๑.ความเป็นมาและความสำคัญ
ปัจจุบันสถานการณ์การบาดเจ็บ และการเสียชีวิตของเด็กปฐมวัยด้วยอุบัติเหตุมีแนวโน้มสูงขึ้น ปัญหา
ความปลอดภัยและการบาดเจ็บในเด็กแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการสอนให้เด็กรู้จักปฏิบัติตนให้ปลอดภัย จากสถานการณ์อันตรายเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับตัวเด็กเอง เนื่องด้วยกระบวนการพัฒนาทางสติปัญญา ของเด็กที่ยังไม่ได้พัฒนาไปถึงขั้นการเข้าใจความสัมพันธ์ของความเป็นเหตุเป็นผลทำให้เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่บาดเจ็บได้ง่ายและเด็กปฐมวัยยังไม่สามารถป้องกันตนเองจากสถานการณ์อันตรายได้ อีกทั้งเด็กในวัยนี้มีความอยากรู้อยาก เห็นและความต้องการลงมือกระทำด้วยตนเองดังนั้นเด็กปฐมวัยจึงเป็นวัยที่ต้องถูกสอนและได้ปฏิบัติซํ้า ๆในเรื่อง
ความปลอดภัย การให้เด็กได้ทำกิจกรรมซ้ำๆ ที่ได้ใช้ร่างกายในการมอง ฟัง และเคลื่อนไหว ทำให้เด็กได้ซึมซับข้อมูลที่เป็นนามธรรมได้ง่ายโดยการเรียนการสอนที่หลากหลาย( พัชรา พานทองรักษ์ .วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ปีที่ ๒๐ ฉบับที่ ๒) ทั้งนี้จากหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้อธิบายมาตรฐานและสาระการเรียนรู้ประสบการณ์สำคัญ ที่เด็กจะต้องได้เรียนรู้เกี่ยวกับ การรักษาความปลอดภัย การปฏิบัติตนให้ปลอดภัยในกิจวัตรประจำวัน การฟังนิทาน เรื่องราว เหตุการณ์เกี่ยวกับการป้องกันและรักษาความปลอดภัย การเล่นเครื่องเล่นอย่างปลอดภัย และการเล่นบทบาทสมมติเหตุการณ์ต่างๆ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำโดย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดีของนักเรียนและครู ได้มีการเน้นย้ำให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ ได้ปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาอยู่เสมอ ตามนโยบาย เรียนดี มีความสุข ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีความห่วงใยในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักเรียนครูและบุคลากรทางการศึกษา และต้องการให้โรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน
ในการส่งเสริมทักษะให้เด็กรู้จักระมัดระวังและดูแลตนเองให้ปลอดภัยในกิจวัตรประจำวัน ผู้จัดทำ ได้นำหลักการ แนวคิด และทฤษฎีทางวิชาการมาใช้ออกแบบและพัฒนากระบวนการจัดประสบการณ์ อย่างเป็นระบบ โดยหลอมรวมเข้ากับ BUSAYA MODEL ซึ่งเป็นโมเดลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ผู้จัดทำได้พัฒนาขึ้นเพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมทีละขั้นตอนอย่างมีจุดมุ่งหมาย ตามแนวคิดทฤษฎี ดังนี้
๑. ทฤษฎีทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ (Executive Functions - EF)
ในทางประสาทวิทยาศาสตร์ ทักษะสมอง EF คือกระบวนการทำงานของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ทำหน้าที่ควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ทฤษฎีนี้อธิบายพฤติกรรมความปลอดภัยของเด็กผ่าน ๓ แกนหลัก
การยับยั้งชั่งใจ (Inhibitory Control / Impulse Control): เป็นทักษะที่สำคัญที่สุดด้านความปลอดภัย เด็กต้องสามารถหยุดตัวเองไม่ให้วิ่งพล่านลงถนน ไม่ให้เอามือไปจับของมีคม หรือระงับความอยากรู้อยากเห็นเมื่อเจอสัตว์มีพิษ/ขวดยาแปลกๆ
การจำเพื่อใช้งาน (Working Memory): ความสามารถในการดึง "กฎข้อตกลงความปลอดภัย" ที่เคยเรียนรู้มาใช้ในสถานการณ์จริง เช่น เมื่อจะข้ามถนน สมองจะดึงกฎ "ต้องมองซ้าย-มองขวา" ออกมาใช้งานทันที
การยืดหยุ่นความคิด (Cognitive Flexibility): เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป เด็กสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเอาตัวรอดได้ เช่น หากบันไดที่เคยเดินมีสิ่งกีดขวาง เด็กจะคิดหาทางเลี่ยงแทนการฝืนเดินผ่าน
๒. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ เพียเจต์ (Jean Piagets Cognitive Development Theory)
เพียเจต์ระบุว่า เด็กอายุ ๒-๗ ปี จัดอยู่ใน "ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด" (Pre-operational Stage) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่มีผลต่อความปลอดภัยดังนี้:
การคิดแบบรูปธรรม (Concrete Thinking): เด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจสัญลักษณ์หรือคำเตือนที่เป็นนามธรรม (Abstract) เช่น คำพูดลอยๆ ว่า "ระวังอันตรายนะ" เด็กจะไม่เข้าใจ ครูหรือผู้ปกครองจึงต้องใช้สื่อที่เป็นรูปธรรม เช่น สื่อวิดีโอ ภาพเคลื่อนไหว หรือการพาไปดูจุดเสี่ยงของจริง
การยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Egocentrism): เด็กมักคิดว่าสิ่งที่ตนเองเห็น คนอื่นก็เห็นด้วย เช่น เด็กคิดว่าถ้าตนเองเห็นรถบนถนน รถคันนั้นก็จะเห็นและหยุดให้เด็กเอง โดยไม่เข้าใจว่าคนขับรถอาจจะมองไม่เห็นตนเอง การสอนจึงต้องเน้นการจำลองสถานการณ์ให้เห็นมุมมองรอบตัว
๓. ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมของ แบนดูรา (Albert Banduras Social Learning Theory)
แบนดูราเน้นย้ำว่า เด็กปฐมวัยเรียนรู้ผ่าน "การสังเกตและการเลียนแบบตัวแบบ" (Observational Learning & Modeling) ตัวแบบบุคคลจริง (Live Model): พฤติกรรมของครูและผู้ปกครองคือสิ่งสำคัญที่สุด หากผู้ใหญ่เดินข้ามถนนตรงทางม้าลาย ใส่หมวกกันน็อกทุกครั้ง ถอดวางรองเท้าเป็นระเบียบ เด็กจะซึมซับและทำตามโดยอัตโนมัติ
ตัวแบบเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Model): การใช้สื่อดิจิทัล นิทาน วิดีโออนิเมชั่น หรือตัวการ์ตูนที่เด็กชื่นชอบมาแสดงบทบาทสมมติหรือเล่าเรื่องพฤติกรรมความปลอดภัย (เช่น สื่อจาก OBEC Content Center) จะช่วยให้เด็กสร้างภาพจำและเลียนแบบพฤติกรรมเชิงบวกเหล่านั้นตามระบบตัวแบบ
๔. ทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และการสร้างองค์ความรู้ (Constructivism)
แนวคิดนี้เชื่อว่าเด็กปฐมวัยไม่ได้เรียนรู้จากการ "นั่งฟังคำสั่ง/คำห้าม" แต่จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่าน "การลงมือกระทำด้วยตนเองและการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม" การที่เด็กได้ทดลองปฏิบัติในสถานการณ์จำลอง (เช่น การเดินทางบนท้องถนน ,อันตรายจากคนแปลกหน้า ) ทำให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อเกิดการจดจำ (Muscle Memory)
ครูผู้สอนเห็นความสำคัญของปัญหา จึงได้นำแนวคิดการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก เป็นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยมุ่งเน้นให้เด็กปฐมวัย ลงมือปฏิบัติ กิจกรรมด้วยตนเอง ผ่านการไตร่ตรองจากกระบวนการสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยงความรู้ จากประสบการณ์เดิม เด็กได้เผชิญ กับสถานการณ์และหาแนวทางในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้เด็กได้นำความรู้ที่ ได้รับมาสร้างเป็นความรู้ใหม่โดยครูจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านสื่อ และอำนวยความสะดวกให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย (แนวทางการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ระดับปฐมวัย โดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ)
ด้วยเหตุนี้จึงได้ศึกษานวัตกรรมที่จะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน โดยการนำนวัตกรรมจากระบบคลังสื่อ OBEC Content Center ในรูปแบบวิดีโอการสอน หนังสือ และใบงาน เข้ามาส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียน ให้สามารถปฏิบัติตนให้ปลอดภัยในกิจวัตรประจำวัน และรู้จักการป้องกันอันตราย จากสถานการณ์ต่างๆได้