ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์วิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเท

บทคัดย่อ

การวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์วิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลสรรพสามิตบำรุง ใช้วิธีการวิจัยลักษณะการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสานวิธี (Mixd Methods Research) ด้วยการศึกษาวิจัยเชิงประเมิน (Quantitative Methods) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์ย่อย

4 ข้อ คือ เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ของเด็ก

ชั้นอนุบาลปีที่ 3 เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ของเด็ก

ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้เป็นเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาลสรรพสามิตบำรุง สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 30 คน เป็นการเลือกแบบเจาะจง เนื่องจากผู้วิจัยเป็นครูผู้สอนเด็กชั้นนี้ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์วิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 10 แผน และแบบสังเกตพฤติกรรมวิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 1 ฉบับ

ผลการวิจัยพบว่า

1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็ก

ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่าเฉลี่ย 4.76 อยู่ในระดับมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด

2. เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

หลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

บทนำ

เด็กเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าในการพัฒนาประเทศ ดังนั้นจึงควรได้รับการพัฒนาครบถ้วน ทั้งด้านการอบรมเลี้ยงดู การเอาใจใส่ การให้ความอบอุ่น โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่เริ่มต้นของชีวิตมนุษย์นับว่าเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด เพราะพัฒนาการทุกด้านเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่องกัน การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กโดยให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง บนพื้นฐาน การอบรมเลี้ยงดูของสถาบันครอบครัวและสภาพแวดล้อม มุ่งเน้นพัฒนาการของเด็กแต่ละคนตามศักยภาพเพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กมีชีวิตที่สมบูรณ์ในทุกๆด้านตามแบบอย่างสังคมไทย การจัด การศึกษาปฐมวัยเน้นการพัฒนาความพร้อมของเด็ก 4 – 5 ปี ทุกด้าน โดยมุ่งเน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่าน การเล่นและปฏิบัติจริง เน้นให้เด็กมีคุณธรรม จริยธรรม ส่งเสริมสิทธิ และโอกาสทางการเรียนโดยการอบรมเลี้ยงดู และพัฒนาเด็กด้วยความรักทั้งทางบ้านและโรงเรียนจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กเป็นคนดีและอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุข เด็กทุกคนจะต้องได้รับการอบรมเลี้ยงดูควบคู่กับการให้การศึกษาโดยส่งเสริมพัฒนาการ ตลอดจนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของเด็ก ชุมชน และสังคม ด้วยการอบรมเลี้ยงดูอย่างมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันระหว่าง ครู ผู้ปกครองและนักเรียน เพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการทุก ๆ ด้านตามลำดับขั้นของการพัฒนาอย่างสมดุลและเต็มตามศักยภาพของเด็กแต่ละคนอย่างเหมาะสมกับวัย

สังคมในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างรวดเร็วการจัดการศึกษาก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เท่าทันต่อ การเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ การเตรียมความพร้อมผู้เรียนให้มีศักยภาพ ต้องมีการวิเคราะห์ความสามารถที่จำเป็นกับการมีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างเข้มแข็ง พร้อมเผชิญกับสภาพแวดล้อมและปัญหาที่หลากหลาย ดังแนวคิดของเทรฟฟิงเกอร์ (Treffinger) ที่กล่าวว่า การพัฒนาคนให้มีความสามารถอยู่ในสังคมอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะขั้นพื้นฐานสำหรับอนาคต ได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะทางสังคม ทักษะการคิดสร้างสรรค์ และทักษะการแก้ปัญหา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของมาสโลว์ที่ว่าธรรมชาติของมนุษย์ต้องการได้รับการยอมรับและการยกย่องในสังคม ดังนั้น การจัดการศึกษาเพื่อสร้างความพร้อมของผู้เรียนให้มีชีวิตที่ประสบความสำเร็จต้องพัฒนาความสามารถที่สำคัญ คือ ความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

ความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการทาง ด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ซึ่งควรได้รับการพัฒนาด้วยการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แก่เด็กวัยนี้ ซึ่งจะมีผลระยะยาวต่อคุณภาพชีวิตของเด็ก เพราะเด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่สมองมีการเจริญเติบโตในอัตราสูงสุด สิ่งแวดล้อมและการได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานที่เหมาะสมเป็นรากฐานสำคัญต่อระดับสติปัญญา สมรรถนะและความสามารถของเด็กอย่างถาวร เพื่อให้เด็กปฐมวัยนำความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์มาพัฒนาตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม เพื่อการประสบความสำเร็จของชีวิต ถึงแม้ว่าการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ต้องอาศัยทักษะและวิธีการที่ซับซ้อน แต่ด้วยเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีธรรมชาติของการอยากรู้อยากเห็น การจัดสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่เหมาะสม การเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่น ได้เรียนรู้ และฝึกฝน ก็สามารถส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์แก่เด็กปฐมวัยได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของบรูเนอร์ (Bruner) ที่กล่าวว่า เด็กทุกระดับชั้นของการพัฒนาสามารถเรียนรู้เนื้อหาวิชาใดก็ได้ ถ้าจักการสอนให้เหมาะสมกับความสามารถด้วยการสร้างแรงจูงใจ การจัดเนื้อหาที่เหมาะสม เรียงลำดับความยากง่ายให้เหมาะสม และให้การเสริมแรง และสอดคล้องกับหลักการจัด การเรียนรู้ของดิวอี้ (Dewey) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นได้เมื่อผู้เรียนลงมือกระทำ (Learning by Doing) ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จึงสามารถพัฒนาให้กับผู้เรียนได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยเป็นต้นไป

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้

1. แนวคิดที่เกี่ยวกับการพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

พัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์ทั้งด้านร่างกาย ด้านสติปัญญา ด้านจิตใจ – อารมณ์ และด้านสังคม ทำให้เกิดความสามารถในการเรียนรู้และการปรับตัวต่อ

สิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม เด็กปฐมวัย อายุ 3-6 ปี นับได้ว่าเป็นช่วงที่มีพัฒนาการเจริญเติบโตติดต่อกันไปอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ-อารมณ์ และสังคม เพื่อให้ทราบถึงลักษณะของพัฒนาการของเด็กปฐมวัยที่ชัดเจน และสามารถนำไปส่งเสริมและพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างถูกต้องพัฒนาการเด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัยควรได้รับการดูแลและสนับสนุน ดังที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ปีพุทธศักราช 2535 สหประชาชาติได้ประกาศในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนว่า เด็กมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลและการช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยระบุว่ารัฐภาคีจะใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการพัฒนาเด็ก โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นฐาน การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ควรทำการศึกษาและทำความเข้าใจถึงแนวทางการส่งเสริม

การเรียนรู้ หมายถึง การแสดงพฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม ซึ่งเกิดจากการได้รับประสบการณ์จนเกิดเป็นพฤติกรรมที่ถาวร เด็กประถมวัยมีความพร้อมในการเรียนรู้ที่เกิดจากการพัฒนาการและธรรมชาติในตัวของเด็ก จากการเข้าไปมีประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อม ก็ได้ค้นคว้า สำรวจ และปฏิบัติ ดังนั้น การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย นับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเด็กได้รับการส่งเสริมจากสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จนถึงขั้นเป็นพฤติกรรมที่ถาวร จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบของการเรียนรู้ เพื่อทำให้การเรียนรู้บรรลุวัตถุประสงค์ ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการเรียนรู้ว่าประกอบด้วยความพร้อม บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ระดับสติปัญญาและความสามารถของแต่ละบุคคล การจำการลืม แรงจูงใจในการเรียนรู้ ความเหนื่อยล้ากับการเรียนรู้ และ ความตั้งใจและความสนใจที่จะเรียนรู้

องค์ประกอบการเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากปัจจัยที่มาจากผู้เรียนที่เรียกว่า ปัจจัยภายในซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของความพร้อมทางร่างกาย และปัจจัยภานอก ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมดังนั้น การพิจารณาขององค์ประกอบของการเรียนรู้อย่างรอบด้าน

ทั้งจากความพร้อมในการเรียนรู้จากเด็ก และสภาพแวดล้อมด้วยการจัดเตรียมให้เหมาะสมสามารถสร้างแรงจูงใจให้เด็ก ก็จะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดีการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย จำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของเด็ก และให้อิสระในการเรียนรู้ได้ เด็กได้แสดงออกตามศักยภาพในการค้นคว้าและแสวงหาความรู้ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กนับเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้เด็กมีการเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างดี

2. แนวคิดทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางสติปัญญา มีหลายทฤษฎี เช่น

1. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ ที่กล่าวถึงพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยตามหลักการว่า พัฒนาการของเด็กเป็นไปตามระดับวุฒิภาวะและเป็นกระบวนการที่เป็นลำดับขั้นแน่นอน พัฒนาการของเด็กเป็นไปตามการสะสมการเรียนรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมและการปรับตัวให้กับสิ่งแวดล้อมและพัฒนาการของเด็ก เกิดจากการผสมผสานระหว่างทฤษฎีวุฒิภาวะ และทฤษฎีการเรียนรู้

2. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์มีรากฐานแนวคิดของเพียเจท์นำมาประยุกต์ใช้ บรูเนอร์ให้ความสำคัญในการค้นพบสิ่งจูงใจในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยการค้นพบด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่เก็บเกี่ยวจากประสบการณ์รอบตัวเอง และใช้ประสบการณ์ที่เก็บรวบรวมไว้เป็นเครื่องมือ และความรู้เป็นกระบวนการมิใช่ผล

3. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของไวก๊อตสกี้ ซึ่งให้ความสำคัญของวัฒนธรรม

การถ่ายทอดทางสังคม การเรียนรู้ที่มีต่อพัฒนาการทางเชาว์ปัญญา ไวก๊อตสกี้กล่าวว่า การเข้าใจพัฒนาการของมนุษย์จะต้องเข้าใจวัฒนธรรมและรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูของเด็กตั้งแต่แรกเกิด

ไวก๊อตสกี้อธิบายพัฒนาการของมนุษย์ว่าเป็นอิทธิพลของการอบรมเลี้ยงดูที่ถ่ายทอดวัฒนธรรม ค่านิยม และความเชื่อ ให้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิด มนุษย์จะพัฒนาการขึ้นมาจากวัฒนธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดมา เด็กจะเรียนรู้สิ่งต่างๆตามกำหนดของวัฒนธรรมที่เขาเจริญเติบโตขึ้นมา และส่งผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กแต่ละวัยที่เพิ่มขึ้นถึงขั้นสูงสุดตามศักยภาพของแต่ละบุคคล

3. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์เด็กปฐมวัย

เด็กปฐมวัยอายุ 3-5 ปี ต้องได้รับการพัฒนาอย่างสมดุลทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา การจัดประสบการณ์ที่สอดคล้องกับวัยและพัฒนาการของเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง การจัดประสบการณ์ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กตามศักยภาพของแต่ละคนด้วยความร่วมมือ ทั้งจากบ้าน โรงเรียน และชุมชน การจัดประสบการณ์เด็กปฐมวัยมีความแตกต่างตามบริบทของท้องถิ่น และวัฒนธรรม การนำกิจกรรมที่สอดคล้องกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย มาให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย โยให้เด็กมีอิสระในการเลือกและลงมือปฏิบัติ ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์เด็กปฐมวัยมีรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย จึงจำเป็นต้องพิจารณาถึง พัฒนาการ ความสนใจ และสภาพแวดล้อมของเด็กเป็นสำคัญ เด็กปฐมวัยเป็นจุดสำคัญของการกำหนดหลักการจัดประสบการณ์ โดยพิจารณาจากวัยและพัฒนาการ ซึ่งมีความเชื่อมั่นว่าเด็กทุกคนสามารถพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพ หากมีวิธีการที่เหมาะสมจากการยึด

เด็กเป็นสำคัญ ทำให้ผู้สอนสามารถกำหนดหลักในการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติและการเรียนรู้ของเด็กผ่านประสบการณ์ปฏิบัติและกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อให้เด็กได้พัฒนาตนได้ตามคุณลักษณะตามวัย เกิดการเรียนรู้อย่างง่ายและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การจัดประสบการณ์ ผู้สอนจำเป็นต้องยึดเด็กและจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับอายุ วุฒิภาวะ พัฒนาให้เด็กได้พัฒนาตามศักยภาพ มีการจัดกิจกรรมในลักษณะบูรณาการผ่านการปฏิบัติด้วยตนเอง เปิดโอกาสให้เด็ก

ได้เรียนรู้และมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เด็กนำประสบการณ์มาใช้ประโยชน์

ในการดำรงชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข

4. แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์นับเป็นลักษณะหนึ่งของการสร้างสรรค์ที่เกิดจากความสามารถในการแก้ปัญหา องค์ประกอบของการแก้ปัญหาเป็นส่วนสำคัญที่เด็กต้องได้รับ

การส่งเสริมและพัฒนาเพื่อนำไปสู่ความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพัฒนาการและความสามารถตามวัย การฝึกฝนให้เด็กอยู่ในสถานการณ์ที่ให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็น มีความท้าทาย กระตุ้นให้เด็กต้องการค้นคว้า เรียนรู้ และฝึกปฏิบัติ ตลอดจนครูจำเป็นต้องมีบทบาทที่จะอำนวยความสะดวก และสนับสนุนให้เด็กได้คิดแก้ปัญหา

ในสถานการณ์ที่หลากหลาย เพื่อนำไปสู่ผลของการแก้ปัญหาอ่างสร้างสรรค์ที่เป็นสิ่งแปลกใหม่ แตกต่างจากเดิม หลากหลาย และมีคุณค่าเกิดประโยชน์

รูปแบบการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เป็นกระบวนการของการแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในลักษณะของความสร้างสรรค์ จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย แนวคิดทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบ การจัดประสบการณ์เด็กปฐมวัย และแนวคิดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ นำมาสังเคราะห์เป็นกระบวนการจัดประสบการณ์ของรูปแบบการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย (The PISAA) 5 ขั้น เพื่อใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย

ขั้นที่ 1 การกำหนดปัญหา (Problem Finding)

ขั้นที่ 2 การค้นหาความคิด (Idea Finding)

ขั้นที่ 3 การเลือกกลวิธีการแก้ปัญหา (Strategy Finding)

ขั้นที่ 4 การลงมือปฏิบัติ (Action Finding)

ขั้นที่ 5 การประเมินผล (Assessment Finding)

วิธีดำเนินการวิจัย

วิธีดำเนินการวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์วิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลสรรพสามิตบำรุง มี 4 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การวิจัย (Research : R) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (Analysis : A)

นำมาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดและตรวจสอบนิยาม ความสามารถ และพฤติกรรมบ่งชี้ และแนวทางการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ในแต่ละด้าน ผู้วิจัยได้ดำเนินการ ดังนี้

1. ศึกษาข้อมูลพื้นฐานจากแหล่งข้อมูลเอกสารและบุคคล ประกอบด้วย

1.1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานจากแหล่งข้อมูลเอกสาร ประกอบด้วย เอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 แนวคิดทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

1.2 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานจากแหล่งข้อมูลบุคคล ประกอบด้วย การสัมภาษณ์บุคคล

โดยใช้เครื่องมือการสัมภาษณ์ 2 ลักษณะ คือ แบบไม่เป็นทางการ และแบบเจาะลึก

2. วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน จากแหล่งข้อมูลเอกสารและข้อมูลบุคคล แล้วกำหนดเป็นนิยาม ความสามารถ พฤติกรรมบ่งชี้ และแนวทางการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3

3. ตรวจสอบเพื่อยืนยันนิยาม ความสามารถ พฤติกรรมบ่งชี้ในแต่ละความสามารถ และแนวทางการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยผู้เชี่ยวชาญ

ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนา (Development : D) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์

การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 (Design and Develop : D1 , D2) ดำเนินการดังนี้

1. พัฒนาโครงร่างรูปแบบการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 จากแนวคิดที่ได้จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานในขั้นตอนที่ 1

2. ตรวจสอบเพื่อยืนยันความเหมาะสมของโครงร่างรูปแบบการจัดประสบการณ์

การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญพิจารณา

ความเหมาะสม และนำผลการพิจารณามาปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการจัดประสบการณ์

3. สร้างและตรวจสอบความเหมาะสมองเครื่องมือประกอบการใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3

4. ศึกษานำร่อง (pilot Study)เพื่อประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยก่อนนำไปทดลองใช้จริง ผู้วิจัยได้ดำเนินการ ดังนี้

ขั้นตอนที่ 3 การวิจัย (Research : R) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์

การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 (Implement : I) ดำเนินการ ดังนี้

เป็นพัฒนาเด็กปฐมวัยโดยทดลองใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์ การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายสำหรับทดลองใช้รูปแบบการจัดประสบการณ์การแก้ปัญญา กับเด็กในกลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม 1 : 1 เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 3 คน และกลุ่ม 1 : 10 เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 9 คน โดยใช้แผนการจัดประสบการณ์วิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 และแบบสังเกตพฤติกรรมวิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

ขั้นตนที่ 4 การพัฒนา (Development : D) เพื่อประเมินประสิทธิภาพผลของรูปแบบ

การจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 (Evaluation : E)

นำข้อมูลมาประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดประสบการณ์มาตรวจสอบปรับปรุงแก้ไข และตรวจสอบขั้นสุดท้าย เพื่อให้ได้รูปแบบการจัดประสบการณ์ ฉบับสมบูรณ์ ผู้วิจัยได้ดำเนิน

การประเมิน ดังนี้

1. รวบรวมข้อมูลจากการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดประสบการณ์

การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ประกอบด้วยผลการประเมินดังนี้

1.1 ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์ ตามรูปแบบการจัดประสบการณ์ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบการจัดประสบการณ์

1.2 ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบการจัดประสบการณ์

4 ระยะ คือ ก่อนการจัดประสบการณ์ หลังการจัดประสบการณ์ครั้งที่ 1 หลังการจัดประสบการณ์ครั้งที่ 2 และระยะติดตามผลการจัดประสบการณ์

2. ตรวจสอบ ปรับปรุง และแก้ไข รูปแบบการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3

3. ตรวจสอบรูปแบบการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ขั้นสุดท้าย เพื่อให้ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นเพิ่มเติม นำมาปรับปรุงแก้ไขเป็นรูปแบบ

การจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ฉบับสมบูรณ์

สรุปผล และข้อเสนอแนะ

1. สรุปผล

1. ประสิทธิภาพของแผนการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็ก

ชั้นอนุบาลปีที่ 3 โดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่าเฉลี่ย 4.76 อยู่ในระดับมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด

2. เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

หลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ข้อเสนอแนะ

1. ข้อแสนอแนะสำหรับการนำผลการวิจัยไปใช้

1.1 ความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เป็นความสามารถที่สามารถพัฒนาให้กับเด็กได้ในทุกวัยทุกระดับชั้น ดังนั้น โรงเรียนและครูผู้สอนควรกำหนดแนวทางในการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ให้กับเด็กทุกคน

1.2 ในการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ครูผู้สอนควรศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบและแผนการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ให้ครบทุกขั้นตอนอย่างละเอียดเพื่อจะได้สามารถจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่เหมาะสมกับเด็กได้ตรงตามจุดประสงค์ที่กำหนด

2. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยต่อไป

2.1 ควรมีการพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอื่น ๆ หรือเด็กระดับชั้นประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษา

2.2 ควรมีการพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 หรือชั้นอื่นๆ โดยให้เด็กและผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมด้วย

2.3 ควรมีการพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 หรือชั้นอื่นๆ ในกลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางสติปัญญา

โพสต์โดย สายทอง ธัญนายก : [1 ส.ค. 2559 เวลา 05:25 น.]
อ่าน [1818] ไอพี : 49.48.241.113
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
เครื่องมือวิทยาศาสตร์
Antivirus
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ