๑. สภาพปัจจุบัน ปัญหาของผลงานหรือนวัตกรรมที่นำเสนอ
๑.1 สภาพปัจจุบัน / ปัญหา
จุดมุ่งหมายสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่เรียกว่า Quality Education ซึ่งหมายถึง การพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่งและมีความสุข ปิยพจน์ ตุลาชม (2550) ได้เสนอแนะแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จได้นั้น จะต้องเน้นปฏิรูปใน 4 ด้าน คือ 1) ปฏิรูปด้านสถานศึกษา 2) ปฏิรูปครู 3) ปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน และ 4) ปฏิรูประบบการบริหารการจัดการศึกษา ซึ่งการที่จะปฏิรูปทั้ง 4 ด้าน ดังกล่าวนั้น ต้องอาศัยการบริหาร จัดการศึกษาที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการตามหลักการบริหาร โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Based Management : SBM) ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานและความเข้มแข็งให้กับสถานศึกษา อย่างมีคุณภาพ ได้มาตรฐานและสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลักการบริหารจัดการในลักษณะดังกล่าวนี้ สอดคล้องกับแนวทางการกระจายอำนาจการจัดการศึกษา ของโรงเรียนผู้นำการเปลี่ยนแปลงการกระจายอำนาจและเป็นไปตามนโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 กำหนดนโยบายจุดเน้นคุณภาพการจัดการศึกษา ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ประกาศนโยบาย "เดินหน้าและพัฒนาการอ่านออกเขียนได้คิดเลขเป็น ปีการศึกษา 2568 เพื่อให้นักเรียนทุกคนอ่านออกเขียนได้คิดเลขเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ
จากการจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านนาคล้าย ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กในเขตชนบท สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 พบว่า โรงเรียนมีภารกิจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนทั้งด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ และคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ให้เป็นไปตามเป้าหมายของหลักสูตรและนโยบายทางการศึกษา โดยเฉพาะการยกระดับผล การทดสอบระดับชาติ RT, NT และ O-NET ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญด้านคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา โรงเรียนพบว่ายังมีปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เนื่องจากโรงเรียนเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ครูผู้สอนต้องรับผิดชอบทั้งงานด้านการจัดการเรียนการสอน งานบริหาร และภารกิจพิเศษหลายด้าน ทำให้การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ และการติดตามดูแลผู้เรียนในบางด้านยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งผู้เรียน มีความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งด้านพื้นฐานทางการเรียนรู้ ทักษะด้านการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณ ส่งผลให้การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย
นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ผลการทดสอบระดับชาติ RT, NT และ O-NET ของโรงเรียนย้อนหลัง พบว่า แม้ผลการทดสอบบางด้านมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่โรงเรียนยังต้องเร่งพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมทักษะการอ่านออก เขียนได้ การคิดวิเคราะห์ และการคิดคำนวณ ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
จากสภาพปัญหาดังกล่าว โรงเรียนบ้านนาคล้าย จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพครู และการบริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม โดยผู้บริหารร่วมกับฝ่ายวิชาการได้ดำเนินการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ของครู ผ่านการนิเทศภายในแบบกัลยาณมิตร การดำเนินกิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การสร้างแรงจูงใจเชิงบวก และการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อให้ครูสามารถพัฒนาการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน โรงเรียนส่งเสริมให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ฝึกคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง โดยครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ รวมทั้งนำสื่อ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการศึกษามาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรียนรู้และสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ และผู้บริหารยังให้ความสำคัญกับการสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานของครู โดยใช้กระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมเปิดโอกาสให้ครูร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจ และร่วมกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยเฉพาะเป้าหมายด้านผลการทดสอบ RT, NT และ O-NET ส่งผลให้ครูเกิดความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของเป้าหมายของโรงเรียน และมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
จากสภาพปัจจุบันและปัญหาดังกล่าว โรงเรียนบ้านนาคล้ายจึงได้พัฒนารูปแบบการบริหาร การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย POWER Model ในการยกระดับผลการทดสอบระดับชาติ ผสานพลังครูสู่คุณภาพการศึกษาโรงเรียนบ้านนาคล้ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและเสริมสร้างพลังวิชาชีพครู ผ่านกระบวนการสร้างแรงเสริมเชิงบวก การมีส่วนร่วม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การมอบหมายงานตามศักยภาพ และการมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้การบริหาร จัดการศึกษาของโรงเรียนเกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนต่อไป
๑.๒ แนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนา
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้ประสบผลสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมของบุคลากรในสถานศึกษา และการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งครูผู้สอนต้องรับผิดชอบทั้งงานด้านการจัดการเรียนการสอนและงานสนับสนุนอื่น ๆ ควบคู่กันไป ดังนั้น การส่งเสริมพลังในการปฏิบัติงานของครู การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน และการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ร่วมกันภายในองค์กร จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพผู้เรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของสถานศึกษา
โรงเรียนบ้านนาคล้ายจึงได้ศึกษาแนวคิด หลักการ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการศึกษา การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การบริหารแบบมีส่วนร่วม การนิเทศภายใน และชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนารูปแบบ การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย POWER Model ในการยกระดับผลการทดสอบระดับชาติผสานพลังครูสู่คุณภาพการศึกษาโรงเรียนบ้านนาคล้าย อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียน มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ การคิดวิเคราะห์ การอภิปราย การแก้ปัญหา และการสร้าง องค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยผู้สอนทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ มากกว่าการถ่ายทอดความรู้เพียงฝ่ายเดียว (Bonwell & Eison, 1991) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2562) ที่กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุกเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ สามารถคิด วิเคราะห์ สื่อสาร และประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม
ผู้บริหารได้นำแนวคิด Active Learning มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยส่งเสริมให้ครูออกแบบกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ฝึกคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และการคิดคำนวณ อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน
แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารแบบมีส่วนร่วม
การบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participative Management) เป็นกระบวนการบริหารที่เปิดโอกาส ให้บุคลากรในองค์กรมีส่วนร่วมในการคิด วางแผน ตัดสินใจ และดำเนินงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าขององค์กรและเป้าหมายในการทำงาน (Likert, 1967) ซึ่งการบริหารลักษณะดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน เพิ่มความร่วมมือ และทำให้บุคลากรเกิดความภาคภูมิใจในการทำงานมากยิ่งขึ้น
โรงเรียนบ้านนาคล้ายได้นำหลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมมาใช้ในการดำเนินงาน โดยเปิดโอกาส ให้ครูร่วมวิเคราะห์ปัญหา กำหนดเป้าหมายผลการทดสอบ RT, NT และ O-NET รวมถึงร่วมวางแผน การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ส่งผลให้ครูเกิดความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของเป้าหมายของโรงเรียน และมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผู้เรียนร่วมกัน
แนวคิดเกี่ยวกับชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC)
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) เป็นกระบวน การที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาร่วมกันเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิเคราะห์ปัญหา และพัฒนา การจัดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (DuFour, 2004) ซึ่งสอดคล้องกับ
แนวคิด ของวิจารณ์ พานิช (2555) ที่กล่าวว่า PLC เป็นกระบวนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ช่วยให้ครูเกิดการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องและส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนโดยตรง
โรงเรียนบ้านนาคล้ายจึงส่งเสริมให้ครูดำเนินกิจกรรม PLC อย่างสม่ำเสมอ โดยร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาผู้เรียน แลกเปลี่ยนเทคนิค วิธีการสอน และร่วมกันพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
แนวคิดเกี่ยวกับการนิเทศภายในแบบกัลยาณมิตร
การนิเทศภายในเป็นกระบวนการส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือครูในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2541) โดยการนิเทศภายในแบบกัลยาณมิตรจะเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี การให้กำลังใจ การให้คำปรึกษา และการร่วมกันพัฒนาการจัดการเรียนรู้ มากกว่าการมุ่งตรวจสอบหรือจับผิดการปฏิบัติงานของครู
โรงเรียนบ้านนาคล้ายได้นำกระบวนการนิเทศภายในแบบกัลยาณมิตรมาใช้ในการพัฒนาครู โดยผู้บริหารและฝ่ายวิชาการร่วมกันให้คำแนะนำ สนับสนุน และติดตามการจัดการเรียนรู้ของครูอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ครูมีความมั่นใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และสามารถพัฒนาการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จากแนวคิด หลักการ และทฤษฎีดังกล่าว โรงเรียนบ้านนาคล้ายจึงได้พัฒนารูปแบบ POWER Model เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการศึกษาและพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงเสริมเชิงบวก การมีส่วนร่วม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเสริมสร้างพลังในการปฏิบัติงาน และการมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน เพื่อยกระดับผลการทดสอบระดับชาติ RT, NT และ O-NET ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนต่อไป
๑.๓ จุดประสงค์
1. ด้านเจตคติ (Attitude) : เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจ พลังในการปฏิบัติงาน และสร้างความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนผ่านกระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วมและการเสริมแรงเชิงบวก
2. ด้านความรู้ (Knowledge) : เพื่อให้ครูและบุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในการวิเคราะห์ข้อมูลผลการทดสอบระดับชาติ (RT, NT และ O-NET) และสามารถกำหนดแนวทางการยกระดับผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นระบบ
3. ด้านทักษะ (Skill) : เพื่อพัฒนาทักษะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกระบวนการ PLC และส่งเสริมให้ครูสามารถนำเทคนิค นวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความถนัดของตนเอง,
4. ด้านผลสัมฤทธิ์ : เพื่อยกระดับผลการทดสอบระดับชาติ (RT, NT และ O-NET) ของผู้เรียนให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง
1.4 เป้าหมายการดำเนินงาน
การดำเนินงานตามรูปแบบ การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกด้วย POWER Model ในการยกระดับผลการทดสอบระดับชาติผสานพลังครูสู่คุณภาพการศึกษาโรงเรียนบ้านนาคล้ายอย่างมีประสิทธิภาพ กำหนดเป้าหมายการดำเนินงาน ดังนี้
เป้าหมายเชิงปริมาณ
๑. ผู้เรียนชั้น ป.1 : มีผลการทดสอบ RT สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 3
๒. ผู้เรียนชั้น ป.3 : มีผลการทดสอบ NT สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 3
๓. ผู้เรียนชั้น ป.6 : มีผลการทดสอบ O-NET สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้
๔. ครูและบุคลากร : ร้อยละ 100 เข้าร่วมกิจกรรม PLC และนำผลไปพัฒนาการสอนได้จริง รวมถึงได้รับการมอบหมายงานตามความถนัดครบทุกคน
๕. ทักษะพื้นฐานผู้เรียน : ผู้เรียนร้อยละ 100 ผ่านเกณฑ์การประเมินด้านการอ่าน การเขียน การสื่อสาร และร้อยละ 85 ขึ้นไป มีทักษะการคิดคำนวณอยู่ในระดับดีขึ้นไป
เป้าหมายเชิงคุณภาพ
๑. ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีขวัญกำลังใจที่ดี มีความสุขและภาคภูมิใจในวิชาชีพจากการได้รับการเสริมพลังใจในการทำงาน
๒. สถานศึกษามีระบบบริหารจัดการที่เน้นการมีส่วนร่วม การทำงานเป็นทีม และมีวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (PLC) ที่เข้มแข็ง
๓. โรงเรียนมีบรรยากาศเชิงบวกที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองและชุมชนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาร่วมกัน
๔. โรงเรียนสามารถพัฒนารูปแบบการบริหารที่เหมาะสมกับบริบทโรงเรียนขนาดเล็กและเป็นต้นแบบให้กับสถานศึกษาอื่นได้