ชื่อเรื่อง การประเมินประสิทธิผลของโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศของผู้เรียนและบุคลากร
ทางการศึกษา ของโรงเรียนเทศบาลเมืองขลุง ๑ (บุรวิทยาคาร)
สังกัด โรงเรียนเทศบาลเมืองขลุง ๑ (บุรวิทยาคาร)
สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองขลุง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี
ผู้วิจัย นางสาวหฤทัย ขันเชียง
ตำแหน่ง รองอำนวยการสถานศึกษา
วิทยฐานะ รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ
ปีที่ทำการวิจัย 2566
บทคัดย่อ
การประเมินประสิทธิผลของโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศของผู้เรียนและบุคลากร
ทางการศึกษา ของโรงเรียนเทศบาลเมืองขลุง ๑ (บุรวิทยาคาร) ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อ
ประเมินประสิทธิผลของโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศของผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษา
ของโรงเรียนเทศบาลเมืองขลุง ๑ (บุรวิทยาคาร)ทั้ง 8 ด้าน ดังนี้ ด้านบริบท ด้านปัจจัย ด้าน
กระบวนการ ด้านผลผลิต ด้านผลกระทบ ด้านประสิทธิผล ด้านความยั่งยืน ด้านการถ่ายโยงความรู้
และ 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง
พระสงฆ์ และบุคคลในชุมชน ที่มีต่อการดำเนินงานโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศของผู้เรียนและ
บุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนเทศบาลเมืองขลุง ๑ (บุรวิทยาคาร) กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการ
ประเมิน ประกอบด้วย กลุ่มเป้าหมายสำหรับประเมินประสอทธิผลของโครงการส่งเสริมความเป็น
เลิศของผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 1 คน ครูโรงเรียน
เทศบาลเมืองขลุง ๑ (บุรวิทยาคาร) จำนวน 45 คน นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 16 จำนวน
256 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 135 คน และผู้แทนชุมชน/คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน
20 คน รวมทั้งสิ้น 457 คน ใช้รูปแบบการประเมินโครงการของสตัฟเฟิลบีม (Daniel L.
Stufflebeam) ที่มีชื่อว่า CIPP Model ต่อมาได้มีการขยายแนวคิดโดยการขยายผลผลิต
(Product ) ออกเป็น IEST จึงเป็น CIPPIEST Model เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ประกอบด้วย
แบบประเมินประสิทธิผลของโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศของผู้เรียนและบุคลากรทางการศึกษา
ของโรงเรียนเทศบาลเมืองขลุง ๑ (บุรวิทยาคาร) จำนวน 4 ฉบับ มีลักษณะแบบมาตรประมาณค่า
(Rating scale) 5ระดับ สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (Mean ) และ
ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.) วิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอแบบพรรณนาความ
ค
สรุปผลการประเมิน
1. ผลการประเมินการดำเนินโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศของผู้เรียนและบุคลากร
ทางการศึกษา ของ โรงเรียนเทศบาลเมืองขลุง ๑ (บุรวิทยาคาร) มี 3 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 ประเมินผลก่อนดำเนินโครงการ (Pre-implementation Evaluation)
1.1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบประเมินผู้ตอบแบบประเมินระยะก่อนดำเนินการ
จำนวน 46 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร 1 คน และครูผู้สอน 45 คน ซึ่งเป็นบุคลากรหลักในการ
ขับเคลื่อนโครงการ สะท้อนมุมมองเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติของสถานศึกษาโดยตรง
1.2 ผลการประเมินด้านบริบท (Context) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
(Mean = 4.60, S.D. = 0.56) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ โครงการมี
ความสอดคล้องกับวัฒนธรรม วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ท้องถิ่นของชุมชน (Mean = 4.69) รองลงมา
คือ โครงการตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชน และมีความสอดคล้องกับ
หลักสูตรสถานศึกษาและการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ความ
เหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน (อยู่ในระดับมาก)
1.3 ผลการประเมินด้านปัจจัยนำเข้า (Input) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
สะท้อนถึงความพร้อมด้านบุคลากร การบริหารจัดการ ทรัพยากร งบประมาณ และสื่อเทคโนโลยี
สนับสนุน เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า การได้รับการสนับสนุนสื่อ อุปกรณ์ และเทคโนโลยี มีค่าเฉลี่ย
สูง (Mean = 4.76) รองลงมาคือ ความเพียงพอของงบประมาณและทรัพยากร (Mean = 4.67)
แสดงถึงความพร้อมในการดำเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ
ระยะที่ 2 การประเมินผลระหว่างดำเนินโครงการ (Implementation
Evaluation)
2.1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบประเมิน ผู้ตอบแบบประเมินในระยะนี้เป็นผู้บริหาร
ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีบทบาทโดยตรงในการดำเนินกิจกรรมและการจัดการเรียนรู้ตาม
โครงการ
2.2 ผลการประเมินด้านกระบวนการ (Process) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
(Mean = 4.64, S.D. = 0.48) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ การดำเนิน
กิจกรรมเป็นไปตามแผนที่กำหนด และการจัดการเรียนรู้ที่สนับสนุนวิชาชีพครู (Mean = 4.76)
รองลงมาคือ การวางแผนและการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ (Mean = 4.65) และการกำหนด
บทบาทหน้าที่ชัดเจน ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดแต่ยังอยู่ในระดับมากที่สุด คือ การนิเทศ ติดตาม
และให้ข้อเสนอแนะอย่างเหมาะสม
ระยะที่ 3 การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการ (Post-implementation
Evaluation)
3.1 ผลการประเมินด้านผลผลิต (Product) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน (Mean = 4.65) และมีคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ตามหลักสูตร (Mean = 4.70) รองลงมาคือ ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และการ
ง
แสดงออกเชิงบวก ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดแต่ยังอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ความสามารถในการ
จัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู (Active Learning)
3.2 ผลการประเมินด้านผลกระทบ (Impact) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
(Mean = 4.59, S.D. = 0.49) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ ครูสามารถนำรูปแบบหรือแนวปฏิบัติใหม่
ไปใช้ในการสอนได้จริง (Mean = 4.70) รองลงมาคือ ความสามารถในการประเมินผลตามสภาพ
จริง และการเกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันผ่าน PLC
3.3 ผลการประเมินด้านประสิทธิผล (Effectiveness) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิง
คุณภาพทั้งผู้เรียนและครู โดยผู้เรียนมีส่วนร่วมและพัฒนาการดีขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการสอน
(Mean = 4.52) และครูมีความรู้ทักษะ และสมรรถนะเพิ่มขึ้น (Mean = 4.54)
3.4 ผลการประเมินด้านความยั่งยืน (Sustainability) จากมุมมองผู้บริหารและครู
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.67, S.D. = 0.57) โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ
โรงเรียนได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานภายนอกอย่างต่อเนื่อง (Mean =
4.76) สะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินงานต่อเนื่องและพัฒนาเป็นต้นแบบ
3.5 ผลการประเมินด้านการถ่ายโยงความรู้ (Transferability) โดยภาพรวมอยู่ใน
ระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติจากโครงการถูกนำไปใช้ต่อเนื่องในการสอนประจำ (Mean
= 4.54) และครูมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเปลี่ยนแปลง (Mean = 4.61) สะท้อนศักยภาพในการ
ขยายผลและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เครือข่าย
2. ผลการประเมินความพึงพอใจของของผู้บริหาร ครู และบุคลากร โดยภาพรวมอยู่ใน
ระดับมากที่สุด (Mean = 4.64, S.D. = 0.48) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความเหมาะสม
ของโครงการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (Mean = 4.67) รองลงมาคือ ด้านกระบวนการดำเนินงาน (Mean =
4.64) และด้านการสนับสนุนทรัพยากร ทั้งนี้ทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด สะท้อนความพึงพอใจสูง
และการยอมรับในผลสำเร็จของโครงการอย่างชัดเจน