1. ความเป็นมาและความสำคัญ
ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและดิจิทัลอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน เป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สังคมดิจิทัลส่งผลต่อการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทยและมีแนวโน้มที่การจัดการศึกษาจะเปลี่ยนไป ซึ่งสถานศึกษาต้องปรับตัวให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับสังคมและองค์กรภายนอก รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสามารถตอบสนองต่อความ ต้องการของผู้เรียนรายบุคคลโดยการนำเทคโนโลยีและสื่อต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ร่วมกับการเรียนการสอน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน
ท่ามกลางการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ไปสู่ "Active Learning" ตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง และการปรับเปลี่ยนบทบาทของครูจากการเป็นผู้สอนไปสู่การเป็น "โค้ช" หรือผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Facilitator) สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีสมรรถนะสำคัญในการคิดวิเคราะห์และการประยุกต์ใช้ความรู้ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษาตอนต้น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Science Process Skills) การสร้างองค์ความรู้ที่คงทนจึงต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างเทคนิคการสอนเชิงลึกและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย
ปัญหาหลักที่พบในการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง "สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต" คือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของผู้เรียน เนื่องจากลักษณะของเนื้อหาเป็นนามธรรมและบางครั้งไม่สามารถมองเห็นกระบวนการดำเนินชีวิตของสิ่งมีชีวิตได้ในเวลาจริงภายในห้องเรียน จากข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการสังเกตพฤติกรรมในชั้นเรียนที่ผ่านมา พบว่านักเรียนมีข้อจำกัดในการจำแนกความแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เช่น หุ่นยนต์กับมนุษย์ หรือก้อนหินที่เคลื่อนที่ได้ด้วยแรงกระทำภายนอก ปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญมาจากการขาดสื่อการสอนที่ส่งเสริมจินตนาการและการมองเห็นภาพเสมือนจริง รวมถึงการจัดการเรียนรู้แบบเดิมที่เน้นการบรรยายเพียงอย่างเดียว ทำให้ผู้เรียนขาดแรงจูงใจและไม่เกิดกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)
เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น การจัดการเรียนรู้จึงจำเป็นต้องยึดหลักการของ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E Inquiry-based Learning) ซึ่งเป็นทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผ่านขั้นตอนการกระตุ้น (Engagement), การสำรวจ (Exploration), การอธิบาย (Explanation), การขยายความรู้ (Elaboration) และการประเมินผล (Evaluation) ผสานเข้ากับ PORRAMEE MODEL ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์และทักษะที่สำคัญของผู้เรียน เพื่อเป็นกระบวนการที่จะช่วยสร้างนิสัยการเรียนรู้แบบนักวิทยาศาสตร์น้อยที่ยั่งยืน
ในการจัดการเรียนรู้นี้ สื่อ OBEC Content Center ได้รับการคัดเลือกมาเพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ปัญหา โดยแบ่งประเภทสื่อที่ใช้ดังนี้ สื่อมัลติมีเดีย สื่อวิดีโอ สื่อหนังสือ และสื่อรูปภาพ เพื่อให้นักเรียนสามารถเลือกจำแนกประเภทสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ช่วยให้นักเรียนเห็นความแตกต่างของลักษณะเฉพาะ เช่น การหายใจ การกินอาหาร และการเจริญเติบโต ได้ชัดเจน
การใช้สื่อดังกล่าวมีความสอดคล้องกับ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตามตัวชี้วัด ว 1.3 ป.2/1 เปรียบเทียบระบุลักษณะที่ปรากฏของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต
การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ PORRAMEE MODEL ไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านการสอนให้สอดคล้องกับยุคสมัย แต่ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้เรียนรู้สึกมีส่วนร่วมและมีความสุขในการค้นพบคำตอบด้วยตนเอง ซึ่งสอดรับกับนโยบายการศึกษาของภาครัฐที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ผ่านนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมผู้เรียนสู่โลกอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
2. วัตถุประสงค์และเป้าหมาย
2.1 วัตถุประสงค์
1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 รายวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้นวัตกรรม พลิกโฉมห้องเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ 5E ผ่าน PORRAMEE MODEL ร่วมกับการใช้สื่อ OBEC Content Center ก่อนเรียน และหลังเรียน
2) เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้นวัตกรรม พลิกโฉมห้องเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ 5E ผ่าน PORRAMEE MODEL ร่วมกับการใช้สื่อ OBEC Content Center
3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ โดยใช้นวัตกรรม พลิกโฉมห้องเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ 5E ผ่าน PORRAMEE MODEL ร่วมกับการใช้สื่อ OBEC Content Center
2.2 เป้าหมายเชิงปริมาณ
1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ร้อยละ 80% มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม พลิกโฉมห้องเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ 5E ผ่าน PORRAMEE MODEL ร่วมกับการใช้สื่อ OBEC Content Center หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ร้อยละ 80% เกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรม พลิกโฉมห้องเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ 5E ผ่าน PORRAMEE MODEL ร่วมกับการใช้สื่อ OBEC Content Center อยู่ในระดับดีขึ้นไป
3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ร้อยละ 80% มีความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ โดยใช้นวัตกรรม พลิกโฉมห้องเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้สืบเสาะหาความรู้ 5E ผ่าน PORRAMEE MODEL ร่วมกับการใช้สื่อ OBEC Content Center อยู่ในระดับดีขึ้นไป
2.3 เป้าหมายเชิงคุณภาพ
1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่อง สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต และผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อรายวิชาวิทยาศาสตร์