ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่องผลการใช้ BLIX POP เพื่อพัฒนาทักษะการเดินของ เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ห้องเตรียมความพร้อม 1 ศูนย์การศึกษาพิเศษ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

คนพิการเป็นทรัพยากรมนุษย์กลุ่มหนึ่งของสังคม ที่หากได้รับการส่งเสริมและพัฒนาอย่างถูกต้อง และเป็นระบบ จะสามารถพัฒนาให้มีศักยภาพ มีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพ พึ่งพาตนเอง และสร้างสรรค์สังคมได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป การพัฒนาคนพิการที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการให้การศึกษา ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทุกด้านอย่างเต็มศักยภาพ โดยครูและบุคลากรทางการศึกษาพิเศษจัดว่าเป็นหัวใจสำคัญ ในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษาสำหรับคนพิการหรือที่ทางการศึกษาเรียกว่า ผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ ดังนั้นครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จัดบริการทางการศึกษาสำหรับคนพิการหรือผู้เรียน ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษจึงจำเป็นต้องมีองค์ความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการจัด กระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพของคนพิการหรือผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ วิเคราะห์ผู้เรียน และเข้าใจผู้เรียนเป็นรายบุคคล ปรับกระบวนการเรียนรู้ และเลือกใช้เทคโนโลยี สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาที่สอดคล้องต่อความต้องการจำเป็นพิเศษของผู้เรียน แต่ละบุคคล จึงได้มีการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมครูด้านการสอนคนพิการ เพื่อใช้ในการพัฒนาศักยภาพครู และบุคลากรทางการศึกษาในการจัดบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนพิการ หรือผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษขึ้น

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะกรรมการมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2517 ความว่า “งานช่วยผู้พิการนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าผู้พิการไม่ได้เป็นผู้อยากจะพิการและอยากช่วยตนเอง ถ้าเราไม่ช่วยเขาให้สามารถที่จะปฏิบัติงานอะไรเพื่อชีวิต และมีเศรษฐกิจของครอบครัว จะทำให้สิ่งที่หนักในครอบครัวหนักแก่ส่วนรวม ฉะนั้นนโยบายที่จะทำ ก็คือ ช่วยให้เขาได้ช่วยตนเองได้เพื่อจะให้เขาสามารถเป็นประโยชน์ต่อสังคม”

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนใน มาตรา 43 55 และมาตรา 80 ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่ต้องเก็บค่าใช้จ่าย และบุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ และความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ นอกจากนี้รัฐต้องสงเคราะห์คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพึ่งตนเองได้ ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 10 วรรคสอง วรรคสาม และมาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพหรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแล หรือด้อยโอกาสต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ โดยให้จัดตั้งแต่แรกเกิด หรือพบความพิการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง และการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรม ชาติและเต็มตามศักยภาพ (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 2548: 1)

การศึกษาเป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ มีความสามารถในการปรับตัวได้เท่าทัน กับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข โรงเรียนเป็นสถาบันหรือองค์กร ทางสังคมที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการให้การศึกษาแก่ผู้เรียน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมยอมรับว่าโรงเรียนสามารถเสริมสร้างให้นักเรียนจบการศึกษาไปอย่างมีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะต่างๆ ได้ครบถ้วนตามหลักสูตรและความคาดหวังของสังคม ทั้งทางด้านความรู้ ความสามารถในเชิงวิชาการ

และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ดังที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 10 กำหนดว่า การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอภาคกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย วรรคสองกำหนดว่า การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพ หรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาสต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ สอดคล้องกับที่ มลิวัลย์ ธรรมแสง (2547, หน้า 4) กล่าวว่า การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความต้องการพิเศษต้องจัดด้วยรูปแบบที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้นๆ หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้คนพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาตามศักยภาพ โดยมีสิทธิได้เข้าศึกษาร่วมกับคนปกติตามความเหมาะสมแก่สภาพของความพิการ เนื่องจากความพิการบางประเภท คนพิการต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติจึงจะสามารถมีพัฒนาการได้ดีกว่าการจัดให้คนพิการศึกษาอยู่ด้วยกันนอก จากนี้ยังกำหนดให้รัฐต้องจัดสถานศึกษาเฉพาะความพิการและเพื่อเป็นการ แบ่งเบาภาระในการจัดการศึกษาโดยรัฐ หน่วยงานของรัฐอาจส่งเสริมสนับสนุนภาคเอกชนและชุมชนให้ร่วมจัดการศึกษาเพื่อคนพิการได้ด้วย

ศูนย์การศึกษาพิเศษ ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2539 เพื่อให้เป็นศูนย์ปฏิบัติ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้พิการทางด้านการศึกษาและเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กก่อนวัยเรียน ตลอดทั้งปฏิบัติหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะแนวข้อมูล สารสนเทศ ศึกษาวิจัย วินิจฉัยความพิการ และให้บริการวิชาการด้านการศึกษาพิเศษ สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก แก่โรงเรียนศึกษาพิเศษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาพิเศษตามนโยบายการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาของรัฐบาล ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการที่จะจัดการศึกษาให้เกิดความเสมอภาคทั้งเชิงโอกาสและเชิงคุณภาพ เพื่อรองรับพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 และได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม ประสานเครือข่าย งานเรียนร่วม รวมทั้งฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ผู้พิการประเภทต่าง ๆ จนถึงปัจจุบัน เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้พิการให้สามารถช่วยเหลือตนเองและอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นๆ ในสังคมได้อย่างมีความสุข เพื่อให้การจัดการพัฒนาการเรียนรู้ได้เหมาะสมจำเป็นต้องศึกษาความต้องการความบกพร่อง การใช้สื่ออุปกรณ์ในการสอนจะช่วยให้การเรียนการสอนน่าสนใจแต่สื่อการสอนที่จะนำมาต้องไม่ซับซ้อนเกิดความ สามารถของเด็ก เช่น สื่อที่มีอยู่แล้ว เลือกสื่อให้ตรงกับเนื้อหา กิจกรรม วัตถุประสงค์ และสถานการณ์ คุ้มกับเวลา และการลงทุน โดยศูนย์การศึกษาพิเศษเน้นพัฒนานักเรียน 6 ทักษะ ได้แก่ ทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก ทักษะการพูดและการใช้ภาษา ทักษะสังคม ทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน และทักษะทักษะการใช้ปัญญาและการเตรียมความพร้อมทางวิชาการ ควบคู่กับการฟื้นฟูกิจกรรมบำบัดและกายภาพบำบัด

นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เป็นหนึ่งใน 9 ประเภทความพิการที่มีปัญหาเกือบทุกด้านในชีวิตประจำวัน และปัญหาการเรียน เนื่องจากเด็กมีข้อจำกัดหรือเพดานในการเรียนรู้ ทำให้ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆได้เท่ากับเพื่อนในวัยเดียวกัน เป็นภาวะที่สมองหยุดพัฒนาหรือพัฒนาอย่างไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดความบกพร่องของทักษะด้านต่างๆ ในระยะพัฒนาการ และส่งผลกระทบต่อระดับเชาวน์ปัญญาทุกๆ ลักษณะปัญหาในด้านการเคลื่อนไหว คือ เดินงุ่มง่าม เดินช้า บางรายมีการเดินเขย่งเท้าร่วมด้วย

ณัชชา โรจน์วิโรจน์ ผู้คิดค้น BLIX POP ของเล่นตัวต่อขนาดยักษ์สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น โดยถูกออกแบบ ให้โยกย้าย และปีนป่าย และฝึกการเดินในรายที่มีปัญหาในการเดิน โดยเดินผ่านรูปทรงและสัมผัสของบล็อกทั้ง 4 แบบเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีความมั่นคง และเท้าได้สัมผัสพื้นที่หลากหลาย

ฝึกทั้งด้านการเดิน ความคิด และจินตนาการของเด็กผ่านการเล่นปนเรียน ช่วยการเรียนรู้เกี่ยวกับมิติสัมพันธ์ และการฝึกเดินทรงตัว เป็นการพัฒนาทั้งสมองและร่างกายในด้านที่เหมาะกับเด็ก

ดังนั้น ในฐานะครูการศึกษาพิเศษที่สอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่มีปัญหาการเดินเขย่งทาง การหนีสัมผัส ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษา ผลการใช้ BLIX POP เพื่อพัฒนาทักษะการเดินของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ห้องเตรียมความพร้อม 1 ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1.เพื่อศึกษาผลการใช้ BLIX POP ที่มีผลต่อการเดินของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

2.เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเดินของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาก่อนและหลังการใช้ BLIX POP

สมมติฐานของการวิจัย

เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่ได้รับการฝึกโดยใช้ BLIX POP มีพัฒนาการในการเดินที่ดีขึ้น

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการวิจัย

1.ได้นวัตกรรมหรือสื่อการเรียนรู้ที่สามารถแก้ปัญหาการเดินเขย่งเท้า การเดินหนีสัมผัสพื้นผิว ในเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทต่าง ๆ ที่มีปัญหาแบบเดียวกัน

2.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาสามารถมีพัฒนาการในการเดินที่ดีขึ้น สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้

นิยามศัพท์เฉพาะ

1.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา หมายถึง บุคคลที่มีความจำกัดอย่างชัดเจนในการปฏิบัติตน (Functioning) ในปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ คือ ความสามารถทางสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญร่วมกับความจำกัดของทักษะการปรับตัวอย่างน้อย 2 ทักษะ จาก 10 ทักษะ ได้แก่ การสื่อความหมาย การดูแลตนเอง การดำรงชีวิตภายในบ้าน ทักษะทางสังคม/การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การรู้จักใช้ทรัพยากรในชุมชน การรู้จักดูแลควบคุมตนเอง การนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน การทำงาน การใช้เวลาว่าง การรักษาสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยทั้งนี้ได้แสดงอาการดังกล่าวก่อนอายุ 18 ปี (ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ออกตามความพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551) ในการศึกษาครั้งนี้ หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เพศหญิง อายุ 5 ปี ชั้นเตรียมความพร้องห้อง 1 ที่มีปัญหาด้านการเดินเขย่งเท้า การเดินหนีสัมผัสพื้นผิวชนิดต่าง ๆ เช่น หิน ดิน ทราย และซีเมนต์ นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านการมองเห็นร่วมด้วย

2. BLIX POP หมายถึง บล็อกรูปทรงสี่เหลี่ยมและสัมผัสของบล็อก บล็อก 4 แบบ ประกอบด้วยฐาน ตัวเสริม ขอนไม้ และหญ้า สามารถนำมาพลิกแพลงเล่นได้

3. ความสามารถในการเดิน หมายถึง การเดินโดยตามองตรงไปข้างหน้า ศีรษะและลำตัวตั้งตรง ไหล่สองข้างอยู่ในระดับตรง แกว่งแขนซ้ายขวาสลับหน้าหลังขนานลำตัว มือทั้งสองข้างกำหลวมๆ โดยมือที่แกว่งสูงระดับอก ในลักษณะผ่อนคลาย งอศอกเล็กน้อย ทำมุมราว 90 องศาระหว่างแขนท่อนบน-ล่าง

ขอบเขตของการวิจัย

1.ประชากร

เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ห้องเตรียมความพร้อม ๑ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๘ จังหวัดเชียงใหม่

2.กลุ่มเป้าหมาย

เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ห้องเตรียมความพร้อม ๑ ของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา ๘ จังหวัดเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2562 จำนวน 1 คน เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

3.ตัวแปร

3.1 ตัวแปรต้น (Independent Variable) ได้แก่ BLIX POP

3.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variable) ได้แก่ ความสามารถในการเดินของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

5.ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา

ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ระหว่างวันที่ 18 ธ.ค. 2562 – 20 ก.พ. 2563 (ไม่รวมเวลาที่ใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน)

กรอบแนวความคิดในการวิจัย

ในการศึกษาครั้งนี้ได้กำหนดกรอบแนวความคิดดังนี้

สรุปผล

ผลการใช้ BLIX POP เพื่อพัฒนาทักษะการเดินของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ห้องเตรียมความพร้อม 1 ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 โดยมีตัวแปรต้น ได้แก่ BLIX POP และตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการเดินของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

ผลการวิเคราะห์โดยผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจาก แผนการสอนเฉพาะบุคคล(Individual

Implementation Plan : IIP) แบบประเมินความสามารถก่อนและหลังการใช้กิจกรรม BLIX POP ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากวัตถุประสงค์ดังนี้

1. เพื่อศึกษาผลการใช้ BLIX POP ที่มีผลต่อการเดินของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา กลุ่มตัวอย่างสามารถปฏิบัติได้ 100% ของแผนการสอนเฉพาะบุคคล มีเกณฑ์การผ่านแผน คือ สามารถปฏิบัติได้ในระดับคุณภาพ 4 ขึ้นไปติดต่อกัน 3 ครั้งขึ้นไป

2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเดินของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาก่อนและหลังการใช้ BLIX POP พบว่า กลุ่มตัวอย่างได้คะแนนจากแบบประเมินความสามารถพื้นฐานก่อนเรียนได้คะแนนเท่ากับ 2 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 53 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน อยู่ในระดับความสามารถทำได้โดยต้องมีผู้ช่วยเหลือปานกลางหรือใช้การกระตุ้นเตือนสองแบบร่วมกันคือ ทางร่างกายหรือทางวาจาหรือทางท่าทางหลังเรียนเด็กได้คะแนนเท่ากับ 5 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 100 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน อยู่ในระดับความสามารถทำได้ด้วยตนเอง ผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการใช้ BLIX POP เพิ่มขึ้น +3 คิดเป็นร้อยละ 47 หลังเรียนมีค่าเท่ากับ 5.00 แสดงว่านักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ดังนั้น หลังการใช้ BLIX POP มีผลต่อการพัฒนาการทางการเดิน ของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาที่สูงขึ้น

อภิปรายผล

การวิจัยเรื่อง ผลการใช้ BLIX POP เพื่อพัฒนาทักษะการเดินของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ห้องเตรียมความพร้อม 1 ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 เป็นไปตามสมมตติฐานที่ตั้งไว้ คือ เพื่อศึกษาผลการใช้ BLIX POP ที่มีผลต่อพัฒนาการทางการเดิน โดยมีพัฒนาการที่สูงขึ้นจากร้อยละ 53 เป็นร้อยละ 100 และคะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.67 คะแนน หลังเรียนมีค่าเท่ากับ 5.00 แสดงว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

โพสต์โดย น้ำฝน : [27 มิ.ย. 2563 เวลา 08:07 น.]
อ่าน [1578] ไอพี : 1.20.225.108
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
เครื่องมือวิทยาศาสตร์
Antivirus
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ