หัวข้อวิจัย การพัฒนารูปแบบการนิเทศ PAIERR Model เพื่อส่งเสริมสมรรถนะครูยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ด้านการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่อง
ทางการเรียนรู้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก
ผู้วิจัย นางชวนชื่น ทัศนา
ศึกษานิเทศก์ชํานาญการพิเศษ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก
ปีที่วิจัย 2565-2567
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานและสภาพปัจจุบัน ปัญหา ความต้องการและแนวทางการพัฒนาสมรรถนะครูยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ด้านการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 2) พัฒนารูปแบบการนิเทศ PAIERR Model สำหรับส่งเสริมสมรรถนะครูยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ด้านการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 3) ทดลองใช้รูปแบบการนิเทศ PAIERR Model และ 4) ประเมินประสิทธิผลที่เกิดจากการใช้รูปแบบการนิเทศ PAIERR Model สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน (R1) ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบ (D1) ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบ (R2) และระยะที่ 4 การประเมินประสิทธิผล (D2)
กลุ่มตัวอย่างในระยะที่ 1 ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 97 โรงเรียน รวม 97 คน และครูผู้สอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ จำนวน 97 โรงเรียน รวม 153 คน รวมจำนวน 250 คน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครนายก ระยะที่ 2 ใช้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 คน ระยะที่ 3 และระยะที่ 4 ได้แก่ ครูผู้สอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ จำนวน 21 คน จาก 21 โรงเรียน และนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 239 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบประเมิน แบบสังเกตการสอน แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI Modified) สถิติ t-test แบบ Paired-Samples และค่าขนาดอิทธิพล (Cohen’s d)
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1. ระยะที่ 1 ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างครูผู้สอนจำนวน 153 คน ส่วนใหญ่ไม่มีพื้นฐานด้านการศึกษาพิเศษโดยตรง โดยมีเพียงร้อยละ 5.23 ที่จบสาขาการศึกษาพิเศษ ร้อยละ 92.16 ไม่เคยได้รับการอบรมด้านการศึกษาพิเศษมาก่อน และร้อยละ 74.51 มีความมั่นใจในการจัด การเรียนรู้สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ในระดับน้อยที่สุด สภาพปัจจุบันของการจัด การเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย (x̄ = 2.35) ขณะที่ระดับปัญหาอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.61) และความต้องการพัฒนาสมรรถนะอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.62) ผลการวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) พบว่าด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด (PNI Modified = 1.30) รองลงมาคือด้านการออกแบบและวางแผนการจัดการเรียนรู้ (PNI Modified = 1.11) ผลการสนทนากลุ่มยืนยันว่าการพัฒนาครูต้องเน้นการฝึกปฏิบัติจริง การเรียนรู้จากสถานการณ์จริง และการนิเทศติดตามอย่างต่อเนื่อง
2. ระยะที่ 2 รูปแบบการนิเทศ PAIERR Model ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ด้าน ได้แก่ หลักการของการนิเทศ วัตถุประสงค์ของการนิเทศ เนื้อหาการนิเทศ กระบวนการนิเทศ 6 ขั้น และเงื่อนไขความสำเร็จ โดยกระบวนการนิเทศ 6 ขั้น ประกอบด้วย 1) การวางแผนการนิเทศ (Planning: P) 2) การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ (Action: A) 3) การปฏิบัติการนิเทศ (Implement: I) แบ่งเป็น 5 ขั้นตอนย่อย คือ 3.1) การประชุม ก่อนสังเกตการสอน (Pre Workshop : Pr) 3.2) การเยี่ยมชั้นเรียน (Focus on Classroom : Fo) 3.3) การสังเกตการสอน (Observing : Ob) 3.4) การสนทนาหลังการสังเกตการสอน (Discussion : Di) 3.5) การให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อพัฒนาการสอน (Feedback : Fe) 4) การประเมินผลการนิเทศ (Evaluation: E) 5) การสะท้อนคิด (Reflection: R) และ6) การเสริมแรงกำลังใจ (Reinforcing: R) มุ่งพัฒนาสมรรถนะครู 4 สมรรถนะ 15 ทักษะ 45 ตัวบ่งชี้ ผลการตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.84) และผลการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ (Connoisseurship) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( x̄ = 4.51) ครบทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความสอดคล้อง และความเป็นประโยชน์
3. ระยะที่ 3 ผลการประเมินสมรรถนะครูก่อนการใช้รูปแบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย (x̄ = 2.28) และหลังการใช้รูปแบบยกระดับขึ้นสู่ระดับมาก
(x̄ = 4.33) ในทุกสมรรถนะ ผลการดำเนินการตามกระบวนการนิเทศทั้ง 6 ขั้นโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( x̄ = 4.36) โดยขั้นการปฏิบัติการนิเทศมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̄ = 4.63)
4. ระยะที่ 4 ผลการประเมินประสิทธิผลตามกรอบ Kirkpatrick 4 ระดับ พบว่า ด้านปฏิกิริยาตอบสนอง ครูผู้สอนมีเจตคติและความพึงพอใจต่อรูปแบบการนิเทศในระดับมากที่สุด ( x̄ = 4.64) และ ( x̄ = 4.63) ตามลำดับ) ด้านการเรียนรู้ ครูผู้สอนมีคะแนนความรู้ความเข้าใจหลังการนิเทศสูงกว่าก่อนการนิเทศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 54.07) ด้านพฤติกรรม ครูผู้สอนมีพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้หลังการนิเทศสูงกว่าก่อนการนิเทศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 19.70, Cohen’s d = 4.30) และด้านผลลัพธ์ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ทุกระดับชั้นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีพฤติกรรมการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนอยู่ในระดับมาก ( x̄ = 4.37) ผู้บริหารสถานศึกษามีความพึงพอใจต่อคุณภาพการสอนของครูในระดับมากที่สุด(x̄ = 4.63)
คำสำคัญ : รูปแบบการนิเทศ, PAIERR Model, สมรรถนะครูยุคใหม่, ศตวรรษที่ 21, นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, การจัดการเรียนรู้