ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• รายงานการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการแปลงทางเรขาคณิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (นายเกษม

บทที่ 1

บทนำ

ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหา

ในยุคปัจจุบันการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าด้านต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วส่งผลให้มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กันทั่วทุกมุมโลกเป็นไปอย่างรวดเร็ว มนุษย์ต้องพัฒนาและ
ปรับตัวให้พร้อมเข้าสู่การแข่งขันในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์นั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องพัฒนา ทักษะความสามารถด้านการคิดคำนวณ รวมทั้งพัฒนากลวิธีต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของมนุษย์ในแต่ละประเทศอย่างเหมาะสม การศึกษาเป็นกลยุทธ์และวิธีการพัฒนามนุษย์ที่สำคัญและเป็นหลักที่ทุกประเทศทั่วโลกปฏิบัติในกระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนามนุษย์ในรายวิชาต่าง ๆ นั้น นอกจากวิชาวิทยาศาสตร์ที่เน้นการศึกษาความเป็นเหตุเป็นผลของเหตุการณ์ในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวมนุษย์เป็นวิชาพื้นฐานหลักที่ทุกคนในโลกต้องเรียน วิชาคณิตศาสตร์ก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คณิตศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งการฝึกฝนกระบวนการคิดและ
หาเหตุผล เป็นรากฐานสำคัญของการแก้ไขปัญหา เมื่อเรียนรู้เข้าใจจนลึกซึ้งแล้ว ผู้เรียนก็จะสามารถประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2545) ในประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้มีการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษา อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษานั้นยังประสบปัญหาในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อยมา จะเห็นได้จาก
ผลการทดสอบระดับชาติ (National Test) สำนักทดสอบกลางแห่งชาติ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ทุกระดับชั้นมีแนวโน้มคะแนนผลสัมฤทธิ์ไม่ถึงร้อยละ 50 ทุกปีโดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2554 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั่วประเทศมีระดับค่าเฉลี่ยของการสอบคณิตศาสตร์เพียง 12.46 คะแนนจากคะแนนเต็ม 40 คะแนน (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.69) คิดเป็นสัดส่วนการสอบได้เพียงร้อยละ 31.5 เท่านั้น ซึ่งมีค่าคะแนนด้านโครงสร้างรายวิชาสอบได้ระดับคะแนนเพียงร้อยละ 33.06 ทักษะเฉพาะวิชา ร้อยละ 27.59 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 48.08) อยู่ในระดับต้องปรับปรุง สำหรับ
ผลการสอบระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีระดับค่าเฉลี่ย 12.46 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.69 คิดเป็นร้อยละ 31.15 (สำนักทดสอบทางการศึกษา, 2554) จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการเรียนการสอนรายวิชาคณิตศาสตร์ในระดับช่วงชั้นต่าง ๆ ยังมีปัญหา เนื่องจากผู้เรียนยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามเกณฑ์มาตรฐานของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่กำหนดไว้เท่าที่ควร ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลผลสัมฤทธิ์ในการจัดการเรียนการสอนในอดีตที่พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ต่ำมาตลอด (สมเดช บุญประจักษ์, 2540) โดยธรรมชาติของ
การสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่มีการจัดการสอนโดยมุ่งให้ผู้เรียนเรียนรู้จากรูปธรรมไปสู่การเข้าใจใน
เชิงนามธรรม เนื้อหาค่อนข้างเข้าใจยาก ผู้เรียนต้องใช้กระบวนการทำความเข้าใจมาช่วยในการคิดคำนวณอย่างเป็นระบบ เนื้อหาของวิชาคณิตศาสตร์มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันตามลำดับขั้น ถ้าไม่สามารถเข้าใจในบทต้น ๆ แล้วการเรียนในระดับต่อไปจะประสบปัญหามาก ผู้เรียนจะเบื่อและ
ขาดแรงจูงใจในการเรียน (นิวัฒน์ สาระขันธ์, 2545) แต่จากรูปแบบการสอนดั้งเดิมมักเน้นการฝึก ทักษะมากกว่าวิธีทำความเข้าใจในบทเรียน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนากระบวนการคิด ส่งผลให้ผู้เรียนไม่เกิดความคิดรวบยอด ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับการจัดการเรียนการสอนของครูคณิตศาสตร์มาตลอด ระบบการสอนยังเน้นรูปแบบการสอนโดยครูเป็นศูนย์กลางการสอน ผู้เรียนมีส่วนร่วมในขั้นตอนและกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนในระดับน้อย การฝึกทักษะหรือกระบวนการคิดวิเคราะห์
การร่วมแสดงความคิดเห็นหรือแสวงหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองยังเกิดขึ้นน้อย ผู้เรียนมีสถานะเป็นผู้ฟังจะมีผู้ที่เก่งและเข้าใจเพียงไม่กี่คนที่คอยตอบสนองการเรียนร่วมกับครู ส่วนผู้ที่อ่อนก็จะไม่ได้รับการสนใจกระตุ้นให้มีส่วนร่วมในการเรียนเท่าที่ควร ขาดโอกาสในการแสดงความคิดเห็น มีส่วนร่วม
ในการตอบคำถามในชั้นเรียน (จินตนา เล็กล้วน, 2541) นอกนั้นระบบการเรียนรู้ของผู้เรียนนั้น
ถูกปลูกฝังนิสัยการเรียนรูปแบบการท่องจำ ขาดการเชื่อมโยงความคิดแบบมีเหตุผลที่เน้นความเข้าใจและเกิดกระบวนการคิดเป็นหลัก มีบางคนที่ท่องจำสูตรหรือกฎทางคณิตศาสตร์ได้ทั้งหมดแต่นำมาประยุกต์ใช้ในการทำโจทย์ประยุกต์ไม่ได้ (ยุพิน พิพิธกุล, 2539) สิ่งเหล่านี้ล้วนบ่งชี้ถึงสาเหตุของปัญหาในการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์
ผู้ศึกษาค้นคว้าในฐานะเป็นผู้จัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 มีภาระหน้าที่หลักในการจัดการเรียนการสอนให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตรตามเกณฑ์มาตรฐานช่วงชั้นในการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ตามที่สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด มีความตระหนัก สนใจ ใส่ใจ ให้ความสำคัญในการจัดการเรียนการสอนและประเมินผลการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ตลอดมา เพราะระดับผลสัมฤทธิ์ในการเรียนในช่วงชั้นนี้ จะมีผลต่อศักยภาพในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้นไป จากการดำเนินการที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการจัดเรียนการสอน เพื่อพัฒนาความสามารถของผู้เรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแต่การเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์มักประสบปัญหาและอุปสรรคเป็นประจำจะเห็นได้จากผลการทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แต่ละปีอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำถึงปานกลาง ส่วนเนื้อหาการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
มีทั้งหมด จำนวน 9 บท ผู้ศึกษาค้นคว้าทบทวนและสังเกตว่าบทที่ 4 เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิตมีปัญหามากที่สุด ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระหว่างปีการศึกษา 2552 - 2554 อยู่ระหว่างร้อยละ 38 - 74 ซึ่งมีค่าเฉลี่ยน้อยกว่าในบทอื่น ๆ ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่าง ร้อยละ 60 - 86
(รายงานประจำปี โรงเรียนบัวเจริญวิทยา, 2554) เนื้อหาการเรียน เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิตนั้น
เป็นรากฐานที่สำคัญในการเรียนคณิตศาสตร์ขั้นสูงขึ้นไป ถ้าไม่บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนแล้วจะส่งผลให้เกิดความไม่เข้าใจและขาดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนในช่วงชั้นที่สูงขึ้นไป การเรียนรู้เนื้อหา เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ช่วยให้ผู้เรียนมีวิจารณญาณ ช่างสังเกต ชอบสำรวจ ตั้งข้อสงสัย
มีเหตุผล (ปานทอง กุลนารถศิริ, 2538) การแปลงทางเรขาคณิตช่วยในการฝึกความสามารถการคิดด้านมิติสัมพันธ์ซึ่งผู้เรียนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น การออกแบบลวดลายต่าง ๆ เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันแต่การจัดการเรียนรู้ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิตยังเป็นเรื่องใหม่
ที่ผู้สอนเองยังขาดความคุ้นเคยและขาดการปรับปรุงสื่อการสอนหรือรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีความสอดคล้องเหมาะสมจนเกิดความลงตัว (สุกัญญา ยีกา, 2545) อย่างไรก็ตามในกระบวนการจัด การเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ก็มีการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบการปฏิรูปการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้สอนมีหน้าที่ในการผลิตสื่อและอำนวยการเรียน ผู้เรียนร่วมลงมือและปฏิบัติ เน้นรูปแบบแหล่งข้อมูลหลากหลาย โดยมีผลสัมฤทธิ์ด้านผลการเรียน อารมณ์และกระบวนการสังคมเป็นเป้าหมาย (ดำริ บุญชู, 2546) การพัฒนา
การจัดการเรียนการสอนที่นิยมใช้ มีทั้งการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอน เช่น การใช้กระบวนการสอนแบบเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง (วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์, 2545 ; ทิศนา แขมณี, 2542 ; วัฒนาพร ระงับสุข, 2542) ซึ่งผลวิจัยเหล่านี้บ่งชี้ว่า ประสบผลสัมฤทธิ์ที่เหมาะสม นอกนั้น
มีการพัฒนาสื่อประสมเพื่อช่วยในการพัฒนา เช่น การใช้สื่อผสมการจัดการเรียนการสอนมัลติมีเดีย ในลักษณะบทเรียนโปรแกรมซึ่งต้องอาศัยการตอบสนองของผู้เรียนรายบุคคลต่อบทเรียนโปรแกรมในคอมพิวเตอร์เป็นหลักและผู้เรียนต้องเข้าถึงคอมพิวเตอร์เท่าเทียมกัน (จันทร์ฉาย เตมิยาคาร, 2542) นอกนั้นครูยังมีการพัฒนาสื่อเสริมในกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนต่าง ๆ เช่น เอกสาร แบบฝึก การสอนเสริม ตำราต่าง ๆ เช่น ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองเพิ่มเติม บทเรียนโมดูล บทเรียนสำเร็จรูป บทเรียนการ์ตูน ซึ่งสื่อที่เป็นบทเรียนเสริมทักษะเหล่านี้จะช่วยเสริมให้นักเรียนสามารถเรียนและฝึกทักษะเพิ่มเติมได้มากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ (กรมวิชาการ, 2545) ถึงแม้ว่าสื่อคอมพิวเตอร์จะเป็นที่ยอมรับและมีการใช้อย่างแพร่หลายในการพัฒนาการเรียนการสอนก็ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ผู้เรียนจะต้องสามารถเข้าถึงการใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนอย่างสม่ำเสมอเท่าเทียมกันต้องมีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์และบทเรียนเหมือนกัน ในขณะที่บทเรียนสำหรับซ่อมเสริมทักษะมีลักษณะเป็นแบบฝึกชุดการเรียนเพิ่มเติมที่ผู้เรียนสามารถนำไปใช้เรียนและฝึกซ่อมเสริมได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ นอกนั้นยังพบว่า รายงานวิจัยพัฒนาการเรียน
การสอนคณิตศาสตร์ที่ใช้แบบฝึกเสริมทักษะมีประสิทธิภาพการเรียนการสอนในระดับสูงมากกว่าร้อยละ 80 ทั้งระหว่างเรียนและหลังเรียนครบตามแบบฝึกเสริมทักษะ (สุวารีย์ เมืองครุฑ, 2546 ; ทิพปภา ศิริธีรพันธ์, 2547 ; เจือพรรณ เนือกขุนทด, 2546 ; จักรกริช มงคลเมือง, 2547)
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนการสอน
วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้ารับผิดชอบอยู่มีข้อจำกัดด้านการใช้คอมพิวเตอร์ เนื่องจากนักเรียนมีโอกาสเข้าถึงคอมพิวเตอร์
ไม่เท่ากัน ดังนั้น จึงสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียนและได้ข้อสรุปว่า น่าจะมีการพัฒนาสื่อ
การเรียนการสอน เพื่อเป็นแบบฝึกเสริมทักษะให้ผู้เรียนได้สามารถนำไปใช้ในการเรียนเสริมและ
ฝึกเสริมทักษะเพิ่มเติมจากการเรียนในชั้นเรียนปกติอันจะส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ฝึก
เสริมทักษะในการเรียนได้อย่างทั่วถึงและไม่มีข้อจำกัดซึ่งผลประโยชน์ที่ได้จะทำให้ผู้เรียนพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากขึ้น มีความเข้าใจในบทเรียนอย่างครบถ้วนเกิดความต่อเนื่องในการเรียนคณิตศาสตร์ตามมาตรฐานช่วงชั้น ผู้ศึกษาค้นคว้าเองก็จะนำเอาประสบการณ์ปัญหา อุปสรรคไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ในเนื้อหาอื่น ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า

1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 75/75
2. เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต
3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ระหว่างคะแนนหลังเรียนกับก่อนเรียน
4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ

สมมติฐานการศึกษาค้นคว้า

1. แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้น
มีค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ / ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ไม่น้อยกว่า 75/75
2. การจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้นช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิตในระดับมาก

ตัวแปรที่ศึกษาค้นคว้า

1. ตัวแปรต้น (Independent Variables)
1.1 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้
วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต
1.2 แบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต
2. ตัวแปรตาม (Dependent Variables)
2.1 ประสิทธิภาพของการใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์
เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต
2.2 ดัชนีประสิทธิผลทางการเรียนของผู้เรียน
2.3 ความพึงพอใจในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะของผู้เรียน

ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า

1. รูปแบบการศึกษาค้นคว้า ใช้การวิจัยเชิงกึ่งทดลองหนึ่งกลุ่มที่มีการวัดผลก่อน
และหลังการทดลอง (Quasi - Experimental Study : One Group Pre - Test Post Test Design)
2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนบัวเจริญวิทยา ตำบลตองปิด อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 65 คน แบ่งเป็นจำนวน 2 ห้องเรียน ได้แก่ ห้อง 2/1 และ ห้อง 2/2
2.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนบัวเจริญวิทยา ตำบลตองปิด อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ
จำนวน 33 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ห้องเรียนมา จำนวน 1 ห้อง จากทั้งหมด 2 ห้อง



2.3 ขอบข่ายเนื้อหาสาระที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ประกอบด้วยเนื้อหาครอบคลุม
2.3.1 พื้นฐานการแปลงทางเรขาคณิต
2.3.2 การเลื่อนขนาน
2.3.3 การสะท้อน
2.3.4 การหมุน
2.4 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลังเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะของผู้เรียน
2.5 ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555
จำนวน 15 ชั่วโมง

นิยามศัพท์เฉพาะ

1. เอกสารประกอบการเรียนการสอนกลุ่มทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หมายถึง เอกสารที่ผู้ศึกษาค้นคว้าจัดทำขึ้น เพื่อใช้ประกอบในการจัดการเรียนการสอน
วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ได้แก่
1.1 แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต จำนวน 15 แผน รวมเวลาจัดการเรียนรู้ 15 ชั่วโมง
1.2 แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 จำนวน 8 ชุด
1.3 แบบทดสอบประเมินผลก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้และแบบประเมิน
ความพึงพอใจในการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต
2. แบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลง
ทางเรขาคณิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น จำนวน 8 ชุด
3. ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ หมายถึง ความถูกต้อง แม่นยำและรวดเร็ว
ในการคิดคำนวณซึ่งจะต้องกระทำภายหลังที่นักเรียนได้เข้าใจบทเรียนแล้ว
4. แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ หมายถึง แบบประเมินผลก่อนเรียนและหลังเรียน
ด้วยแผนจัดการเรียนรู้ทั้งหมด 2 ชุด ได้แก่ ชุดทดสอบก่อนและหลังเรียน ชุดละ 30 ข้อ


5. นักเรียน หมายถึง นักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนบัวเจริญวิทยา ตำบลตองปิด อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต 1
6. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง ผลของการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิตที่ทำให้ผู้เรียนสามารถมีความรู้และความเข้าใจ โดยมีผลสัมฤทธิ์
ในการเรียนเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 75/75 ดังนี้
75 ตัวแรก หมายถึง นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดได้คะแนนจากกระบวนการปฏิบัติกระบวนการตามแผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกเสริมทักษะรวมกันทุกชุดและหาค่าเฉลี่ยแล้วเทียบเป็นร้อยละได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75
75 ตัวหลัง หมายถึง มีนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดได้คะแนนจากการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหาค่าเฉลี่ยแล้วเทียบเป็นร้อยละได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75
7. ดัชนีประสิทธิผล (The Effectiveness Index) หมายถึง ตัวเลขที่แสดงถึงความก้าวหน้าในการเรียนของผู้เรียน โดยการเทียบเกณฑ์คะแนนทดสอบก่อนเรียนกับคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน
8. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนของนักเรียนที่ได้จากการทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทางเรขาคณิต หลังจากที่ผ่านการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเปรียบเทียบก่อนเรียนและหลังเรียน
9. ความสามารถด้านทักษะกระบวนการ หมายถึง การวัดและประเมินผลความสามารถของนักเรียนครอบคลุมประเด็น การแก้ปัญหา การให้เหตุผล การเชื่อมโยง การนำเสนอและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
10. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ในการใช้ทำงานตามแบบฝึก หมายถึง การวัดและประเมินผลด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในการเรียนรู้ตามแบบฝึกคณิตศาสตร์ ครอบคลุมประเด็น มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ ทำงานเป็นระบบรอบคอบ มีความซื่อสัตย์

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการศึกษาค้นคว้า

1. ทำให้ครูได้ทราบถึงปัญหาและแนวทางการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการพัฒนาและใช้แบบฝึกเสริมทักษะในการปรับปรุงการเรียนการสอน
2. นักเรียนได้ฝึกเสริมทักษะการเรียนในเนื้อหาและมีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น
3. นักเรียนเกิดความสนุกสนาน ไม่เบื่อหน่ายต่อการเรียนคณิตศาสตร์และมีความพึงพอใจในการเรียนรู้
4. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
5. เป็นแนวทางให้ผู้บริหารปรับปรุงการเรียนการสอนในโรงเรียนที่เป็นระบบขึ้น

กรอบแนวคิดการศึกษาค้นคว้า

ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ผู้วิจัย กำหนดกรอบแนวคิดในการศึกษาค้นคว้าไว้ดังนี้

ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม
การเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ - ประสิทธิภาพของการใช้แบบฝึกเสริม
คณิตศาสตร์ เรื่อง การแปลงทาง ทักษะคณิตศาสตร์
เรขาคณิต - ดัชนีประสิทธิผลทางการเรียน
- ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
- ความพึงพอใจ

ภาพประกอบ 1.1 แสดงกรอบแนวคิดในการศึกษาค้นคว้า

โพสต์โดย เกษม : [3 มิ.ย. 2556 เวลา 22:22 น.]
อ่าน [890] ไอพี : 115.67.166.205
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

 

 

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ


  

สมัครสมาชิกใหม่
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

ครูอดิศร ก้อนคำ
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

Tel : 081-3431047

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email1 : kornkham@hotmail.com

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

Google+
ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม