1.1 สภาพปัจจุบัน/ปัญหา
ภาษาไทยเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ การสื่อสาร และการถ่ายทอดความคิดของผู้เรียน โดยเฉพาะทักษะการเขียน ซึ่งสะท้อนความสามารถในการคิด การลำดับความคิด การเลือกใช้ภาษา และการสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจ การเขียนที่มีคุณภาพจึงต้องอาศัยการวางแผน การเรียบเรียง ตรวจสอบ และปรับปรุงงานอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กำหนดให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สามารถเขียนแผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพความคิดเพื่อใช้พัฒนางานเขียน รวมทั้งเขียนเรื่องตามจินตนาการและสร้างสรรค์ได้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560)
จากการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหินลาด ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2568 ผู้สอนได้วิเคราะห์ผลงานการเขียนเรื่องตามจินตนาการและการเขียนแผนภาพโครงเรื่องของนักเรียน จำนวน 12 คน โดยใช้เกณฑ์ประเมินแบบรูบริก 5 ด้าน ได้แก่ การวางโครงเรื่อง การลำดับเหตุการณ์ การใช้ภาษา ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารความคิด พบว่า นักเรียนมีผลการประเมินอยู่ในระดับดีขึ้นไป จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 58.33 แสดงให้เห็นว่านักเรียนส่วนหนึ่งยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาผลงานเป็นรายด้าน พบว่า นักเรียนมีความคิดและจินตนาการที่หลากหลาย แต่ยัง
ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียนได้อย่างเป็นระบบ โครงเรื่องยังไม่ชัดเจน องค์ประกอบของเรื่อง
ยังไม่ครบถ้วน เช่น ตัวละคร ฉากหรือสถานที่ ปัญหา เหตุการณ์สำคัญ จุดคลี่คลาย และข้อคิด ลำดับเหตุการณ์บางช่วงไม่ต่อเนื่อง ใช้คำซ้ำ ใช้ภาษาพูด ขาดคำเชื่อม และขยายรายละเอียดของเรื่องได้จำกัด ส่งผล
ให้งานเขียนขาดเอกภาพ ความต่อเนื่อง และยังไม่สามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มศักยภาพ สาเหตุสำคัญเกิดจากนักเรียนยังขาดทักษะการวางแผนก่อนเขียนและการเชื่อมโยงองค์ประกอบของเรื่อง หากผู้เรียนไม่สามารถกำหนดโครงเรื่อง ลำดับเหตุการณ์ และความสัมพันธ์ของเนื้อหาได้อย่างชัดเจน งานเขียนย่อมขาดทิศทางและสื่อสารความคิดได้ไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้ แผนภาพโครงเรื่องเป็นรูปแบบหนึ่งของแผนภาพความคิดที่ช่วยให้ผู้เรียนจัดระบบความคิด วางโครงสร้างเรื่อง และเข้าใจความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น (มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2566) ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนารูปแบบ
การจัดการเรียนรู้ที่ช่วยให้นักเรียนได้คิด วางแผน ลงมือเขียน ตรวจสอบ ปรับปรุง และสร้างสรรค์ผลงานจริงอย่างเป็นระบบ
1.2 แนวทางการแก้ปัญหา/พัฒนา
จากสภาพปัญหาดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงออกแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน
เชิงสร้างสรรค์ โดยใช้รูปแบบการสอน STORY-GPAS Model ร่วมกับแผนภาพโครงเรื่อง ผ่านกิจกรรมหนังสือเล่มเล็ก เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการเขียนอย่างเป็นลำดับขั้น ตั้งแต่การกระตุ้นความคิด การรวบรวมข้อมูล การวางแผนโครงเรื่อง การลงมือเขียน การตรวจสอบปรับปรุง และการนำเสนอผลงานของตนเอง
รูปแบบ STORY-GPAS Model เป็นการบูรณาการกระบวนการสร้างสรรค์เรื่องราวเข้ากับกระบวนการ GPAS 5 Steps ซึ่งประกอบด้วย G: Gathering การรวบรวมข้อมูลและกระตุ้นความรู้เดิม
P: Processing การจัดกระทำข้อมูล วิเคราะห์ และเชื่อมโยงความรู้ A1: Applying and Constructing Knowledge การลงมือปฏิบัติและสร้างองค์ความรู้ A2: Applying the Communication Skill การสื่อสารและนำเสนอความรู้ และ S: Self-Regulating การกำกับตนเองและสะท้อนผลการเรียนรู้ กระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก หรือ Active Learning ที่เน้นให้ผู้เรียนมีบทบาท
ในการคิด ลงมือปฏิบัติ สร้างองค์ความรู้ และสะท้อนผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ออกแบบกิจกรรม กระตุ้นการคิด และให้คำแนะนำระหว่างเรียน (สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ, 2560)
นอกจากนี้ งานวิจัยของบุญญารัสมิ์ บุญหลง (2568) สนับสนุนว่า การจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps สามารถพัฒนาทักษะภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพบว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง หลักการอ่านการเขียนภาษาไทย มีประสิทธิภาพ 86.24/90.59 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 และความสามารถด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยของผู้เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสามารถนำแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนได้อย่างเหมาะสม
ในการจัดกิจกรรม ผู้เรียนใช้แผนภาพโครงเรื่องเป็นเครื่องมือวางแผนก่อนเขียน โดยกำหนดชื่อเรื่อง ตัวละคร ฉากหรือสถานที่ ปัญหา เหตุการณ์สำคัญ จุดคลี่คลาย และข้อคิด เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ของเรื่องตั้งแต่ต้น กลาง และจบ ก่อนพัฒนาเป็นงานเขียนที่สมบูรณ์ แนวคิดนี้สอดคล้องกับ Novak and Gowin (1984) ที่เสนอว่า เครื่องมือภาพหรือแผนผังความคิดช่วยให้ผู้เรียนจัดระบบความรู้ เห็นความสัมพันธ์ของข้อมูล และสร้างความเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น
ส่วนกิจกรรมหนังสือเล่มเล็ก เป็นกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกที่ให้นักเรียนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ตั้งแต่การคิดหัวข้อ วางโครงเรื่อง เขียนร่าง ปรับปรุงภาษา ออกแบบภาพประกอบ จัดทำรูปเล่ม และนำเสนอผลงาน นักเรียนจึงได้ใช้ทักษะภาษาไทยควบคู่กับความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบ การทำงานร่วมกัน และการสื่อสาร สอดคล้องกับผลการศึกษาของอรทัย อินตา (2562) ที่พบว่า การใช้กิจกรรมหนังสือเล่มเล็กเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ระดับประถมศึกษาส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นักเรียนมีความมั่นใจ ภาคภูมิใจในผลงาน และมีแรงจูงใจในการสร้างสรรค์งานเขียนมากขึ้น
ดังนั้น การบูรณาการ STORY-GPAS Model ร่วมกับแผนภาพโครงเรื่อง ผ่านกิจกรรมหนังสือเล่มเล็ก จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมต่อการพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เนื่องจาก STORY-GPAS Model ทำหน้าที่เป็นกรอบกระบวนการคิดและการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ แผนภาพโครงเรื่องช่วยให้นักเรียนวางแผนและเรียบเรียงความคิดก่อนเขียน ส่วนกิจกรรมหนังสือเล่มเล็กช่วยให้นักเรียนได้สร้างสรรค์งานเขียนจากการลงมือปฏิบัติจริง เมื่อนำมาใช้ร่วมกันจึงช่วยให้นักเรียนสามารถคิด วางแผน เขียนเรื่องอย่างมีลำดับ ใช้ภาษาได้อย่างเหมาะสม ถ่ายทอดจินตนาการได้ชัดเจน และนำเสนอผลงานของตนเองได้อย่างมั่นใจ
ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงดำเนินการพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยรูปแบบการสอน STORY-GPAS Model ร่วมกับแผนภาพโครงเรื่อง ผ่านกิจกรรมหนังสือเล่มเล็ก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหินลาด โดยมุ่งหวังให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบของแผนภาพโครงเรื่อง สามารถวางแผนและสร้างสรรค์งานเขียนได้อย่างมีคุณภาพ มีความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง และ
มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทย อันจะช่วยยกระดับความสามารถด้านการเขียนของผู้เรียน ให้สามารถคิด วางแผน ถ่ายทอดความคิด และสร้างสรรค์ผลงานภาษาไทยได้อย่างมีคุณภาพ
1.3 วัตถุประสงค์
1) เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจของนักเรียนเกี่ยวกับองค์ประกอบของแผนภาพโครงเรื่องและ
การเขียนเชิงสร้างสรรค์
2) เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยรูปแบบการสอน STORY-GPAS Model ร่วมกับแผนภาพโครงเรื่อง ผ่านกิจกรรมหนังสือเล่มเล็ก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหินลาด
3) เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรายวิชาภาษาไทย และภาคภูมิใจในผลงาน
การเขียนของตนเอง