บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นและแนวทางในการบริหารการจัดการเรียนรู้ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 2) สร้างและตรวจสอบรูปแบบบริหารการจัดการเรียนรู้ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบบริหารการจัดการเรียนรู้ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 และ 4) ประเมินรูปแบบบริหารการจัดการเรียนรู้ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2
วิธีดำเนินการวิจัย มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นและแนวทางในการบริหารการจัดการเรียนรู้ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียน โดยการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัย แบบสอบถาม การศึกษาเอกสารและสัมภาษณ์ ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและตรวจสอบรูปแบบฯ โดยการประชุมระดมสมองยกร่างรูปแบบฯ และตรวจสอบรูปแบบฯ โดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบฯ กับสถานศึกษาในสังกัดจำนวน 179 แห่ง และขั้นตอนที่ 4 การประเมินรูปแบบฯ โดยใช้แบบประเมินด้านความเป็นประโยชน์และความพึงพอใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกผลการวิเคราะห์เอกสาร แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกผลการประชุม แบบประเมินและรายงานข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย พบว่า
1. ผลการศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่พึงประสงค์ ในภาพรวมพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาความต้องการจำเป็นเรียงลำดับ ได้แก่ ด้านผลผลิต ด้านกระบวนการ ด้านปัจจัย ด้านวัตถุประสงค์ ด้านเงื่อนไขความสำเร็จ และด้านหลักการสำคัญ ตามลำดับ ผลการศึกษาแนวทางบริหารการจัดการเรียนรู้ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียน พบว่า ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุ ประสงค์ 3) ปัจจัยนำเข้า 4) กระบวนการหรือแนวทางดำเนินการ 5) ผลผลิต และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ
2. ผลการสร้างรูปแบบฯ มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ปัจจัยนำเข้า 4) กระบวนการ 5) ผลการดำเนินงาน และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ โดยผลการตรวจสอบรูปแบบฯ ของผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด
3. ผลการทดลองใช้รูปแบบฯ 1) ด้านคุณภาพผู้เรียน พบว่า (1) ผู้เรียนที่มีเจตคติที่ดีต่อ การทำงาน ทำงานอย่างมีความสุข และกระตือรือร้น ผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุดและระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 98.57 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด (2) ผู้เรียนที่รักการทำงาน สู้งานและทำงานจนสำเร็จตามที่ได้รับมอบหมาย ผลการประเมินในระดับมากที่สุดและระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 94.32 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด (3) ผู้เรียนที่ทำงานอย่างอย่างเป็นระบบและแก้ปัญหาจากการทำงานได้ ผลการประเมิน ในระดับมากที่สุดและระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 93.86 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด (4) ผู้เรียนนำความรู้เรื่องการทำงานไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้เรียนร้อยละ 100 นำความรู้เรื่องการทำงานไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด (5) ผู้เรียนมีรายได้ระหว่างเรียน ผู้เรียนร้อยละ 54.39 มีรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนด้านการส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียน พบว่า (1) ประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนด้านการส่งเสริมทักษะอาชีพ และการมีรายได้ระหว่างเรียนผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุดและในระดับมาก เป็นร้อยละ 85.07 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด (2) ผลสำเร็จจากการส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียน ที่ประสบความสำเร็จและเป็นแบบอย่างได้ พบว่า ครูได้รับรางวัลจำนวน 22 รางวัล จำแนกได้เป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับชาติ 2 รางวัล และระดับจังหวัดหรือระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 20 รางวัล 3) ผลการประเมินด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการตามรูปแบบฯ พบว่า (1) ประสิทธิภาพการบริหารจัดการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 อยู่ในระดับมากที่สุด (2) ประสิทธิภาพการบริหารจัดการของสถานศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุดและในระดับมาก ร้อยละ 92.19 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด 4) ผลการดำเนินงานด้านการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนานักเรียนให้มีทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียน พบว่า ภาคีเครือข่ายจำนวน 79 ราย ให้ความร่วมมือสนับสนุน โดยเครือข่ายองค์กรภาครัฐให้การสนับสนุนมากที่สุด จำนวน 40 ราย มูลค่า 2,178,060 บาท รองลงมา ภาคเอกชนและสถานประกอบการ จำนวน 18 ราย มูลค่า 591,500 บาท ภาคประชาชนภูมิปัญญาท้องถิ่นปราชญ์ชาวบ้านวิทยากรท้องถิ่นและผู้นำชุมชน จำนวน 15 ราย มูลค่า 71,000 บาท และสถาบันการศึกษาและการให้ความรู้ภาควิชาการ จำนวน 5 แห่ง มูลค่า 346,100 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 3,439,360 บาท โดย ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนงบประมาณ วิทยากรและวัสดุฝึกทักษะอาชีพ
4. ผลการประเมินรูปแบบบริหารการจัดการเรียนรู้ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายข้อเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปหาต่ำ 3 ลำดับ ได้แก่ ชุมชนได้รับประโยชน์จากโครงการหรือกิจกรรม การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น นักเรียนได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถด้านทักษะอาชีพและนักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน