ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• บทความวิจัย เรื่องการพัฒนารูปแบบการสอนแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์

การพัฒนารูปแบบการสอนแบบบูรณาการ
เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ หน่วยหนังสือกับชีวิต
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
The Development of an Integrated Teaching Model to Promote Communication Skills and Creative thinking on the Book and Life for
Mattayomsuksa1 Students
บุษกร ตะวัน ตำแหน่งครู วิยฐานะ ชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดประชานิมิตร
Busakorn Tawan Position : Teacher Academic Position Specialist Watprachanimit Schooll
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) พัฒนารูปแบบการสอนฯ 3) ทดลองใช้รูปแบบการสอนฯ 4) ประเมินและปรับปรุงรูปแบบการสอนฯ 5) เผยแพร่รูปแบบการสอนฯ ด้วยการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีขั้นตอนดำเนินการดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน โดยการสอบถามพฤติกรรมการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ในปัจจุบัน เก็บรวบข้อมูลจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 30 คน การศึกษาสภาพการสอนและความต้องการในการส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ เก็บรวบรวมข้อมูลจากครูผู้สอนภาษาไทย จำนวน 6 คน ศึกษาแนวทางการสอนที่เหมาะสม เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน และศึกษาเอกสารแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์ ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการสอนฯ โดยร่างรูปแบบการสอน ฯ ตามข้อมูลที่ได้สำรวจมาแล้วในระยะที่ 1 และประเมินร่างรูปแบบการสอนฯโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ร่างรูปแบบการสอน และแบบประเมินร่างรูปแบบการสอนฯ ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการสอนฯ ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดประชานิมิตร อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 109 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดประชานิมิตร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 79 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการเปิดตารางเครชี่และมอร์แกน ซึ่งได้ดำเนินการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยจับสลาก 2 ห้องเรียน จาก 3 ห้องเรียน เพื่อกำหนดเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้อง ได้แก่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 41 คน
และกลุ่มควบคุม 1 ห้อง ได้แก่ ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) แบบทดสอบวัดทักษะการสื่อสาร 3) แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ 5) แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ 6) แบบสอบถาม ความคิดเห็น ระยะที่ 4 การประเมินและปรับปรุงรูปแบบการสอนฯ ทำการประเมิน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ด้านกระบวนการ (Process) โดยศึกษาความคิดเห็นของคณะกรรมการบริหารงานวิชาการและครูผู้สอนภาษาไทยโรงเรียนวัดประชานิมิตร จำนวน 20 คน ด้านผลลัพธ์ (Output) โดยการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ และความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการสอนฯ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมิน ผลการใช้รูปแบบการสอนฯ ระยะที่ 5 การเผยแพร่รูปแบบการสอนฯ ให้ครูผู้สอนภาษาไทยโรงเรียนสังกัด อบจ. นครราชสีมากลุ่มที่ 4 จำนวน 18 คน ทดลองใช้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) คู่มือการใช้รูปแบบการสอนฯ 2) แบบสอบถามความคิดเห็น โดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test แบบ Independent และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) จากการศึกษาความคิดเห็นบุคคลที่เกี่ยวข้อง ต้องการให้มีการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ โดยจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นการบูรณาการทักษะสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ โดยมีครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก และจัดหาแหล่งเรียนรู้ กระตุ้นและเสริมแรงให้ผู้เรียนรับผิดชอบ และพัฒนาความสามารถด้านการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ (2) รูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า IECEE Model มีองค์ประกอบ คือ หลักการของรูปแบบ จุดมุ่งหมายของรูปแบบ การออกแบบการสอน กระบวนการเรียนการสอน การประเมินผล มีขั้นตอนการสอน 5 ขั้นตอน (IECEE Model) ประกอบด้วย 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Interest) : I 2) ขั้นสร้างประสบการณ์ (Experience) : E 2) ขั้นสร้างสรรค์ชิ้นงาน (Create) : C 4) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Exchange) : E 5) ขั้นประเมินผล (Evaluate) : E โดยรูปแบบการสอนแบบ IECEE โดยรวมมีระดับความเหมาะสมมากที่สุด (3) นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนฯ มีผลสัมฤทธ์ทางการเรียน ทักษะในการสื่อสาร และความคิดสร้างสรรค์ สูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยการสอนตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการสอนฯ โดยรวมอยู่ในระดับความเหมาะสมมาก (4) การประเมินผลการใช้รูปแบบการสอนด้านปัจจัยนำเข้า (Iutput) และด้านกระบวนการ(Process) โดยรวมอยู่ระดับความเหมาะสมมากที่สุด และด้านผลลัพธ์(Output) การจัดกิจกรรมตามรูปแบบการสอนฯ ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์สูงกว่าการสอนปกติ และมีความคิดเห็นต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนฯ โดยรวมอยู่ในระดับความเหมาะสมมาก (5) ครูผู้สอนภาษาไทยโรงเรียนสังกัด อบจ. นครราชสีมา กลุ่มที่ 4 ได้แสดงความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบรูปแบบการสอนฯ โดยรวมอยู่ในระดับความเหมาะสมมาก
Abstract
In learning activity management, a teacher should provide learning activities to meet the learning objectives in accordance with the learners by basing the learners on being able to learn and develop themselves on condition that there was an appropriate provision of situation or learning activity management in an integrated teaching model that facilitated the learning appropriately. The purposes of this study were: 1) to study the primary information, 2) to develop the teaching model, 3) to experiment the application of the teaching model, 4) to evaluate and revise the teaching model, and 5) to publicize the teaching model. By applying research and development, the procedures of the study were classified into 5 phases as follows. Phase 1 was mainly concerned about studying the primary information. Data questioning on present communication behavior and creative thinking were collected from 30 Mattayomsuksa1 students. Data studying on teaching state and a need for promoting communication skills and creative thinking were collected from 6 Thai-teaching teachers. Data studying on a direction for appropriate teaching were collected from 5 specialists. And the studies of other documents, concepts, theories, and related literatures were included. The instruments used to collect data were:
a questionnaire, a group-conversational record, and an interview. Phase 2 was concerned about developing the teaching model. The teaching model was drafted from the derived data from Phase 1, and the mentioned draft was evaluated by 5 specialists. The instruments used to collect data were a drafted teaching model and an evaluation form on the drafted teaching model. Phase 3 was concerned about experimenting the application of the teaching model. The population of the study consisted of 115 students studying in Mattayomsuksa1 at Watprachanimit school in Buayai district of Nakhon Ratchasima province. The sample group concluded 78 students studying in Mattayomsuksa1 in the second semester of the academic year 2011. Determined by applying the table of Krejcie & Morgan, the sample group size employed the use of cluster random sampling by drawing lots of 2 classrooms out of 3 classrooms as an experiment group with 41 students from Mattayomsuksa1/1 and as a control group with 37 students from Mattayomsuksa1/3. The instruments used to collect data were: 1) a learning achievement test, 2) a communicative test, 3) a creative thinking test, 4) a lesson plan, 5) an evaluation form on the lesson plan, and 6) a questionnaire. Phase 4 was concerned about evaluating and revising the teaching model. There was an evaluation on 3 aspects of (1) input; (2) process by studying the opinions of 20 members of academic administrative committee and teachers teaching the Thai subject at Watprachanimit school; and (3) output by studying the learning achievement, communication skills, creative thinking, and the opinions of the students toward the teaching model. The instrument used to collect data was an evaluation form on the application of the teaching model. And phase 5 was concerned about publicizing the teaching model. The derived teaching model was publicized for 18 teachers teaching the Thai subject to experiment in schools under Nakhon Ratchasima Provincial Administrative Organization in Group 4. The instruments used to collect data were 1) a manual for the teaching model and 2) a questionnaire. Data were statistically analyzed by applying percentage, mean, standard deviation, t-test (Independent), and content analysis. The results of the study indicated that: (1) By studying the opinions of concerned people, there was a need for developing the learning and teaching management in order to promote communication skills and creative thinking by way of providing the learning activities that emphasized on the learners and the integration of communication skills and creative thinking: a teacher as a facilitator should provide the learning source, encourage and reinforce the learners to have responsibility, and develop communication skills and creative thinking. (2) The teaching model named ‘IECEE MODEL’ consisted of its principle of the teaching model, the objective of the teaching model, the teaching design, the teaching process, and the evaluation and assessment; the IECEE Model was derived from 5 steps of: 1) interest (I), 2) experience (E), 3) creativity (C), 4) exchange (E), and 5) evaluation (E). The IECEE MODEL was generally appropriate at the highest level. (3) The efficiency of the teaching model was 83.22/85.04; the students learning through this teaching model increased their communication skills and creative thinking more than those learning with regular teaching at the statistically significant level of .01; and the opinions toward the teaching model was generally appropriate at the high level. (4) The evaluation of the teaching model in the aspect of input and the aspect of process was generally appropriate at the highest level: the aspect of output that provided activities from the teaching model and helped the learners increase their learning achievement, communication skills, creative thinking, and opinions toward learning through the teaching model, was generally appropriate at the high level.
(5) The opinion toward the teaching model of the teachers teaching the Thai subject at schools under Nakhon Ratchasima Provincial Administrative Organization in Group 4 was generally appropriate at the high level.
บทนำ
การพัฒนาด้านคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมในการที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การศึกษาและการเรียนรู้นั้นจึงมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคนให้มีศักยภาพ มีความ สามารถ มีทักษะต่าง ๆ ที่จะนำไปใช้ในการทำงานให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านมีความสำคัญอย่างมากในการเรียนรู้ และเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของคน มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา การอ่านทำให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆทั่วโลก การอ่านจึงเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ เพื่อพัฒนาตนเองให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม (กรมวิชาการ. 2539 : 1) สอดคล้องกับ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (2551 : 2) ที่กล่าวว่า การอ่านเป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างเสริมสติปัญญาของมนุษย์ และการอ่านเป็นหนึ่งในสี่ทักษะที่สำคัญ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน เมื่ออ่านแล้วสิ่งที่จะตามมาจากการอ่านก็คือ การคิด เนื่องจากจะต้องทำความเข้าใจเรื่องราว ความหมายของสิ่งที่อ่าน การอ่านจึงผูกพันกับการคิดอย่างแยกไม่ออก การอ่านหนังสือจะช่วยพัฒนาความคิดให้กว้างไกล รอบด้าน และเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น ยิ่งหากบุคคลได้รับการบ่มเพาะให้รักหนังสือ รักการอ่านที่เหมาะสมตั้งแต่เยาว์วัย บุคคลนั้นก็จะมีนิสัยรักการอ่าน และนำไปสู่การพัฒนาความคิด และพฤติกรรม “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” แต่จากการศึกษาสภาพปัญหาของโรงเรียนวัดประชานิมิตร พบว่า ถึงแม้ทุกคนจะตระหนักถึงความสำคัญของการอ่าน แต่การส่งเสริมการอ่านของนักเรียนยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากนักเรียนใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเรียนการสอนทั้ง 8 กลุ่มสาระ นักเรียนส่วนมากที่เข้าใช้ห้องสมุดเพื่อทำการบ้าน ทำรายงานที่ครูมอบหมาย อีกทั้งยังมีสื่อเทคโนโลยีอื่น ๆ และ บริการสืบค้นอินเทอร์เน็ต จึงทำให้นักเรียนสนใจและใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการใช้บริการสืบค้นอินเทอร์เน็ตมากกว่าการอ่านหนังสือ ดังนั้น การเลือกรูปแบบการสอนภาษาไทยให้สอดคล้องกับลักษณะของผู้เรียน จำเป็นต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะการสื่อสาร โดยเฉพาะการอ่านควบคู่กับการเขียน การพูด การฟัง อีกทั้งมีความคิดสร้างสรรค์ให้มาก อันป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง และแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 : 3)
ความมุ่งหมายการวิจัย
1. เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐาน เกี่ยวกับการส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์
หน่วยหนังสือกับชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2. เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ หน่วยหนังสือกับชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
3. เพื่อทดลองใช้รูปแบบการสอนแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ หน่วยหนังสือกับชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
4. เพื่อประเมินและปรับปรุงรูปแบบการสอนแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ หน่วยหนังสือกับชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
5. เพื่อเผยแพร่รูปแบบการสอนแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ หน่วยหนังสือกับชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ความสำคัญของการวิจัย
1. ได้รูปแบบการสอนแบบบูรณาการ ที่ใช้เป็นแนวทางสำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ หน่วยหนังสือกับชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอันเป็นหลักสำคัญของแนวการจัดการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งจะเป็นต้นแบบสำหรับให้ผู้สอนสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนและโรงเรียนได้
2. ได้นวัตกรรมการสอน ซึ่งประกอบด้วยวิธีการที่หลากหลาย พร้อมทั้งคำแนะนำในการใช้ที่ผู้สอนสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิชาต่าง ๆ
ระเบียบวิธีวิจัย
ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน โดยสอบถามพฤติกรรมการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์
ในปัจจุบัน เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 30 คน การศึกษาสภาพการสอนและความต้องการในการส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ เก็บรวบรวมข้อมูลจากครูผู้สอนภาษาไทย จำนวน 6 คน ศึกษาแนวทางการสอนที่เหมาะสม เก็บรวบรวบข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน และศึกษาเอกสารแนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบสัมภาษณ์
ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการสอนฯ โดยร่างรูปแบบการสอน ฯ ตามข้อมูลที่ได้สำรวจมาแล้วในระยะ
ที่ 1 และประเมินร่างรูปแบบการสอนฯโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่
ร่างรูปแบบการสอน และแบบประเมินร่างรูปแบบการสอนฯ
ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการสอนฯ ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน
วัดประชานิมิตร อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 109 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดประชานิมิตร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 79 คน ดำเนินการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยจับสลาก 2 ห้องเรียน จาก 3 ห้องเรียน เพื่อกำหนดเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้อง ได้แก่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 41 คน และกลุ่มควบคุม 1 ห้อง ได้แก่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) แบบทดสอบวัดทักษะการสื่อสาร 3) แบบทดสอบ วัดความคิดสร้างสรรค์ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ 5) แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ 6) แบบสอบถามความคิดเห็น
ระยะที่ 4 การประเมินและปรับปรุงรูปแบบการสอนฯ ทำการประเมิน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านปัจจัยนำเข้า (Input) ด้านกระบวนการ (Process) โดยศึกษาความคิดเห็นของคณะกรรมการบริหารงานวิชาการและครูผู้สอนภาษาไทย จำนวน 20 คน ด้านผลลัพธ์ (Output) โดยการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ และความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการสอนฯ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินผลการใช้รูปแบบการสอนฯ
ระยะที่ 5 การเผยแพร่รูปแบบการสอนฯ โดยนำรูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้นไปเผยแพร่ให้ครูผู้สอนภาษาไทยโรงเรียนสังกัด อบจ. นครราชสีมากลุ่มที่ 4 จำนวน 18 คน ทดลองใช้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) คู่มือการใช้รูปแบบการสอนฯ 2) แบบสอบถามความคิดเห็น
การวิเคราะห์ข้อมูล
ระยะที่ 1 ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ระยะที่ 2 ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ระยะที่ 3 ค่า t – test (Independent Samples)
ระยะที่ 4 ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ระยะที่ 5 ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
สรุปผลการวิจัย
ระยะที่ 1 ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ 1 มีพฤติกรรมการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ โดยรวมอยู่ในระดับพอใช้ จากการศึกษาสภาพปัญหาที่ครูผู้สอนพบในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยในปัจจุบัน คือ นักเรียนส่วนมากขาดทักษะการสื่อสาร โดยเฉพาะทักษะการอ่าน ทักษะการเขียน ทักษะการพูด และทักษะการฟัง ซึ่งสัมพันธ์กับการคิด อันเป็นทักษะจำเป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ และจากการศึกษาแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ จากผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า ควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการ เน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง
ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการสอนแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ หน่วยหนังสือกับชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า รูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้นมี
5 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการของรูปแบบ 2) จุดมุ่งหมายของรูปแบบ 3) การออกแบบการสอน 4) กระบวนการเรียนการสอน 5) การประเมินผล โดยมีขั้นตอนการสอน 5 ขั้นตอน (IECEE Model) ประกอบด้วย 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Interest) : I 2) ขั้นสร้างประสบการณ์ (Experience) : E 2) ขั้นสร้างสรรค์ชิ้นงาน (Create) : C 4) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Exchange) : E 5) ขั้นประเมินผล (Evaluate) : E
ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการการสอนแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ หน่วยหนังสือกับชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบ
การสอนแบบบูรณาการฯ มีทักษะในการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ สูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยการสอนตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนทุกรายการว่ามีความเหมาะสมมาก
ระยะที่ 4 การประเมินและปรับปรุงรูปแบบการสอนแบบบูรณาการ พบว่า จากการประเมินปัจจัยนำเข้าในและประเมินด้านกระบวนการ ในภาพรวมอยู่ในระดับความเหมาะสมมากที่สุด ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้น และด้านผลผลิต การจัดกิจกรรมตามรูปแบบการสอนฯ ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้น และมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนฯ ทุกรายการว่ามีความเหมาะสมมาก ระยะที่ 5 การเผยแพร่รูปแบบการสอน พบว่า ผลจากการเผยแพร่รูปแบบการสอนให้แก่ครูผู้สอนภาษาไทย โรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มที่ 4 พบว่า ครูผู้สอนได้แสดงความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบรูปแบบการสอนโดยรวมอยู่ว่ามีความเหมาะสมมาก


อภิปรายผล
การพัฒนารูปแบบรูปแบบการสอนแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสาร
และความคิดสร้างสรรค์ หน่วยหนังสือกับชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประเด็นนำมาอภิปรายผล ตามความมุ่งหมายของการวิจัย ดังนี้
1. การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน พบว่า จากการสอบถามบุคคลที่เกี่ยวข้อง ต้องการให้มีการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 โดยมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน ลงมือปฏิบัติกิจกรรมร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน รวมถึงการทดสอบความรู้ที่ได้รับหลังจากการทำกิจกรรมเป็นรายบุคคล เพื่อประเมินความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน ทำให้นักเรียนได้ทราบพัฒนาการของตนเอง และสามารถนำความรู้ที่ได้ในชั้นเรียนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งสอดคล้องกับ ทิศนา แขมมณี (2544 : 85) กล่าวว่าในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สูงสุด เกิดทักษะการคิด ต้องเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ด้วยตนเอง และมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนหรือบุคคลอื่น ๆ รอบด้าน มีกิจกรรมที่หลากหลายกระตุ้นให้ผู้เรียนตื่นตัวอยู่เสมอ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดีความรู้และความเข้าใจจะมีลึกซึ้งและอยู่คงทน ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ประจำวันที่หลากหลาย และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
2. การพัฒนารูปแบบการสอนฯ 1 พบว่า รูปแบบการสอนแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมทักษะ
การสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ หน่วยหนังสือกับชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่พัฒนาขึ้นมี
5 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการของรูปแบบ 2) จุดมุ่งหมายของรูปแบบ 3) การออกแบบการสอน 4) กระบวนการเรียนการสอน 5) การประเมินผล โดยมีขั้นตอนการสอน 5 ขั้นตอน (IECEE Model) ประกอบด้วย 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Interest) : I 2) ขั้นสร้างประสบการณ์ (Experience) : E 2) ขั้นสร้างสรรค์ชิ้นงาน (Create) : C 4) ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Exchange) : E 5) ขั้นประเมินผล (Evaluate) : E ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวมีความสัมพันธ์สอดคล้องกันสู่การดำเนินการเรียนการสอนในชั้นเรียน และการประเมินผลการเรียนรู้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง ทั้งนี้เนื่องมาจาก ผู้วิจัยได้ใช้แนวคิดของ จอยส์ และเวล (Joyce & Weil. 1996 : 11-25) มาเป็นแนวคิดในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ (1) พิจารณาเลือกแนวคิด และทฤษฎีรองรับรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนที่สร้างขึ้น (2) ก่อนที่จะนำรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นไปใช้ จะมีการตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ และนำข้อค้นพบมาปรับปรุงแก้ไข (3) รูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นเป็นการออกแบบให้สามารถนำไปใช้อย่างกว้างขวาง สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกชั้นเรียนในช่วงชั้นที่ 3 (4) วิเคราะห์องค์ประกอบ จากรูปแบบการสอนของนักการศึกษา 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) รูปแบบการสอนของทิศนา แขมมณี (2545 : 32-48) 2) รูปแบบการสอนของ วิชัย วงษ์ใหญ่ (2537 : 70-72) 3) รูปแบบการสอนของ Dick & Carey (1996: 2-7) และ4) รูปแบบการสอนของ Joyce และ Weil (2004 : 132-140) โดยผู้วิจัยได้นำผลมาใช้กำหนดองค์ประกอบของรูปแบบการสอนดังกล่าว (5) การนำเสนอรูปแบบการสอน เพื่อให้การพัฒนาและการนำเสนอเอกสารประกอบการจัดการเรียนการสอนฯ ให้มีความเหมาะสมที่สุด ผู้วิจัยประยุกต์แนวทางการนำเสนอรูปแบบการสอนตามวิธีของจอยส์ และเวล โดยกล่าวถึงการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องหลักการ แนวปฏิบัติของกระบวนการจัดการเรียนการสอน บทบาทของผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งประกอบด้วยการใช้กลวิธีการสอน การจัดบรรยากาศการเรียน การปรับปรุง การเสริมและการตอบสนองของผู้สอนต่อผู้เรียน การเสนอแนะและให้คำปรึกษา และสิ่งสนับสนุนอื่นๆ อาทิ หน่วยการเรียนรู้ กิจกรรมผู้สอน กิจกรรมผู้เรียน ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของผู้เรียน การวัดและประเมินผล ซึ่งสอดคล้องกับ ทิศนา แขมมณี (2545 : 21 - 20) สอดคล้องกับ Joyce และ Weil (2004 : 58) และสอดคล้องกับ Arends (1999 : 7) ที่กล่าวเกี่ยวกับองค์ประกอบของรูปแบบการสอนไว้สอดคล้องกันว่า องค์ประกอบของรูปแบบการสอนประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 องค์ประกอบ 1) หลักการ แนวคิดทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) ขั้นตอนการสอนที่จะช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ของรูปแบบ และ4) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ของรูปแบบ
3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการการสอนแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสาร
และความคิดสร้างสรรค์ หน่วยหนังสือกับชีวิต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า
3.1 นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนฯ มีทักษะในการสื่อสาร และความคิดสร้างสรรค์ สูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยการสอนตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้เนื่องมาจากผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดการบูรณาการ การส่งเสริมทักษะการสื่อสาร การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ แล้วนำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนารูปแบบการสอน เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ โดยมีลักษณะและรูปแบบการบูรณาการเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการอ่าน หน่วยหนังสือกับชีวิต กับกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะการสื่อสาร ได้แก่ การอ่าน การเขียน การพูด การฟัง และบูรณาการระหว่างความรู้กับกับการลงมือปฏิบัติกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่างเป็นรูปธรรม สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ บูรณาการระหว่างสิ่งที่อยู่ในห้องเรียนกับสิ่งที่เป็นอยู่ในชีวิตจริง ยึดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เร้าใจ เชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในผู้เรียนทุกคน โดยกระตุ้นผู้เรียนให้แสดงออกให้มากที่สุด ทั้งทักษะความคิดและความเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่จะยั่วยุและกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ผู้เรียนเกิดความคิดในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาสิ่ง
ต่าง ๆ ที่อยู่รอบข้างขึ้นใหม่ให้เกิดประโยชน์ สอดคล้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 1-6) ที่กล่าวโดยสรุปได้ว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ บนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพด้านความรู้และทักษะที่จำเป็น สำหรับการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง และแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต อีกทั้งช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ คือ ความสามารถในการสื่อสาร และความ สามารถในการคิดอย่างสร้างสรรค์เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
3.2 นักเรียนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้น โดยภาพรวมว่ามีความเหมาะสมมาก ทั้งนี้เนื่องมาจาก กระบวนการเรียนการสอนนั้นได้ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงและปฏิบัติด้วยตนเอง และมีส่วนร่วมในกิจกรรม โดยใช้การอ่านเป็นพื้นฐานในการเข้าร่วมถึงสื่อสิ่งพิมพ์ในรูปแบบที่หลากหลาย เชื่อมโยงทักษะการคิดสร้างสรรค์ การเขียน การพูด และการฟัง ด้วยรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลายอย่างมีความสุข สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ในมาตรา 24 (3) ได้กำหนดให้จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง (กระทรวงศึกษาธิการ 2546 : 24) และเพื่อดำเนินงานตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานประการหนึ่ง คือ การมุ่งให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน รักการอ่าน รักการเขียน และรักการค้นคว้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นคุณลักษณะที่มีความสำคัญยิ่งในการเรียนรู้ของบุคคล

4. การประเมินและปรับปรุงรูปแบบการสอน พบว่า จากการประเมินปัจจัยนำเข้าในและประเมินด้านกระบวนการ ในภาพรวมอยู่ในระดับความเหมาะสมมากที่สุด ทั้งนี้เนื่องมาจาก ผู้วิจัยดำเนินการปรับปรุงรูปแบบการสอน ควบคู่ไปกับการสร้างรูปแบบการพัฒนาและการใช้รูปแบบการสอน สอดคล้องกับ Joyce และ Weil (1992 : 38-40) ที่กล่าวเกี่ยวกับการประเมินรูปแบบการสอนว่าการประเมินรูปแบบการสอน เป็นการทดสอบความมีประสิทธิภาพของรูปแบบที่สร้างขึ้น โดยทั่วไปจะใช้วิธีการต่อไปนี้ 1) ประเมินความเป็นไปได้ในเชิงทฤษฎี
โดยคณะผู้เชี่ยวชาญ 2) ประเมินความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติการ โดยการนำรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้ในสถานการณ์จริง ในลักษณะของการวิจัยเชิงทดลอง หรือกึ่งทดลอง
5. การเผยแพร่รูปแบบการสอน พบว่า ผลจากการเผยแพร่รูปแบบการสอนฯ ให้แก่ครูผู้สอนภาษาไทย โรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มที่ 4 พบว่า ครูผู้สอนได้แสดงความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบรูปแบบการสอนในภาพรวมว่ามีความเหมาะสมมาก ทั้งนี้เนื่องมาจาก ก่อนที่จะนำรูปแบบการสอนที่พัฒนาขึ้นไปเผยแพร่ มีการตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ และทดลองใช้ในสถานการณ์จริงกับกลุ่มตัวอย่างจริง และนำข้อค้นพบมาปรับปรุงแก้ไข ก่อนเผยแพร่เพื่อเป็นหลักประกันที่เชื่อถือได้ว่ารูปแบบการสอนนั้นเป็นประโยชน์ เป็นไปได้ เหมาะสมถูกต้องครอบคลุม มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับได้ และเป็นรูปแบบการสอนที่สามารถนำไปใช้อย่างกว้างขวาง สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกชั้นเรียนในช่วงชั้นที่ 3 เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ อันเป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ สอดคล้องกับ กรมวิชาการ (2544 : 36 - 37) ได้กล่าวถึงการบูรณาการภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยว่า เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนที่มุ่งให้ผู้เรียนเชื่อมโยงแนวคิด ทักษะ และความคิดรวบยอดโดยการพัฒนาความคิดจากการสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างการฟัง
การพูด การอ่าน และการเขียนในรูปแบบต่าง ๆ อันจะส่งผลให้ผู้เรียนเชื่อมโยงความรู้ที่นำไปสู่ความรู้ความเข้าใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้

ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะทั่วไป
1.1 โรงเรียนควรส่งเสริมให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ เช่น ค่ายการอ่าน การจัดทำโครงงาน เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสาร และความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องและตลอดชีวิต
1.2 โรงเรียนควรส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะการสื่อสาร และความคิดสร้างสรรค์ โดยอาศัยข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนภายในโรงเรียนมากยิ่งขึ้น
2. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป
2.1. ควรมีการวิจัยและพัฒนารูปแบบการสอนแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสาร
และความคิดสร้างสรรค์ กับกลุ่มตัวอย่างในระดับชั้นอื่น ๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ ให้กับนักเรียนทุกช่วงชั้น
2.2 ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับกิจกรรมส่งเสริมทักษะการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์
โดยให้ผู้ปกครองได้เข้ามามีส่วนร่วม ในกิจกรรมพร้อมกับบุตรหลานของตนเอง เพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อสาร
และความคิดสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง
กรมวิชาการ. (2544). การบูรณาการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)
พ.ศ.2545. กรุงเทพ : องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์.
สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย. (2551). เอกสารประกอบการพิจารณาเพื่อนำเสนอ
ระเบียบวาระแห่งชาติ : การอ่านหนังสือ. กรุงเทพฯ : มปท.
กรมวิชาการ. (2539). การรณรงค์เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน. ตุลาคม – ธันวาคม 2538. กรุงเทพฯ : มปท.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
ทิศนา แขมมณี. (2544). รูปแบบการเรียนการสอนทางเลือกที่หลากหลาย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
. ศาสตร์การสอน. (2545). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิชัย วงษ์ใหญ่. (2537). กระบวนการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.
Arends, R. I. (1999). Learning to teach. 4th ed. Boston : McGraw Hill.
Dick, Walter; & Carey, Lou. (1996). The Systematic Design of Instruction. 4 th ed. New York : Longman.
Joyce, B. and M. Weil. (1996). Models of Teaching. 5th ed. London : Allyn and Bacon.
. (2004). Models of Teaching. 5th ed. New Jersey : Prentice Hall.
. (1992). Model of Teaching. 4th ed. Englewood Cliffs, N.J. : Prentice Hall.
Saylor, J. Galen, M. Alexander William and J. Lewis Arthur. (1981). Curriculum planning for Better
Teaching and Learning. 4th ed. New York : Holt.Rineheart and Winston.

โพสต์โดย bus : [19 ก.ย. 2556 เวลา 08:55 น.]
อ่าน [1414] ไอพี : 122.154.147.83
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม