ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่
หน้าแรก  ข่าวการศึกษา  ครูบ้านนอกBLOG  ห้องสมุดความรู้  เนื้อหาในเว็บไซต์ เผยแพร่ผลงานวิชาการ เกมส์ game เกม เกมส์มากมาย รวมเกมส์
ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การศึกษาการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในเขตพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อ

การปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาลตำบล
ในเขตพื้นที่ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด




บทคัดย่อ

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นับเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน และรับทราบปัญหาตลอดจนความต้องการของประชาชนมากที่สุด พื้นที่อำเภอจังหารประกอบด้วยองค์กรท้องถิ่น 8 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลจังหาร ดินดำ ดงสิงห์ ผักแว่น องค์การบริหารส่วนตำบลปาฝา แสนชาติ และองค์การบริหารส่วนตำบลยางใหญ่ ซึ่งมีการบริหารงานตามโครงสร้างอำนาจหน้าที่ โดยมีกฎหมายรองรับเพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพตามหลักธรรมาภิบาล ที่มุ่งเน้นให้หน่วยงานราชการมุ่งประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการปฎิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในเขตพื้นที่อำเภอ จังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด 2) เพื่อเปรียบเทียบการปฎิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในเขตพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน และพื้นที่สังกัดแตกต่างกัน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฎิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในเขตพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในเขตพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งมีจำนวน 4 แห่ง จำนวน 176 คน จากกลุ่มประชากร จำนวน 343 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .94
ผลการศึกษาปรากฏดังนี้
1. บุคลากรประจำเทศบาลตำบลในพื้นที่อำเภอจังหาร ปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง เรียงตามลำดับจากมากไปน้อยดังนี้ ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักความคุ้มค่า ด้านหลักความรับผิดชอบ ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักคุณธรรม และลำดับสุดท้ายคือด้านหลักการมีส่วนร่วม
2.ผลการเปรียบเทียบการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด สรุปผลได้ดังนี้

1) บุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีเพศแตกต่างกัน มีการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน
2) บุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีอายุแตกต่างกัน มีการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยรวมและรายด้าน ด้านหลักความคุ้มค่าแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกนั้นไม่แตกต่าง
3) บุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน มีการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลโดยรวมไม่แตกต่าง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าด้านหลักนิติธรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกนั้นไม่แตกต่าง
4) บุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด มีการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน
5) บุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีพื้นที่สังกัดแตกต่างกัน มีการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านหลักนิติธรรม และด้านหลักความคุ้มค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกนั้นไม่แตกต่าง
การศึกษาครั้งนี้สามารถนำผลการศึกษาไปเป็นแนวทางดำเนินงานของบุคลากรในเทศบาลให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองยิ่งขึ้น

บทนำ

จากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย เมื่อปี พ.ศ. 2475 ส่งผลให้ประชาชนมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริงประชาชนอาจยังไม่เข้าใจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเท่าที่ควร ทำให้การบริหารบ้านเมือง การพัฒนาประเทศผู้นำหรือข้าราชการระดับสูงเป็นคนตัดสินใจ ประชาชนส่วนใหญ่มีโอกาสน้อยหรืออาจเรียกได้ว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองอย่างแท้จริง ในอดีตหากมองย้อนหลังไปจะพบว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจหรือพัฒนาทางวัตถุมาก ทำให้สังคมละเลยศีลธรรม จริยธรรมที่เกื้อกูลกันในสังคมไทย ทำให้ผู้นำองค์กรภาครัฐไม่ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในสังคมเท่าที่ควร ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนห่างไกลกันออกไป ประกอบกับการที่ระบบราชการขาดการตรวจสอบด้านข้อมูลข่าวสาร ส่งผลให้มีการใช้อำนาจไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีการทุจริตมิชอบบ่อยครั้ง นับเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจดังเช่นในปี พ.ศ. 2540 (รัชนี เค้ามิน , 2548 :1-2)
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย ได้จัดระเบียบการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดินตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพุทธศักราช 2534 ซึ่งได้กำหนดรูปแบบการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) การบริหารราชการส่วนกลาง หรือหลักการรวมอำนาจ (Centralization) เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายในการบริหารประเทศ ได้แก่ กระทรวง ทบวง และกรม 2) การบริหารราชการส่วนภูมิภาค หรือหลักการแบ่งอำนาจ (Deconcentration) เป็นหน่วยงานทางราชการที่ได้รับมอบหมายจากส่วนกลางให้ปฏิบัติงานในพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของประเทศและทำหน้าที่กำกับดูแล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นให้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ขัดต่อระเบียบ กฎหมาย หรือไม่ฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ได้แก่ จังหวัดและอำเภอ 3) การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หรือหลักการกระจายอำนาจอำนาจ (Decentralization) เป็นหน่วยงานที่รัฐบาลกระจายอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่นของตน จากนั้นภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 รูปแบบขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น 2 รูปแบบ คือ รูปแบบทั่วไป ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล รูปแบบพิเศษ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา
ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 14 การปกครองท้องถิ่น มาตรา 283 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจหน้าที่โดยทั่วไปในการดูแล และจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น และย่อมมีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายการบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550) ประกอบกับพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2546 มาตรา 50-51 กำหนดให้เทศบาลตำบลมีอำนาจหน้าที่ คือ รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ รักษาความสะอาดของถนน หรือทางเดินและที่สาธารณะ รวมทั้งการกำจัด มูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ป้องกันและระงับโรคติดต่อ ให้มีเครื่องใช้ในการดับเพลิง ให้ราษฎรได้รับการศึกษาอบรม ส่งเสริมการพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ บำรุงศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด (พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2546)
นับตั้งแต่ประเทศไทยประสบกับปัญหาภาวะวิกฤติทางการเงินที่ร้ายแรงที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเกิดจากความล้มเหลว ขาดการควบคุม และการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดของภาครัฐ รัฐบาลในยุคนั้นได้ใช้มาตรการต่างๆ เพื่อที่จะรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ตลอดจนบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในประเทศ จนในที่สุดรัฐบาลได้ตัดสินใจแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยการเจรจาขอความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ตกลงให้ความช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และมีการกำหนดเงื่อนไขการปฏิรูประบบราชการอันเป็นกลไก ส่วนหนึ่งในการสร้างธรรมาภิบาล (Good Governance) โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ การจัดบทบาทของรัฐให้เหมาะสมในสังคม ซึ่งรวมถึงการกระจายอำนาจหน้าที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การสร้างระบบการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของสาธารณะชนเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น (วริศรา รัตนสมัย , 2543 : 1)
จากประเด็นดังกล่าวจึงได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2542กำหนดให้มีการบริหารราชการตามหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีหรือธรรมาภิบาล (Good Governance) กล่าวคือ ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน เพื่อเป็นการสร้างแรงผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิถีทางและวัฒนธรรมการทำงานอย่างจริงจัง รวมไปจนถึงมาตรการสร้างแรงจูงใจ (Incentives) เพื่อเสริมสร้างการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีในเชิงบวก และลบ (สำนักมาตรฐานการบริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น. 2545 : 28)
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรที่รองรับแนวทางการบริหารประเทศที่กระจายอำนาจในการบริหารท้องถิ่นเพื่อสนองความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น มีการตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศ และการให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารของรัฐลงสู่ประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น รัฐบาลจึงมีแนวนโยบายให้ส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งประกอบด้วย หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใสตรวจสอบได้ หลักความรับผิดชอบ หลักความคุ้มค่า และประชาชนมีส่วนร่วม โดยมุ่งสร้างองค์กรให้เป็นไปตามหลักประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยมีประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด เพื่อการให้บริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (นันทพล พงศธรวิสุทธิ์, 2548 : 1) นอกจากนี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกระทรวง มหาดไทย ยังได้ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการดำเนินงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาล และได้กำหนดเกณฑ์และรางวัลการบริหารจัดการที่ดีให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นประจำทุกปี
ในอดีตอำเภอจังหารเป็นอำเภอที่ห่างไกลจากตัวเมืองจังหวัดร้อยเอ็ด ส่งผลให้การบริการประชาชนไม่มีความทั่วถึง เพื่อความสะดวกทางการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จึงได้อนุมัติให้จัดตั้งอำเภอจังหารขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2532 โดยนำตำบลต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงมารวมเข้าเป็น 5 ตำบลได้แก่ ตำบลจังหาร ตำบลดงสิงห์ ตำบลดินดำ ตำบลม่วงลาด และ ตำบลปาฝา ต่อมาเดือน กรกฏาคม พ.ศ. 2532 ได้แยกตำบลยางใหญ่ ออกจากตำบลปาฝา และเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2533 ได้แยก ตำบลผักแว่น ออกจาก ตำบลม่วงลาด วันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2538 ได้มีพระราชกฤษฏีกา ยกฐานะจากกิ่งอำเภอให้เป็นอำเภอ ปัจจุบันแบ่งการปกครองเป็น 8 ตำบล 110 หมู่บ้าน เดิมมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 8 แห่ง ในปี พ.ศ.2552 ได้รับการเปลี่ยนแปลงฐานะจากองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบล 4 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลจังหาร เทศบาลตำบลดงสิงห์ เทศบาลตำบลดินดำ และเทศบาลตำบลผักแว่น และมีองค์การบริหารส่วนตำบล 4 แห่ง ได้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลปาฝา องค์การบริหารส่วนตำบลยางใหญ่ องค์การบริหารส่วนตำบลม่วงลาด และองค์การบริหารส่วนตำบลแสนชาติ
จากการเปลี่ยนแปลงฐานะจากองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาลตำบลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าวในปี พ.ศ.2552 ส่งผลให้ ต้องมีอำนาจหน้าที่และรับภารกิจการถ่ายโอนภาระงานสู่หน่วยงานเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาการปฏิบัติงานตามหลัก ธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในเขตพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งจะเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมของเทศบาลตำบลว่า ได้มีการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลมากน้อยเพียงใด เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนา ปรับปรุง แนวทางการปฏิบัติงานของท้องถิ่นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ความมุ่งหมายของการศึกษา

1. เพื่อศึกษาระดับการปฎิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในเขตพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด
2. เพื่อเปรียบเทียบระดับการปฎิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในเขตพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน และพื้นที่สังกัดแตกต่างกัน
3. เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระดับการปฎิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในเขตพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด

วิธีดำเนินการศึกษา

การศึกษาการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในเขตพื้นที่ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ในครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ใช้กรอบแนวคิดหลักธรรมาภิบาล 6 หลัก ของกระทรวงศึกษาธิการมาเป็นกรอบแนวคิดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. 2542 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) ผู้ศึกษาทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปในการประมวลผลข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลมีดังนี้ 1) การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานใช้การแจกแจงความถี่ (Frequency) และร้อยละ (Percentage) 2) การวิเคราะห์ข้อมูลระดับความคิดเห็นการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาลตำบลในเขตพื้นที่อำเภอจังหาร โดยรวม รายด้านและรายข้อใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 3) การวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของบุคลากรประจำเทศบาลตำบลในเขตพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน และพื้นที่สังกัดแตกต่างกัน ใช้การวิเคราะห์สถิติ F-test (Two way ANOVA) 4) การวิเคราะห์ข้อมูลข้อเสนอแนะระดับความคิดเห็นการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาลตำบลในเขตพื้นที่อำเภอจังหาร ใช้ความถี่ (Frequency) โดยการจัดกลุ่มประเด็นที่เหมือนกันและนำเสนอเชิงพรรณนา

ผลการศึกษา

ผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้สามารถสรุปผลได้ ดังต่อไปนี้
1. ข้อมูลด้านประชากรกลุ่มตัวอย่าง พบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 30 – 39 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ส่วนใหญ่เป็นพนักงานเทศบาล และสังกัดเทศบาลตำบลจังหารเป็นส่วนใหญ่
2. บุคลากรประจำเทศบาลตำบลในพื้นที่อำเภอจังหาร ปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง เรียงตามลำดับจากมากไปน้อยดังนี้ ด้านหลักนิติธรรม ด้านหลักความคุ้มค่า ด้านหลักความรับผิดชอบ ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักคุณธรรม และด้านที่น้อยที่สุดคือด้านหลักการมีส่วนร่วม
3. ผลการเปรียบเทียบการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด สรุปผลได้ดังนี้
3.1 บุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีเพศแตกต่างกัน มีการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน
3.2 บุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีอายุแตกต่างกัน มีการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยรวมและรายด้าน ด้านหลักความคุ้มค่าแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกนั้นไม่แตกต่าง
3.3 บุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน มีการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลโดยรวมไม่แตกต่าง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าด้านหลักนิติธรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกนั้นไม่แตกต่าง
3.4 บุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด มีการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน
3.5 บุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีพื้นที่สังกัดแตกต่างกัน มีการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านหลักนิติธรรม และด้านหลักความคุ้มค่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกนั้นไม่แตกต่าง
4. ข้อเสนอแนะของบุคลากรประจำเทศบาล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ต่อการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล จำนวน 6 ด้าน มีดังนี้ ด้านหลักนิติธรรม เทศบาลควรเปิดโอกาสให้บุคลากรในหน่วยงานได้เข้ารับการอบรมเพื่อให้มีความรู้ด้านระเบียบกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำก่อนบริการประชาชน ด้านหลักคุณธรรม ผู้บริหารควรจัดอบรมคุณธรรมจริยธรรมให้กับบุคลากรในหน่วยงานเพื่อให้บุคลากรมีระเบียบวินัย ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ด้านหลักความโปร่งใส การดำเนินงานของเทศบาลควรมีความโปร่งใสประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้ เทศบาลควรมีการประชาสัมพันธ์กิจกรรม/โครงการเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบได้ง่าย ด้านหลักการมีส่วนร่วม ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้บุคลากรในหน่วยงานมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นตลอดจนตัดสินใจในการวางแผนการดำเนินงานอย่างเต็มที่ ด้านหลักความรับผิดชอบ บุคลากรควรมีความกระตือรือร้น รับผิดชอบในหน้าที่และงานของตนเองเพื่อบริการประชาชนอย่างเต็มที่ ด้านหลักความคุ้มค่า เทศบาลควรมีแผนในการทำงานเพื่อการควบคุมการเบิกจ่ายวัสดุในสำนักงานเพื่อให้ใช้งานได้อย่างประหยัดและคุ้มค่า


อภิปรายผล

จากการศึกษา เรื่อง การปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาล
ตำบล ในเขตพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด มีประเด็นอภิปรายผลดังนี้
1. บุคลากรประจำเทศบาลตำบลในเขตพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด
ปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากเทศบาลตำบลในเขตพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นเทศบาลตำบลที่ยกฐานะขึ้นมาใหม่ แม้จะมีการนำหลัก
ธรรมาภิบาลมาเป็นกรอบในการบริหารจัดการ ตลอดจนได้นำเอาแนวทางการปฏิบัติมาชี้แจง
แนะนำแนวทางการดำเนินตามกฎหมาย เพื่อให้บุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในเขตพื้นที่อำเภอ
จังหาร ได้มีความเข้าใจตรงกันในการบริหารงานเพื่อให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใส
และตรวจสอบได้ แต่เทศบาลอาจยังขาดการกำกับดูแล และเข้มงวดให้บุคลากรปฏิบัติตามหลัก
ธรรมาภิบาลเท่าที่ควร สอดคล้องกับการผลศึกษาของ อัฌฌา สาแมแน็ง (2550 : บทคัดย่อ) ที่ได้
ศึกษาการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบลในทรรศนะพนักงานส่วน
ตำบล อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา พบว่า การปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหาร
ส่วนตำบล ด้านหลักนิติธรรม อยู่ในระดับร้อยละ 45.6 ด้านคุณธรรม อยู่ในระดับร้อยละ 41.8
ด้านความโปร่งใส อยู่ในระดับร้อยละ 44.3 ด้านหลักการมีส่วนร่วม ร้อยละ 51.9 ด้านหลักความ
รับผิดชอบ ร้อยละ 43 หลักความคุ้มค่า ร้อยละ 40 ทั้งนี้การปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของ
บุคลากรประจำเทศบาลตำบลในพื้นที่อำเภอจังหาร อาจยังขาดความรู้ความเข้าใจและอาจมีปัจจัย
ซึ่งเป็นสาเหตุให้การปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งยัง
สอดคล้องกับผลการศึกษาของ พลกฤติ พัตรปาล (2549 : บทคัดย่อ) ที่ได้ศึกษาสภาพและปัญหา
การปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของข้าราชการประจำองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัด
อุตรดิตถ์ พบว่า ปัญหาการปฏิบัติงานของ 1) พนักงานส่วนตำบลในจังหวัดอุตรดิตถ์ส่วนใหญ่
ขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติตามข้อบัญญัติ 2) ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบล มี
อำนาจมากเกินไป มีผลให้ผู้บริหารทำผิดระเบียบกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้อง
3) การประชาสัมพันธ์ยังมีน้อยช่องทาง ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง ขาดบุคลากร
ด้านอินเตอร์เน็ต 4) ประชาชนไม่ให้ความสำคัญกับการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ การ
บริหารงานในบาง อบต. ยังไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากนัก 5) การไม่กระจายอำนาจ
บริหารงาน อำนาจอยู่ที่บุคคลคนเดียว การให้ความสำคัญต่อปัญหาไม่ครอบคลุม การมุ่งหวังแต่
ผลประโยชน์ในโครงการก่อสร้าง 6) มีการทุจริตในการเสนอราคา ทำให้หน่วยงานภาครัฐเสีย
ผลประโยชน์จากการแข่งขันราคา การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และกระแสไฟฟ้า ทำให้ไม่
สามารถลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลงได้
2. บุคลากรประจำเทศบาลตำบล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีอายุ
การศึกษา และพื้นที่สังกัดที่แตกต่างกัน มีการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล ที่แตกต่างกันซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากบุคลากรประจำเทศบาลตำบลในพื้นที่อำเภอ
จังหาร จังหวัดร้อยเอ็ดที่มีอายุ การศึกษา และพื้นที่สังกัดเดียวกัน อาจมีการรับรู้การปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลที่แตกต่างกันเนื่องจากความแตกต่างด้านวัยวุฒิ และคุณวุฒิ ประกอบกับพื้นที่สังกัดแต่ละแห่งมีการเอาใจใส่และเข้มงวดกับบุคลากรแตกต่างกัน ตลอดจนมีปัจจัยต่าง ๆ ที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่จึงทำให้การปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรประจำเทศบาล ในพื้นที่อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ดแตกต่างกัน สอดคล้องกับการศึกษาของ พงษ์ฑูน นับสิบ (2550 : บทคัดย่อ) ที่ได้ศึกษา กระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยมในการปฏิบัติราชการตามหลักธรรมาภิบาลของพนักงานเทศบาลตำบล ในเขตอำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรปราการ พบว่า เพศไม่ใช่ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล แต่ช่วงอายุ ระดับการศึกษา และกลุ่มตำแหน่งมีผลต่อการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล
ข้อเสนอแนะ

จากผลการศึกษา ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะ 2 ประเด็น ดังนี้
1.ข้อเสนอแนะทั่วไป
1.1 เทศบาลควรมีมาตรฐานในการทำงานเพื่อให้บุคลากรมีการปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล
1.2 บุคลากรประจำเทศบาล ควรให้บริการประชาชนด้วยความเป็นมิตรและเป็นกันเองเพื่อให้ประชาชนเกิดความประทับใจและเชื่อถือในการดำเนินงานของเทศบาล
1.3 เทศบาลควรเปิดโอกาสและเพิ่มช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา
1.4 เทศบาลควรเปิดโอกาสให้บุคลากรในเทศบาลเข้าไปส่วนร่วมในการรับรู้ เสนอความคิดเห็น และกำหนดแผน นโยบาย การดำเนินงานของเทศบาลมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บุคลากรมีส่วนร่วมและรับผิดชอบในการดำเนินงานของเทศบาล
1.5 บุคลากรประจำเทศบาล ควรมีการปฏิบัติงานตามแนวนโยบายของเทศบาลอย่างเคร่งครัด และเห็นปัญหาของประชาชนสำคัญที่สุด
1.6 เทศบาลควรมีการวางแผน และการควบคุมการใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม
2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้าต่อไป
2.1 ควรมีการศึกษาการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลขององค์การบริหารส่วนตำบล และเทศบาลตำบล เพื่อให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลนำไปปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่บกพร่องให้ดียิ่งขึ้น
2.2 ควรศึกษาปัจจัยและแรงจูงใจที่ทำให้บุคลากรประจำเทศบาล สามารถดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัดตามระเบียบและกฎหมายอยู่เสมอ



โพสต์โดย smilecat : [26 ต.ค. 2554 เวลา 15:15 น.]
อ่าน [1065] ไอพี : 113.53.207.44
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ท่องเที่ยวไทย
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
     

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม

เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory
การจัดอันดับของ Stats in Thailand

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าใน

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com
Email2 : kroobannokdotcom@gmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม