ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่ม

การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ศิริวรรณ แก้วจุฑา*

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม ให้มีค่าตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ 0.50 ขึ้นไป 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 และปีการศึกษา 2555 โรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น จำนวน 33 คน และจำนวน 35 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผ่านการหาคุณภาพของข้อสอบโดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์ข้อสอบ B-Index ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 2) แบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 3) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง เศรษฐศาสตร์ เบื้องต้น และ 4) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ ที่ผ่านการหาประสิทธิภาพมาแล้วได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 100.00/88.89 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.8234
ผลการวิจัย พบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 100.00/88.89 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.8234 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และโดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ



A development of computer-assisted instruction lesson that used Response-Sensitive Instruction Strategy entitle basic economy in social study, religion and culture subject area for matthayomsuksa II students
Siriwan Kaewchuta*

Abstract
The objectives of this study were, 1) to construct and develop computer-assisted instruction lesson that used RSI strategy (Response-Sensitive Instruction Strategy); entitle basic economy in social study, religion and culture subject area for matthayomsuksa II students in Nonphosriwitthayakom school, the CAI lesson was set efficiency criteria at 80/80, 2) to study the effectiveness index of this CAI lesson, 3) to compare the learning achievement between pretest and posttest with this CAI lesson, and 4) to study satisfaction of matthayomsuksa II students toward the CAI lesson. The samples in this study consisted of 33 and 35 matthayomsuksa II students who learned in 2nd semester of 2554 and 2555 academic year in Nonphosriwitthayakom school under jurisdiction of Khonkaen provincial administrative organization. The samples were selected by cluster random sampling technique.
The study tools used in this study were, 1) learning achievement test that used B-Index program for analyzing the efficiency of this test items; the reliability of the achievement test was 0.96, 2) the satisfaction questionnaire that had the reliability 0.80, 3) learning/teaching plan entitle basic economy, and 4) the CAI lesson that passed efficiency procedure that had efficiency 100.00/88.89 and the effectiveness index was 0.8234.
The findings of this study were, the CAI lesson that used RSI strategy had the efficiency value 100.00/88.89 and the effectiveness index was 0.8234 that higher than the set criteria, the students who learned by using the CAI lesson had posttest learning achievement score higher than pretest score at 0.05 level of statistical significance and, in totally the students’ opinion toward learning by the CAI lesson showed that they had satisfaction in the highest level.



ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กล่าวถึงการจัดทำหลักสูตรการศึกษา
ขั้นพื้นฐานไว้ว่า “มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ ให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตร ตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคมภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ”
คอมพิวเตอร์เป็นสื่อการสอนที่เป็นเทคโนโลยีระดับสูง เมื่อมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ เป็นสื่อในการสอน จะทำให้การเรียนการสอนมีการโต้ตอบกันได้ในระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ยังมีความสามารถในการตอบสนองต่อข้อมูลที่นักเรียนป้อนเข้าไปได้ในทันที ซึ่งเป็นการช่วยเสริมแรงให้แก่ผู้เรียน ดังนั้นในขณะนี้จึงมีการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน กันอย่างกว้างขวางและแพร่หลาย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากโปรแกรมบทเรียนรูปแบบต่างๆ ในแต่ละบทเรียนจะมีตัวอักษร ภาพกราฟิก ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว รวมทั้งเสียงประกอบด้วย ทำให้ผู้เรียนสนุกกับการเรียนไม่รู้สึกเบื่อหน่าย สามารถเรียนรู้ในสิ่งต่างๆได้กว้างขวางและหลากหลายอย่างรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องเรียนตามลำดับขั้นตอน ซึ่งถือเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการเรียนรู้อย่างมาก (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2550)
วัตถุประสงค์ของการศึกษา
1. เพื่อสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. เพื่อศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม ให้มีค่าตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ 0.50 ขึ้นไป
3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
4.เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
2. แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ
4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น
การเก็บรวบรวมข้อมูล
การศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้
1. ทำบันทึกข้อความเสนอผู้อำนวยการโรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม สังกัดองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดขอนแก่น เพื่อทำการเก็บรวบรวมข้อมูล
2. ก่อนการทดลอง ผู้ศึกษาชี้แจงหลักการและเหตุผลให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างรับทราบ
3. ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pre - test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
โดยทำการทดสอบก่อนการทดลอง 1 สัปดาห์
4. ทดลองใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 5. หลังสิ้นสุดการทดลอง ผู้ศึกษาทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยใช้ข้อสอบชุดเดียว กับการทดสอบก่อนเรียนและให้นักเรียนทำแบบสอบถามความพึงพอใจ
สรุปผลการศึกษา
1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือมีค่าประสิทธิภาพกระบวนการ/ประสิทธิภาพผลลัพธ์ เท่ากับ 100.00/88.89
2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.8234 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังจากเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
8.4 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ โดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ ในระดับมากที่สุดทุกด้าน คือ ด้านเนื้อหา ด้านภาพ ภาษาและเสียง ด้านตัวอักษรและสี และด้านความรู้และประสบการณ์
อภิปรายผลการศึกษา
จากการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์
เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้
1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น
มีค่าประสิทธิภาพ 100.00/88.89 แสดงให้เห็นว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ มีค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ทั้งนี้เนื่องมาจากเป็นโปรแกรมการเรียนการสอน ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการเสนอสารสนเทศ การปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการประเมินผลและการแสดงผลป้อนกลับที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาวิชาต่างๆ ได้บรรลุผลตามความมุ่งหมายของรายวิชา (วชิระ อินท์อุดม, 2550) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เป็นโปรแกรมการเรียนการสอนที่ช่วยผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาวิชาต่างๆ ให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายของรายวิชา โดยใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบของสื่อประสม เช่น ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ ภาพเคลื่อนไหว วีดีทัศน์และเสียงเพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียนหรือองค์ความรู้ โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความพร้อม ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนทำให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน เหมาะกับการเรียนการสอนรายบุคคล (Individualized instruction) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ บุบผา ตะโกสีย์ (2550) ได้ศึกษาการพัฒนาแผนการเรียนรู้และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1 ผลการศึกษาปรากฏว่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประสิทธิภาพเท่ากับ 84.00/85.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ค่าดัชนีประสิทธิผล (The Effectiveness Index) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีค่าเท่ากับ 0.7810 ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับผลการศึกษาของสำเนียง สียาดา (2550) ได้ศึกษาพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่าประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเท่ากับ 87.80/ 82.50 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6900 ซึ่งหมายความว่านักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มีความรู้หรือมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 69.00 นักเรียนที่เรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดและความคงทนในการเรียนของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์หลังเรียนผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ มีคะแนนเฉลี่ยความคงทนลดลงร้อยละ 13.93
2. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ
เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.8234 แสดงว่านักเรียนมีคะแนนความก้าวหน้าทางการเรียนจริงคิดเป็นร้อยละ 82.34 ของคะแนนความก้าวหน้าสูงสุดที่เป็นไปได้ แสดงว่ามีค่าดัชนีประสิทธิผลสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้จริง เหตุที่ผลการศึกษาเป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ กับการวัดและประเมินผลจากการใช้สื่อนั้นๆ และมักจะเป็นการประเมินความแตกต่างของค่าคะแนนใน 2 ลักษณะ คือ ความแตกต่างของคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและคะแนนการทดสอบหลังเรียน หรือเป็นการทดสอบความแตกต่างเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ในทางปฎิบัติส่วนมากเน้นที่ผลแตกต่างที่แท้จริงมากกว่า ผลแตกต่างทางสถิติซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของกูดแมน เฟลตเชอร์และชไนเดอร์ (วชิระ อินทร์อุดม, 2550) ซึ่ง แต่ในบางกรณีการเปรียบเทียบเพียง 2 ลักษณะ ก็อาจจะยังไม่เป็นที่เพียงพอ เช่นในกรณีของการทดลองใช้สื่อในการจัดการเรียนรู้ ครั้งหนึ่งปรากฏว่า กลุ่มที่ 1 การทดลองก่อนเรียนได้คะแนนก่อนเรียนร้อยละ 27 การทดสอบ หลังเรียนได้คะแนนร้อยละ 74 ซึ่งเมื่อนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติปรากฏว่าไม่มีความแตกต่างกัน ซึ่งไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดขึ้นเพราะตัวแปรทดลอง (Treatment) นั้นหรือไม่ เนื่องจากการทดสอบทั้ง 2 กรณีนั้นมีคะแนนพื้นฐาน (คะแนนทดสอบก่อนเรียน) แตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อคะแนนการทดสอบหลังเรียนที่จะเพิ่มขึ้นได้สูงของแต่ละกรณี ซึ่งสอดคล้องกับ ผลการศึกษาของ บุบผา ตะโกสีย์ (2550) ได้ศึกษาการพัฒนาแผนการเรียนรู้และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการศึกษาปรากฏว่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง สมบัติของสารและการจำแนก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประสิทธิภาพเท่ากับ 84.00/85.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ค่าดัชนีประสิทธิผล (The Effectiveness Index) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีค่าเท่ากับ 0.7810 ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับผลการศึกษาของสำเนียง สียาดา (2550) ได้ศึกษาพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่าประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเท่ากับ 87.80/ 82.50 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6900 ซึ่งหมายความว่านักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ มีความรู้หรือมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 69.00 นักเรียนที่เรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และความคงทนในการเรียนของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หลังเรียนผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ มีคะแนนเฉลี่ยความคงทนลดลงร้อยละ 13.93
3. ผลการเปรียบเทียบคะแนนทดสอบหลังเรียนและคะแนนทดสอบก่อนเรียนของ
นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์ เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เหตุที่ผลการศึกษาเป็นเช่นนี้เนื่องมาจากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นกระบวนการวัดผลการศึกษาเล่าเรียนว่า ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากน้อยเพียงใดหลังจากเรียนในเรื่องนั้นๆ เป็นไปตามแนวคิดของไพศาล วรคำ (2552) กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการตรวจสอบ ดูว่าผู้เรียนได้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายทางการศึกษาตามที่หลักสูตรกำหนดไว้แล้วเพียงใด ทั้งนี้ ยกเว้นในทางด้านอารมณ์ สังคมและการปรับตัว นอกจากนี้แล้วยังหมายรวมไปถึงการประเมินผลความสำเร็จต่าง ๆ ทั้งที่เป็นการวัดโดยใช้แบบทดสอบ แบบให้ปฏิบัติการ และแบบที่ไม่ใช้แบบทดสอบด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของพิชิต ทีอุปมา (2551) ได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องน้ำ ฟ้า และดวงดาว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการศึกษา พบว่าคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้องกับผลการศึกษาของเบญจมาศ ชนะน้อย (2550) ได้การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้ยุทธศาสตร์ RSI เรื่องอินเทอร์เน็ต ผลการศึกษาพบว่าผลการเปรียบเทียบคะแนนทดสอบหลังเรียนและคะแนนทดสอบก่อนเรียนพบว่าคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ที่เป็นเช่นนี้เพราะความรู้สึกหรือทัศนคติหรือความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีของ มาสโลว์ (Maslow, 1970) กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนมีความต้องการเหมือนกัน แต่ความต้องการนั้นเป็นลำดับขั้น 1) มนุษย์มีความต้องการความต้องการมีอยู่เสมอ และไม่มีที่สิ้นสุด 2) ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้วจะไม่เป็นสิ่งจูงใจสำหรับพฤติกรรมต่อไป ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรม 3) ความต้องการของมนุษย์จะซ้ำซ้อนกัน บางทีความต้องการหนึ่งได้รับการตอบสนองยังไม่สิ้นสุดก็เกิดความต้องการด้านอื่นขึ้นมาอีก 4) ความต้องการของคนมีลักษณะเป็นลำดับขั้นตามลำดับความสำคัญ กล่าวคือเมื่อ ความต้องการในระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนอง ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของสำเนียง สียาดา (2550) ได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และสอดคล้องกับผลการศึกษาของเบญจมาศ ชนะน้อย (2550) ได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้ยุทธศาสตร์ RSI เรื่องอินเทอร์เน็ต ผลการศึกษา พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด
ข้อเสนอแนะ
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานวัตกรรม การนำผลการศึกษาไปใช้และข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไปดังนี้
1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการศึกษาไปใช้
1.1 การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโนนโพธิ์ศรีวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ผู้ศึกษาสร้างขึ้นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และในกรณีที่นักเรียนสามารถเรียนรู้ใน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ได้ดีจะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นได้ดีด้วย
1.2 จากผลการศึกษา นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น นักเรียนมีความ พึงพอใจในระดับมากที่สุด จึงเชื่อได้ว่าการนำงานวิจัยนี้ไปใช้จะเป็นประโยชน์แก่นักเรียน ครู ในการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยเฉพาะโรงเรียนที่ขาดแคลนครู และสื่อ การเรียนรู้รายบุคคล
1.3 ก่อนนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ไปใช้ ครูควรศึกษาคู่มือการใช้ให้เข้าใจและทำการทดลองใช้ก่อนเพื่อจะได้ไม่มีอุปสรรคในการใช้
1.4 ครูควรให้คำแนะนำการใช้กับนักเรียนเพื่อนักเรียนจะสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
1.5 ครูควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาเพิ่มเติมโดยเรียนบทเรียนซ้ำด้วย
ตัวนักเรียนเอง
1.6 ในกรณีที่นักเรียนไม่เข้าใจบทเรียนครูควรให้คำแนะนำและการให้กำลังใจ
1.7 ควรมีการประยุกต์ใช้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ช่วงชั้นอื่นๆ โดยเพิ่ม
สาระการเรียนรู้ และระยะเวลาที่เหมาะสม
2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป
2.1 ควรนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 2 ไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างอื่น โรงเรียนอื่น หรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่น เพื่อเปรียบเทียบผลการศึกษา
2.2 ควรศึกษาเกี่ยวกับเนื้อหาอื่นๆ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
2.3 ควรศึกษา เรื่อง เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ใช้ยุทธศาสตร์ อาร์ เอส ไอ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กับระดับชั้นอื่นๆ เพื่อเปรียบเทียบผลการศึกษา
บรรณานุกรม
กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
และวิเคราะห์สาระสำคัญ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
ชัยยงค์ พรหมวงศ์. (2550). กระบวนการสันนิเวทการและระบบสื่อการสอน. เอกสาร
ประกอบการสอนชุดวิชา เทคโนโลยีและการสื่อสารการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ยูไนเต็ดโปรดักชั่น.


บุบผา ตะโกสีย์. (2550). ศึกษาการพัฒนาแผนการเรียนรู้และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง
สมบัติของสารและการจำแนก กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.
ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
เบญจมาศ ชนะน้อย. (2550). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยใช้ยุทธศาสตร์ RSI
เรื่อง อินเทอร์เน็ต. รายงานการศึกษาอิสระปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
พิชิต ทีอุปมา. (2551). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
เรื่อง น้ำ ฟ้า และดวงดาว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์
การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ไพศาล วรคำ. (2552). การวิจัยทางการศึกษา. มหาสารคาม: คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาวิจัยและ
ประเมินผลการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
วชิระ อินทร์อุดม. (2550). เอกสารประกอบคำสอนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน. ขอนแก่น:
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
. (2550). การหาประสิทธิภาพนวัตกรรมการเรียนการสอน. ขอนแก่น: คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สำเนียง สียาดา. (2550). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ เรื่อง เวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. การศึกษาค้นคว้าอิสระ กศ.ม.
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
Maslow Abraham Harold. (1970). Motivation and Personality. 2nd ed. New York: Harper&Row.

โพสต์โดย ศิริวรรณ แก้วจุฑา : [18 เม.ย. 2556 เวลา 21:33 น.]
อ่าน [739] ไอพี : 223.207.211.204
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม