ปีการศึกษา 2568 สถานศึกษาได้พัฒนาต่อยอดจาก CKR Model สู่ C3KR Model เพื่อให้ระบบการนิเทศภายในมีความสมบูรณ์ ครอบคลุม และตอบสนองต่อสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นของสถานศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเพิ่มมิติของการพัฒนาวิชาชีพครู การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ C3KR Model ประกอบด้วย C : Collaboration (การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน) K1 : Knowledge (การพัฒนาองค์ความรู้) K2 : Know-How (การนำความรู้สู่การปฏิบัติจริง) K3 : Knowledge Sharing (การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่าน PLC) และ R : Review & Improve (การทบทวน ปรับปรุง และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง) ซึ่งสะท้อนการปรับเปลี่ยนจากการนิเทศเพื่อกำกับไปสู่ การนิเทศเพื่อพัฒนา โดยการพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้ตั้งอยู่บนหลักการนิเทศภายในเชิงพัฒนา (Developmental Supervision) ที่มุ่งส่งเสริมและเสริมพลังครูให้เกิดการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง (Glickman et al., 2018, p. 45; สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2561, น. 22) ควบคู่กับแนวคิดการมีส่วนร่วม (Collaborative Approach) ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร ครู และเครือข่ายผู้ปกครองเข้ามามีบทบาทร่วมในการวิเคราะห์ วางแผน และดำเนินการนิเทศ ทั้งนี้การดำเนินงานทั้งหมดตั้งอยู่บนกรอบทฤษฎีเชิงระบบ (System Theory) ของ Ludwig von Bertalanffy (1968, p. 55) และใช้แนวคิดการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องภายใต้วงจร PDCA ของ W. Edwards Deming (1986, p. 88) เป็นกลไกในการติดตาม ตรวจสอบ และปรับปรุงพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การนิเทศภายในสามารถยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
1.2 วัตถุประสงค์/เป้าหมาย
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อพัฒนาระบบการนิเทศภายในให้มีความเป็นระบบ เชื่อมโยง และมีประสิทธิภาพ โดยใช้ C3KR Model เป็นกลไกขับเคลื่อน
๒. เพื่อยกระดับสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้ โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริงผ่านกระบวนการนิเทศแบบมีส่วนร่วม
๓. เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ร่วมทางวิชาชีพ (PLC) และการใช้ข้อมูลสารสนเทศในการนิเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้และผลลัพธ์ของผู้เรียนอย่างยั่งยืน
เป้าหมาย
เชิงปริมาณ
๑. สถานศึกษามีระบบการนิเทศภายในโดยใช้ C3KR Model ครบวงจร และครูร้อยละ 100 ได้รับการนิเทศอย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครั้ง
๒. ครูร้อยละ ≥ 85 มีสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ในระดับ ดีขึ้นไป และเข้าร่วมกิจกรรม PLC อย่างต่อเนื่อง
๓. มีผลงาน Best Practice/นวัตกรรม อย่างน้อย ปีละ 1 เรื่อง และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ร้อยละ ๓
เชิงคุณภาพ
๑. สถานศึกษามีระบบการนิเทศภายในที่เป็นระบบ มีส่วนร่วม และใช้ข้อมูลสารสนเทศในการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ
๒. ครูสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องผ่าน PLC
๓. คุณภาพผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน และสถานศึกษามีแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศด้านการนิเทศภายในที่สามารถขยายผลได้อย่างยั่งยืน
ผลการประเมินรูปแบบ C3KR Model โดยการสอบถามความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 25 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน (ยกเว้นผู้บริหารโรงเรียนและผู้แทนครู) และครู จำนวน 11 คน ตัวแทนเครือข่ายผู้ปกครอง จำนวน 40 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) พบว่า ผู้ประเมินจำนวน 83 คน มีความคิดเห็นต่อความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของนวัตกรรม C3KR Model โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ("X" ̅ = 4.62, S.D. = 0.50) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทั้งด้านความเป็นไปได้ ("X" ̅ = 4.57, S.D. = 0.51) และด้านความเป็นประโยชน์ ("X" ̅ = 4.66, S.D. = 0.48) อยู่ในระดับมากที่สุด สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมสามารถนำไปใช้ได้จริง สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียน ครู และระบบการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ