ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การพัฒนาการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ตามแนวการจัดประสบการณ์ แบบโครงการเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โรงเรียนยางอู้มวิทยาคาร

ความสำคัญของผลงานหรือนวัตกรรมที่นำเสนอ

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ สังคมและสติปัญญาตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล การเตรียมความพร้อมทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรบุคคลของชาติทั้งปัจจุบันและอนาคตเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และเล็งเห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์ต่อการดำเนินชีวิต ครอบครัวและการอยู่ร่วมกันในสังคม หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ได้กำหนดสาระทางวิทยาศาสตร์

ไว้ในหลักสูตร เรียกว่า ธรรมชาติรอบตัว โดยกำหนดให้เด็กเรียน สิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของโลกที่แวดล้อมเด็กตามธรรมชาติ การจัดประสบการณ์ระดับปฐมวัย ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 หมวด 5 แนวการจัดการเรียนการสอน มาตรา 2 กล่าวว่า การจัดการศึกษาต้องยึดผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้าน ได้ฝึกการทำงาน และการอยู่ร่วมกัน ทั้งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่ ทั้งในและนอกห้องเรียน ในระยะเวลาที่เหมาะสมและยืดหยุ่นได้ตามความสนใจและความต้องการของเด็ก

โรงเรียนยางอู้มวิทยาคาร โรงเรียนเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขนาดกลาง และได้รับคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนต้นแบบโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนในฝัน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2539 เป็นต้นมา โรงเรียนยางอู้มวิทยาคาร ตระหนักในความสำคัญของการจัดการศึกษาในทุกระดับ โดยในระดับก่อนประถมศึกษาจัดให้มีการจัดประสบการณ์และกิจกรรมให้แก่เด็กตามหลักการของหลักสูตรการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัยเสมอมาทุกปี ในการจัดประสบการณ์ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ได้ประเมินพัฒนาการและวิเคราะห์เด็กเป็นรายบุคคล พบว่าเด็กมีพัฒนาการทุกด้านโดยรวมอยู่ในระดับดี แต่เมื่อแยกเป็นรายพัฒนาการ พบว่า พัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็กอนุบาลต่ำกว่าพัฒนาการด้านอื่นๆ และ

ต่ำกว่าเป้าหมายของทางโรงเรียนที่ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในแต่ละด้านไว้ร้อยละ 80 ซึ่งผลการประเมินคุณภาพของเด็กอนุบาล พบว่า พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อและด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้น แต่พัฒนาการด้านสติปัญญาหรือการเตรียมความพร้อมของพัฒนาการด้านสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าเป้าหมาย และจากการสังเกตการณ์เรียนรู้ของเด็กอนุบาล พบว่า พื้นฐานของทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์ของเด็กยังไม่เป็นที่น่าพอใจเพราะเด็กขาดทักษะการสังเกต ทักษะการลงความเห็นข้อมูล ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการวัด และทักษะการ

สื่อความหมายข้อมูลโต้ตอบและแสดงความคิดเห็นเด็กยังไม่กล้าที่จะแสดงออกเท่าที่ควร ซึ่งทักษะดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องมีการส่งเสริมให้เกิดกับเด็ก เนื่องจากวิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบโครงการ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ มุ่งเน้นที่การปฏิบัติจริง การเรียนรู้แบบโครงการ วิธีการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสำหรับที่จะเป็นการปูพื้นฐานด้านทางวิทยาศาสตร์และทำให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอดในเรื่องที่ได้เรียนรู้เนื่องจากหลักการของรูปแบบการจัดประสบการณ์แบบโครงการนั้นเด็กจะได้ศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกลงไปในรายละเอียดของเรื่องนั้นด้วยกระบวนการคิด และแก้ปัญหาของเด็กเอง จนพบคำตอบที่ต้องการ เรื่องที่ศึกษากำหนดโดยเด็กเอง ประเด็นที่ศึกษาเกิดจากข้อสงสัยหรือปัญหาของเด็กเอง เด็กได้มีประสบการณ์ตรงกับเรื่องที่ศึกษา โดยการสังเกตอย่างใกล้ชิดจากแหล่งความรู้เบื้องต้น ระยะเวลาการสอนยาวนานอย่างเพียงพอตามความสนใจของเด็ก เด็กได้ประสบทั้งความล้มเหลว และความสำเร็จในการศึกษาตามกระบวนการแก้ปัญหาของเด็ก ความรู้ใหม่ที่ได้จากกระบวนการศึกษาและการแก้ปัญหาของเด็กเป็นสิ่งที่เด็กได้กำหนดประเด็นศึกษาขึ้นใหม่ หรือใช้ปฏิบัติกิจกรรมที่เด็กต้องการ เด็กได้นำเสนอกระบวนการศึกษา และผลงานต่อคนอื่น ครูไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดความรู้หรือกำหนดกิจกรรมให้เด็กทำแต่เป็นผู้กระตุ้นให้เด็กใช้ภาษาหรือสัญลักษณ์อื่น ๆ เพื่อจัดระบบความคิด และสนับสนุนให้เด็กใช้ความรู้ ทักษะ ที่มีอยู่คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง

ผู้ศึกษาได้ศึกษาหลักการ เหตุผลและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้วพบว่าการจัดประสบการณ์แบบโครงการทำให้เด็กมีคะแนนเฉลี่ยหลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และมีทักษะกระบวนการในการเรียนรู้ รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม เด็กสามารถเห็นความรู้ได้จริงและเกิดความคิดรวบยอดในเรื่องที่ได้เรียนรู้ มีความคงทนของความรู้ จึงดำเนินการศึกษาผลการจัดประสบการณ์ตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับครู และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดประสงค์และเป้าหมายของการดำเนินการ

1. เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80

2. เพื่อหาค่าดรรชนีประสิทธิผลของการพัฒนาการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

3. เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยของเด็กปฐมวัย ระหว่างก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ

กระบวนการผลิตหรือขั้นตอนการดำเนินการศึกษา

1. สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า

เด็กปฐมวัย มีคะแนนเฉลี่ยของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หลังได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการสูงกว่าก่อนได้รับการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

2. ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า

2.1 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนยางอู้มวิทยาคาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 30 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

2.2 เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง เป็นเนื้อหาในสาระการเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการมีทั้งหมด 8 โครงการ ตามแนวทางการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ของสถาบันส่งเสริม

การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ประกอบด้วย โครงการที่ 1 เรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลก โครงการที่ 2 เรื่อง ต้นไม้ โครงการที่ 3 เรื่อง แมลง โครงการที่ 4 เรื่อง มด โครงการที่ 5 เรื่องกระดาษหรรษา โครงการที่ 6 เรื่อง การจม การลอย โครงการที่ 7 เรื่อง แม่เหล็ก และโครงการที่ 8 เรื่อง มะขามทรงเครื่อง

2.3 ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่

2.3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตามแนวการจัดปราบการณ์แบบโครงการ

2.3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

2.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 ทำการทดลองจัดประสบการณ์ สัปดาห์ละ 5 วัน ในวันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดีและศุกร์ รวม 8 สัปดาห์ จำนวน 40 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที จำนวน 40 แผนการจัดประสบการณ์

3. กรอบแนวคิดในการศึกษาค้นคว้า

4. นิยามศัพท์เฉพาะ

4.1 แผนการจัดประสบการณ์ตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง รูปแบบการวางแผนการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อันได้แก่ ทักษะการสังเกต ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการวัด และทักษะการสื่อความหมายข้อมูล โดยมีการนำแนวคิดและหลักการจัดประสบการณ์แบบโครงการมาเป็นแนวทางในการสนับสนุนให้เด็กได้ศึกษาค้นคว้าทดลองโดยใช้กระบวนการสืบค้น และกำหนดวิธีการแสวงหาคำตอบด้วยวิธีการของตนเองในหัวข้อหรือหน่วยการเรียนรู้ที่เด็กสนใจโดยผ่านการจัดประสบการณ์ตรงในการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล วัตถุสิ่งของ และสภาพแวดล้อมรอบตัว ซึ่งมีขั้นตอนดำเนินกิจกรรมตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการ 3 ระยะ

4.1.1 ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงการ เป็นระยะที่เด็กสนทนาระดมความคิด อภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อค้นหาสิ่งที่สนใจ มากำหนดเป็นหัวเรื่องที่จะทำโครงการร่วมกันของกลุ่มครูจะเป็นผู้ช่วยกระตุ้นให้เด็กคิดนำเสนอความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์เดิมที่เกี่ยวกับหัวเรื่องเสนอความที่ต้องการสืบค้นทำโครงการร่วมกัน

4.1.2 ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการเป็นระยะที่เด็กค้นหา สืบค้น ค้นคว้า ปฏิบัติตามแผนการที่วางไว้จนสำเร็จ

4.1.3 ระยะที่ 3 รวบรวมสรุปเป็นระยะที่ทุกคนพอใจที่จะสรุปสิ่งที่ได้ค้นหา สืบค้นค้นคว้า เรียนรู้ วางแผนนำเสนอผลงานที่ทำในโครงการที่สำเร็จ ตามแนวนิทรรศการ หรือจัดแสดงผลงานเชิญบุคคลอื่นมาชมนิทรรศการ หรือผลงาน เมื่อสิ้นสุดการแสดงผลงาน เด็กและครูร่วมกันประเมินผลงานตามโครงการและอภิปรายผลการทำโครงการ วางแผนการเข้าสู่โครงการใหม่

4.2 การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยที่แสดงออกถึงความสามารถเกี่ยวกับทักษะเบื้องต้นในการที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ต่อไป อันได้แก่ทักษะพื้นฐานเกี่ยวกับทักษะการสังเกต ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล ทักษะการจำแนกประเภท ทักษะการวัด และทักษะการสื่อความหมายข้อมูล ซึ่งประเมินจากแบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น

5. แบบแผนที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า

การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นการศึกษาค้นคว้าเชิงทดลอง แบบแผนที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนการจัดประสบการณ์และหลังการจัดประสบการณ์

6. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า

6.1 แผนการจัดประสบการณ์แบบโครงการ จำนวน 40 แผน

6.2 เอกสารประกอบการจัดประสบการณ์แบบโครงการ จำนวน 8 เล่ม

6.3 แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 5 ชุด ชุดละ 4 ข้อ รวม 20 ข้อ

7. วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า

7.1. วัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ก่อนการจัดประสบการณ์ (Pre-test) เพื่อวัดความรู้พื้นฐานของเด็กปฐมวัย โดยวัดทักษะในชั่วโมงแรก ด้วยแบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น

7.2 ดำเนินการจัดประสบการณ์ ตามแผนการจัดประสบการณ์ที่ 1-40 ตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

ชั้นอนุบาลปีที่ ใช้เวลาในการจัดกิจกรรม 40 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที

7.3 ทำการวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้แบบวัดทักษะชุดเดียวกันกับแบบวัดก่อนการจัดประสบการณ์ (Post-test)

ผลการดำเนินการ/ผลสัมฤทธิ์/ประโยชน์ที่ได้รับ

1. ประสิทธิภาพของการพัฒนาการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการ

เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.58/83.96

2. ดรรชนีประสิทธิผลของการพัฒนาการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย มีค่าเท่ากับ 0.7441 ซึ่งแสดงว่าเด็กปฐมวัยมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 74.41

3. เด็กปฐมวัยมีคะแนนเฉลี่ยของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการสูงกว่าก่อนได้รับการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

4. ผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีพัฒนาการตามมาตรฐานคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ทั้ง 12 มาตรฐานและผ่านเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้ทุกคน

ปัจจัยความสำเร็จ

1. การจัดกิจกรรมตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการ ได้พัฒนารูปแบบและกระบวนการขั้นตอนในการจัดทำอย่างมีระบบและวิธีการที่เหมาะสม โดยศึกษาหลักสูตร คู่มือครู เนื้อหา เทคนิคการสร้างจากเอกสารตำราที่เกี่ยวข้อง แล้วดำเนินการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยยึดหลักการและเป้าหมาย จุดมุ่งหมาย ขั้นตอน โดยมีการจัดทำคู่มือในการจัดกิจกรรมที่ได้ผ่านการตรวจแก้ไขข้อบกพร่องตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบคุณภาพและความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ผ่านการทดลองใช้กับเด็กปฐมวัยเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของเวลาในการ

จัดกิจกรรม และแก้ไขข้อบกพร่องให้เหมาะสมยิ่งขึ้น แล้วจึงนำไปทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมาย

2. การมีส่วนร่วมของผู้เรียน ครู ในการกำหนดเรื่องหรือประเด็นที่ต้องการศึกษา การให้ความร่วมมือจากผู้ปกครอง หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือครูวิทยากร เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองมากที่สุด โดยร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้างสรรค์ด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ จริงจังและจริงใจ

3. การจัดกิจกรรมตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการส่งเสริมการฝึกปฏิบัติความพร้อมของเด็กทุกด้าน โดยบูรณาการกิจกรรมต่างๆ ที่จะส่งเสริมความพร้อมนั้นเข้าด้วยกัน มีสื่อเป็นของจริงและใกล้ตัว เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

4. การได้รับการส่งเสริมสนับสนุนช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกจากผู้บริหาร เพื่อนครู ผู้ปกครองและชุมชนอย่างต่อเนื่อง

บทเรียนที่ได้รับ (Lesson Learned)

การจัดกิจกรรมตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการ เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ดำเนินการตามขั้นตอน 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงการ โดยการกระตุ้นความสนใจใคร่รู้/ดึงประสบการณ์เดิม ประกอบด้วย การสร้างและสังเกตความสนใจของเด็ก กระตุ้นความสนใจในการกำหนดหัวเรื่อง เด็กนำเสนอหัวเรื่องที่สนใจ เด็กร่วมมือกันคัดเลือกและกำหนดหัวเรื่องที่สนใจ เด็กนำเสนอประสบการณ์เดิม กำหนดประเด็นที่จะศึกษา แจ้งข่าวสารถึงผู้ปกครอง

ระยะที่ 2 พัฒนาโครงการ โดยแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ประกอบด้วย การสรุปประเด็กปัญหา/ข้อสงสัยที่ศึกษา เลือกประเด็นที่จะศึกษา ตั้งสมมติฐาน วางแผนการศึกษาและสืบค้นตามประเด็นที่ต้องการศึกษา และสรุปความรู้ที่ได้จากการศึกษา

ระยะที่ 3 สรุปโครงการ โดยการสรุปและนำเสนอผลงาน ประกอบด้วย การสรุปความรู้ความเข้าใจที่ได้จากการศึกษา นำเสนอผลงาน ประเมิน/อภิปรายผลการทำโครงการและวางแผนเข้าสู่โครงการใหม่

โดยสรุป การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ตามแนวทางการจัดประสบการณ์

แบบโครงการ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กลงมือปฏิบัติเอง วางแผนการดำเนินการ และกระตุ้นการคิด การทดลอง

สืบเสาะ ค้นหาด้วยตนเองทำให้เกิดองค์ความรู้ที่แท้จริง มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย ทักษะ

การสังเกต (Observing) ทักษะการวัด (Measure) ทักษะการจำแนกประเภท (Classifying) ทักษะสื่อความหมายข้อมูล (Communicating) และทักษะการลงความเห็นข้อมูล (Inferring) รวมทั้งมีพัฒนาการด้านสังคมและพัฒนาการด้านสติปัญญาพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การจัดประสบการณ์ตามแนวการจัดประสบการณ์แบบโครงการย่อมทำให้เกิด

องค์ความรู้ที่ชัดเจนและสามารถนำไปใช้ในการจัดประสบการณ์ เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพต่อไป

โพสต์โดย บืนมอ : [1 ก.ค. 2563 เวลา 21:33 น.]
อ่าน [1503] ไอพี : 223.206.219.240
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
เครื่องมือวิทยาศาสตร์
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ