ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• รูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

ชื่อผลงาน รูปแบบบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
เพื่อมาตรฐานด้านคุณภาพผู้เรียน ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัด
กองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี
ชื่อผู้วิจัย นางมยุรี ใบบัว ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะรองผู้อำนวยการ
ชำนาญการพิเศษ
สถานที่ทำงานโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี
อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี
ปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2555

ผู้วิจัยซึ่งปฏิบัติงานในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส กองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งรับมอบหมายโดยตรงให้รับผิดชอบงานฝ่ายวิชาการ จึงได้ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและงานวิจัย ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัด การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ แต่การให้ได้มาซึ่งรูปแบบการบริหารงานวิชาการที่มีคุณภาพ ซึ่งไม่อาจกระทำและรวบรวมได้เพียงแต่การศึกษาจากเอกสารหรืองานวิจัยใดๆ การวิจัยในเรื่องรูปแบบ การบริหาร งานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญซึ่งเป็นการวิจัยที่ใช้ดุลยพินิจของผู้เชี่ยวชาญ ในการประเมินความถูกต้องของสิ่งที่นำเสนอ มีความเชื่อว่ารูปแบบการบริหารวิชาการ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนั้นจะเกิดจากความรู้ประสบการณ์ อันจะนำไปสู่ การปรับปรุงรูปแบบที่พัฒนาขึ้นให้มีความรู้สมบูรณ์ถูกต้องต่อไป
ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันของโรงเรียนที่จัดการศึกษาในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ในสังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ในด้านต่างๆ และนำสภาพปัญหามาวิเคราะห์ พร้อมกับสร้างรูปแบบการบริหาร งานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จากนั้นตรวจสอบคุณภาพการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้รูปแบบการบริหารงานวิชาการด้าน การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินการจัดการเรียนการสอนต่อไป
การศึกษาวิจัย เรื่อง รูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของโรงเรียนที่จัดการศึกษาระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในสังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี เพื่อนำเสนอรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี เพื่อศึกษาผลการตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) คือ การวิจัยเชิงคุณภาพผสมกับเชิงปริมาณโดยมีขั้นตอนการวิจัยและวิธีดำเนินการวิจัย ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของโรงเรียนที่จัดการศึกษาในระดับชั้นอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในสังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี และจัดทำร่างรูปแบบบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมีวิธีวิจัย/กิจกรรมการวิจัยดังนี้ 1. วิธีวิจัยเอกสาร 2. วิธีวิจัยเชิงสำรวจสถาบัน โดยใช้แบบสอบถาม 3. วิธีพหุกรณีศึกษา โดยการศึกษาเอกสาร สัมภาษณ์ และสังเกตการปฏิบัติงาน ของโรงเรียนขนาดกลาง และขนาดใหญ่ จำนวน 3 โรงเรียน 4. วิธีประชุมปฏิบัติการเชิงวิชาการครูของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส 5. ผู้วิจัยสรุปศึกษาสภาพการรบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของโรงเรียนที่จัดการศึกษาในระดับชั้นอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในสังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี และจัดทำร่างรูปแบบบริหารจัดการงานวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี
ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนาและนำเสนอของรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมีวิธีวิจัย/กิจกรรมการวิจัยดังนี้ 1. นำร่างรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ที่จัดทำขึ้นไปเข้าที่ประชุมสนทนากลุ่มเพื่อหาข้อสรุป ของรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2. นำรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ ที่ผ่านข้อสรุปแล้ว ไปจัดประชุมอิงผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบให้ข้อสังเกต และรับรองรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3. ผู้วิจัยสรุปและนำเสนอรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมีวิธีวิจัย/กิจกรรมการวิจัยดังนี้ 1. นำรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ไปทดลองใช้เพื่อพัฒนาครูโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส ตามรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2. นำรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ไปจัดประชุมสนทนากลุ่มย่อยเฉพาะครูโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับความเหมาะสมและเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3. นำรูปแบบบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ไปสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในวงกว้างโดยใช้แบบสอบถามและ 4. ผู้วิจัยสรุปผลการตรวจสอบ ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารงานวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

สรุปผลการวิจัย

รูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของโรงเรียนที่จัดการศึกษาในระดับชั้นอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในสังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี สรุปผลการวิจัย ดังนี้
1. สภาพการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของโรงเรียนที่จัดการศึกษาในระดับชั้นอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในสังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีลักษณะของการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรเน้นการบริหารงานวิชาการ 4 ด้านที่สำคัญ ดังนี้ ด้านการบริหารจัดการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านการนิเทศการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา และด้านการส่งเสริมให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ สำหรับแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของนักการศึกษานั้น การจัดการเรียนการสอนของครูควรส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนการสอนโดยให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ ส่งเสริมให้ครูมีการประเมินผลนักเรียนตามสภาพจริง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียนโดยใช้วิธีการประเมินผลที่หลากหลายเหมาะสมกับแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน ส่วนความคิดเห็นของผู้บริหารและศึกษานิเทศก์ เกี่ยวกับสภาพ การบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ด้านการมีวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ด้านการบริหารจัดการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการนิเทศการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา ด้านการส่งเสริมให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้รวมมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับความคิดเห็น ด้านการนิเทศการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านการบริหารจัดการเรียนรู้ ด้านการส่งเสริมให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ สำหรับข้อที่ต่ำสุดคือด้านการมีวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร สำหรับครูผู้สอนมีความคิดเห็นว่าสภาพการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของโรงเรียนที่จัดการศึกษาในระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับความคิดเห็น ด้านการมีวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร และด้านการบริหารจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมอยูในระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านการนิเทศการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา และที่ต่ำสุดคือด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และการศึกษาด้วยวิธีพหุกรณีศึกษาการบริหารงานวิชาการที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของแต่ละโรงเรียนนั้นต้องเกิดจากการบริหารงานวิชาการเนื่องจากได้ช่วยกันร่วมคิดร่วมทำ การบริหารงานวิชาการต้องอาศัยหลักการ ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกันจึงจะส่งผลดีมีประสิทธิภาพต่อการบริหารโรงเรียน และการบริหารต้องร่วมชื่นชมและเผยแพร่สู่สังคม ดังนั้นสภาพบริหารจัดการที่ได้จากการศึกษาข้างต้นจึงเป็นข้อมูลเพื่อนำไปจัดทำร่างรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
2. รูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มี 7 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ร่วมสร้างความรู้ (Co-building awareness) 2. ร่วมค้นหาและวิเคราะห์ (Co - searching & Analyzing) 3. ร่วมรับรู้เป้าหมาย (Co - perception of Targets) 4. ร่วมกิจกรรมพัฒนา (Co-development Activities) 5. ร่วมเรียนรู้และแก้ปัญหา (Co-Learning and Solving Problems) 6. ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Co-organizing Knowledge) 7. ร่วมชื่นชมและเผยแพร่สู่สังคม (Co-Appreciation and Social Communication)
3. การตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบบริหารงานวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ด้วยการประชุมสนทนากลุ่ม การทดลองใช้ในโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส และวิธีการสอบถามความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในวงกว้าง พบว่า รูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก

อภิปรายผล

รูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารและครู ผู้วิจัยขอเสนอการอภิปรายผล ดังต่อไปนี้
1. สภาพการรบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของโรงเรียนที่จัดการศึกษาระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี พบว่า ด้านการบริหารจัดการเรียนรู้ มีการบริหารแบบร่วมคิดร่วมทำการส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนการสอน โดยให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติและส่งเสริมให้ครูวัดผลประเมินผลนักเรียนตามสภาพจริง ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาส่งเสริมให้ครูมีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตร ประเมินผลหลักสูตรและนำผลการประเมินหลักสูตรไปใช้ปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร ด้านการนิเทศการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา มีการจัดทำปฏิทินการนิเทศเพื่อแจ้งผลการนิเทศให้ครูทราบล่วงหน้าและส่งเสริมให้ครูนำผลการนิเทศ มาพัฒนาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน ด้านการส่งเสริมให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้มีการ ส่งเสริมให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียนและเผยแพร่ผลงานสู่มวลชน อภิปรายผล ดังนี้
1.1 ด้านการบริหารจัดการเรียนรู้ มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในด้านการบริหารจัดการเรียนรู้ คือมีการบริหารแบบร่วมคิดร่วมทำส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนการสอน โดยให้นักเรียน ได้ฝึกปฏิบัติและส่งเสริมให้ครูวัดผลประเมินผลนักเรียนตามสภาพจริง ควรมีการให้นักเรียนมีส่วนร่วม ใน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้นำเทคโนโลยีการศึกษาที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ที่กำหนดไว้ โดยการนำผลการวิจัยมาใช้ ในการเรียนการสอน และให้มีการใช้วิธีการสอนแบบต่างๆ ให้หลากหลายและเมื่อนำรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญไปตรวจสอบความเหมาะสมตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ และครู พบว่าเห็นด้วยกับผู้เชี่ยวชาญทุกข้อที่เป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะว่าจากการปฏิรูปการศึกษาได้เน้นในเรื่องการสอนโดย ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางและใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย ให้นักเรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง มีการนำเทคโนโลยีและสื่อการสอนมาใช้ในการสอนให้มาก ซึ่งธรรมชาติการเรียนการสอนของโรงเรียน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการถ่ายทอดความรู้จากครูโดยตรง ทำให้ขาดการนำเทคโนโลยีและสื่อ มาช่วยในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งสอดคล้องกับ ชูศรี ถนอมกิจ (2550 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษา พบว่า การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากและการบริหารงานที่ต้องดำเนินการคือด้านงานนิเทศการศึกษา ด้านงานวัดและประเมินผล ด้านงานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านงานพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ด้านงานพัฒนาระบบ ประกันคุณภาพภายใน ด้านงานส่งเสริมประสานงานวิชาการกับชุมชนองค์กรและสถาบันอื่น และด้านงานพัฒนาสื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยี และสอดคล้องกับงานวิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการของ นรินทร์ แสนแก้ว ( 2554 : 94-101) ได้ทำการวิจัยเรื่องประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการ พบว่า ประสิทธิภาพการบริหารงานวิชาการเรียงลำดับความ สำคัญ ในการดำเนินงานคือ ด้านการวัดผลประเมินผลและการเทียบโอน ด้านการพัฒนาระบบประกัน คุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่วนด้านที่มีประสิทธิภาพต่ำคือด้านวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา หรือนักการศึกษา นั้นแสดงว่าการบริหารจัดการเรียนรู้ การบริหารงานด้านวิชาการเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะส่งผลสำเร็จแก่ผู้เรียน แม้นกระทั้งนักการศึกษายังให้ความสำคัญของการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนั้นจะอยู่ที่ตัวผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน สอดคล้องกับ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542: 4) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอน คือ การให้ความสำคัญกับผู้เรียน การส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักเรียนรู้ด้วยตนเองเรียนในเรื่องที่สอดคล้องกับความสามารถและความต้องการของตนเอง และได้พัฒนาศักยภาพของตนเองได้เต็มที่ นอกจากนี้ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2542: 35) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอน คือการให้ความสำคัญกับผู้เรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้กระบวนการสร้างความรู้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมอย่างกระฉับกระเฉงเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย เป็นวิธีการที่ให้อำนาจแก่ผู้เรียน ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือกรมสามัญศึกษา (2546: 19) กล่าวถึง การจัดการเรียนการสอนที่ควรจะเป็นไว้ว่า ควรเป็นการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนให้มีการยอมรับนับถือในการเป็นเอกตบุคคล ได้เรียนด้วยวิธีที่เหมาะสมกับความสามารถ ได้เรียนสิ่งที่สนใจหรือมีประโยชน์ได้ปฏิบัติตามกระบวนการ เพื่อการเรียนรู้ ได้รับการเอาใจใส่ ประเมิน และช่วยเหลือเป็นรายบุคคลและได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ
1.2 ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ในด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ที่ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในด้านการพัฒนาหลักสูตร คือ ควรส่งเสริมให้ครูมีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตร ประเมินผลหลักสูตรและนำผลการประเมินหลักสูตรไปใช้ปรับปรุงพัฒนาหลักสูตร มีการจัดหลักสูตรที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของสังคมปัจจุบันมีการจัดประชุมชี้แจงการใช้หลักสูตรให้ครูผู้สอนได้รับทราบการจัดทำเอกสารคู่มือหลักสูตร ที่ใช้ในการเรียนการสอนของโรงเรียน และในเอกสารคู่มือหลักสูตรควรมีการอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหาวิชา ในหลักสูตรให้ครูผู้สอนทุกคนได้รับทราบ และเมื่อนำรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัด การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญไปตรวจสอบความเหมาะสม ตามความคิดเห็นของผู้บริหารและอาจารย์ พบว่า เห็นด้วยกับผู้เชี่ยวชาญทุกข้อ ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะในสภาพปัจจุบันโรงเรียนต้องการที่จะปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่เนื่องจากอยู่ในช่วงของการเริ่มต้นการใช้หลักสูตรในการจัดการเรียน การสอนในการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงทำให้ยังไม่มีการพัฒนาหลักสูตรในช่วงแรก แต่ต่อไป คงต้องมีการประเมินเพื่อปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรดังที่ อรัญญา นุ่มหอม (2548 : 111-125) รูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาปัญหาการบริหารงานวิชาการทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การบริหารหลักสูตร การจัดการ เรียนรู้ การนิเทศการศึกษา การวัดผลประเมินผลการศึกษา หรือสมสกุล รสชาติ (2547) ได้ศึกษารูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครนครสวรรค์ การศึกษาปัญหาการบริหารงานวิชาการทั้ง 4 ด้าน ได้แก่การบริหารหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การนิเทศการศึกษา การวัดผลประเมินผลการศึกษา ซึ่งปัญหาภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลางเมื่อพิจารณารายด้านเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยคือ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการบริหารหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการวัดผลประเมินผลการศึกษา ส่วนรูปแบบการบริหารงานวิชาการคือ ประชุม วางแผน ชี้แจง แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารประจำกลุ่มโรงเรียน แต่งตั้งคณะอนุกรรมกาวิชาการประจำสถานศึกษา โดยให้ผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ ผู้เรียน ชุมชน มีส่วนร่วมในการวางแผน ดำเนินการ ติดตาม สรุปประเมินผล วิเคราะห์สังเคาะห์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และสร้างเครือข่าย และสอดคล้องกับ วิชัย วงษ์ใหญ่ (2543 : ก) ที่กล่าวว่า ควรมีการให้ความสำคัญกับหลักสูตรให้มาก ได้แก่ การกำหนดหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมปัจจุบันและอนาคตเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของการศึกษาควรมีการคิดค้นนวัตกรรมหลักสูตรอย่างสม่ำเสมอ การเรียนการสอน กิจกรรม เชิงวิชาการ การวิจัย การวางแผน การพัฒนาหลักสูตรให้ชัดเจน ควรมีการตรวจสอบ มาตรฐานการศึกษาของหลักสูตร ดังนั้นการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญในลำดับต้น ๆ ที่ต้องดำเนินการและให้ความสำคัญและอมรา เล็กเริงสินธุ์ (2540: 175) ได้ให้ความหมายของงานวิชาการหมายถึง กิจกรรมที่หลากหลายเกี่ยวข้อง กับหลักสูตรและการเรียนการสอน ซึ่งถือเป็นงานหลักของโรงเรียน งานวิชาการเป็นหัวใจของสถานศึกษา เพราะสถานศึกษาหรือโรงเรียนนั้นมีหน้าที่ให้ความรู้พื้นฐานเพื่อให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่ดี ดังนั้น ผลผลิตของโรงเรียนจะมีคุณภาพเพียงใดขึ้นอยู่กับงานของฝ่ายวิชาการ
1.3 ด้านการนิเทศการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา มีความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ ในด้านการนิเทศการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา คือ ควรมีการจัดทำปฏิทินการนิเทศเพื่อแจ้งผลการนิเทศให้ครูทราบล่วงหน้าและส่งเสริมให้ครูนำผลการนิเทศมาพัฒนาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนผู้บริหารโรงเรียนสามารถทำการนิเทศ ภายในโรงเรียนของตนเป็นอย่างดี ส่วนครูก็ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังมากขึ้นในการนิเทศ ภายในโรงเรียนโดยครูก็รู้สึกพอใจในการนิเทศภายในที่ครูได้รับ และผู้บริหารส่งเสริมให้ครูได้รับการอบรมให้ความรู้ครูเพิ่มมากขึ้น ใช้ระบบ PDCA ในการบริหาร มีการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตร และจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นตามสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ผู้บริหาร มีการจัดโครงการ/กิจกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาผู้เรียนที่ชัดเจน ส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติการ ทดลอง จัดให้มีห้องปฏิบัติการ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากห้องปฏิบัติการ จัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ภายในโรงเรียน ให้ผู้เรียนได้ศึกษา แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ศึกษาจากแหล่งการเรียนรู้ภายนอก เป็นที่พึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อเตรียมพร้อมในการรับการประเมินภายนอกรอบที่ 3 สอดคล้องกับงานวิจัยของ เพชริน สงค์ประเสริฐ (2550: 190-205) ที่ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีม มี 4 องค์ประกอบหลักคือ 1. ภาวะผู้นำทางการเรียนการสอนประกอบด้วยพฤติกรรมของผู้นำด้านการจัดองค์กรเพื่อการเรียนการสอน การวางแผนองค์กรเพื่อการสอน การพัฒนาหลักสูตรและการบริหารงานการเรียนการสอน การจัดโครงการพัฒนาบุคลากร การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน 2. การพัฒนาทีมงานวิชาการในสถานศึกษา ประกอบด้วยการรับรู้และค้นหาปัญหา การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนปฏิบัติการ การนำแผนไปปฏิบัติ การประเมินผลลัพธ์ 3. การกิจและขอบข่ายงานวิชาการในสถานศึกษาประกอบด้วย การพัฒนาหลักสูตร การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา การพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ การนิเทศการศึกษา การแนะแนวการศึกษา การพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายใรสถานศึกษา การส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน 4. กระบวนการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา ประกอบด้วย การวางแผนงานวิชาการ การนำแผนไปปฏิบัติ การตรวจสอบประเมินผลงานวิชาการ การปรับปรุงงานวิชาการ รวมทั้งนักการศึกษาหลายท่านที่ให้ความสำคัญของการบริหารงานวิชาการด้านการนิเทศได้แก่ ประเทือง สังข์นาค (2545: 18) ได้กล่าวว่า งานวิชาการเป็นงานสำคัญสำหรับสถานศึกษาเพราะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทุกชนิด ในการจัดการเรียนการสอนและคุณภาพของการศึกษากระบวนการบริหารงานวิชาการจะเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงการเรียนการสอน ตั้งแต่การวางนโยบาย การวางแผนการปรับปรุงพัฒนา การจัดดำเนินการสอน การบริหารหลักสูตร การจัดการเรียน การสอน การนิเทศการศึกษา และการวัดผลประเมินผล รวมทั้งติดตามผลการศึกษา หรือปัญญา แก้วกีรยูร (2545: 17) ได้ให้ความสำคัญของงานวิชาการว่า งานวิชาการถือเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการศึกษา ในระดับสถานศึกษา การดำเนินงานวิชาการเป็นกระบวนการดำเนินงานเกี่ยวกับหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามที่กำหนดไว้ในจุดมุ่งหมายของการพัฒนาผู้เรียน โดยทั่วไปงานวิชาการจะประกอบด้วย การศึกษา ปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น การพัฒนาและการนำหลักสูตรไปใช้ การจัด เตรียมการเรียนการสอน การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน และสื่อการเรียนการสอน การส่งเสริมการสอน การวัดและประเมินผล การดำเนินงานเกี่ยวกับห้องสมุด แหล่งการเรียนรู้ การนิเทศ ติดตามผล การวางแผนและการกำหนดวิธีการดำเนินงานทางด้านวิชาการ รวมถึงการประชุมทางวิชาการ
1.4 ด้านการส่งเสริมให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้มีความคิดเห็น
และข้อเสนอแนะในด้านการส่งเสริมให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ แนวทางการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนให้มีคุณภาพ สิ่งที่สำคัญ คือ มีการส่งเสริมให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียนและเผยแพร่ผลงานสู่มวลชน ควรมีการจัดโดยอบรมให้ครูรู้เทคนิคกระบวนการวิจัย การทำวิจัยให้ดูเป็นตัวอย่าง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการวิจัยไปสู่โรงเรียน และสนับสนุนครูให้ทำวิจัย สำรวจและวิจัยทดลอง เพื่อพัฒนางานในหน้าที่ และสอดคล้องกับนักวิชาการด้านการศึกษาเช่น กมล ภู่ประเสริฐ (2545: 9-18) ได้กล่าวถึงขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ การบริหารการวิจัยและพัฒนา ได้แก่ การจัดให้มีการดำเนินงานด้วย การทำความเข้าใจและส่งเสริมให้มีการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้สอนแต่ละคนควรทำการวิจัยในชั้นเรียนของตน โดยเริ่มจากประเด็นปัญหาการเรียนการสอน ซึ่งผู้สอนเห็นว่าควรมีการทดลองรูปแบบการสอนที่คิดว่าจะได้ผลดีกว่าเดิมหรือทดลองสื่อการเรียนการสอนที่ผู้สอนดัดแปลงปรับปรุง หรือคิดค้นขึ้นใหม่ เพื่อตรวจสอบว่า สิ่งที่คนคิดขึ้นมานั้น สามารถใช้พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนจนทำให้คุณภาพการศึกษาบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ได้จริงหรือไม่ อันเป็นการฝึกการทำงานเป็นระบบโดยอาศัยกระบวนการวิจัย ซึ่งไม่จำเป็นต้อเป็นการวิจัยเต็มรูปแบบก็ได้ การร่วมกันกำหนดประเด็นปัญหาที่เป็นข้อขัดข้องร่วมกันในสถานศึกษา หรือเป็นประเด็นที่ควรพัฒนาร่วมกันในสถานศึกษาเพื่อการวิจัยในภาพรวมของสถานศึกษา การควบคุมดูแลและส่งเสริมการดำเนินการวิจัยที่ได้กำหนดไว้ กระทรวง ศึกษาธิการ (2546: 33-38) ได้ให้ขอบข่าย ภารกิจ และแนวทางการปฏิบัติ ในการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานด้านวิจัยการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา คือ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย การบริหารการจัดการและการพัฒนาคุณภาพ งานวิชาการในภาพรวมของสถานศึกษา ส่งเสริมให้ครูศึกษา วิเคราะห์ วิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ให้แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ประสานความร่วมมือในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ตลอดจนการเผยแพร่ผลงานการวิจัยหรือพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน และงานวิชาการกับสถานศึกษา บุคคล ครอบครัว องค์กรหน่วยงานและสถาบันอื่น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับด้านการส่งเสริมให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ ณัชชา ศรีวิชัยรัตน์ (2548 : 85-104) ได้ศึกษารูปแบบการบริหารงานวิชาการการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครสวรรค์ การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัญหาและสร้างรูปแบบการบริหารงานวิชาการการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครสวรรค์ ปัญหาการวิจัย พัฒนาการใช้สื่อ และมีการปรับปรุงนำไปใช้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ รูปแบบการแก้ปัญหา การสำรวจความต้องการ สร้างความตระหนัก จัดสรรงบประมาณ จัดอบรมการใช้สื่อ นิเทศ กำกับ ติดตาม รวมถึง
คัมภีร์ สุดแท้ (2553:179-188) ที่ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก องค์ประกอบหลักที่ 1 ขอบข่ายการบริหารงานวิชาการสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก มี 11 องค์ประกอบย่อย คือการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น การวางแผนด้านวิชาการประกอบด้วย การเรียนการสอนและการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาหนังสือ สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และแหล่งเรียนรู้ การวัดผล ประเมินผล และการดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน การนิเทศการศึกษา การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา การแนะแนวการศึกษา การจัดทำระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานด้านวิชาการของสถานศึกษา การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา และการส่งเสริมสนับสนุนและประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาบุคคล ครอบครัว ชุมชนและองค์กรอื่นที่จัดการศึกษา
2. รูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อสอดคล้องมาตรฐานด้านคุณภาพผู้เรียน โดยการประชุมสนทนากลุ่ม เพื่อหาข้อสรุปของรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อสอดคล้องมาตรฐานด้านคุณภาพผู้เรียน นำที่ผ่านข้อสรุปแล้วไปจัดประชุมอิงผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบให้ข้อสังเกต และรับรองรูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อสอดคล้องมาตรฐานด้านคุณภาพผู้เรียน ซึ่งกลยุทธ์ในการรบริหารงานวิชาการแบบเสริมพลัง มี 7 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นที 1. ร่วมสร้างความรู้ ขั้นที 2. ร่วมค้นหาและวิเคราะห์ ขั้นที 3. ร่วมรับรู้เป้าหมาย ขั้นที 4. ร่วมกิจกรรมพัฒนา ขั้นที 5.ร่วมเรียนรู้และแก้ปัญหา ขั้นที 6. ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ ขั้นที่ 7.ร่วมชื่นชมและเผยแพร่สู่สังคม รูปแบบดังกล่าวมีความเป็นมาจากความจำเป็นในการพัฒนาครูสู่การเป็นครูมืออาชีพในยุคปฏิรูปการเรียนรู้ และสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น โดยนำแนวคิดการเสริมพลังการทำงานมาเป็นแนวคิดพื้นฐานประกอบกับแนวคิดการจัดการศึกษา และทฤษฎีการเรียนรู้อื่นๆ ที่สอดคล้องกัน ทำให้รูปแบบนี้มีลักษณะเด่น คือเป็นรูปแบบที่มุ่งให้เกิดการพัฒนาศักยภาพการเป็นครูที่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างยั่งยืน โดยใช้กระบวนการเสริมพลังการทำงานให้ครูสามารถเสริมพลังการทำงานในตนเอง ด้วยการกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ควรทำในการจัดการเรียนการสอน รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น และมีความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ต้องการพัฒนาความสามารถของตนเอง เป็นครูมืออาชีพ ดังนั้นเมื่อครูผ่านการพัฒนาตามรูปแบบนี้แล้ว จะทำให้ครูรู้สึกถึงภายในตนและรู้รอบ จากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง และมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่ม สามารถทำงานเป็นทีม และสามารถสะท้อนคิดการเรียนรู้ของตนเอง ก่อให้เกิดปัญญา คิดได้ว่าควรทำอะไร และควรทำอย่างไรเพื่อพัฒนานักเรียนหรือการจัด การเรียนการสอนของตน โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากผู้บริหาร ผลที่เกิดขึ้นตามความมุ่งหวังของการใช้รูปแบบเสริมพลังการทำงาน คือ ครูสามารถเป็นผู้แสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน หรือเรียกว่าเป็นครูมืออาชีพ ซึ่งในการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามหลักการของรูปแบบการบริหารงานวิชาการแบบเสริมพลัง ขั้นที่ 1 ร่วมสร้างความรู้ การที่บุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มาสร้างเป็นพลังใจ ทุกคนในโรงเรียนรับรู้บทบาทหน้าที่ของแต่ละคน ที่มีส่วนสำคัญต่อโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส และกระตุ้นให้ครูทุกคนยินยอมพร้อมใจพัฒนางานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนั้น เพราะการสร้างความรู้ในการพัฒนางานใดงานหนึ่ง ไม่ว่าการพัฒนาในเรื่องใดก็ตาม การนำผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมมากเท่าใด โอกาสความสำเร็จก็จะสูงตามขึ้นไปด้วย การสร้างความความรู้ ต้องเริ่มจากการให้ข้อมูลที่เป็นจริงของโรงเรียน ทุกคนต้องร่วมรับรู้ว่า ตนเองมีความสำคัญต่อการพัฒนางาน หากขาดบุคลากรคนใดไป งานนั้นก็จะไม่สำเร็จ ให้ถือว่าการมีส่วนร่วมของบุคลากรในโรงเรียนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของโรงเรียน และร่วมกันที่จะนำพาโรงเรียนและ การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนไปสู่เป้าหมายร่วมกัน นั่นคือจะต้องมีการรวมใจคนของบุคลากรในโรงเรียนให้เป็นหนึ่งเดียวให้ได้ ขั้นที่ 2 ร่วมค้นหาและวิเคราะห์ ครูทุกคนในโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส ศึกษาข้อมูลสภาพจริง และวิเคราะห์ปัญหาการรบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ในโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาสรอบด้าน ทั้งจุดเด่นและจุดด้อย ระดมพลังสมอง ระดมความคิด แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอด แก้ไข โดยเชื่อมโยงประสบการณ์ หากทุกคนร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา และหาแนวทางที่จะแก้ไขร่วมกันสร้างแผนยุทธศาสตร์ ร่วมกันหาว่าตัวชี้วัดสู่ความสำเร็จ ร่วมกัน เราจะทำอย่างไร และติดตามประเมินอย่างไร ก็จะมีแนวทางพัฒนางานบริหารวิชาการไปในแนวทางเดียวกัน ขั้นที 3. ร่วมรับรู้เป้าหมาย ทุกคนกำหนดเป้าหมายการปฏิบัติงานวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ที่มีต่อการพัฒนางานวิชาการจะทำให้ทราบว่าจุดหมายปลายทางของการพัฒนางานบริหารวิชาการอยู่ในระดับใด ขั้นที่ 4. ร่วมกิจกรรมพัฒนา ด้วยการกำหนดบทบาทหน้าที่ และแนวการปฏิบัติของครูทุกคน ในการรบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแบบเสริมพลัง (โดยเน้นการทำงานเป็นเครือข่ายหรือเป็นทีม) และพัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานวิชาการ ขั้นที่ 5. ร่วมเรียนรู้และแก้ปัญหา ดำเนินงานการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่กำหนดให้บรรลุเป้าหมาย มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขณะปฏิบัติงานเพื่อปรับปรุงพัฒนางานการดำเนินงานบริหารงานวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญให้บรรลุวัตถุประสงค์ระหว่างครูในโรงเรียน และนอกโรงเรียน โดยมุ่งแก้ปัญหานิเทศ ติดตามผล ระหว่างดำเนินงานรบริหารงานวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อได้แก้ไขการดำเนินงานได้ทันท่วงที ขั้นที่ 6 ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประเมินผลการทำงาน การดำเนินงานรบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และสรุปผลการดำเนินงาน เพื่อทราบผลของการที่จะพัฒนางานบริหารงานวิชาการ ขั้นที่ 7 ร่วมเผยแพร่สู่มวลชน เพื่อเผยแพร่ผลงานให้แก่ผู้ปกครองชุมชน และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อเป็นการชื่นชม ให้กำลังใจ ให้เกิดขึ้น กับบุคคล กลุ่มคน ในองค์กรที่ร่วมกันทำงาน จากผลการประเมินคุณภาพรูปแบบและวิธีการดำเนินการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ ตามรูปแบบดังที่กล่าวมาข้างต้น กล่าวได้ว่า การสร้างรูปแบบ ดำเนินการโดยใช้ทฤษฎีเป็นฐาน และมีวิธีการกำหนดองค์ประกอบรูปแบบอย่างเหมาะสมเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ การนำรูปแบบมาใช้ในการพัฒนาครู แล้วทำให้ครูสามารถพัฒนาศักยภาพ การเป็นครูมืออาชีพได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของนักการศึกษารวมทั้งงานวิจัยของบุคคลอื่น ๆได้แก่ ณัชชา ศรีวิชัยรัตน์ (2548 : 85-104) ได้ศึกษารูปแบบการบริหารงานวิชาการการศึกษาปฐมวัยของโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนครสวรรค์ โดยพบว่าปัญหาการประเมินผลหลักสูตรเพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครู รูปแบบของการการแก้ปัญหานั้นประกอบด้วย 1 ประชุมชี้แจงครู 2. วิเคราะห์ผลการประเมินหลักสูตร 3. ปรับปรุงแก้ไขการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 4. ปรับปรุงพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 5. ประเมินผลหลังการใช้หลักสูตร สำหรับการพัฒนาการใช้สื่อ เพื่อให้มีการปรับปรุงนำไปใช้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ รูปแบบการแก้ปัญหานั้นควรประกอบด้วย 1. สำรวจความต้องการ 2. สร้างความตระหนัก 3. จัดสรรงบประมาณ 4. จัดอบรมการใช้สื่อ 5. นิเทศ กำกับ ติดตาม สำหรับอรัญญา นุ่มหอม (2548 : 111-125) ได้ศึกษารูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยนาทรูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถาน ศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชัยนาท มีดังนี้คือ การประชุม วางแผน ชี้แจง แต่งตั้งคณะ กรรมการบริหารงานวิชาการ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวิชาการประจำสถานศึกษาตามกลุ่มสาระต่างๆ โดยให้ผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ ผู้เรียน และชุมชน มีส่วนร่วมในการวางแผนดำเนินการ ติดตาม สรุปประเมินผลวิเคราะห์เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ข่าวสารกิจกรรมงานวิชาการของโรงเรียน และสร้างเครือข่ายในการดำเนิน กิจกรรมงานวิชาการร่วมกับหน่วยงานอื่น ส่วน เพชริน สงค์ประเสริฐ (2550) ที่ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีม ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษาประกอบด้วย 1. ด้านภาวะผู้นำทางการเรียนการสอน 2. ด้านการพัฒนาทีมงานวิชาการในสถานศึกษา 3. ด้านภารกิจและขอบจ่ายงานวิชาการในสถานศึกษา 4. ด้านกระบวนการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา การศึกษาของ บันดล จันทกุล (2552 :131-136) ได้ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็กในอำเภอ ท่าอุเทน การบริหารงานวิชาการเรียงลำดับคือ ด้านการพัฒนาหรือดำเนินการเกี่ยวกับ การให้ความเห็นการพัฒนาสาระหลักสูตรท้องถิ่น ด้านการวางแผนงานด้านวิชาการ และด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา ส่วนการพัฒนาการบริหารงานวิชาการ ควรให้ความสำคัญกับบุคลากรที่ทำหน้าที่รับผิดชอบงานวิชาการ ด้วยการวางแผน การดำเนินการตามแผน การติดตามผล และการนำผลการดำเนินการมาปรับปรุงพัฒนา สอดคล้องกับสมใจ ไชยโกฏิ (2553 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในเขตอำเภอสอยดาว พบว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาการบริหารงานวิชาการ มีดังนี้ 1. ควรมีการประชุมวางแผนร่วมกันระหว่างผู้บริหารและครูรวมทั้งคณะกรรมการสถานศึกษา ในการพัฒนาหลักสูตรสถาน ศึกษาจากวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมายและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสถานศึกษา 2. จัดอบรมการให้ความรู้เรื่องการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นเครือข่ายผู้ปกครองชุมชนท้องถิ่นมามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม 3. จัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหารและครูเพื่อกำหนดระเบียบแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการวัดผลและประเมินผลของสถานศึกษา 4. จัดให้มีการอบรมครูที่เกี่ยวกับการสร้าง และการใช้นวัตกรรมด้วยวิธีที่หลากหลาย 5. จัดหาสื่อและเทคโนโลยี เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาด้านวิชาการ 6. สนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาและศึกษาแหล่งเรียนรู้ 7. ควรจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการแก่ผู้บริหารและครูผู้สอนในเรื่องเทคนิคและวิธีการนิเทศ
3. การตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารงานวิชาการ ด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษาเทศบาล เมืองสุพรรณบุรี ด้วยการประชุมสนทนากลุ่ม การทดลองใช้ในโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส และวิธีการสอบถามความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในวงกว้าง พบว่า รูปแบบการบริหาร งานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ของโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาส สังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากเป็นการประเมิน ในเบื้องต้น ก่อนนำรูปแบบไปทดลองใช้ พบว่า ผู้เชี่ยวชาญ และครูที่ปฏิบัติหน้าที่ ในการสอน ประเมินว่ารูปแบบนี้มีความเหมาะสมในระดับมาก ผลการประเมินคุณภาพดังกล่าวสามารถอภิปราย ได้ว่า เป็นเพราะรูปแบบนี้สร้างขึ้นอย่างเป็นระบบสอดคล้องกับหลักการสร้างรูปแบบที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับงานวิจัย อรัญญา นุ่มหอม (2548 : 111-125) รูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา รูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาชัยนาทมีดังนี้ประชุม วางแผน ชี้แจง แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารงานวิชาการ แต่งตั้งคณะอนุ กรรมการ วิชาการประจำสถานศึกษาตามกลุ่มสาระต่างๆ โดยให้ผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ ผู้เรียน และชุมชน มีส่วนร่วมในการวางแผนดำเนินการ ติดตาม สรุปประเมินผล วิเคราะห์เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ข่าวสารกิจกรรมงานวิชาการของโรงเรียน และสร้างเครือข่ายในการดำเนิน กิจกรรมงานวิชาการร่วมกับหน่วยงานอื่น สมสกุล รสชาติ (2547: 120-135) รูปแบบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครนครสวรรค์ การศึกษาปัญหาการบริหารงานวิชาการทั้ง 4 ด้าน ได้แก่การบริหารหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การนิเทศการศึกษา การวัดผลประเมินผลการศึกษา ซึ่งปัญหาภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางเมื่อพิจารณารายด้านเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยคือ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการบริหารหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการวัดผลประเมินผลการศึกษา ส่วนรูปแบบการบริหารงานวิชาการคือประชุม วางแผน ชี้แจง แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารประจำกลุ่มโรงเรียน แต่งตั้งคณะอนุกรรมกาวิชาการประจำสถานศึกษา โดยให้ผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ ผู้เรียน ชุมชน มีส่วนร่วมในการวางแผน ดำเนินการติดตาม สรุปประเมินผล เคราะห์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และสร้างเครือข่ายเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม หรือ งานวิจัยของ เพชริน สงค์ประเสริฐ (2550: 190-205) ที่ศึกษาการพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีม ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารงานวิชาการโดยยึดหลักการทำงานเป็นทีมในสถานศึกษาประกอบด้วย 1. ด้านภาวะผู้นำทางการเยนการสอน 2. ด้านการพัฒนาทีมงานวิชาการในสถานศึกษา 3. ด้านภารกิจและขอบจ่ายงานวิชาการในสถานศึกษา 4. ด้านกระบวนการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา หรืองานวิจัยของ สุธีร์ ประสานสมบัติ ( 2554: 85-95) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาคู่มือการใช้ รูปแบบการบริหารจัดการความรู้ของโรงเรียนขนาดเล็ก สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 1. ด้านกระบวนการจัดการความรู้ พบว่า การประเมินรูปแบบการบริหารจัดการความรู้ โรงเรียนมีการแสวงหาข้อมูล /ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ควรรวบรวมความรู้ ที่มีอยู่ให้เป็นระบบเพื่อ ให้ง่ายต่อการนาไปใช้ 2. ด้านภาวะผู้นำพบว่า การประเมินรูปแบบการ บริหารจัดการความรู้ โรงเรียนเน้นเรื่องการเรียนรู้ ของบุคลากร ผู้บริหารกำหนดให้ การจัดการความรู้ เป็นกลยุทธ์ ที่สำคัญในโรงเรียนและผู้บริหารตระหนักว่า ความรู้ เป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับโรงเรียนได้ และมีการจัดทำ กลยุทธ์ที่ชัดเจน เพื่อนำสินทรัพย์ความรู้ที่มีอยู่ไปใช้ได้ 3. ด้านวัฒนธรรมในเรื่องการจัดการความรู้ พบว่า การประเมินรูปแบบการบริหารจัดการความรู้ ด้านวัฒนธรรมในเรื่องการจัดการความรู้ คณะครูในโรงเรียนทำงานโดยเปิดเผยข้อมูล และมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน โรงเรียนส่งเสริมให้ คณะครู เกิดการเรียนรู้โดยการให้ อิสระในการคิดและการทำงาน รวมทั้งกระตุ้นให้ พนักงานสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ทุกคนในโรงเรียนถือว่าการเรียนรู้เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกคน อยู่ในระดับมาก 4. ด้านเทคโนโลยีการจัดการความรู้ พบว่า การประเมินรูปแบบการบริหารจัดการความรู้ด้านเทคโนโลยี โรงเรียนกระตือรือร้นที่จะนำเครื่องมือที่ช่วยให้การสื่อสารเชื่อมโยงกันและประสานงานกันได้ ดีขึ้น มาใช้ในโรงเรียน ระบบสารสนเทศของโรงเรียนให้ข้อมูลที่มีความเชื่อมโยงกัน โดยเน้น ความต้องการของผู้ใช้ 5. ด้านการวัดผลการจัดการความรู้ พบว่า การประเมินรูปแบบการบริหารจัดการความรู้ โรงเรียนมีวิธีการที่สามารถเชื่อมโยงการจัดการความรู้กับผลการดาเนินการที่สำคัญของโรงเรียน และโรงเรียนมีการจัดสรรทรัพยากรให้กับกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ ฐานความรู้ของโรงเรียนเพิ่มพูนขึ้น

ข้อเสนอแนะ

จากการข้อสรุปแนวคิดและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นที่เป็นประโยชน์ทางการศึกษา คือ ข้อเสนอแนะเพื่อนำรูปแบบการประเมินโครงการไปใช้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และข้อเสนอแนะ เพื่อการวิจัยครั้งต่อไป โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1. หน่วยงานที่ทำหน้าที่พัฒนาครู หรือโรงเรียนที่ต้องการนำรูปแบบนี้ไปใช้ ควรพิจารณา ถึงบรรยากาศ และวัฒนธรรมขององค์กรก่อนว่า มีความเหมาะสมสอดคล้องกับการนำรูปแบบนี้ไปใช้ในการพัฒนาครูหรือไม่ ทั้งนี้ เพราะความสำเร็จของการเสริมพลังการทำงานไม่เพียงแต่จะขึ้นอยู่กับ ตัวบุคคลเท่านั้น ยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมขององค์กรอีกด้วย องค์กรหรือโรงเรียนที่มีความเหมาะสมในการนำรูปแบบนี้ไปใช้ในการพัฒนาครู ผู้บริหาร ควรมีลักษณะดังนี้คือ มีความเชื่อในหลักประชาธิปไตย ในการทำงาน และผู้บริหารให้ความสนับสนุน ส่งเสริมให้ครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งกันและกัน และควรมีการบริหารงานแบบเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในการพัฒนา การเรียนการสอน ด้วยเหตุว่าจะเป็นการช่วยเร่งปฏิกิริยาให้ครูสามารถเสริมพลังการทำงานในตนเองได้เร็วขึ้น
2. สืบเนื่องจากข้อจำกัดในการนำรูปแบบไปใช้ โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่จะนำรูปแบบไปใช้ จึงอาจจัดทำนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาครูตามรูปแบบนี้ ที่มีความยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของแต่ละโรงเรียน โดยใช้การพัฒนาแบบโรงเรียนเป็นฐาน และขอความร่วมมือจากบุคลากรในโรงเรียน เน้นการสร้างทีมการพัฒนาในโรงเรียนให้เข้มแข็ง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้มากที่สุด

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ

1. เนื่องจากการรบริหารงานวิชาการแบบเสริมพลัง มีจุดเน้นประการหนึ่ง คือ ลักษณะการจัดกิจกรรมที่พัฒนาครูด้วยวิธีการจัดกิจกรรมมุ่งส่งเสริมให้มีการสนทนา แลกเปลี่ยนความรู้ความคิด และการวิเคราะห์ปัญหา ที่ครูประสบอยู่จริงในการปฏิบัติงานที่ทำอยู่ไม่เน้นการถ่ายทอดเนื้อหา ความรู้การนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการพัฒนาซึ่งมีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้หรือความ สามารถในเชิงวิชาการ จึงควรทำด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้ควรจัดทำเอกสารเพิ่มเติม สำหรับครูผู้สอนให้ได้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองอย่างเพียงพอ ซึ่งเอกสารส่วนนี้ อาจมีการปรับปรุงเพิ่มเติมขึ้นระหว่างการพัฒนา โดยถามความต้องการของครูผู้สอน เพื่อจะได้จัดทำเอกสารได้เหมาะสมกับความต้องการ ของครูผู้สอนอย่างแท้จริง
2. การจัดการกิจกรรมตามรูปแบบนี้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมอยู่เสมอ เช่นการประชุมกลุ่มย่อย การอภิปรายกลุ่มใหญ่ การระดมสมอง เป็นต้น จึงควรมีการวางแผนร่วมกันในกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างรอบคอบและชัดเจน และควรมีผู้ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฝ่ายต่างๆ เพื่อความเข้าใจ ที่ตรงกัน
3. กิจกรรมที่กำหนดไว้ เป็นตัวอย่างกิจกรรมที่ผู้วิจัยได้นำมาประยุกต์ และกลั่นกรอง โดยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบว่า มีความเหมาะสม มีความสอดคล้องกับองค์ประกอบอื่นๆ ของรูปแบบ ผู้ที่จะนำไปใช้นั้น ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับครู หรือสภาพแวดล้อมของโรงเรียนโดยยึดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมตามที่กำหนดไว้เป็นหลัก ในการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม หรือลดกิจกรรม เพื่อให้กิจกรรมที่ปรับใหม่ยังคงบรรลุวัตถุประสงค์เดิมได้
4. การจัดการพัฒนาตามรูปแบบนี้จะบรรลุผลได้ ขึ้นอยู่กับ ผู้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกฝ่าย ได้แก่ ผู้บริหาร และครูผู้สอน จึงควรศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายให้เข้าใจชัดเจน ในบทบาทหน้าที่ของตน เพราะปัจจัยด้านบุคคลถือเป็นตัวแปรสำคัญของความสำเร็จในการรบริหารงานวิชาการแบบเสริมพลัง ซึ่งต้องการการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอย่างสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ทำหน้าที่บริหารงานวิชาการ ได้แก่ ผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการ ควรมีความสามารถในการทำงานเป็นทีม มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีความสามารถในการสื่อสาร การจับประเด็น และสรุปประเด็น ในการอภิปราย เพื่อช่วยให้ทุกคนเกิดความคิดรวบยอดตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรทำการศึกษาวิจัยพัฒนารูปแบบบริหารจัดการงานด้านอื่นๆ อีก เช่น การบริหารงานบุคคล และการบริหารงานบริหารทั่วไป เพื่อให้เกิดผลดีต่อโรงเรียนเทศบาล 3 วัดไชนาวาสนั้น ในภาพรวมและรอบด้านซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุขและเป็นเยาวชนที่ดีของชาติต่อไป
2. ผลการศึกษาครั้งนี้ ทำให้ทราบว่า รูปแบบการบริหารงานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการส่งเสริมสนับสนุนทั้งด้านอารมณ์ จิตใจ ความรู้ ข้อมูล และเพิ่มพูนทักษะ ทำให้ครูเปลี่ยนแปลงการรับรู้ตนเองว่า เป็นผู้มีความสามารถ จึงควรมีการนำแนวคิดการเสริมพลังการทำงานไปพัฒนาครูในเรื่องอื่นๆ ต่อไป ทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก
3. การวิจัยครั้งนี้กลุ่มตัวอย่าง เป็นครูในสังกัดสังกัดกองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ดังนั้นจึงควรทำการวิจัยครูในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดสุพรรณบุรี หรือกลุ่มจังหวัดในระดับสูงต่อไปเพื่อให้ได้ข้อสรุป ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น
4. ควรมีการศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อติดตาม และประเมินความคงทนของการบริหารจัดการ งานวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อสอดคล้องมาตรฐานด้านคุณภาพผู้เรียนของครูที่ผ่านการพัฒนาตามรูปแบบนี้

โพสต์โดย นายธวัช ใบบัว : [15 ก.ย. 2556 เวลา 10:15 น.]
อ่าน [1052] ไอพี : 125.25.194.70
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม