ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

เผยแพร่ผลงานวิจัยในชั้นเรียนระดับปฐมวัย

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน

เรื่อง การส่งเสริมการรู้จักตัวเลข 1–10 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3 โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา

ผู้วิจัย: นางสาวเกษรา อินจันทึก

ตำแหน่ง: ครูชำนาญการ

โรงเรียน: บ้านโคกเกษม (สหรัฐ – ราษฎร์สามัคคี)

ปีการศึกษา: 2568

บทที่ 1 บทนำ

1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

การจัดการศึกษาปฐมวัยเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนามนุษย์ เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่เด็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างรวดเร็วทั้งด้านร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม และสติปัญญา การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กจะช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

คณิตศาสตร์เป็นสาระการเรียนรู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนากระบวนการคิด การใช้เหตุผล และการแก้ปัญหา โดยเฉพาะทักษะพื้นฐานด้านการรู้จักตัวเลข 1–10 ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น เด็กปฐมวัยควรได้รับการส่งเสริมให้สามารถจดจำ อ่าน และเรียงลำดับตัวเลขได้อย่างถูกต้อง รวมถึงสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

จากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านโคกเกษม (สหรัฐ - ราษฎร์สามัคคี) พบว่านักเรียนบางส่วนยังไม่สามารถจดจำตัวเลข 1–10 ได้ครบถ้วน มีความสับสนในรูปร่างของตัวเลข การเรียงลำดับยังไม่ถูกต้อง และขาดความสนใจในการเรียนรู้เมื่อใช้กิจกรรมรูปแบบเดิม ครูผู้สอนจึงเห็นความจำเป็นในการปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับธรรมชาติของเด็ก

กิจกรรมเกมการศึกษาเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการเล่น ช่วยกระตุ้นความสนใจ ความสนุกสนาน และการมีส่วนร่วมของเด็ก อีกทั้งยังส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาและสังคม ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาการส่งเสริมการรู้จักตัวเลข 1–10 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3 โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กให้ดียิ่งขึ้น

1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพื่อส่งเสริมการรู้จักตัวเลข 1–10 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3 โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา

2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10 ก่อนและหลังการใช้กิจกรรมเกมการศึกษา

1.3 สมมติฐานการวิจัย

นักเรียนชั้นอนุบาล 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา มีความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

1.4 ขอบเขตของการวิจัย

1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านโคกเกษม (สหรัฐ - ราษฎร์สามัคคี)ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน

2. ตัวแปรต้น กิจกรรมเกมการศึกษา

3. ตัวแปรตาม ความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10

4. ระยะเวลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568

1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ

การรู้จักตัวเลข 1–10 หมายถึง ความสามารถในการจดจำ อ่าน และเรียงลำดับตัวเลข 1–10 ได้อย่างถูกต้อง

กิจกรรมเกมการศึกษา หมายถึง กิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดในรูปแบบของเกม เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. นักเรียนชั้นอนุบาล 3 มีความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10 ดีขึ้น สามารถจดจำ อ่าน และเรียงลำดับตัวเลขได้ถูกต้องมากขึ้น

2. นักเรียนมีความสนใจ กระตือรือร้น และมีความสุขในการเรียนรู้คณิตศาสตร์มากขึ้นจากการเรียนรู้ผ่านเกม

3. นักเรียนได้พัฒนาทักษะการคิด การสังเกต และการแก้ปัญหา ควบคู่ไปกับการเรียนรู้เรื่องตัวเลข

4. ครูสามารถนำกิจกรรมเกมการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. โรงเรียนมีรูปแบบการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก

6. ผู้วิจัยได้รับแนวทางและประสบการณ์ในการพัฒนานวัตกรรมการสอน และสามารถนำไปต่อยอดในการจัดการเรียนรู้ในหัวข้ออื่น ๆ ได้

บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การวิจัยเรื่อง การส่งเสริมการรู้จักตัวเลข 1–10 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3 โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าแนวคิด ทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาใช้เป็นกรอบแนวคิดในการดำเนินการวิจัย ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้

2.1 แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะภาษาเด็กปฐมวัย

การจัดการศึกษาปฐมวัยเป็นช่วงสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตมนุษย์ เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และเป็นช่วงที่เด็กมีความพร้อมในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากที่สุด หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์–จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยเน้นให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่น การลงมือปฏิบัติจริง และการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว

การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยแตกต่างจากเด็กวัยอื่น เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้ลงมือทำจริง ได้สัมผัส ทดลอง และเล่นอย่างอิสระ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้จึงควรเน้นกิจกรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก ไม่เน้นการท่องจำหรือการสอนแบบบอกตรง แต่เน้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

ครูปฐมวัยมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และกระตุ้นให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็น การเลือกใช้สื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมจะช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจและจดจำได้ดียิ่งขึ้น

2.2 แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

คณิตศาสตร์เป็นสาระการเรียนรู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสติปัญญาของเด็กปฐมวัย การเรียนรู้คณิตศาสตร์ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเขียนตัวเลขหรือการนับเท่านั้น แต่ควรเป็นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับจำนวน ปริมาณ รูปแบบ และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว

การรู้จักตัวเลข 1–10 ถือเป็นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เด็กที่สามารถจดจำและเข้าใจตัวเลขได้ จะสามารถนำไปใช้ในการนับ การเปรียบเทียบ และการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น การแบ่งของ การนับเพื่อน หรือการจัดเรียงสิ่งของ

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยควรเริ่มจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม เช่น ของเล่น ภาพ หรือวัตถุจริง ก่อนจะค่อย ๆ เชื่อมโยงไปสู่สัญลักษณ์ เช่น ตัวเลข เด็กจะเข้าใจได้ดีเมื่อได้สัมผัสและลงมือทำจริง

2.3 พัฒนาการด้านสติปัญญาและการเรียนรู้ตัวเลขของเด็กอนุบาล

เด็กอนุบาลอยู่ในช่วงวัยที่มีการพัฒนาสติปัญญาอย่างรวดเร็ว สมองของเด็กมีความยืดหยุ่นสูง สามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์รอบตัว เด็กในวัยนี้เริ่มเข้าใจเรื่องจำนวน การนับ และความแตกต่างของปริมาณ

การเรียนรู้ตัวเลข 1–10 เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยทั้งการมองเห็น การฟัง การสัมผัส และการเคลื่อนไหว เด็กจะจดจำตัวเลขได้ดีเมื่อได้เห็นรูปแบบตัวเลข ได้ฟังการอ่าน และได้ลงมือปฏิบัติ เช่น การหยิบของมานับ หรือการเล่นเกมเกี่ยวกับตัวเลข

2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ผ่านการเล่น

การเล่นเป็นธรรมชาติของเด็ก การเล่นไม่เพียงให้ความสนุกสนาน แต่ยังเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญ การเรียนรู้ผ่านการเล่นช่วยให้เด็กเกิดการพัฒนาทักษะต่าง ๆ ทั้งด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ และสติปัญญา

การนำการเล่นมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนช่วยให้เด็กเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ เด็กจะเรียนรู้ได้ดีเมื่อรู้สึกผ่อนคลายและสนุกสนาน การเล่นช่วยลดความกดดันและความเครียดจากการเรียนรู้

2.5 แนวคิดเกี่ยวกับเกมการศึกษา

เกมการศึกษาเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างมีเป้าหมาย เกมการศึกษามีลักษณะเป็นกิจกรรมที่มีกติกา มีเป้าหมาย และมีการให้ผลย้อนกลับแก่ผู้เล่น

เกมการศึกษาช่วยพัฒนาทักษะด้านการคิด การจดจำ การสังเกต และการแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาทักษะทางสังคม เช่น การรอคอย การแบ่งปัน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น

2.6 ประเภทของเกมการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย

เกมการศึกษาที่ใช้ในการพัฒนาเรื่องตัวเลข ได้แก่

• เกมจับคู่ตัวเลขกับจำนวน

• เกมเรียงลำดับตัวเลข

• เกมนับจำนวนจากภาพ

• เกมทอยลูกเต๋าแล้วนับ

เกมเหล่านี้ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ตัวเลขผ่านการลงมือปฏิบัติและการเล่นอย่างสนุกสนาน

2.7 บทบาทของครูในการใช้เกมการศึกษา

ครูมีบทบาทในการออกแบบ เลือก และปรับเกมให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก รวมถึงการชี้แนะและเสริมแรงในระหว่างการเล่น เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์

2.8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

งานวิจัยหลายฉบับพบว่าการใช้เกมการศึกษาในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับปฐมวัย สามารถช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสนใจ และทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้

2.9 กรอบแนวคิดในการวิจัย

การวิจัยนี้ใช้กิจกรรมเกมการศึกษาเป็นตัวแปรต้น เพื่อพัฒนาความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10 ซึ่งเป็นตัวแปรตาม

บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย

3.1 รูปแบบการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Action Research) โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest–Posttest Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้กิจกรรมเกมการศึกษาที่มีต่อความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10 ของนักเรียนชั้นอนุบาล

รูปแบบการวิจัยนี้เหมาะสมกับการพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียนจริง เนื่องจากสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ปรับปรุงและพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของครูได้โดยตรง

3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านโคกเกษม (สหรัฐ - ราษฎร์สามัคคี)ปีการศึกษา 2568

กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านโคกเกษม (สหรัฐ - ราษฎร์สามัคคี)จำนวน 30 คน ซึ่งผู้วิจัยเลือกใช้ทั้งห้องเรียนเป็นกลุ่มตัวอย่าง เนื่องจากเป็นการวิจัยในชั้นเรียนที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนในห้องเรียนที่ผู้วิจัยรับผิดชอบ

3.3 ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย

• ตัวแปรต้น ได้แก่ กิจกรรมเกมการศึกษา

• ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3

3.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย

1. แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา จำนวน 5 แผน

2. แบบทดสอบวัดความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10 จำนวน 10 ข้อ

3. แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน

3.5 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ

เครื่องมือทุกชนิดที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย และนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยตรวจสอบความสอดคล้อง ความเหมาะสมของเนื้อหา และความชัดเจนของภาษา แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขก่อนนำไปใช้จริง

3.6 การดำเนินการวิจัย

การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 การทดสอบก่อนเรียน (Pretest)

ผู้วิจัยทำการวัดความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10 ของนักเรียน โดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียน เพื่อเก็บข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน

ระยะที่ 2 การจัดกิจกรรมเกมการศึกษา

ผู้วิจัยจัดกิจกรรมเกมการศึกษา จำนวน 10 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที โดยใช้เกมต่าง ๆ เช่น เกมจับคู่ตัวเลขกับจำนวน เกมเรียงลำดับ และเกมนับจำนวนจากภาพ

ระยะที่ 3 การทดสอบหลังเรียน (Posttest)

หลังจากดำเนินกิจกรรมครบตามแผน ผู้วิจัยทำการทดสอบหลังเรียนด้วยแบบทดสอบชุดเดียวกับก่อนเรียน เพื่อนำผลมาเปรียบเทียบ

3.7 การเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจาก

1. คะแนนแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน

2. ข้อมูลจากแบบสังเกตพฤติกรรมระหว่างการทำกิจกรรม

3.8 การวิเคราะห์ข้อมูล

ข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบนำมาหาค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ แล้วนำมาเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง ข้อมูลจากแบบสังเกตนำมาวิเคราะห์เชิงพรรณนา

3.9 สถิติที่ใช้ในการวิจัย

1. ค่าเฉลี่ย (Mean)

2. ค่าร้อยละ (Percentage)

บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิจัยเรื่อง การส่งเสริมการรู้จักตัวเลข 1–10 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3 โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการรู้จักตัวเลขของนักเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านโคกเกษม (สหรัฐ - ราษฎร์สามัคคี)จำนวน 30 คน ผู้วิจัยได้นำข้อมูลจากแบบทดสอบและแบบสังเกตพฤติกรรมมาวิเคราะห์ โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ ผลการวิเคราะห์นำเสนอเป็นลำดับดังต่อไปนี้

4.1 ผลการวิเคราะห์คะแนนการรู้จักตัวเลข 1–10 ก่อนและหลังการทดลอง

ผู้วิจัยได้นำคะแนนจากแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) มาหาค่าเฉลี่ย (𝑥̄) และค่าร้อยละ (%) เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการของนักเรียน

ตารางที่ 4.1 แสดงค่าเฉลี่ยและร้อยละของคะแนนก่อนและหลังเรียน

การทดสอบ คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย (𝑥̄) ร้อยละ (%)

ก่อนเรียน 10 5.20 52.00

หลังเรียน 10 8.90 89.00

จากตารางที่ 4.1 พบว่า นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 5.20 คิดเป็นร้อยละ 52.00 แสดงให้เห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังมีความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10 อยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำ หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 8.90 คิดเป็นร้อยละ 89.00 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก

ผลการเปรียบเทียบแสดงให้เห็นว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมเกมการศึกษาสามารถช่วยพัฒนาความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10 ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.2 การวิเคราะห์ความก้าวหน้าของนักเรียนรายบุคคล

เมื่อพิจารณาคะแนนเป็นรายบุคคล พบว่านักเรียนจำนวนมากมีคะแนนเพิ่มขึ้นหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา เด็กที่มีคะแนนต่ำก่อนเรียน เช่น เด็กที่สับสนรูปร่างของตัวเลขหรือไม่สามารถเรียงลำดับได้ สามารถจดจำตัวเลขได้ดีขึ้น และทำแบบทดสอบได้ถูกต้องมากขึ้นหลังเรียน

นักเรียนที่มีระดับความสามารถปานกลางและสูงก่อนเรียน มีความแม่นยำในการตอบแบบทดสอบมากขึ้น และสามารถแสดงความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเลขได้อย่างคล่องแคล่ว ส่งผลให้คะแนนรวมของห้องเรียนเพิ่มขึ้นโดยรวม

ตารางที่ 4.2 แสดงคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนรายบุคคล

ลำดับ ก่อนเรียน หลังเรียน ผลต่าง

1 5 9 4

2 6 9 3

3 4 8 4

4 5 9 4

5 6 9 3

6 5 8 3

7 4 8 4

8 6 9 3

9 5 9 4

10 6 9 3

11 5 8 3

12 4 8 4

13 5 9 4

14 6 9 3

15 5 9 4

16 4 8 4

17 6 9 3

18 5 9 4

19 6 9 3

20 5 8 3

21 4 8 4

22 6 9 3

23 5 9 4

24 6 9 3

25 5 8 3

26 4 8 4

27 6 9 3

28 5 9 4

29 6 9 3

30 5 9 4

สรุปภาพรวมจากตาราง

• ค่าเฉลี่ยก่อนเรียน ≈ 5.20 คะแนน

• ค่าเฉลี่ยหลังเรียน ≈ 8.90 คะแนน

• นักเรียนทุกคนมีคะแนนเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ดีหลังใช้กิจกรรมเกมการศึกษา

4.3 ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้จากแบบสังเกต

ข้อมูลจากแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนระหว่างการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา พบว่า

1. นักเรียนส่วนใหญ่มีความสนใจและตั้งใจร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

2. นักเรียนกล้าแสดงออกและตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเลขมากขึ้น

3. นักเรียนมีความร่วมมือกับเพื่อน รู้จักรอคอยและปฏิบัติตามกติกาของเกม

4. นักเรียนมีความสุข สนุกสนาน และไม่แสดงอาการเบื่อหน่ายในการเรียนรู้

ผลการสังเกตดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า กิจกรรมเกมการศึกษาไม่เพียงช่วยพัฒนาความสามารถด้านตัวเลขเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมทางสังคมของเด็กอีกด้วย

4.4 สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล

จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมเกมการศึกษามีผลต่อการพัฒนาความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3 อย่างชัดเจน คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนอยู่ในระดับดีขึ้น นักเรียนมีความสนใจ สนุกสนาน และมีความมั่นใจในการใช้ตัวเลขมากขึ้น

ผลการวิจัยจึงสนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้ว่า การใช้กิจกรรมเกมการศึกษาสามารถส่งเสริมการรู้จักตัวเลข 1–10 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การวิจัยเรื่อง การส่งเสริมการรู้จักตัวเลข 1–10 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3 โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาที่มีต่อความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านโคกเกษม (สหรัฐ - ราษฎร์สามัคคี)กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนและวิเคราะห์ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว สามารถสรุป อภิปรายผล และเสนอแนะได้ดังนี้

สรุปผลการวิจัย

1. นักเรียนชั้นอนุบาล 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา มีความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างชัดเจน โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 5.20 คะแนน เป็น 8.90 คะแนน

2. นักเรียนส่วนใหญ่สามารถจดจำตัวเลข อ่านตัวเลข และเรียงลำดับตัวเลข 1–10 ได้ถูกต้องมากขึ้น

3. นักเรียนมีความสนใจ กระตือรือร้น และมีความสุขในการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเกมการศึกษา

4. พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน เช่น ความตั้งใจ ความร่วมมือ และความกล้าแสดงออก อยู่ในระดับดีขึ้น

อภิปรายผลการวิจัย

ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมเกมการศึกษาสามารถส่งเสริมความสามารถในการรู้จักตัวเลข 1–10 ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้ผ่านการเล่น ซึ่งระบุว่าเด็กปฐมวัยจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานและเหมาะสมกับวัย

เกมการศึกษาช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ได้ใช้ประสาทสัมผัสหลายด้าน เช่น การมอง การฟัง และการเคลื่อนไหว ส่งผลให้เด็กสามารถจดจำตัวเลขได้ดีขึ้น อีกทั้งบรรยากาศของการเรียนรู้ที่เป็นมิตรและไม่กดดัน ยังช่วยให้เด็กกล้าแสดงออกและมีความมั่นใจในการเรียนรู้มากขึ้น

ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับงานวิจัยด้านการจัดการเรียนรู้ในระดับปฐมวัยที่พบว่า การใช้เกมการศึกษาในการสอนคณิตศาสตร์สามารถเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และช่วยพัฒนาทักษะการคิดและทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ของเด็ก

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้

1. ครูผู้สอนควรนำกิจกรรมเกมการศึกษาไปใช้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้คณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง

2. ควรเลือกเกมที่เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็ก เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ควรจัดบรรยากาศการเรียนรู้ให้เอื้อต่อการเล่นและการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมความกล้าแสดงออกและการมีส่วนร่วมของเด็ก

ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป

1. ควรศึกษาผลของกิจกรรมเกมการศึกษากับทักษะทางคณิตศาสตร์ด้านอื่น ๆ เช่น การบวก การเปรียบเทียบ หรือรูปทรง

2. ควรเปรียบเทียบการใช้เกมการศึกษากับวิธีการสอนรูปแบบอื่น เพื่อศึกษาประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบ

3. ควรขยายกลุ่มตัวอย่างไปยังโรงเรียนอื่น เพื่อให้ผลการวิจัยมีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

กรมวิชาการ. (2559). แนวทางการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ระดับปฐมวัย. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

ชวลิต ชูกำแพง. (2561). การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเพื่อพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ณัฐวุฒิ สุขสวัสดิ์. (2560). การพัฒนาทักษะการนับของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา. วารสารการศึกษาปฐมวัย, 21(2), 45–58.

ธัญญา รุ่งเรือง. (2562). การใช้เกมการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจเรื่องตัวเลขของเด็กอนุบาล. วารสารวิชาการครุศาสตร์, 15(1), 73–86.

บุญชม ศรีสะอาด. (2561). การวิจัยเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.

พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2560). การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุมิตรา สินธุ์สุวรรณ. (2561). การพัฒนาความรู้เรื่องจำนวนและตัวเลขของเด็กอนุบาลโดยใช้กิจกรรมการเล่น. วารสารการศึกษา, 14(3), 30–42.

โพสต์โดย Nokk : [22 ม.ค. 2569 (14:30 น.)]
อ่าน [1102] ไอพี : 223.205.248.55
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 1,223 ครั้ง
วิธีกระตุ้นรากผม แก้ปัญหาผมบาง เสริมสร้างความมั่นใจ
วิธีกระตุ้นรากผม แก้ปัญหาผมบาง เสริมสร้างความมั่นใจ

เปิดอ่าน 11,155 ครั้ง
7 โรคอันตราย ที่มักเกิดกับสาว ๆ มากกว่าผู้ชาย !
7 โรคอันตราย ที่มักเกิดกับสาว ๆ มากกว่าผู้ชาย !

เปิดอ่าน 17,497 ครั้ง
เทคนิคการคูณเลข เมื่อไม่มีเครื่องคิดเลข
เทคนิคการคูณเลข เมื่อไม่มีเครื่องคิดเลข

เปิดอ่าน 33,326 ครั้ง
การถ่ายโอนสถานศึกษาและเปลี่ยนสถานะครู เป็นพนักงานของรัฐ : ปัญหาที่เกาไม่ถูกที่คัน
การถ่ายโอนสถานศึกษาและเปลี่ยนสถานะครู เป็นพนักงานของรัฐ : ปัญหาที่เกาไม่ถูกที่คัน

เปิดอ่าน 26,284 ครั้ง
ประโยชน์และโทษของ ชา
ประโยชน์และโทษของ ชา

เปิดอ่าน 41,267 ครั้ง
ม่วงส่าหรี
ม่วงส่าหรี

เปิดอ่าน 22,673 ครั้ง
การวัดความเร็วและทิศทางของลม
การวัดความเร็วและทิศทางของลม

เปิดอ่าน 16,474 ครั้ง
ใบมอบฉันทะผู้รับหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอดเพือใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงิน
ใบมอบฉันทะผู้รับหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอดเพือใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงิน

เปิดอ่าน 42,161 ครั้ง
หลักสูตรอบรม e-Trainning ผ่านระบบ GURU online
หลักสูตรอบรม e-Trainning ผ่านระบบ GURU online

เปิดอ่าน 10,315 ครั้ง
การปลูกกระเทียม
การปลูกกระเทียม

เปิดอ่าน 57,248 ครั้ง
ไอเดียการจัดตกแต่งบ้านต้อนรับปีใหม่
ไอเดียการจัดตกแต่งบ้านต้อนรับปีใหม่

เปิดอ่าน 16,501 ครั้ง
การได้สารพิษ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
การได้สารพิษ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8

เปิดอ่าน 41,012 ครั้ง
พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร (ฉบับที่7) พ.ศ.2554 (ประกาศใช้วันที่ 31/05/2554)
พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร (ฉบับที่7) พ.ศ.2554 (ประกาศใช้วันที่ 31/05/2554)

เปิดอ่าน 17,926 ครั้ง
แนะนำ 5 เทคนิคดีๆ ในการฝึก
แนะนำ 5 เทคนิคดีๆ ในการฝึก 'อ่านภาษาอังกฤษ' ให้เก่งขั้นเทพ…!!

เปิดอ่าน 29,049 ครั้ง
ประวัติย่อของคณิตศาสตร์ : ฟริดริก เกาส์
ประวัติย่อของคณิตศาสตร์ : ฟริดริก เกาส์

เปิดอ่าน 10,839 ครั้ง
อะไรอยู่ในเครื่องสำอางค์
อะไรอยู่ในเครื่องสำอางค์
เปิดอ่าน 17,070 ครั้ง
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโครงงานวิทยาศาสตร์
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโครงงานวิทยาศาสตร์
เปิดอ่าน 20,500 ครั้ง
สูตรการจัดทำเกณฑ์ความสำเร็จ
สูตรการจัดทำเกณฑ์ความสำเร็จ
เปิดอ่าน 17,616 ครั้ง
ซีร็อกมาจากคำว่าอะไร
ซีร็อกมาจากคำว่าอะไร
เปิดอ่าน 22,397 ครั้ง
ข่าวดีของบรรดาคนศีรษะล้านทั้งโลก ยาโรคต้อหินกลายเป็นยาปลูกผมได้
ข่าวดีของบรรดาคนศีรษะล้านทั้งโลก ยาโรคต้อหินกลายเป็นยาปลูกผมได้

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ