ชื่อผลงาน รูปแบบการพัฒนาเชิงระบบในการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาปฐมวัย
(Systematic Development Model for Innovating Early Childhood
Education; SDMI Early Childhood Education)
ชื่อผู้ส่งผลงาน นายสุทัศน์ สมจิตร
สถานศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๑๑ หนองหิน
ปีการศึกษา ๒๕๖๙
บทคัดย่อ
รูปแบบการพัฒนาเชิงระบบในการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาปฐมวัย (Systematic Development Model for Innovating Early Childhood Education ; SDMI Early Childhood Education) มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ ดังนี้
๑. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาปฐมวัยในบริบทประเทศไทย เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการกำหนดองค์ประกอบของรูปแบบเชิงระบบที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
๒. เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการพัฒนาเชิงระบบในการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาปฐมวัย (Systematic Development Model for Innovating Early Childhood Education; SDMI Early Childhood Education) ให้มีองค์ประกอบและขั้นตอนที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้านปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และการสะท้อนกลับ ๓. เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ SDMI Early Childhood Education ในด้านความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมของครู/บุคลากร และคุณภาพพัฒนาการของเด็กปฐมวัยที่ได้รับจากการใช้นวัตกรรมภายใต้รูปแบบดังกล่าว
จากการวิจัย พบว่า ๑.สภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาปฐมวัยในบริบทประเทศไทย เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการกำหนดองค์ประกอบของรูปแบบเชิงระบบที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง พบว่า สถานศึกษามีความพยายามขับเคลื่อนการใช้นวัตกรรมที่เน้นการบูรณาการอัตลักษณ์ชุมชนและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ยังคงเป็นอุปสรรคคือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษา ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายจากส่วนกลางที่บางครั้งขาดความเข้าใจในสภาพข้อเท็จจริงของโรงเรียนในพื้นที่ รวมถึงข้อจำกัดด้านทักษะดิจิทัลและกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของบุคลากรครู ด้วยเหตุนี้ ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาเชิงระบบจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างกลไกการสนับสนุนที่ครอบคลุม ทั้งในด้านการจัดสรรงบประมาณที่มีความยืดหยุ่น การพัฒนาหลักสูตรปฐมวัยที่ทันสมัย และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นฐานในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถานศึกษาและครอบครัว สรุปได้ว่า การกำหนดองค์ประกอบของรูปแบบเชิงระบบที่สอดคล้องกับสภาพจริงจำเป็นต้องอาศัยการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างกลไกเชิงนโยบายและกลไกเชิงปฏิบัติ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมปฐมวัยที่ยั่งยืนในระยะยาว
๒.รูปแบบการพัฒนาเชิงระบบในการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาปฐมวัย (Systematic Development Model for Innovating Early Childhood Education; SDMI Early Childhood Education) มี 7 ขั้นตอน ดังนี้ ด้านปัจจัยนำเข้า ประกอบด้วย ๑. ขั้นการกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision Formulation) ๒. ขั้นวางแผน (Strategic Planning & Resource Alignment) ๓. ขั้นการออกแบบนวัตกรรม (Instructional Innovation & Curriculum Design) ด้านกระบวนการ ประกอบด้วย ๔. ขั้นการปฏิบัติงาน (Implementation & Pedagogical Execution) ๕. ขั้นติดตามและประเมินผล (Monitoring & Evaluation) ด้านผลผลิต ประกอบด้วย ๖. ขั้นนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing & Professional Learning Communities (PLC) ด้านข้อมูลสะท้อนกลับ ๗. ขั้นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement & Sustainability)
๓. ผลการทดลองใช้และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการพัฒนาเชิงระบบในการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาปฐมวัย พบว่า สถานศึกษาเกิดวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน มีระบบการประกันคุณภาพภายในที่เข้มแข็ง ส่งผลต่อผู้บริหารสถานศึกษามีภาวะผู้นำทางวิชาการ ระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โครงสร้างการทำงานที่ชัดเจนเป็นระบบ ผู้บริหารสร้างความเชื่อมั่นและชื่อเสียงให้สถานศึกษา สถานศึกษามีนวัตกรรมที่เป็นระบบ (Best Practice) ยกระดับสู่สถานศึกษาปฐมวัยต้นแบบ ครูผู้สอนได้รับการพัฒนาความเป็นครูมืออาชีพ (Professional Development) ครูได้ฝึกทักษะการคิดค้น ออกแบบนวัตกรรมการสอน และการทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างเป็นระบบ ช่วยเปลี่ยนจากการสอนแบบเดิมสู่การจัดประสบการณ์เชิงรุก (Active Learning) มีเพื่อนคู่คิดในการทำงานขั้นตอน ครูทำงานอย่างมีเป้าหมายและทิศทาง เข้าใจวิสัยทัศน์ของสถานศึกษาและทิศทางการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ชัดเจน เด็กมีพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน (ร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา) เด็กมีพัฒนาการองค์รวมสมวัยและเต็มศักยภาพ เด็กมีความสุขและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ บรรยากาศห้องเรียนที่เป็นมิตร ปลอดภัย และการปฏิสัมพันธ์เชิงบวกจากครู ช่วยสร้าง Executive Functions (EF) เด็กเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้รับการดูแลที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้ปกครองเกิดความเชื่อมั่นและคลายความกังวล รับรู้ได้ถึงความปลอดภัย พัฒนาการที่ดีขึ้นของเด็ก ส่งผลให้เกิดความพึงพอใจสูงต่อสถานศึกษา การมีส่วนร่วมและเข้าใจบทบาทของตนเองได้รับข้อมูลพัฒนาการของเด็กที่ชัดเจนนำไปต่อยอดได้ถูกต้อง
กล่าวโดยสรุป รูปแบบการพัฒนาเชิงระบบในการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาปฐมวัย (Systematic Development Model for Innovating Early Childhood Education ; SDMI Early Childhood Education) จะช่วยให้สถานศึกษามีเครื่องมือการบริหารที่ชัดเจนและเป็นระบบ ครูสามารถสร้างนวัตกรรมที่สอดคล้องกับหลักสูตรฯ ๒๕๖๐ อย่างเป็นเอกภาพ มีความยืดหยุ่นตามบริบท และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพเด็กปฐมวัยไทยให้มีความพร้อมในการเป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพต่อไป