ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การศึกษาความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี 11

ชื่อวิจัย การศึกษาความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี 11

ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ

เทคนิค STAD

ผู้วิจัย นางสาวศิริพร ศรีใหญ่

ปี พ.ศ. 2560

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี 11 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี 11ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD และ 3) เปรียบเทียบ ความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี 11 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD กับเกณฑ์ร้อยละ 65

กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 โรงเรียนโนนไทยคุรุอุปถัมภ์ สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งมีจำนวนนักเรียน 36 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี 11 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และการทดสอบค่าที (t-test)

ผลการวิจัยพบว่า

1. ความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ ประเภทกาพย์ยานี 11 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.63 คะแนน หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 14.30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.52 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.70 คะแนน มีความก้าวหน้าเฉลี่ย 4.33 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 21.66 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.92 คะแนน

2. ความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี 11 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3. ความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี 11 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 65 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

บทนำ

จากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ฝึกฝนการเขียนคำประพันธ์ที่หลากหลาย ที่จะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้เพื่อจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพ ซึ่งคำประพันธ์ที่นำไปใช้ส่วนใหญ่จะเป็นคำประพันธ์สั้นๆ นำเสนอเนื้อหาที่ตรงประเด็น บอกรายละเอียดหรือการโฆษณาสินค้า ผลิตภัณฑ์ และแสดงไมตรีจิตกับบุคลในสังคม เช่น โอกาสวันครบรอบแต่งงาน เปิดกิจการใหม่ ขึ้นบ้านใหม่ วันเกิด งานเกษียณอายุราชการ และ การแสดงความยินดีในโอกาสรับตำแหน่งใหม่ เป็นต้น ลักษณะคำประพันธ์ที่นิยมใช้ส่วนมาก ได้แก่ คำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี11 และกลอนสุภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นความสนใจ ยังทำให้จดจำได้ดี และยังเป็นการสืบทอดความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอนซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาทางภาษาของคนไทยที่ควรรักษาไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง แต่ปรากฏว่าผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในหน่วยที่ 1 เรื่องคัมภีร์แพทย์ศาสตร์ แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งแต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี11 พบว่านักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่5/8 ซึ่งเป็นนักเรียนแผนการเรียนอุตสาหกรรม ห้องเรียนชายล้วน มีอารมณ์ค่อนข้างร้อน สมาธิสั้น มีความพยายามในการทำความเข้าใจเรื่องที่ยากน้อย ส่วนใหญ่ขาดทักษะในการแต่งคำประพันธ์ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องยากและตนไม่สามารถแต่ง คำประพันธ์ได้ นอกจากนี้ผลการเรียนด้านภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด จากทั้งหมดแปดห้อง โดยเฉพาะในเรื่องของการแต่งคำประพันธ์ นักเรียนไม่แม่นในเรื่องฉันทลักษณ์ สัมผัสสระ สัมผัสพยัญชนะ ใช้คำคล้องจองไม่ถูกต้อง ไม่รู้จังหวะคำ แบ่งจังหวะคำไม่ได้ ถ้อยคำที่นำมาเรียบเรียงเป็นคำพูด ร้อยแก้วที่ยังไม่มีคำสัมผัสในคล้องจอง หากนักเรียนแต่งคำประพันธ์ได้ ก็จะเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกล่อมเกลาให้ผู้เรียนมีความอ่อนโยนด้วยศิลปะในการใช้ถ้อยคำที่ผ่านการกลั่นกรองมาจากความคิด ความรู้สึกได้ จากสภาพปัญหาดังกล่าว ครูผู้สอนภาษาไทยเห็นว่าควรแก้ปัญหานี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื้อรังและแก้ไขยากเมื่อนักเรียนอยู่ในระดับชั้นที่สูงขึ้นและต้องแต่งคำประพันธ์ประเภทอื่นที่ยากขึ้น จึงนำคำประพันธ์ประเภท กาพย์ยานี 11 มาใช้ในการแก้ปัญหา เนื่องจากคำประพันธ์ประเภทดังกล่าวนิยมแต่งมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน โดยนิยมแต่งเป็นบทสวด กาพย์เห่เรือ ท่วงทำนองการแต่งจะเป็นการเล่าเรื่อง ดำเนินเรื่องอย่างกระชับ แต่นุ่มนวลแช่มช้า มีการเล่นสัมผัสเพื่อให้เกิดความไพเราะ ดังเช่น กาพย์เห่เรือ ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ นอกจากนี้คำประพันธ์ดังกล่าวยังสามารถแต่งได้ง่ายกว่า คำประพันธ์ประเภทอื่น เพราะมีการกำหนดตำแหน่งสัมผัสบังคับไม่มาก เอื้อต่อการพลิกแพลง แต่งเติมได้อย่างเสรี ผู้แต่งไม่ต้องพะวงกับข้อบังคับ อีกทั้งมีท่วงทำนองเรียบง่าย งดงาม มีการใช้คำที่ให้ความหมายเด่นชัดอยู่ในตัว จึงเป็นรูปแบบที่ตอบสนองความสนใจและความพอใจของคนทั่วไปได้เป็นอย่างดี

การแก้ปัญหาและพัฒนาความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ นอกจากการจัดการเรียน การสอนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้ว ยังควรหาเทคนิคและวิธีการสอนที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแต่งคำประพันธ์ได้ถูกต้องคล่องแคล่ว วิธีการจัดการเรียนรู้จึงเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ที่จะช่วยให้การจัดการเรียนการสอนประสบความสำเร็จ และเกิดการเรียนรู้ที่ดี ดังนั้นการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล สามารถพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนได้ครบ ทุกด้าน นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน และมีทักษะกระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม สอดคล้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย Robert E. Slavin เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีประโยชน์ต่อครูผู้สอน และทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดีขึ้น เพราะนักเรียนต้องทำคะแนนด้วยตนเอง มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีการช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ (กาญจนา อุปสาร. 2547) ดังผลการศึกษางานวิจัยของสมศักดิ์ ทองบ่อ (2549) ได้ศึกษาผลการเรียนแบบร่วมมือจากการใช้เทคนิค STAD โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนภาษาไทยเรื่องรูปและเสียงในภาษาไทย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับ การสอนแบบร่วมมือจากการใช้เทคนิค STAD สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติ อีกทั้งผลงานวิจัยของ อดิศร ขาวสะอาด (2556) ได้ศึกษา การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความภาษาไทยของนักเรียนที่จัดการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD สูงกว่าก่อนเรียน สอดคล้องกับ อิศรา รุ่งอภิญญา(2558) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางเรียนเรื่องชนิดของประโยคที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD สูงกว่าก่อนเรียน

จากหลักการเรียนรู้แบบร่วมมือ แนวคิดของการเรียนรู้แบบร่วมมือ และจากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบร่วมมือผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะนำรูปแบบการจัด

การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อเป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เนื่องจากการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจในการเรียน จะช่วยทำให้นักเรียนสนใจการเรียน มีความกระตือรือร้นในการเรียนมากยิ่งขึ้นและมีความพยายามที่จะพัฒนาการเรียนรู้ของตนให้มากกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียน

มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และมีความสารถในการเขียนคำประพันธ์ให้สูงขึ้น อันจะส่งผลให้มรดกทางวัฒนธรรมไทยด้านภาษามาสูญหายและเยาวชนไทยยังได้รับการพัฒนาในด้านความรู้ ทักษะ เจตคติ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมไทยได้อย่างสงบสุขสืบไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพื่อศึกษาความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี11ของนักเรียน

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD

2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี11 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 ก่อนและหลัง ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD

3. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี11 ของนักเรียน

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 หลังการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD กับเกณฑ์ ร้อยละ 65

ความสำคัญของการวิจัย

1. ทำให้ทราบผลการศึกษาความสามารถในแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี11 ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD

2. เป็นแนวทางสำหรับครูและผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนา

ความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี11 สำหรับชั้นอื่น ๆ ให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น

ขอบเขตของการวิจัย

1. ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 378 คน โรงเรียนโนนไทยคุรุอุปถัมภ์ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา

2. กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 5/8 โรงเรียน

โนนไทยคุรุอุปถัมภ์ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียน 36 คน ได้มาโดย การสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling)

3. ตัวจัดกระทำ

ตัวจัดกระทำ ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD

4. ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี11

ผลการวิจัย

ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

1. ความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ ประเภทกาพย์ยานี 11 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.63 คะแนน หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 14.30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.52 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.70 คะแนน มีความก้าวหน้าเฉลี่ย 4.33 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 21.66 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.92 คะแนน

2. ความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี 11 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3. ความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี 11 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 65 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

อภิปรายผล

จากผลการวิจัย ผู้วิจัยได้นำมาอภิปรายผลดังนี้

1. จากผลการศึกษาความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี 11 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/8 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD พบว่า ความสามารถทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 65 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ทั้งนี้เนื่องมาจาก การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เป็นเทคนิคหนึ่งของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ที่ผู้สอนนำเสนอเนื้อหาโดยย่อให้ผู้เรียนฟัง แล้วให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อศึกษาเนื้อหาและการแก้ปัญหาร่วมกัน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2548 : 108) ซึ่งจะแบ่งผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันออกเป็นกลุ่มเพื่อทำงานร่วมกัน กลุ่มละประมาณ 4-5 คน

โดยกำหนดให้สมาชิกของกลุ่มได้เรียนรู้ในเนื้อหาสาระที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้แล้วทำการทดลองความรู้ คะแนนที่ได้จากการทดลองของสมาชิกแต่ละคนนำเอามาบวกเป็นคะแนนรวมของทีม ผู้สอนจะต้องใช้เทคนิคการเสริมแรง เช่น ให้รางวัล คำชมเชย เป็นต้น สมาชิกจะต้องมี

การกำหนดเป้าหมายร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อความสำเร็จของกลุ่ม (สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ. 2551 : 170) ดังที่นักวิชาการได้กล่าวว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นวิธีการเรียนรู้ที่นักเรียนจะได้ทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและความสำเร็จของกลุ่ม ประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้ (Slavin. 1995 : 2-7) และการเรียนแบบร่วมมือยังเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนที่มีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน ได้เรียนรู้ร่วมกันโดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้และในความสำเร็จของกลุ่ม คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่อ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรียนของตนเท่านั้น หากแต่จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่ม ความสำเร็จ ของแต่ละบุคคลคือความสำเร็จของกลุ่ม (วัฒนาพร ระงับทุกข์. 2542 : 34) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของณัฏชญา พันธรัตน์ (2547) ได้ศึกษาผลของวิธีสอนแบบการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD กับการกำกับตนเอง วิชาสังคมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษาสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .01

ข้อเสนอแนะ

จากผลการวิจัย ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

1. ข้อเสนอแนะทั่วไป

1.1 จากผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค เน้นการแบ่งงานกันทำ ช่วยเหลือกัน ร่วมมือกันทำงานที่ได้รับมอบหมาย มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยให้ผู้เรียนมีการพัฒนาด้านสังคมและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น ซึ่งผู้สอนควรจัดอย่างต่อเนื่องและให้เหมาะสมกับเนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

1.2 การใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD อาจมีปัญหาเรื่องระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรม ดังนั้นเพื่อให้ควบคุมเวลาได้อย่างเหมาะสม ผู้สอนควรเตรียมความพร้อม วางแผนการสอนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ และจัดแบ่งหน้าที่ของแต่ละคนให้ชัดเจน ก่อนที่จะทำการสอน

1.3 แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD เด็กที่เรียนรู้ได้ช้าของแต่ละกลุ่มส่วนใหญ่ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ครูควรกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น

1.4 การจัดนักเรียนเข้ากลุ่มในช่วงแรก มีนักเรียนที่เก่งบางคนไม่ยอมรับนักเรียน

ที่อ่อน และนักเรียนที่อ่อนบางคนไม่ให้ความร่วมมือในการทำงานกลุ่ม ครูผู้สอนจะต้องพยายามอธิบายให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานกลุ่มว่าทุกคนในกลุ่มมีความสำคัญท่าเทียมกันที่จะทำให้กลุ่มประสบผลสำเร็จ ทุกคนในกลุ่มต้องช่วยเหลือกันอย่างสุดความสามารถ

1.5 ในการกำหนดรางวัลที่ให้เมื่อกลุ่มประสบความสำเร็จ ครูควรชี้ให้นักเรียน

เห็นว่ารางวัลที่ได้เป็นเพียงสิ่งเสริมแรงเท่านั้นไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เป้าหมายสูงสุดคือความรู้

ที่จะได้รับตลอดจนทักษะการทำงานกลุ่ม

2. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัย

ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยต่อไป มีดังนี้

2.1 ควรมีการศึกษาความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ประเภทอื่น เช่น กลอน โคลง ฉันท์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD

2.2 ควรมีการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น

2.3 ควรมีการศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD กับเกณฑ์ร้อยละ 65 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น

โพสต์โดย นุช : [11 มิ.ย. 2561 เวลา 10:45 น.]
อ่าน [307] ไอพี : 101.51.234.2
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
สมัครงานอย่างมืออาชีพ และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์กับอุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบายอย่าง คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ้กและอีกมากมาย การรันตีสินค้าได้มาตราฐาน
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ