ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่
หน้าแรก  ข่าวการศึกษา  ครูบ้านนอกBLOG  ห้องสมุดความรู้  เนื้อหาในเว็บไซต์ เผยแพร่ผลงานวิชาการ เกมส์ game เกม เกมส์มากมาย รวมเกมส์
ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• เผยแพร่ผลงาน Best Practice การละเล่นเด็กไทยระดับปฐมวัย

1. ความมหัศจรรย์ของการละเล่นพื้นบ้าน
2. นางถนอมศรี วรปัสสุ
3. หลักการเหตุผล/ความเป็นผล
การพัฒนาเด็กให้มีพัฒนาการทั้ง 4 ด้านมีแนวทางที่หลากหลาย การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิด ถึง 5 ปี บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคม - วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ และหลักการของหลักสูตรกล่าวว่าพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นและกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย ( กรมวิชาการ 2546 : 4-5) ทั้งนี้เพราะการเล่นช่วยในการพัฒนาร่างการให้มีการเจริญเติบโต ช่วยให้เด็กได้ฝึกทักษะการใช้กล้าเนื้อส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม เช่น การใช้สายตาคาดคะเน กะระยะ การใช้โสดประสาทรับความรู้สึกสัมผัส การใช้กล้าเนื้อในการขีดลากเส้น ทักษะในการทรงตัว การเล่นส่งเสริมทางด้านอารมณ์และจิตใจ ความสนุกสนาน ความมีชีวิตชีวา ความตื่นเต้น มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้รู้อภัย มีความเชื่อมั่นในตนเอง ยอมรับความสามารถของตนเองและผู้อื่น การเล่นทำให้เด็กได้รับความรู้โดยไม่รู้สึกตัว โดยธรรมชาติการเล่นของเด็กจะเริ่มจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวแล้วขยายไปการเรียนรู้ไปยังบุคคลรอบข้างโดยโดยได้รับการถ่ายทอดจากผู้ร่วมเล่นระหว่างกัน จากการเล่นทำให้เด็กได้เรียนรู้เป็นการส่งเสริมด้านสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ ได้เรียนรู้ การคาดคะเน การกะระยะ การนับ การเลียนแบบ ซึ่งประสบการณ์จากการเล่นเป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคต การเล่นส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เด็กที่ได้เล่นร่วมกับเพื่อนมาตั้งแต่เด็ก จะมีลักษณะให้ความร่วมมือกับคนอื่น และคนอื่นก็ให้ความร่วมมือด้วย การเล่นเป็นการปูพื้นฐานทางสังคมให้กับเด็ก ให้มีความเป็นประชาธิปไตย จากเหตุผลดังกล่าว การละเล่นพื้นบ้านของจังหวัดเลย เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยในการพัฒนาเด็กที่ได้ผลมาก ซึ่งผู้จัดทำได้ทดลองมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 เป็นต้นมา อีกประการหนึ่ง การนำการละเล่นพื้นบ้านมาจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัย เป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และนำเอาภูมิปัญญามาใช้ในการจัดประสบการณ์ ส่งเสริมให้เด็กรักและภูมิใจในความเป็นไทย ท้องถิ่นของตน ในที่นี้ได้นำเอาการละเล่นพื้นบ้านของจังหวัดเลย มาใช้ในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก
4. วัตถุประสงค์
1. เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้รู้จักและเล่นการละเล่นพื้นบ้านท้องถิ่นของตน ทำให้เกิดความรักภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นและช่วยกันอนุรักษ์ไว้
2. เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้มีพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา
5. แนวคิด / ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
5.1 ความหมายและคุณค่าของการละเล่นพื้นบ้านจังหวัดเลย
ความหมายของการละเล่นพื้นบ้าน
คำว่า "การเล่น" ได้มีผู้ศึกษาค้นคว้าให้ความหมายไว้แตกต่างกันมากมายดังนี้
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2530 ได้ให้ความหมายของคำว่า "เล่น" "การละเล่น" และ "พื้นบ้าน" ไว้ดังนี้
"เล่น" หมายถึง ทำเพื่อสนุกหรือผ่อนคลายอารมณ์หรือพูดอย่างไม่เอาจริงเอาจังร่วมด้วย
"การละเล่น" หมายถึง มหรสพการแสดงต่าง ๆ เพื่อความสนุกสนานหรือผ่อนคลายอารมณ์ให้เกิดความเพลิดเพลิน
"พื้นบ้าน" หมายถึง เฉพาะถิ่น
สารานุกรมภาษาอีสาน ไทย อังกฤษ (ปรีชา พิณทอง, 2532)ได้ให้ความหมายของคำว่า พื้น และ บ้าน ไว้ดังนี้
"พื้น" หมายถึงประวัติ ตำนาน เช่น นิทานพื้นบ้าน
" บ้าน" หมายถึง บริเวณที่เรือนตั้งอยู่
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2533:11-12) ได้ให้ความหมายของการเล่นไว้ดังนี้
การเล่นหมายถึงกิจกรรมที่เด็กเล็ก ๆ ชอบที่จะทำ จะจัดการทำขึ้นมา ตลอดจนเพื่อความสนุกสนานทั้งหลายที่สนองต่อความอยากรู้ อยากเห็นของทุกสิ่งที่เขาได้เห็น ได้ยิน ได้ชิม เป็นวิธีการที่พัฒนาความรู้สึกของเด็ก จะได้รู้จักกับเพื่อนๆ ได้ร่วมกิจกรรมได้สังคม
การเล่นหมายถึงการใช้จังหวะการเคลื่อนไหวและหรือเป็นการสแดงกิจกรรมทางเครื่องดนตรี
การเล่นหมายถึงเป็นการทดลองใช้ความรู้ที่เด็กมีต่อสิ่งแวดล้อมทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมอื่น ๆ โดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวของเด็กเป็นการทดลองปฏิบัติการด้วยตนเองอย่างอิสระและสนุกสนานเพลิดเพลิน
การเล่นเป็นไปตามสัญชาติญาณของเด็กที่ต้องการความเคลื่อนเคลื่อนไหวผ่อนคายความตึงเครียด โดยการเสาะเสวงหาวิธีการที่จะทำให้เกิดความสนุกสนานเพลินเพลิน
รูดอล์ฟ และโคเฮน (Rudolph and Cohen. 1984 : 69) กล่าวว่าการเล่นเป็นกระบวนการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน ของเด็กคือ ด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งการเล่นมีองค์ประกอบ 3 ประการคือ
1. การเล่นนำไปสู่การค้นพบเหตุผลและความคิด
2. การเล่นเป็นการเชื่อมโยง
3. การเล่นเป็นการนำเด็กไปสู่สมดุลย์ทางอารมณ์
ฉวีวรรณ กินาวงษ์ (2533 : 112) กล่าวว่าการเล่นของเด็กหมายถึง กิจกรรมหรือการกระทำใดๆที่ให้ความสนุกเพลิดเพลิน โดยที่เด็กไม่ได้คำนึงถึงผลของกิจกรรมหรือการกระทำนั้น ๆ การเล่นมีความหมายสำคัญมากสำหรับเด็ก เพราะการเล่นเกิดจากความสมัครใจของเด็ก
สุชา จันทร์เอม (2541 : 81) ได้กล่าวถึงการเล่นว่า หมายถึง กิจกรรมหรือการกระทำใดๆก็ให้ความสนุกสนานแก่เด็กโดยที่เด็กไม่คำนึงถึงผลการเล่น
รัชฎวรรณ ประพาน. (2541:31-32) ได้ให้ความหมายของคำว่าการละเล่นพื้นบ้านว่า หมายถึง กิจกรรมการละเล่นของสังคมที่ไม่ทราบที่มาแต่ได้ยอมรับและถ่ายทอดการเล่นต่อๆกันมาโดยไม่ขาดสาย เป็นกิจกรรมกสนละเล่นที่เป็นการละเล่นสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นกิจกรรมที่เด็กเล่นเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน อาจจะเป็นการเล่นคนเดียวหรืเล่นเป็นกลุ่ม การละเล่นจึงเป็นบทบาทต่อการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน(ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา) ของเด็ก และเป็นเครื่องหมายแสดงออกของการละเล่นพื้นบ้านว่าเป็นกิจกรรมที่เด็กเล่นด้วยความสมัครใจเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินในขณะที่เด็กได้เล่นเด็กจะเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกระยวนการพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตนเอง
จารุวรรณ ธรรมวัตร. (2553 : 198 - 199) ได้กล่าวถึงการละเล่นของเด็กไทยว่าการเล่นทุกชนิดนอกจากจะเกิดความเพลิดเพลินแก่เด็กแล้ว ยังมีคุณค่าอื่นแฝงอยู่ เช่นเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ จิตใจ และเล่นหลายชนิดฝึกให้เด็กได้รู้จักสังเกต ให้ไหวพริบในการเล่นทายปริศนา สอนให้เด็กเข้ากับเพื่อนได้ โดยเพื่อนยอมรับอย่างเต็มใจ การเล่นของเด็กแบ่งได้หลายประเภท คือการเล่นและการเล่นในร่ม ถ้าแบ่งเอาบทร้องเป็นหลัก ก็จะมีสองประเภทคือ การเล่นมีบทร้องและการเล่นที่ไม่มีบทร้อง



สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ( 2522:11 - 12 ) ได้ให้ความหมายของการเล่นไว้ดังนี้
การเล่นหมายถึงกิจกรรมที่เด็กเล็ก ๆ ชอบที่จะทำจะจัดการทำขึ้นมาตลอดจนเพื่อความสนุกสนานทั้งหลายที่จะสนองตอบต่อความอยากรู้ อยากเห็นของทุกสิ่งที่เขาเห็น ได้ยิน ได้ชิม ได้
รู้สึก เป็นวิธีการที่พัฒนาความรู้สึกของเด็ก จะได้รู้จักกับเพื่อน ๆ ได้ร่วมกิจกรรมได้สังคม
การเล่นหมายถึงการใช้จังหวะ การเคลื่อนไหวและหรือเป็นการแสดงกิจกรรมทางเครื่องดนตรี
การเล่นหมายถึงเป็นการทดลองใช้ความรู้ที่เด็กมีต่อสิ่งแวดล้อมทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมอื่น ๆ โดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวของเด็กเป็นการทดลองปฏิบัติการด้วยตนเองอย่างอิสระและสนุกสนานเพลิดเพลิน
การเล่นหมาถึงการใช้พลังงานส่วนเกินไปในทางสร้างสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคม
การเล่นเป็นไปตามสัญชาติญาณของเด็กที่ต้องการความเคลื่อนไหวผ่อนคลายความตึงเครียด โดยการเสาะแสวงหาวิธีการที่จะทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน
เมื่อนำมารวมกัน " การละเล่นพื้นบ้านจังหวัดเลย" หมายถึงการละเล่นเพื่อความสนุกสนานและผ่อนคลายอารมณ์ในท้องถิ่นจังหวัดเลย
สรุปได้ว่าการละเล่นพื้นบ้านจังหวัดเลย หมายถึงการละเล่นประเภทต่างๆของจังหวัดเลยที่มีสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีกฎกติกาง่ายๆ วัสดุที่ใช้ในการเล่นหาได้ง่ายในท้องถิ่น ส่วนมากเป็นวัสดุจากธรรมชาติ มีทั้งที่มีบทร้องและไม่มีบทร้อง เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ซึ่งการละเล่นพื้นบ้านจังหวัดเลยจะเล่นกันเป็นกลุ่มตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป
5.2 ความสำคัญและคุณค่าของการละเล่น
การละเล่นพื้นบ้านเป็นละเล่นที่สืบทอดกันมาแต่โบราณโดยเฉพาะเด็ก ๆ จะนิยมเล่นกันมาก เด็กสมัยก่อนจะเรียนรู้ การละเล่นโดยไม่มีการเรียนการสอน การละเล่นพื้นบ้านไม้ว่าของภาคใดล้านเป็นประโยชน์เพราะการละเล่นทำให้เด็กได้เคลื่อนไหวได้ออกกำลังกายเกิดความคล่องแคล่วว่องไว ฝึกความอดทน ฝึกการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี ฝึกการสังเกตมีปฏิภาณไหว้พริบ สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ พร้องทั้งเกิดความสนุกสนานการละเล่นจึงถือว้าเป็นหัวใจสำคัญของเด็กในปัจจุบันโรงเรียนควรที่จะนำเอาการละเล่นพื้นบ้านมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อเป็นการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเชื่อโยงสู่การเรียนรู้ โดยเฉพาะการละเล่นพื้นบ้านควรให้เยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้และอนุรักษ์ไว้ ซึ่งการละเล่นพื้นบ้านเป็นกิจกรรมรู้จักความยุติธรรม รู้จักการให้การรับและช่วยพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ให้เจริญเติบโต ผ่อนคลายความตึงเครียด
ผอบ โปษะกฤษณะ (2522:100) ได้สรุปคุณค่าของการละเล่นพื้นบ้านของเด็กไทยซึ่งแบ่งเป็น คุณค่าทางด้านวัฒนธรรม ด้านสังคม และด้านภาษา ดังนี้
ด้านวัฒนธรรม
การละเล่นของเด็กไทย มีลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงามของเด็กปรากฏอย่างชัดเจนคือ
1. เสริมสร้างพลานามัยให้สมบูรณ์
2. เสริมสร้างทักษะต่าง ๆ ให้เจริญ เช่นทักษะในการใช้สายตาสังเกต ทักษะในการเคลื่อนไหวอวัยวะ
3. ส่งเสริมความเจริญทางสติปัญญา เช่น ฝึกให้ใช้ความคิด ฝึกให้มีไหวพริบ ฝึกการคาดคะเนด้านสังคม
3.1 การละเล่นของเด็กไทยสะท้อนภาพของสังคมไทยในด้านต่างๆ เช่น สภาพความเป็นอยู่ อาชีพ เป็นต้น
3.2 การละเล่นช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นทางกาย และทางจิตใจ ฝึกให้เป็นผู้ที่มีระบบระเบียบวินัย และความรับผิดชอบ มีความสามัคคีในหมู่คณะ เมื่อเติบโตขึ้นเด็กๆ เหล่านี้ก็จะมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นกำลังของชาติอันเป็นคุณค่าทางสังคมอันพึงปรารถนา
ด้านภาษา
บทร้องประกอบการร้องของเด็ก มีคุณค่างทางภาษาทั้งในแง่วรรณศิลป์และในแง่การสื่อสาร ในแง่วรรณศิลป์นั้น บทร้องมีรูปแบบไม่จำกัดตายตัว มีการใช้คำเป็นวรรคสั้น ๆ และมีเสียงสัมผัสคล้องจองทำให้เกิดความไพเราะ ทำนองที่ใช้ร้องเป็นทำนองง่ายๆมีจังหวะเข้ากับวิธีเล่น มีการใช้คำเลียนเสียงต่างๆ และมีการใช้สัญลักษณ์ในเนื้อร้อง แฝงความหมายที่น่าสนใจ ในแง่ของการสื่อสาร นับว่าบทร้องประกอบการละเล่น ได้มีส่วนช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาโดยไม่รู้ตัว เพราะมีทั้งคำคล้องจอง คำถามคำตอบและคำพูดที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้เด็กได้รับความสนุกสนาน ในการใช้ภาษาสื่อสารไปด้วยช่วยพัฒนาการทางด้านความคิดและการสังเกตได้เป็นอย่างดี
สาร สาระทัศนานันท์ (2529: 3-6) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการละเล่นพื้นบ้านไว้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์ เกิดมาย่อมมีการเคลื่อนไหวจะอยู่นิ่งไม่ได้ยิ่งเป็นเด็กแล้วต้องมีการเคลื่อนไหวย่อยๆทั้งนี้เพื่อบริหารร่างกายให้เจริญเติบโต การเคลื่อนไหวหรือการออกกำลังกายนับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งของมนุษย์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ตลอดจนผู้สูงอายุ และมนุษย์ผู้มีนิสัยชอบสังคมคือชอบรวมกันอยู่เป็นกลุ่ม ซึ่งต้องมสีการคบหาสมาคมกัน และมีการระบายออกทางจิตใจ เพื่อให้มีความสบายทั้งกายและใจด้วย การละเล่นจึงเป็นการแสดงออกของการเชื่อมความสามัคคีของคนทำให้คนคบหากันได้อย่างสนิทสนม จึงนับเป็นนันทนาการอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ การละเล่นเมื่อมีการจัดเป็นระเบียบแบบแผน มีกติกาให้คนในกลุ่มปฏิบัติย่อมเป็นการแสดงถึงความเจริญงอกงามของคนกลุ่มนั้น และเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งด้วย อันแสดงความเป็นผู้มีวัฒนธรรมของคนกลุ่มนั้นด้วย การละเล่นจึงเป็นเครื่องช่วยส่งเสริมให้มีการพัฒนาการทางการและจิตใจของคน ทำให้คนได้เป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีความสามัคคีกลมเกลียวก้าวหน้า นับเป็นวัฒนธรรมได้อย่างหนึ่ง ดังนั้น หากได้มีการฟื้นฟู แก้ไขเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมการเล่นของคนในกลุ่มในแต่ละหมู่บ้านให้คงอยู่ ผลที่ตามมาก็คือ นอกจากประชาชนได้ออกกำลังกายและทำจิตใจให้สบายแล้วยังทำให้คนในกลุ่มอยู่ด้วยกันด้วยความรักใคร่กลมเกลียวและมีความสุขด้วย การเล่นพื้นบ้านจึงนับว่ามีความสำคัญซึ่งเราควรจะได้รับการอนุรักษ์ให้คงมีอยู่หาทางส่งเสริมหรือพัฒนาให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น และยังได้กล่าวถึงประโยชน์ของการละเล่นพื้นบ้านไว้ดังนี้
1. เป็นการช่วยบริหารร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ ในขณะที่แสดงการละเล่นร่างกายได้เคลื่อนไหว การละเล่นบางอย่างได้มีการออกแรงแข่งขันกันด้วย จึงทำให้ผู้เล่นได้บริหารร่างกายผู้ร่วมกิจกรรมได้ออกกำลังกายไปด้วย อันเป็นผลทำร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง มีสุขภาพอนมัยดีมีอำนาจต้านทานโรค
2. ช่วยทำให้สุขภาพจิตดีเพลิดเพลิน เนื่องจากการละเล่นเป็นนันทนาการส่วนหนึ่งทำให้ผู้เล่นรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินจิตใจร่าเริงแจ่มใส จึงทำให้จิตใจสบายอารมณ์ดี เป็นการช่วยรักษาสุขภาพจิตของผู้แสดงการละเล่น และคลายความเครียดของประสาทได้เป็นอย่างดี
3. เป็นการส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ การละเล่นพื้นบ้านแทบทุกอย่างจะมีคนเล่นคราวละหลายๆคน นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมและสนับสนุนการแสดงการละเล่นด้วย บุคคลเหล่านี้จะร่วมกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้ได้มีส่วนร่วมการแข่งขัน การแสดงหรือร่วมสนุกสนานกับกลุ่มคนเหล่านั้น เมื่อได้ร่วมกิจกรรมกัน ก็เกิดความรักใคร่กลมเกลียวกัน ความคุ้นเคย เป็นกันเอง ย่อมมีขึ้นดุจญาติพี่น้องอันแท้จริง ย่อมก้อให้เกิดความรักใคร่สามัคคีในหมู่คณะ บางโอกาสเมื่อมีผู้ใดมีธุระ การงานได้ความเดือดร้อนหรือมีความจำเป็นอยากจะได้รับความช่วยเหลือจากผู้สนิทคุ้นเคยจากการเล่น
4. ฝึกให้เป็นผู้มีน้ำใจเป็นนักสูกล้าหาญมีน้ำใจนักกีฬาการละเล่นบางอย่างย่อมจะมีการต่อสู้และแข่งขันกัน ระหว่างบุคคลต่อบุคคล หรือหมู่คณะต่อหมู่คณะ ต้องอาศัยความสามารถทั้งด้านกำลังกายและกำลังใจ ผู้ใดได้แข่งขันบ่อยๆ ย่อมทให้ร่างกายและจิตใจข้าแข็ง พร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆเป็นการฝึกคนให้รู้จัดต้อวงสู้กล้าหาญ ทั้งเป็นการอบรมให้เป็นผู้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เป็นต้น นับเป็นการสร้างเสริมนิสัยที่ดีแก่ผู้แสดงการเล่น
5. เป็นการเสริมสร้างความคิดริเรื่องสร้างสรรค์ ก่อนแสดงการละเล่นย่อมมีการปรึกษาหารือและตกลงกันถึงวิธีการเล่นหรือกติกา การจัดกาอุปกรณ์ และค้นหาดัดแปลงวิธีการเล่นแปลกๆที่เหมาะสมเพิ่มเติม เป็นการฝึกให้บุคคลเล่านั้น รู้จักคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในสิ่งที่ดีงาม ซึ่งการริเริ่มสร้างสรรค์นี้ให้มีขึ้น โดยเฉพาะเด็กๆและเยาวชน ควรได้มีการฝึกให้มาก
6. ช่วยสร้างประสบการณ์ชีวิตนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน การละเล่นบางอย่างเช่นการละเล่นขอเด็ก เป็นการเลียนแบบผู้ใหญ่ทำให้เด็กมีจินตนาการและได้ฝึกปฏิบัติจริงตามผู้ใหญ่ เป็นการฝึกปฏิภาณไหวพริบช่วยให้เกิดความรอบรู้บางอย่าง เป็นการส่งเสริมประสบการณ์ชีวิต โดยครูอาจารย์อาจนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนในโรงเรียน และผลที่ได้จาการแสดงการเล่นอาจนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันต่อไปด้วย
7. เป็นการฝึกปฏิภาณไหวพริบเพราะการละเล่นต่างๆ ส่วนมากมักจะมีการแข่งขันกันการแข่งขันจะมีชัยชนะได้จะต้องอาศัยปฏิภาณไหวพริบของผุ้เล่นแต่ละคนประกอบด้วยหากผู้เล่นมีปฏิภาณไหวพริบดี ย่อมมีส่วนช่วยให้ผู้เล่นมีชัยชนะในที่สุดในขณะที่ผู้เล่นทุกคนต้องพยายามให้สมองหรือไหวพริบของตนเอง เพมือมีการฝึกใช้สมองหรือไหวพริบบ่อยๆ เข้าย่อมช่วยให้ผู้นั้นมีปฏิภาณไหวพริบดีขึ้น นอกจากนี้การละเล่นบางอย่างอาจช่วยฝึกการสังเกต และการฝึกจำด้วย
8. ฝึกระเบียบวินัยการเชื่อฟังและรู้จักหน้าที่ธรรมดาการละเล่นย่อมมีกติกาย่อมมักมีผู้ตัดสิน บางทีมีหัวหน้าทีม ผู้เล่นจะต้องเชื่อฟังผู้ตัดสินและจะต้องเชื่อฟังหัวหน้าทีมด้วยจะทำให้การเล่นดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และการเล่นถ้าจะให้ได้ชัยชนะ ข้อสำคัญอย่างหนึ่ง คือผู้เล่นจะต้องรู้จักหน้าที่ของตนเองและพยายามทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด้วย การละเล่นจึงนับเป็นการฝึกสิ่งที่ดีงามดังกล่าวไปในตัว
9. ช่วยแก้ปัญหาเด็กซุกซนหรือเล่นเป็นโทษตามธรรมชาติของเด็กย่อมไม่ชอบอยู่นิ่งๆบางทีการไม่อยู่นิ่งของเด็กอาจเป็นโทษ เช่น ทำให้เกิดความเสียหายและอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่นตลอดจนทรัพย์สอนสิ่งของด้วย เมื่อการละเล่นเด็กย่อมมีโอกาสระบายออกซึ่งความอัดอั้นในด้านกำลังกายและจิตใจทั้งการเล่นส่วนมากย่อมมีผู้ควบคุมและอยู่ในกรอบแห่งกติกา การละเล่นจึงช่วยให้ผู้เล่นได้แสดงออกในทางที่เหมาะที่ควร ทั้งเป็นการแก้ปัญหาในด้านความซุกซนหรือการเป็นเป็นโทษของเด็กได้เป็นอย่างดี
10. ช่วยให้งานประเพณีสนุกสนานครื้นเครงในงานเทศการประเพณีต่างๆ เช่นบุญตรุษสงกรานต์ งานบุญเข้าพรรษาเป็นต้นนอกจากมีการคบงัน (ฉลอง) และจัดกิจกรรมต่างๆ แล้ว จะมีการละเล่นประกอบด้วย ก็จะทำให้งานๆ สนุกสนานครื้นเครง เป็นการส่งเสริมงานชีวิตชีวาช่วยทำให้มีผู้ร่วมงานมากขึ้น ทำให้ผู้มาร่วมงานรู้จักคุ้นเคยกันและรักใคร่สามัคคีมีความร่นเริงบันเทิงใจ
11. เป็นการสร้างเสริมในด้านขนบธรรมเนียมประเพณีและเอกลักษณ์ของท้องถิ่นเนื่องจากการละเล่นพื้นบ้านบางอย่าง ประชาชนได้นำมาเล่นในงานประเพณีช่วยให้งานนั้นสนุกสนานยิ่งขึ้นการละเล่นจึงนับว่ามีส่วนส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณีด้วยนอกจากนี้การละเล่นยังเป็นมรดกตกทอดลอกเลียนแบบต่อๆกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นเครื่องบอกถึงความเจริญก้าวหน้า จึงนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และการละเล่นของบ้างท้องถิ่นก็แตกต่างกันไป จึงนับเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นด้วย

หรรษา นิลวิเฃียร. (2535 : 85-86) ได้กล่าวว่า การเล่นเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเด็ก และมีคุณค่าต่อพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและติปัญญา การเล่นทำให้เด็กเรียนรู้ การรู้จัดดัดแปลง คิดยืดหยุ่น การนำเชือกมาผูกแทนชิงช้า ปีนเล่นบนก้อนหินแทนการปีนเล่นบนเครื่องเล่นในโรงยิม ใช้ม้าก้านกล้วยสมมุติเป็นม้า การเล่นจะช่วยให้เด็กฝึกจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เด็กจะสร้างภาพพจน์ และเรื่องราวต่าง ๆ แม้แต่เรื่องในใจของตนเอง เด็กจะฝึกเลียนเสียงธรรมชาติ เสียงสัตว์ เด็กจะศึกษาหาวิชาใหม่ๆ จาการเล่นวัสดุ สิ่งของ จะเห็นได้ว่าการเล่นมีความสำคัญมากต่อชีวิตในวัยเด็ก การเล่นชนิดต่างๆจะส่งผลให้เด็กมีความเจริญงอกงาม และพัฒนาการครบทุกด้าน
ทิพวรรณ คันธา (2540 : 3) ได้กล่าวถึงคุณค่าของการละเล่นพื้นบ้านว่า เป็นการเล่นที่สามารถส่งเสริมกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เป็นอย่างดี เพราะผู้เล่นได้เคลื่อนไหว ได้ออกกำลังกาย รู้จักเคารพกติกาในการเล่น รู้จักการรอคอย มีความอดทน รู้แพ้รู้ชนะและให้อภัย ช่วยสร้างเสริมความสามัคคีในหมู่คณะตลอดจนผู้เล่นได้รับความสนุกสนาน อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านให้คงอยู่
กรมวิชาการ.(2540 : 5) กล่าวว่า การเล่นถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญในชีวิตเด็กทุกคน เด็กจะรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลิน ได้สังเกต มีโอกาสทำการทดลอง สร้างสรรค์ความคิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วยตนเอง การเล่นช่วยพัฒนาร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ จิตใจ และสังคม เป็นทางที่เด็กจะสร้างประสบการณ์เรียนรู้สิ่งแวดล้อม กับธรรมชาติรอบตัว "การเล่น" เป็นหัวใจสำคัญของการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก
สุชา จันทร์เอม. (2541:85-86) ได้กล่าวว่า การเล่นของเด็กเน้นการฝึกมารยาทของเด็กได้ดียิ่ง เด็กจะรู้จักคิด รู้จักกระทำที่ถูกจากการเล่น รู้จัดความยุติธรรม รู้จักการรับการให้ และช่วยพัฒนาให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ให้เจริญเติบโต ผ่อนคลายความตรึงเครียด ในชีวิตประจำวันของเด็ก
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2533 : 12-14) ได้ให้ความสำคัญของการละเล่น ไว้ว่าการละเล่นมีความสำคัญต่อการพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก ดังนี้คือ
1. เป็นการตอบสนองพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็ก เพราะในขณะแด็กเล่นจะแสดงออกได้อย่างเต็มที่ มีความสดชื่น สนุกสนาน เบิกบาน ทำให้เด็กรู้สึกเป็นสุขเพราะได้เล่นตามที่ตนต้องการ
2. เป็นการตอบสนองความต้องการของเด็กในหลายๆด้าน เช่น ด้านความอยากรู้อยากเห็นซึ่งเด็กแสดงออกโดยการทดลอง หยิบจับ สำรวจ เขย่าฟัง โดย หรือข้างปา ด้านความต้องการทางด้านร่างกาย ความต้องการทางจิตใจ และเป็นการทดแทนความต้องการของเด็กซึ่งเด็กแสดงออกโดยการเล่นสมมุติ
3. เป็นการเรียนรู้ของเด็กที่จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว เช่น เรียนรู้เรื่องขนาด น้ำหนัก สี รูปร่าง ความเหมือน ความแตกต่าง เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง เช่น การผลัดเปลี่ยนกันเล่น การรอคอย การแข่งขัน การตัดสินปัญหาต่างๆ และเรียนรู้ถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตนที่มีต่อชุมชน เช่น หน้าที่ของพ่อ แม่ ลูก ตำรวจ กำนัน ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้มากจากการเล่นสมมุติและจากการสังเกต
4. ช่วยพัฒนาคุณสมบัติหลายประการที่จะช่วยให้เด็กได้รับความสำเร็จในการทำงานเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ฉะนั้นทักษะที่เด็กได้รับจาการเล่น เด็กจะมีโอกาสได้เรียนรู้ถึงภารกิจและหน้าที่ของการเป็นผู้ใหญ่ เป็นการฝึกนิสัยในเรื่องการทำงาน มีความรับผิดชอบและการรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
5. เป็นการเตรียมชีวิตของเด็ก เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักหน้าที่ที่ตนเองต้องทำในอนาคต ฝึกการพึ่งตนเอง การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การแบ่งปัน การเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี
6. เพื่อให้มีทัศนคติที่ดีต่อการออกกำลังกาย เพื่อเป็นแนวทางในการที่จะไปเล่นกีฬาประเภทอื่นๆ ต่อไป


7. ช่วยพัฒนาเด็กในทุก ๆ ด้าน ดังนี้
7.1 ทางด้านร่างกายเกมและการเล่นเป็นการใช้พลังงานส่วนเกินในร่างกายของเด็ก เป็นการฝึกกล้ามเนื้อ
7.2 ทางอารมณ์และจิตใจเกมและการเล่นจะช่วยให้เด็กเกิดการพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจที่มั่นคงแข็งแรงรู้จักปรับอารมณ์ให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมและการเล่นจะช่วยลดความคับข้องใจของเด็ก
7.3 ทางสังคมเกมและการเล่นจะช่วยให้เด็กเด็กมีพัฒนาการด้านความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นเป็นการเรียนที่จะอยู่ร่วมกลุ่ม รู้จักบทบาทของสมาชิกในกลุ่มฝึกการสมาคมและฝึกเด็กในเรื่องการปรับตัว
7.4 ทางสติปัญญาเกมและการเล่นถือว่าเป็นการฝึกการเรียนรู้ด้วยตนเองของเด็กเป็นการฝึกในเรืองความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และสว่งเสริมการจินตนาการของเด็ก
พัชรี สวนแก้ว. (2536 : 58) ได้กล่าวว่าการเล่นเป็นกิจกรรมที่สำคัญมากต่อเด็กเพราะนอกจากจะเป็นธรรมชาติของเด็กแล้วการเล่นยังเป็นสิ่งที่นำไปสู่การเรียนรู้จักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้แก่เด็ก นอกจากนี้การเล่นยังช่วยให้เด็กได้พัฒนาไปสู่วิถีทางการดำเนินชีวิตในเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ประสบการณ์ที่เด็กได้จากการเล่นจะนำไปสู่การรับผิดชอบต่อตนเอง ช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
สรวงธร นาวาผล. ( 2542 : 46) กล่าวว่าการเล่นสำหรับเด็กมีผลต่อการกระตุ้นการเรียนรู้ พัฒนาการของสมองเสริมสร้างความฉลาดพัฒนาสติปัญญาพัฒนาอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์การสื่อสาร การเล่นช่วยเสริมสร้างลักษณะนิสัยของเด็กได้เรียนทักษะต่างๆจากการเล่น เด็กได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากการเล่น
กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2542 : 10) ได้กล่าวว่า การเล่นซึ่งมีความสำคัญกับเด็กมาก ไม่เพียงแต่สร้างความสนุกเพลิดเพลินให้กับเด็กเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก การเล่นจะเป็นการเรียนรู้ของเด็กมากขึ้น ถ้าครูจัดเตรียมการเล่นอย่างมีจุดประสงค์ และพร้อมที่จะให้การเล่นเป็นการเรียนรู้ที่สนุก การเล่นของเด็ก การเล่นเป็นกิจกรรมที่สำคัญในชีวิตเด็กทุกคน เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกตได้มีโอกาสทดลอง สร้างสรรค์ความคิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วยตนเอง ดารเล่นมีอิทธิพล และมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ช่วยพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและติปัญญา
สรุปได้ว่า การเล่นมีความสำคัญต่อการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็ก นอกจากทำให้เด็กเกิดความสนุกเพลิดเพลิน แล้วยังได้เรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว ที่เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ที่หลากหลายให้เด็กได้ด้วยทั้งนี้พอจะสรุปคุณค่าของการละเล่นพื้นบ้านได้ ดังนี้
1. คุณค่าต่อตัวบุคคล คือช่วยส่งเสริมพัฒนาการต่างๆ ให้กับบุคคล ให้รู้จักคุณค่าของตนเองและรู้จักเรียนรู้บุคคลอื่น สิ่งแวดล้อมและการปฏิบัติต่อบุคคลอื่นและเป็นอีกทางหนึ่งในการปรับตัวหรือส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมได้
2. คุณค่าในการสืบทอดขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม เพราะการละเล่นแต่ละอย่างแฝงไว้ถึงวิถีการดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ อาชีพของแต่ละท้องถิ่นจะมีลักษณะวิธีการเล่นที่แตกต่างกัน
5.3 ประเภทและลักษณะของการละเล่นพื้นบ้าน
การละเล่นพื้นบ้านของไทยมีหลายประเภทได้มีผู้จัดประเภทการละเล่นพื้นบ้านไว้เป็นหมวดหมู่ดังนี้
สุรสิงห์สำรวม ฉิมพะเนาว์ (2520:23-27) ได้แบ่งประเภทการละเล่นของเด็กไทยไว้เป็น 7 ประการคือ
1. การเล่นโดยการเลียนแบบการทำงานของผู้ใหญ่
2. การเล่นโดยการเลียนแบบการประกอบอาชีพของผู้ใหญ่
3. การเล่นโดยการเลียนแบบวีการหาอาหารของผู้ใหญ่
4. การเล่นเพื่อความเพลิดเพลินของตนเองตามลำพัง
5. การเล่นโดยมีกฎกติกา
6. การเล่นกับเพื่อนๆโดยไม่มีกฎกติกา
7. การเล่นแข่งขันโดยมีการพนัน
ผะอบ โปษะกฤษณะและคนอื่นๆ (2522: 10-11) ได้จัดประเภทของการเล่นไว้ 16 ประเภท ดังนี้
1. ประเภทการเล่นทาย
2. ประเภทการนับ
3. ประเภทการกระโดดเชือก
4. ประเภทการซ่อนหา
5. ประเภทการปรับ
6. ประเภทไล่ - ไล่จับ
7. ประเภทลูกบอล
8. ประเภทคัดเลือก
9. ประเภทกระโดข้าม
10. ประเภทตลก
11. ประเภทกระดาษดินสอ
12. ประเภทความแม่นยำ
13. ประเภทเกี้ยว
14. ประเภทไม้
15. ประเภทสำหรับเด็ก
16. ประเภทเพลงระบำ
วรรณี วิบูลย์สวัสดิ์ แอนเดอร์สัน(2526: 15 - 16) ได้แบ่งการเล่นเป็น 5 กลุ่มดังนี้
1. การเล่นโดยใช้ทักษะทางร่างกายและความรู้สึกสัมผัส
2. การเล่นโดยใช้กลยุทธ์
3. การเล่นเสี่ยงทาย
4. การเล่นแบบสวมบทบาท
5. การเล่นแบบเขย่าขวัญ
วิราภรณ์ ปนาทกูล(2531:29-35) ได้แบ่งกลุ่มจากโดยอาศัยข้อมูลจากการเล่น กฎกติกาและทักษะที่ได้จากการเล่น มาเป็นแนวทางในการจัดกลุ่มได้ 5 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มที่ 1 เป็นการเล่นที่เน้นทักษะด้านการพูด การฟัง ซึ่งการเล่นนี้จะมีบทร้อง มีคำคล้องจอง เมื่อเล่นบ่อย ๆ จะช่วยฝึกทักษะทางภาษา
2. เป็นการเล่นที่เน้นทักษะทางด้านการนับการคาดคะเนการกะระยะ การจำแนกประเภท จำแนกพวก จำแนกเสียง จะช่วยฝึกการสังเกต
3. เป็นการเล่นที่เน้นทักษะด้านความคิดการใช้ไหวพริบปฏิภาณ ความคล่องแคล่วว่องไว การเลือกตัดสินใจ
4. เป็นการเล่นที่เน้นทักษะการใช้กล้ามเนื้อ การขีดเขียน การวาด รูปทรง การสอน การวิ่ง การกระโดด การทรงตัว
5. เป็นการเล่นที่ปลูกฝังค่านิยม ทัศนคติในด้านต่างๆ เช่น ความเสียสละ ความซื่อสัตย์ ความสามัคคี ความอดทน ความรับผิดชอบ การยอมรับ และประชาธิปไตย
รัชฏวรรณ ประพาน (2541:35) ได้สรุปประเภทของการละเล่นพื้นบ้านเอาไว้ว่าการละเล่นพื้นบ้านมีผู้จัดประเภทไว้หลาลักษณะแตกต่างกันออกไปตามสถานที่เล่น ลักษณะการเล่นรูปแบบและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ลักษณะของการเล่นอาจจัดการเล่นเป็นทีมเล่นเดี่ยวเล่นเลียนแบบมีกติกาเล่นเบ็ดเตล็ดเน้นการแข่งขัน ไม่เน้นการแข่งขัน มีบทร้องและไม่มีบทร้องการละเล่นพื้นบ้านสามารถเล่นในร่มหรือเล่นกลางแจ้งได้ การละเล่นพื้นบ้านมีผู้แยกประเภทไว้ตามลักษณะการเล่น ตลอดจนวิธีการเล่นและประโยชน์ที่ได้รับจากการเล่น ซึ่งลักษณะทั่วไปของการละเล่นพื้นบ้านพอสรุปลักษณะการเล่นได้ดังนี้
1. เป็นการเล่นที่ไม่มีอุปกรณ์ประกอบการเล่น
2. เป็นการเล่นที่ต้องใช้อุปกรณ์การเล่น เช่น วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นส่วนมากจะเป็นวัสดุจากธรรมชาติ เช่นเมล็ดพืช เมล็ดมะขาม ก้อนหิน ท่อนไม้ ผลไม้อ่อน ๆ กะลามะพร้าว เศษผ้า เป็นต้น
3. เป็นการเล่นที่ต้องให้มีบทร้องประกอบการเล่น
4. เป็นการเล่นที่ต้องใช้บทร้องและคำคล้องจองประกอบการเล่น เพื่อความสนถกสนานและบางครั้งใช้คำตลกๆ เป็นการล้อเลียนให้สนุกสนานผู้เล่นสามารถจำได้ง่ายเพราะเป็นคำคล้องจองกันและสัมผัสคำดี การเล่นสามารถเล่นได้ทั้งในร่วมและกลางแจ้ง
สมชาย บ้านไร่ (2541: 5 - 6 ) ได้แบ่งการละเล่นพื้นบ้านของไทยที่สามารถส่งเสริมทางด้านคณิตศาสตร์ไว้ 2 ประเภท ได้แก่
1. การเล่นเป็นทีม คือ เป็นการทำกิจกรรมรวมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เช่น พายเรือแข่ง กระโดดกบ หนุมานขนหิน
2. การเล่นเดี่ยว คือ เป็นการกระทำกิจกรรมทีละคนโดยมีกติกา เช่น เป่ากบ หยอดหลุม ซ่อนรูปหนุมานขนหิน
สาร สารทัศนานันท์ ได้ศึกษารวบรวมการละเล่นพื้นบ้านของท้องถิ่นจังหวัดเลยเมื่อปี 2537 โดยการสัมภาษณ์จากผู้สูงอายุและผู้มีประสบการณ์ในท้องถิ่น 12 คน รวมทั้งได้จากประสบการณ์ของผู้เขียนปละจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการละเล่นพื้นบ้านพบว่า การละเล่นพื้นบ้านของจังหวัดเลยมี 71 ชนิด ซึ่งผู้ศึกษาได้คัดเลือกนำมาจัดการเรียนการสอนเป็นประจำ ดังนี้
1. วิ่งส่วงกัน
2. วิ่งถอยหลัง
3. วิ่งขาเดียว
4. วิ่งเปี้ยว
5. แข่งม้าก้านกล้วย
6. ดึงหนัง
7. ปิดตาตีกลอง
8. ปิดตาต่อหางม้า
9. อีขีดอีเขียน
10. หมากเก็บ
11. ไม้ต๊อกแต๊ก (ไม้พาด)
12. ตีไม้
13. โป่งเหล่ง
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
งานวิจัยต่างประเทศ
งานวิจัยที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม
วูด (Wood 1977:4837) ทำการศึกษา หาความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นที่ยอมรับของสังคมกับการมีอำนาจในสังคมของนักเรียนอนุบาล โดยใช้เด็กในโรงเรียนเอกชนจำนวน 25 คนเป็นกลุ่มตัวอย่างประชาการ แยกเป็นเด็กชาย 15 คน และเด็กหญิง 10 คน ที่ใช้ภาษาพูดเดียวกัน และเป็นคนระดับกลางเหมือนกัน การเก็บรวบรวมข้อมูลแยกเป็น 2 ส่วน คือการมีอำนาจในสังคม ได้จากการสังเกตพฤติกรรมเด็กแต่ละคน ในช่วงที่เด็กเลือกทำกิจกรรมด้วยตนเองรวมเวลาที่สังเกตคนละ 120 นาที ส่วนพฤติกรรมการเป็นที่ยอมรับในสังคม คือการเป็นผู้นำผู้ตามในกลุ่มเพื่อน การแสดงความภาคภูมิใจต่อเพื่อน และการแสดงออกทั้งรักและเป็นศัตรูกับผู้ใหญ่ ส่วนพฤติกรรมที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน คือ การประจบผู้ใหญ่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ การใช้ผู้ใหญ่ให้เกิดอำนาจ และการแข่งขันกับกลุ่มเพื่อน
งานวิจัยในประเทศ
ละมุล ชัชวาลย์. ( 2543 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านของไทยประกอบคำถามปลายเปิดที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านของไทยประกอบคำถามปลายเปิด กับประกอบคำถามอิสระ มีความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกันอย่างมีอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 โดยเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านของไทยประกอบคำถามปลายเปิด มีคะแนนเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์สูกงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านของไทยประกอบคำถามอิสระ
วีระพงศ์ บุญประจักษ์.(2545:50 ) ศึกษาความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสังคม พบว่า เด็กปฐมวัย ก่อนจัดประสบการณ์ และระหว่างการจัดประสบการณ์ การเล่นพื้นบ้านไทยในแต่ละช่วงสัปดาห์ มีพฤติกรรมทางสังคมโดยเฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และเมื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงระหว่างช่วงสัปดาห์ พบว่า คะแนนพฤติกรรมทางสังคม โดยเฉลี่ยมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เพิ่มขึ้นตลอดช่วยเวลา 8 สัปดาห์ เมื่อวิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมทางสังคม ของเด็กปฐมวัย แยกเป็นรายด้าน ได้แก่ ความร่วมมือในการทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกัน ความเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือและแบ่งปัน พบว่า คะแนะพฤติกรรมทางสังคมทั้ง 3 ด้าน มีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่สอดคล้อวงกับ การวิเคราะห์แบบคะแนนรวมทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001
เสาวณีย์ ลอยอุดมโชค. (2554 : บทคัดย่อ) ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมนันทนาการประเภทการละเล่นพื้นบ้านไทยที่มีต่อพฤติกรรมทางสังคมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมนันทนาการการละเล่นพื้นบ้านไทย มีค่าคะแนะพฤติกรรรมทางสังคมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทยมีค่าคะแนนพฤติกรรมทางสังคม แต่ละด้านไม่แตกต่างกัน เอเปรียบเทียบนักเรียนที่ทำกิจกรรมอิสระ
จันทนา พึ่งตน. (2536 : บทคัดย่อ) ศึกษาผลของการจัดประสบการณ์การละเล่นพื้นบ้านของไทย และการเล่นทั่วไปที่มีต่อทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่มีความสามารถทางด้านสติปัญญาต่างกัน พบว่า
1. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่นพื้นบ้านของไทย และการเล่นทั่วไป มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
2. เด็กปฐมวัยที่มีความสามารถทางด้านสติปัญญาสูง ปานกลาง และต่ำ ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเล่นพื้นบ้านของไทย และการเล่นทั่วไป มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
สุวรรณี สุวัติถี. (2528: บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาเรื่อง " การเปรียบเทียบมโนทัศน์ของจริยธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือ แบกิจกรรมตามแผนของกระทรวงศึกษาธิการ" โดยพิจารณาจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับความมีน้ำใจนักกีฬา ซึ่งบรรจุไว้ในมวลประสบการณ์จริยศึกษา ในกลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัยตามหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 จำนวน 8 เรื่อง คือ ความรับผิดชอง ความมีระเบียบวินัยและการตรงต่อเวลา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ ความเตตากรุณา ความซื่อสัตย์สุจริต ความมีน้ำใจไม่ลำเอียง ความอดทนอดกลั้น และความไม่เห็นแก่ตัว ผลการวิจัยพบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เริ่มต้นด้วยกิจกรรมการละเล่นพื้นเมืองของเด็กภาคเหนือ มีนโนทัศน์ทางจริยธรรมสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมตามแผนการสอนของกระทรวงศึกษา
3. การจัดประสบการณ์การเล่นพื้นบ้านของไทย และการเล่นทั่วไป ที่จัดให้กับเด็กปฐมวัยที่มีความสามารถทางด้านสติปัญญาสูง ปานกลาง และต่ำ มีปฏิสัมพันธ์กับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ชาญ สัตตรันตขจร. ( 2542 : บทคัดย่อ) วิเคราะห์คุณค่าทางด้านพบศึกษาของการละเล่นพื้นบ้านเด็กล้านนา พบว่า ผลการวิเคราะห์คุณค่าของการละเล่นพื้นบ้านเด็กล้านนา ทั้ง 15 ชนิด ให้คุณค่าทางด้านพลศึกษาครบทั้ง 5 ด้าน ดังนี้
1. ด้านความรู้ การละเล่นพื้นบ้านเด็กล้านนามีคุณค่าโดยรวมอยู่ในระดับมากและมากที่สุด
2. ด้านเจตคติ การละเล่นพื้นบ้านเด็กล้านนามีคุณค่าโดยรวมอยู่ในระดับมากและมากที่สุด
3. ด้านทักษะ การละเล่นพื้นบ้านเด็กล้านนามีคุคุณค่าโดยรวมอยู่ในระดับมากและมากที่สุด
4. ด้านสมรรถภาพทางกาย การละเล่นพื้นบ้านเด็กล้านนามีคุณค่าโดยรวมในระดับมาก มากที่สุดและปานกลาง
5. ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ การละเล่นพื้นบ้านเด็กล้านนามีคุณค่าโดยรวมอยู่ในระดับมาก และมากที่สุด
6. การดำเนินงาน/กระบวนการ/วิธีการปฏิบัติ
6.1 วิเคราะห์การจัดประสบการณ์เพื่อแทรกการละเล่น
6.2 ศึกษาวิเคราะห์สภาพแวดล้อมผู้เรียนและผู้สอน สำรวจการละเล่นพื้นบ้านจังหวัดเลย คัดเลือกการละเล่นที่เหมาะสมนำมาจัดประสบการณ์ให้กับเด็กด้วยวิธีการสำรวจ ศึกษาเอกสาร
6.3 กำหนดภาพความสำเร็จในอนาคต จัดทำรูปแบบ วิธีดำเนินการ
6.4 จัดประสบการณ์ตามการละเล่นที่คัดเลือกไว้
6.5 เปรียบเทียบผลการจัดประสบการณ์
6.6 ปรับปรุง พัฒนา และขยายผลการนำไปใช้ให้กับหน่วยงานอื่น
6.7 เขียนรายงานการปฏิบัติงาน
7. ระยะเวลาในการดำเนินงาน
ระยะเวลา ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม - 15 สิงหาคม 2555
8. ผลการปฏิบัติงาน
จากการจัดประสบการณ์โดยการใช้การละเล่นพื้นบ้านของจังหวัดเลยมาใช้ส่งผลต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
8.1 ผลที่เกิดกับเด็กที่ได้รับการจัดประสบการณ์การละเล่นพื้นบ้านจังหวัดเลย ดังนี้
8.1.1 เด็กได้รับการเสริมสร้างพลานามัยให้สมบูรณ์แข็งแรง ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก พัฒนาการทรงตัว เช่น การวิ่งส่วงกัน การวิ่งขาเดียว การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา เช่นการเล่นหมากเก็บ อีขีดอีเขียน การละเล่นพื้นบ้านที่เลือกมาใช้กับเด็กทำให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกาย ได้ออกกำลังกายเกิดความคล่องแคล่วว่องไว และรู้จักป้องกันตนเองและเพื่อนให้ปลอดภัยจากการเล่น
8.12 เด็กได้รับการเสริมสร้างความเจริญทางอารมณ์ จิตใจ จากการเล่นการละเล่นพื้นบ้าน จะมีกฎ กติกา และมีการแข่งขัน ทำให้เด็กได้รับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมอันจะเป็นสำหรับการเป็นพงเมือที่ดี เช่น มีการจัดระเบียบของตนเอง อยู่ในระเบียบวินัย มีความอดทนรู้จักรอคอย มีความสามัคคี มีความซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบ มีน้ำใจเป็นนักกีฬา มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความมั่นใจในตนเอง รู้จักรักตนเองและผู้อื่น เกิดความสนุกสนาน และรู้จักควบคุมตนเองได้ดี
8.1.3 เด็กได้รับการส่งเสริมด้านสังคม การละเล่นพื้นบ้านส่งเสริมให้เด็กรู้จักเหตุผล สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ ทำให้เกิดความเข้าใจเห็นใจตนอื่น ทำให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น เป็นการฝึกทักษะความเป็นผู้นำผู้ตาม เป็นการสร้างพื้นฐานประชาธิปไตย
8.1.4 เด็กได้รับการพัฒนาการทางสติปัญญา เสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ พัฒนาความคิด การนับ การคาดคะเน การกะระยะ ฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์ออกแบบการเล่น การตั้งกติกาใหม่ๆ ฝึกทักษะการแก้ปัญหา และการค้นพบตนเอง
8.1.5 เด็กได้รับการส่งเสริมด้านศีลธรรม การละเล่นพื้นบ้านทำเกิดค่านิยมทางด้านศีลธรรมโดยไม่รู้ตัว การที่เด็กมีความสัมพันธ์ติดต่อกับผู้อื่นในการเล่น จะช่วยให้เด็กรู้ว่าควรปฏิบัติตนต่อผู้อื่นอย่างไร ถ้าเล่นแล้วโกงคนอื่นจะทำให้ไม่มีใครเล่นด้วย จึงทำให้เด็กมีความซื่อสัตย์ มีความรักสามัคคี มีมารยาท
8.1.6 เด็กเกิดความภาคภูมิใจในการละเล่นของท้องถิ่นตน เด็กเข้าใจวิธีการเล่น เห็นคุณค่าประโยชน์ที่ได้รับจากการเล่น ทำให้เด็กได้เข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น
8.2 ผลที่เกิดกับครู ครูได้รู้จักเด็กมากขึ้นจากการเล่นทำให้รู้ว่าเด็กแต่ละคนมีความบกพร่องด้านใด ได้เห็นความแตกต่างของเด็กแต่ละคน เพื่อเป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาเด็ก และเป็นแนวทางในการพัฒนาจากสิ่งที่ได้เรียนรู้จัดทำผลงานทางวิชาการหรืองานวิจัยต่อไป
8.3 ผลที่เกิดกับโรงเรียน โรงเรียนมีผลงานระดับโรงเรียนและเป็นแนวทางส่งเสริมให้ครูนำกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไปใช้ในทุกชั้น
8.4 ผลที่เกิดกับชุมชน ชุมชนมีโอการรับรู้ถึงวิธีการจัดประสบการณ์ของครูและมีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดประสบการณ์ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตน
9. ปัจจัยที่ทำให้วิธีการประสบผลสำเร็จ
9.1 การละเล่นพื้นบ้านเป็นการเล่นที่ง่าย ไม่ยุ่งยากเด็กเล็กและเด็กโต ตลอดจนผู้ใหญ่ก็สามารถเล่นได้ และเกิดความสนุกสนาน ทุกคนที่เล่นการละเล่นพื้นบ้านจะเล่นอย่างมีความสุข
9.2 อุปกรณ์ประกอบการเล่นหาง่ายในท้องถิ่น ทำให้ไม่สิ้นเปลือง แต่ผลที่ได้จากการเล่นมากมายกว่าที่คิดไว้
9.3 ครูผู้สอนเอาใจใส่ต่อเด็กทุกคน มีความตั้งใจในการพัฒนาเด็กให้มีพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน
โดยการศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล เตรียมอุปกรณ์การเล่นล่วงหน้าเพียงพอกับจำนวนเด็ก
9.4 บุคลากรในโรงเรียนและผู้ปกครองชุมชนให้ความร่วมมือในการจัดประสบการณ์ ด้วยการจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องเล่นให้
9.5 ผู้บริหารให้การสนับสนุนการจัดประสบการณ์ มีการแนะนำ จัดประชุมเตรียมคณะกรรมการจัดประสบการณ์
10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
10.1 เด็กได้รู้จักและเล่นการละเล่นพื้นบ้านท้องถิ่นของตน ทำให้เกิดความรักภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นและช่วยกันอนุรักษ์ไว้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังช่วยสืบสานการละเล่นของท้องถิ่นตน
10.2 การละเล่นพื้นบ้านจังหวัดเลยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้มีพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา

โพสต์โดย sakurabaz : [19 ส.ค. 2555 เวลา 23:03 น.]
อ่าน [5708] ไอพี : 1.1.237.178
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
     

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.

Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม

เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory
การจัดอันดับของ Stats in Thailand

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าใน

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com
Email2 : kroobannokdotcom@gmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม