ชื่อเรื่อง : การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก DHAMMA Model ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านห้วยกบ
ผู้วิจัย : นางสาวอรอุมา ตาพทิพย์ วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
โรงเรียนบ้านห้วยกบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3
ปีการศึกษา: 2568
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก DHAMMA Model ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านห้วยกบ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก DHAMMA Model ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษา ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3) ศึกษาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน 4) ศึกษาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนและครูที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก DHAMMA Model การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R & D) กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านห้วยกบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา ระดับประถมศึกษาในจังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก DHAMMA Model 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 5 ชุด ได้แก่ ชุด ความสำคัญของพระพุทธศาสนา ชุด พุทธประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชุด หลักธรรมของศาสนา ชุด วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และชุดสืบสานมารยาทงาม ตามรอยธรรมชาวพุทธ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5) แบบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ 6) แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และ 7) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระ (Dependent Samples t-test)
ผลการวิจัยพบว่า
1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก DHAMMA Model ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษา มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.35/84.12 ซึ่งสู่งกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยรูปแบบ DHAMMA Model
สู่งกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนหลังเรียนด้วยรูปแบบ DHAMMA Model
โดยภาพรวม อยู่ในระดับดี
4. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก DHAMMA Model ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษา โดยภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก นักเรียน มีพัฒนาการด้านการตระหนักรู้และเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ของตนเองและผู้อื่น มีทักษะการสื่อสารและการอยู่ร่วมกันกับผู้ที่มีความแต่กต่างทางวัฒนธรรม สามารถคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณโดยใช้หลักเหตุผลและหลักธรรมในการพิจารณาสถานการณ์ รวมทั้งมีจิตสำนึกด้านความเสมอภาค เคารพสิทธิ และยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะด้านความมีระเบียบวินัย ความกตัญญู และการยอมรับความแต่กต่างทางวัฒนธรรม
5. นักเรียนและครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก DHAMMA Model โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด
ผลการวิจัยสรุปได้ว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก DHAMMA Model ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรมศึกษา สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการคิดวิเคราะห์ และคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เคารพ
ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และสามารถประยุกต์ใช้ ในการจัดการเรียนรู้ในบริบทสถานศึกษาพหุวัฒนธรรมได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน
คำสำคัญ : DHAMMA Model, การจัดการเรียนรู้เชิงรุก, พหุวัฒนธรรมศึกษา, ทักษะการคิดวิเคราะห์, คุณลักษณะอันพึงประสงค์