ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

ชื่อผู้วิจัย ชญาภัสก์ แก้วประชุม ปีที่ศึกษา 2567

ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

ชื่อผู้วิจัย ชญาภัสก์ แก้วประชุม

ปีที่ศึกษา 2567

คำสำคัญ : รูปแบบการจัดการเรียนรู้, สมองเป็นฐาน, การเรียนรู้แบบร่วมมือ, การอ่าน, การเขียน

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานและความต้องการในการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ดังนี้ 2.1) เพื่อศึกษาคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2.2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 4) เพื่อประเมินผลความพึงพอใจที่มีต่อการร่วมกิจกรรมตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 5) เพื่อขยายผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 โรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์) สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครตรัง ปีการศึกษา 2567 จำนวน 26 คน ได้มาโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง Pre-Experimental Design มีการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (Single Group Pretest – Posttest Design) โดยมีขั้นตอนวิธีการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การวิจัย (research: R1) ขั้นที่ 2 การพัฒนา (development: D1) ขั้นที่ 3 การวิจัย (research: R2) ขั้นที่ 4 การพัฒนา (development: D2) และขั้นที่ 5 การวิจัย (research: R3) ซึ่งเป็นการขยายผล (Dissemination) โดยการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าร้อยละ (percentage) และการทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent

ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลการศึกษาความต้องการในการจัดการเรียนรู้พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ควรได้รับการพัฒนาความสามารถในการอ่านการเขียนเพื่อการต่อยอดความรู้ในการเรียนวิชาอื่น ๆ ต่อไป อีกทั้งจากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานพบว่าการใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานและการเรียนรู้แบบร่วมมือสามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาการอ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี 2. ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่พัฒนาขึ้นให้ชื่อว่า 3P3K Model มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ, วัตถุประสงค์, ชุดกิจกรรมการเรียนรู้, การวัดและประเมินผล, ปัจจัยแห่งความสำเร็จ, และขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นเตรียมผู้เรียน (Preparation, P1) 2) ขั้นเสริมสร้างความรู้ (Providing the Knowledge, P2) 3) ขั้นฝึกปฏิบัติ (Practicing, P3) 4) ขั้นตรวจสอบความรู้ (Knowledge checking, K1) 5) ขั้นประยุกต์ใช้ (Knowledge applying, K2) และ 6) ขั้นสรุปความรู้ (Knowledge summarizing, K3) โดยมีค่าความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.34, S.D. = 0.62) และมีค่าประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ที่กำหนด คือ 81.01/81.33 3. ผลการทดลองใช้ พบว่าประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านและการเขียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลการประเมินความสามารถในการอ่านและการเขียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยความสามารถในการอ่านก่อนเรียนอยู่ในระดับพอใช้ (x̅ = 20.51) และหลังเรียนอยู่ในระดับยอดเยี่ยม (x̅ = 32.33) และความสามารถในการเขียนก่อนเรียนอยู่ในระดับปรังปรุง (x̅ = 9.58) และหลังเรียนอยู่ในระดับดีมาก (x̅ = 15.88) 4. ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการร่วมกิจกรรมตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.27, S.D. = 0.77) 5. ผลการขยายผลการใช้ พบว่า ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มขยายผล หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยความสามารถในการอ่านภาพรวมก่อนเรียนอยู่ในระดับพอใช้ (x̅ = 20.75) และหลังเรียนอยู่ในระดับยอดเยี่ยม (x̅ = 32.46) และความสามารถในการเขียนภาพรวมก่อนเรียนอยู่ในระดับพอใช้ (x̅ = 10.12) และหลังเรียนอยู่ในระดับยอดเยี่ยม (x̅ = 16.50) และความพึงพอใจในภาพรวม หลังเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด ( x̅ = 4.60 , S.D. = 0.56)

TITLE The development of instructional model based on Brain Based

Learning and cooperative learning to enhance reading and Writing

skills of 1st grade students.

RESEARCHER Chayapat Keawprachum

YEAR OF STUDY 2024

KEYWORDS: Instructional Model, Brain Based Learning, cooperative learning, Reading, Writing.

บทคัดย่อ

The purposes of this study were 1) to study basic information and needs for Brain Based learning and cooperative learning to enhance reading and Writing skills of 1st grade students. 1) to develop an instructional model based on brain based Learning and cooperative learning to enhance reading and writing skills of 1st grade students with specific objectives as follows: 2.1) to study the quality of the instructional model. 2.2) to study the efficiency of the instructional model according to the 80/80 criteria. 3) to experiment with the instructional model based on brain based learning and cooperative learning to enhance reading and writing skills of 1st grade students. 4) to evaluate satisfaction with participating in activities according to the instructional model based on brain based learning and cooperative learning to enhance reading and writing skills of 1st grade students. And 5) to disseminate the implementation of the instructional model based on brain based learning and cooperative learning to enhance reading and writing skills of 1st grade students. The sample of the research were 26 students in grade 1 Section 2 of academic year 2024 at Thesaban 1 School (Sangkhawit) under the Trang Municipality Education Office, obtained by cluster random sampling using the classroom as the random unit. The research method is Research and Development (R&D), Pre-Experimental Design with a single group pretest-posttest methodology. The process is carried out in 5 steps as follows: Step 1: Research1, Step 2: Development2, Step 3: Research2, Step 4: Development2, and Step 5: Research3, which is dissemination. Data were collected and analyzed by content analysis, arithmetic mean (x̅), standard deviation (S.D.), and t-test (dependent).

The research findings were as follows:1. The results of the study of learning management needs found that Grade 1 students should be developed their reading and writing abilities in order to further their knowledge in studying other subjects. Additionally, foundational data indicates that utilizing brain-based learning and cooperative learning approaches can significantly enhance students’ reading and writing development.2. The developed instructional model based on brain based learning and cooperative learning to enhance reading and writing skills of 1st grade students and named 3P3K Model, consisted of six elements 1) principles, 2) objectives, 3) Learning Packages, 4) measurement and evaluation, 5) success factors, and 6) process of instruction as follows: Stage 1) Preparation: P1, Stage 2) Providing the Knowledge: P2, Stage 3) Practicing: P3, Stage 4) Knowledge checking: K1, Stage 5) Knowledge applying: K2, and Stage 6) Knowledge summarizing: K3. The developed instructional model was at the high level of appropriateness (x̅ = 4.34, S.D. = 0.62), and the efficiency value passes the specified criteria, which is 81.01/81.33. 3. The results of the study of Instructional Model effectiveness showed that the average scores of academic achievements in reading and writing were higher after studying than before. Statistically significant at the .05 level. The results of the assessment of reading and writing ability after studying were higher than before studying. Statistically significant at the .05 level, with reading ability before studying at a fair level (x̅ = 20.51). and after studying was at an excellent level (x̅ = 32.33), and the ability to write before studying was at an improved level (x̅ = 9.58) and after Studying at a very good level (x̅ = 15.88). 4. The results of the evaluation of students’ satisfaction with participating in activities according to the Instructional Model based on brain based learning and cooperative learning to enhance reading and writing skills, overall was at a high level (x̅ = 4.27, S.D. = 0.77). 5. The effectiveness of disseminating the instructional model were found that the ability to read and write of Grade 1 students after studying was higher than before studying with statistical significance at the .05 level. Overall reading ability before studying was at a fair level (x̅ = 20.75) and after studying at an excellent level (x̅ = 32.46). Overall writing ability before studying was at a fair level (x̅ = 10.12) and after studying at an excellent level (x̅ = 16.50). And overall satisfaction After studying at the highest level (x̅ = 4.60, S.D. = 0.56)

กิตติกรรมประกาศ

การวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ได้ ต้องขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ในความอนุเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ เป็นอย่างสูง

ผู้วิจัยได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากนายกำธร ไตรบุญ ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์) ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ที่ได้สละเวลาในการตรวจสอบเครื่องมือวิจัย ให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ส่งผลให้ผู้วิจัยได้พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้สมองเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ให้ที่มีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณคณะผู้บริหารสำนักงานเทศบาลนครตรัง ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์) คณะครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์) ทุกคนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่ง เป็นกำลังใจมาโดยตลอด รวมทั้งบุพการี ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหาย ให้คำแนะนำ ปรึกษา เป็นแรงใจที่สำคัญยิ่งส่งผลให้ผู้วิจัยสามารถจัดทำงานวิจัยนี้สำเร็จลุล่วง ด้วยดีไว้ ณ โอกาสนี้

ขอขอบคุณคณะครูและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์) ที่ได้ให้ความร่วมมือในการทดลองใช้นวัตกรรมฉบับนี้เป็นอย่างยิ่ง

ชญาภัสก์ แก้วประชุม

โพสต์โดย ครูน้อง : [13 ม.ค. 2568 (19:46 น.)]
อ่าน [98625] ไอพี : 110.168.216.158
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โพสต์โดย

คุณ '>

  ความคิดเห็นที่ 2

1

วันที่โพสต์ [16 มี.ค. 2569 (03:31 น.)] ไอพี : [103.58.148.23] หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 18,049 ครั้ง
ข้อสอบยากๆใช่ว่าจะพัฒนาคนได้
ข้อสอบยากๆใช่ว่าจะพัฒนาคนได้

เปิดอ่าน 10,577 ครั้ง
กุญแจไขโจทย์คุณภาพการศึกษาไทย
กุญแจไขโจทย์คุณภาพการศึกษาไทย

เปิดอ่าน 13,427 ครั้ง
7 วิธีใช้คอมพิวเตอร์ แบบทำร้ายตัวเอง
7 วิธีใช้คอมพิวเตอร์ แบบทำร้ายตัวเอง

เปิดอ่าน 16,385 ครั้ง
รู้ไหมว่า...ทำไมหัวใจเต้นผิดจังหวะ?
รู้ไหมว่า...ทำไมหัวใจเต้นผิดจังหวะ?

เปิดอ่าน 12,904 ครั้ง
วิธีห่อของขวัญอย่างง่าย ต้อนรับ วันปีใหม่ 2558 ที่กำลังจะมาถึงนี้
วิธีห่อของขวัญอย่างง่าย ต้อนรับ วันปีใหม่ 2558 ที่กำลังจะมาถึงนี้

เปิดอ่าน 54,939 ครั้ง
ไมเคิลแองเจลโล (มีเกลันเจโล บัวนาร์โรตี)
ไมเคิลแองเจลโล (มีเกลันเจโล บัวนาร์โรตี)

เปิดอ่าน 37,933 ครั้ง
พระวิษณุ(พระนารายณ์)
พระวิษณุ(พระนารายณ์)

เปิดอ่าน 19,014 ครั้ง
มติ ครม. ให้หยุดยาว ช่วงเข้าพรรษา 4-8 ก.ค.นี้
มติ ครม. ให้หยุดยาว ช่วงเข้าพรรษา 4-8 ก.ค.นี้

เปิดอ่าน 10,297 ครั้ง
เชื้อ "ดื้อยา" อันตรายใกล้ตัว
เชื้อ "ดื้อยา" อันตรายใกล้ตัว

เปิดอ่าน 11,590 ครั้ง
วิธีดูแลผิวพรรณในหน้าฝนให้ผิวสวยใสเสมอ
วิธีดูแลผิวพรรณในหน้าฝนให้ผิวสวยใสเสมอ

เปิดอ่าน 14,099 ครั้ง
ระบบโทรทัศน์ในประเทศไทย มีระบบใดบ้าง?
ระบบโทรทัศน์ในประเทศไทย มีระบบใดบ้าง?

เปิดอ่าน 48,348 ครั้ง
อักษรไทยสมัยสุโขทัย
อักษรไทยสมัยสุโขทัย

เปิดอ่าน 24,019 ครั้ง
ปัญหาการศึกษาไทย...อยู่ตรงไหน?
ปัญหาการศึกษาไทย...อยู่ตรงไหน?

เปิดอ่าน 24,309 ครั้ง
ไอเดีย..โครงสร้างศธ.รูปแบบใหม่สลาย5แท่งหวนสู่ "กรม"!
ไอเดีย..โครงสร้างศธ.รูปแบบใหม่สลาย5แท่งหวนสู่ "กรม"!

เปิดอ่าน 20,642 ครั้ง
คู่มือการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม ระดับการศึกษาปฐมวัย (แรกเกิด-2ปี) ฉบับสถานศึกษา
คู่มือการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม ระดับการศึกษาปฐมวัย (แรกเกิด-2ปี) ฉบับสถานศึกษา

เปิดอ่าน 16,754 ครั้ง
เสียงสะท้อนจากเยาวชน ต่อนโยบายลดเวลาเรียน
เสียงสะท้อนจากเยาวชน ต่อนโยบายลดเวลาเรียน
เปิดอ่าน 29,066 ครั้ง
เทรนด์ชุดนักศึกษาแบบตัวใหญ่ไม่รัดติ้ว กำลังจะกลับมา จริงหรือ?
เทรนด์ชุดนักศึกษาแบบตัวใหญ่ไม่รัดติ้ว กำลังจะกลับมา จริงหรือ?
เปิดอ่าน 29,001 ครั้ง
วิธีการให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
วิธีการให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
เปิดอ่าน 59,435 ครั้ง
ความหมายของคำว่า แม่
ความหมายของคำว่า แม่
เปิดอ่าน 11,116 ครั้ง
วิลล่า เมดิคา พาอัพเดท ดูแลสุขภาพแนวใหม่
วิลล่า เมดิคา พาอัพเดท ดูแลสุขภาพแนวใหม่

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ