Ultherapy เทคโนโลยียกกระชับผิวหน้า ช่วยเรื่องอะไร เหมาะกับใครบ้าง

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวจะค่อย ๆ ลดลง ทำให้หลายคนเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของใบหน้า เช่น แก้มเริ่มหย่อน กรอบหน้าไม่ชัด ผิวใต้คางขาดความกระชับ หรือบริเวณรอบดวงตาเริ่มดูตกลง ปัจจุบันจึงมีเทคโนโลยีดูแลผิวหลายรูปแบบที่ช่วยฟื้นฟูความกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด หนึ่งในโปรแกรมที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องคือ Ultherapy
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักว่า Ultherapy คืออะไร มีหลักการทำงานอย่างไร ช่วยดูแลปัญหาผิวด้านใด เหมาะกับใคร และแตกต่างจากโปรแกรมยกกระชับประเภทอื่นอย่างไร เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจก่อนเข้ารับบริการ
Ultherapy หรือที่หลายคนเรียกว่า Ulthera คือเทคโนโลยียกกระชับผิวด้วยพลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวนด์แบบเฉพาะเจาะจง หรือ Microfocused Ultrasound
โดยสามารถส่งพลังงานผ่านผิวชั้นบนลงสู่ชั้นผิวเป้าหมายในระดับความลึกต่าง ๆ รวมถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับความกระชับของใบหน้า เมื่อพลังงานลงสู่ชั้นผิว จะเกิดจุดความร้อนขนาดเล็กใต้ผิว ทำให้เส้นใยคอลลาเจนเดิมเกิดการหดตัว พร้อมกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ผิวจึงค่อย ๆ ดูแน่น กระชับ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในระยะต่อมา
จุดเด่นของ Ultherapy คือระบบแสดงภาพชั้นผิวแบบ Real-Time Visualization ที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างผิวระหว่างทำหัตถการ จึงสามารถกำหนดตำแหน่งและระดับความลึกของพลังงานให้เหมาะสมกับแต่ละบริเวณได้ละเอียดมากขึ้น
การทำงานของ Ultherapy อาศัยการส่งพลังงานอัลตราซาวนด์ไปยังชั้นผิวเป้าหมาย โดยไม่ทำให้เกิดบาดแผลบนผิวด้านนอก หลักการทำงานสามารถแบ่งได้ ดังนี้
Ultherapy มีหัวสำหรับส่งพลังงานในระดับความลึกที่แตกต่างกัน เพื่อให้แพทย์เลือกใช้ตามตำแหน่งและปัญหาผิว เช่น บริเวณรอบดวงตา แก้ม กรอบหน้า หรือใต้คาง พลังงานสามารถลงไปถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญที่ช่วยรองรับความกระชับของใบหน้า โดยไม่กระทบผิวด้านบนโดยตรง
เมื่อพลังงานถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนในระดับที่เหมาะสม เส้นใยคอลลาเจนเดิมจะเกิดการหดตัว ส่งผลให้บางคนอาจเริ่มรู้สึกว่าผิวดูตึงหรือแน่นขึ้นเล็กน้อยหลังทำ
หลังจากได้รับพลังงาน ร่างกายจะเริ่มกระบวนการฟื้นฟูและสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ด้านความกระชับจึงค่อย ๆ ชัดขึ้นตามระยะเวลา ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วในครั้งเดียว
ระบบ Real-Time Visualization ช่วยให้แพทย์ตรวจสอบว่าหัวพลังงานสัมผัสอยู่ในชั้นผิวที่เหมาะสมหรือไม่ ทำให้สามารถวางแนวการยิงและปรับการรักษาตามโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคลได้
Ultherapy ถูกนำมาใช้เพื่อดูแลปัญหาผิวหย่อนคล้อยและการสูญเสียความยืดหยุ่นในหลายบริเวณ โดยผลลัพธ์ที่อาจสังเกตได้ ได้แก่
Ultherapy ไม่ได้เป็นโปรแกรมลดไขมันโดยตรง และไม่สามารถทดแทนการผ่าตัดดึงหน้าในผู้ที่มีความหย่อนคล้อยมากได้ จึงควรให้แพทย์ประเมินระดับปัญหาก่อนเลือกแนวทางดูแล
Ultherapy มักเหมาะกับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และต้องการดูแลผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด เช่น
แม้ผู้ที่มีอายุประมาณ 30 ปีขึ้นไปมักเริ่มสนใจโปรแกรมนี้ แต่การพิจารณาความเหมาะสมไม่ควรใช้เกณฑ์อายุเพียงอย่างเดียว เพราะบางคนอาจมีผิวหย่อนคล้อยเร็วหรือช้ากว่าคนในวัยเดียวกันได้
Ultherapy สามารถใช้ดูแลได้หลายบริเวณบนใบหน้าและลำคอ โดยตำแหน่งที่ได้รับความนิยม ได้แก่
ช่วยดูแลแก้มที่เริ่มหย่อนคล้อยและช่วยให้ผิวบริเวณกลางใบหน้าดูแน่นขึ้น การวางแนวพลังงานจะขึ้นอยู่กับรูปหน้าและทิศทางความหย่อนของแต่ละคน
เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีกรอบหน้าไม่ชัดหรือแก้มล่างตกลง การกระตุ้นคอลลาเจนบริเวณดังกล่าวอาจช่วยให้แนวกรามดูเป็นสัดส่วนมากขึ้น
ใช้ดูแลผิวใต้คางที่เริ่มขาดความกระชับหรือมีเหนียงเล็กน้อย แต่หากมีไขมันสะสมจำนวนมาก แพทย์อาจพิจารณาวิธีอื่นร่วมด้วย
สามารถใช้ดูแลบริเวณหางตา หางคิ้ว และหนังตาที่เริ่มหย่อน โดยต้องเลือกหัวพลังงานและระดับความลึกให้เหมาะกับผิวที่ค่อนข้างบอบบาง
ช่วยยกแนวคิ้วให้ดวงตาดูเปิดขึ้นในบางราย ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับลักษณะความหย่อนและโครงสร้างรอบดวงตา
เหมาะกับผู้ที่มีผิวบริเวณลำคอเริ่มไม่เรียบตึงหรือขาดความยืดหยุ่น โดยแพทย์จะประเมินพื้นที่และจำนวนไลน์ให้เหมาะสม

Ultherapy และ Ultraformer เป็นโปรแกรมยกกระชับที่ใช้พลังงานอัลตราซาวนด์เช่นเดียวกัน แต่มีรายละเอียดของเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานแตกต่างกัน
การเลือกโปรแกรมไม่ควรพิจารณาเพียงว่าเครื่องใดดีกว่า แต่ควรดูว่าปัญหาผิวของแต่ละคนเหมาะกับลักษณะพลังงานและแผนการรักษาแบบใดมากกว่า
Thermage และ Ultherapy เป็นโปรแกรมกระตุ้นคอลลาเจนที่ใช้พลังงานคนละประเภท
บางรายอาจเหมาะกับการใช้ทั้งสองเทคโนโลยีร่วมกัน เพราะทำงานในชั้นผิวและตอบโจทย์ปัญหาที่ต่างกัน แต่ควรให้แพทย์เป็นผู้วางลำดับและระยะเวลาให้เหมาะสม
โดยทั่วไป Ultherapy เป็นหัตถการที่ไม่ต้องเปิดแผลและใช้เวลาพักฟื้นน้อย หลังทำส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำงาน แต่งหน้า หรือทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ บางรายอาจมีอาการแดง ตึงผิว บวมเล็กน้อย หรือรู้สึกระบมเมื่อสัมผัสบริเวณที่ทำ ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หากพบอาการผิดปกติหรืออาการไม่ดีขึ้น ควรติดต่อสถานพยาบาลที่เข้ารับบริการ
การดูแลผิวหลังทำสามารถช่วยลดการระคายเคืองและสนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูผิวได้ โดยควรปฏิบัติ ดังนี้
หลังทำบางคนอาจรู้สึกว่าผิวดูแน่นขึ้นเล็กน้อยจากการหดตัวของเส้นใยคอลลาเจนเดิม ส่วนผลลัพธ์จากการสร้างคอลลาเจนใหม่จะค่อย ๆ ชัดขึ้นตามกระบวนการฟื้นฟูของร่างกาย โดยทั่วไปอาจเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงหลายสัปดาห์หลังทำ และชัดขึ้นในช่วงประมาณ 2–3 เดือน ทั้งนี้ ระยะเวลาและระดับผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย จำนวนไลน์ และการตอบสนองของแต่ละบุคคล
Ultherapy คือเทคโนโลยียกกระชับผิวด้วยพลังงาน Microfocused Ultrasound ที่ช่วยส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิวระดับต่าง ๆ รวมถึงชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูความยืดหยุ่นของผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด โปรแกรมนี้เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด แก้มเริ่มตก หรือผิวใต้คางและลำคอขาดความกระชับ โดยจุดเด่นคือมีระบบ Real-Time Visualization ช่วยให้แพทย์มองเห็นชั้นผิวขณะทำและวางพลังงานให้สอดคล้องกับโครงสร้างของแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม Ultherapy ไม่ได้เหมาะกับทุกปัญหาผิว และจำนวนไลน์ที่มากไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลลัพธ์ดีกว่าเสมอไป สิ่งสำคัญคือการประเมินตำแหน่ง ระดับความหย่อนคล้อย ความลึก และทิศทางการวางพลังงานโดยแพทย์ เพื่อให้การดูแลสอดคล้องกับสภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละคน
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการตอบสนองของแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
โพสต์เมื่อ 31 ส.ค. 2569 อ่าน 178 ครั้ง
จัดทำเว็บไซต์โดย นายอดิศร ก้อนคำ (ครูโจ้)