เกิดการ
เรียนรู้เพิม2 ขึ5น และได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเรียนรู้แบบนี5ต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คือ
1. เพิม2 ความคล่องแคล่วและความหลากหลายของวิธีการฝึกใช้วิทยาศาสตร์ระหว่างท2ี
มีการปฏิสัมพันธ์ซึ2งกันและกัน
2. มีพัฒนาการด้านทักษะความคิด
3. มีการผสมผสานกับเนื5อหาความรู้
4. มีการใช้ส2ืออย่างหลากหลายท2ีก่อให้เกิดการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์
5. เป็นอิสระในการฝึกทักษะการสื2อสารด้วยตนเอง
6. เป็นโอกาสท2ีได้ปฏิบัติตนให้เป็นแหล่งข้อมูลของสมาชิกในกลุ่มซึ2งกันและกัน
นอกจากนั5นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ( 2541 : 31 ) กล่าวถึง
ความหมายของการเรียนแบบร่วมแรงร่วมใจว่า หมายถึง การเรียนท2ีเน้นการจัดสภาพแวดล้อมให้
ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ประกอบด้วยสมาชิกท2ีมีความรู้ ความสามารถแตกต่างกัน
แต่ต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้และความสำเร็จของกลุ่ม มีปฏิสัมพันธ์กันในเชิงบวก
ให้ความไว้วางใจกันและกัน มีการแลกเปล2ียนความคิดเห็น แบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ เป็น
กำลังใจให้กันและกัน คนเรียนเก่งจะช่วยเหลือคนท2ีเรียนอ่อน สมาชิกร่วมกันรับผิดชอบต่อการ
เรียนรู้ของเพ2ือนในกลุ่ม ยอมรับในบทบาทและผลงานของเพ2ือน มีการฝึกฝนทักษะทางสังคมเพ2ือ
ทำงานกลุ่ม ยึดหลักความสำเร็จของแต่ละบุคคลคือความสำเร็จของกลุ่ม
ด้วยเหตุท2ีหลักการของการเรียนรู้นี5 จะบรรลุผลได้ต้องได้รับความร่วมมือระหว่างผู้เรียน
และผู้สอน การจัดบรรยากาศในการเรียนรู้ให้เหมาะสม ดังนั5นจึงควรพิจารณาถึงบทบาทของผู้สอน
และผู้เรียนในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมนี5 ดังนี5 คือ
บทบาทผู้สอน
1. จัดบรรยากาศท2ีเสริมสร้างการแลกเปล2ียนความคิดเห็น ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถ
วิเคราะห์ สรุปผลการเรียนรู้และประเมินผลให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายท2ีกำหนดไว้
2. ให้ความเป็นกันเอง เป็นท2ีปรึกษา เป็นผู้ประสานงาน ให้กำลังใจ ยกย่อง
ให้รางวัลและคำชมเชยโดยยึดความสำเร็จของกลุ่มเป็นหลัก
35
3. กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการทำงานและการแสดงออกโดยไม่ควร
ชี5นำหรือโน้มน้าวความคิดของผู้เรียน
4. ผู้สอนต้องระลึกเสมอว่า สามารถสร้างบรรยากาศท2ีส่งเสริมผู้เรียนให้เรียนรู้ได้ แต่
ไม่สามารถเรียนแทนผู้เรียนได้
บทบาทผู้เรียน
1. เป็นผู้ลงมือกระทำ รับผิดชอบต่อบทบาทหน้าท2ีของตนในกลุ่ม ช่วยเหลือและแลกเปล2ียน
ความรู้ซึ2งกันและกัน
2. ต้องไว้วางใจกันและกัน ให้เกียรติรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่ม วิจารณ์
ความคิดเห็นแต่ไม่ควรวิจารณ์บุคคล ควรมีความชัดเจนในการแสดงความคิดเห็น
3. รับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเองและเพ2ือนในกลุ่ม ร่วมกันทำกิจกรรม แสดงพฤติกรรมท2ี
เหมาะสม ปรับปรุงบุคลิกภาพของตนเอง สร้างบรรยากาศท2ีดีและควบคุมการทำงานของกลุ่ม
จากแนวปฏิบัติท2ีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติได้นำเสนอแล้วนั5น ยังมีงานท2ี
สนับสนุนแนวคิดเก2ียวกับกระบวนการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนท2ีอยู่ในช่วงของวัยรุ่นซึ2งเป็นวัยท2ีให้
ความสำคัญต่อกลุ่มของเพ2ือนเป็นอย่างมาก ดังนั5น Slavin (1996 : pp. 200 – 20) กล่าวว่า วิธีการเรียน
แบบให้ความร่วมมือกันในระดับมัธยมศึกษานั5น ส่งเสริมให้ผู้เรียนท2ีเป็นวัยรุ่นมีผลสัมฤทธิVสูงขึ5น
มีความมัน2 ใจ มีความภาคภูมิใจในตนเอง และมีความสัมพันธ์กับกลุ่มดีขึ5น โดยเฉพาะรูปแบบ
การเรียนท2ีเรียนเป็นกลุ่ม เพราะเป้าหมายของกลุ่มจะเน้นผลสำเร็จของงานท2ีสมาชิกร่วมมือกันทำ ความสำคัญ
ของการเรียนรู้งานด้วยวิธีการเรียนแบบนี5 คือ
1. รางวัลของกลุ่ม คือ รางวัลท2ีกลุ่มได้รับจากผลงานท2ีสมาชิกในกลุ่มร่วมมือกันทำ
2. ความรับผิดชอบรายบุคคล ผลสำเร็จของกลุ่มขึ5นอยู่กับการให้ความช่วยเหลือกัน
และกันของสมาชิกในกลุ่ม
3. โอกาสของความสำเร็จท2ีเท่าเทียมกันสมาชิกในกลุ่มมีโอกาสท2ีจะได้พัฒนา
ความสามารถของตนเองโดยได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน
สรุปได้ว่า การสร้างบรรยากาศของการเรียนแบบให้ความร่วมมือนั5น ถ้าหากใช้
เทคนิควิธีการสอนแบบบรรยายโดยยึดผู้สอนเป็นศูนย์กลาง ย่อมจะไม่ทำให้เกิดผลการเรียนรู้แก่
ผู้เรียน แต่ถ้าเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ย่อมทำให้ผู้เรียนสร้างความรู้ขึ5นมาได้
จากประสบการณ์ส่วนตัวและการเรียนรู้จากกลุ่ม
ดังนั5นการเรียนการสอนแบบให้ความร่วมมือกันนั5นจึงมีข้อ สรุปของคำแนะนำ ตาม
ท2ี Vermette (1995 : pp. 278 – 281) ได้กล่าวไว้คือ
36
1. เริ2มต้นอย่างเหมาะสมและชัดเจน ผู้สอนจะต้องสังเกตพฤติกรรม บุคลิกภาพและ
ความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่มให้ผู้เรียนได้รับรู้ความรู้สึกท2ีดีมีโอกาสพบกับความสำเร็จของงานท2ีจะทำ
2. กิจกรรมจะต้องชัดเจน มองเห็นวิธีการและการประเมินท2ีชัดเจน น่าสนใจ เปิดโอกาสให้ได้
ใช้ความสามารถของสมาชิกในกลุ่ม เพ2ือสนับสนุนความรับผิดชอบและก่อให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้
3. มอบหมายความรับผิดชอบแก่ผู้เรียนและสร้างให้ผู้เรียนเกิดความรับผิดชอบ โดยกำหนด
บทบาทหน้าท2ีให้แก่ผู้เรียน เพ2ือให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถและความรับผิดชอบของตนเองอย่างเต็มท2ี
4. ควบคุมสถานการณ์และดูแลการมีปฏิสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่ม ผู้สอนเป็นผู้ให้
ความช่วยเหลือคำแนะนำ และแก้ปัญหาในกรณีท2ีเกิดความสับสนเก2ียวกับบทบาทหน้าท2ีของสมาชิก
ในกลุ่ม
5. รวมพลังสมาชิกในกลุ่ม โดยนำความสามารถท2ีหลากหลายของสมาชิกในกลุ่มมา
รวมกัน แสดงความแข็งแกร่งของกลุ่มด้วยการพัฒนางานและแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ2งจะทำให้เกิดมิตรภาพท2ีดีในหมู่คณะ
6. ให้รางวัลอย่างเหมาะสม การใช้คะแนนเพ2ือก่อให้เกิดผลทางบวกในด้านความ

โพสต์โดย นางโสภา ชัยมงคล : [19 พ.ค. 2553]
อ่าน [815] ไอพี : 118.172.19.98
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
     

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.

Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม

เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory
การจัดอันดับของ Stats in Thailand

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าใน

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com
Email2 : kroobannokdotcom@gmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม