ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 (กลุ่มเก่ง) โรงเรียนร่มฉัตรวิทยา (เทศบาล 2)

บทที่ 5

สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกทักษะ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนร่มฉัตรวิทยา (เทศบาล 2) จำนวน 6 คน

ผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ และวัดความสามารถของนักเรียนก่อนและหลังการพัฒนา จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ร้อยละ ผลต่างของคะแนน และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (Dependent Samples t-test) โดยกำหนดเกณฑ์การผ่านไว้ที่ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม

5.1 สรุปผลการวิจัย

จากการวิเคราะห์ข้อมูลในบทที่ 4 สามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้

5.1.1 ผลการพัฒนาทักษะการอ่าน

ก่อนการพัฒนา นักเรียนมีคะแนนทักษะการอ่านเฉลี่ย 19.17 คะแนน จากคะแนนเต็ม 22 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 87.12 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.79

หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 21.83 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 99.24 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.41

เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการพัฒนา พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านเพิ่มขึ้น 2.67 คะแนน และนักเรียนทั้ง 6 คนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 คิดเป็นร้อยละ 100.00

เมื่อทดสอบความแตกต่างด้วย Dependent Samples t-test พบว่า ค่า t เท่ากับ 2.530 และ p-value เท่ากับ .0525 ซึ่งมากกว่าระดับนัยสำคัญที่กำหนดไว้ .05 ดังนั้น คะแนนทักษะการอ่านก่อนและหลังการพัฒนาจึง แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

5.1.2 ผลการพัฒนาทักษะการเขียน

ก่อนการพัฒนา นักเรียนมีคะแนนทักษะการเขียนเฉลี่ย 27.50 คะแนน จากคะแนนเต็ม 33 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 83.33 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.88

หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 32.00 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 96.97 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.55

เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการพัฒนา พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านการเขียนเพิ่มขึ้น 4.50 คะแนน และนักเรียนทั้ง 6 คนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 คิดเป็นร้อยละ 100.00

เมื่อทดสอบความแตกต่างด้วย Dependent Samples t-test พบว่า ค่า t เท่ากับ 2.800 และ p-value เท่ากับ .0380 ซึ่งน้อยกว่าระดับนัยสำคัญที่กำหนดไว้ .05 ดังนั้น คะแนนทักษะการเขียนก่อนและหลังการพัฒนา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

5.1.3 ผลการผ่านเกณฑ์

เมื่อกำหนดเกณฑ์ความสำเร็จไว้ที่ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม พบว่า หลังการพัฒนานักเรียนทั้ง 6 คนผ่านเกณฑ์ด้านการอ่าน คิดเป็นร้อยละ 100.00 และผ่านเกณฑ์ด้านการเขียน คิดเป็นร้อยละ 100.00

จึงกล่าวได้ว่า นักเรียนทุกคนมีผลการประเมินหลังการพัฒนาอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนด

________________________________________

5.2 อภิปรายผลการวิจัย

ผลการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกทักษะ สามารถอภิปรายผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้ดังนี้

5.2.1 การพัฒนาทักษะการอ่าน

ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านของนักเรียนหลังการพัฒนาเพิ่มขึ้นจาก 19.17 คะแนน เป็น 21.83 คะแนน หรือเพิ่มขึ้น 2.67 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนาคิดเป็นร้อยละ 99.24 ของคะแนนเต็ม นอกจากนี้ นักเรียนทั้ง 6 คนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70

ผลดังกล่าวสะท้อนว่า การจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะมีส่วนช่วยให้นักเรียนเกิดการฝึกฝนทักษะการอ่านอย่างต่อเนื่อง นักเรียนมีโอกาสทบทวนและฝึกปฏิบัติซ้ำ ทำให้สามารถพัฒนาความสามารถในการอ่านได้ดีขึ้น โดยเฉพาะนักเรียนที่มีคะแนนก่อนการพัฒนาค่อนข้างต่ำ เมื่อได้รับการฝึกอย่างต่อเนื่องจึงมีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผลการทดสอบทางสถิติพบว่า ค่า p-value เท่ากับ .0525 ซึ่งสูงกว่า .05 แม้ว่าคะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนาจะสูงขึ้น แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าคะแนนทักษะการอ่านก่อนและหลังการพัฒนามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจากคะแนนก่อนการพัฒนาของนักเรียนหลายคนอยู่ในระดับค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ทำให้มีพื้นที่ในการเพิ่มคะแนนไม่มากนัก โดยเฉพาะนักเรียนที่ได้คะแนนเต็มก่อนการพัฒนา นอกจากนี้ กลุ่มเป้าหมายมีจำนวนเพียง 6 คน จึงอาจทำให้การทดสอบทางสถิติมีความไวต่อความแตกต่างค่อนข้างจำกัด

ดังนั้น ผลด้านการอ่านจึงควรตีความว่า นักเรียนมีคะแนนและผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านสูงขึ้นหลังได้รับการพัฒนา และนักเรียนทุกคนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด แต่หลักฐานทางสถิติยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05

5.2.2 การพัฒนาทักษะการเขียน

ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านการเขียนเพิ่มขึ้นจาก 27.50 คะแนน เป็น 32.00 คะแนน หรือเพิ่มขึ้น 4.50 คะแนน โดยคะแนนหลังการพัฒนาคิดเป็นร้อยละ 96.97 ของคะแนนเต็ม และนักเรียนทั้ง 6 คนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70

ผลการทดสอบ Dependent Samples t-test พบว่า ค่า t เท่ากับ 2.800 และ p-value เท่ากับ .0380 ซึ่งน้อยกว่า .05 แสดงว่าคะแนนทักษะการเขียนก่อนและหลังการพัฒนามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ผลดังกล่าวอาจอธิบายได้ว่า แบบฝึกทักษะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกการเขียนอย่างเป็นลำดับ จากการฝึกคำ การสะกดคำ การเลือกใช้คำ และการเขียนประโยค ทำให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงและได้รับการตรวจสอบแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง การฝึกซ้ำในลักษณะดังกล่าวช่วยให้นักเรียนเกิดความแม่นยำและความคล่องแคล่วในการเขียนมากขึ้น

นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีคะแนนการเขียนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักเรียนที่มีคะแนนก่อนการพัฒนาค่อนข้างต่ำ สามารถเพิ่มคะแนนได้หลายคะแนน แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกทักษะอาจมีประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะการเขียนของผู้เรียนที่มีความแตกต่างระหว่างบุคคล

อย่างไรก็ตาม นักเรียนคนที่ 6 มีคะแนนการเขียนลดลงจาก 33 คะแนนก่อนการพัฒนา เหลือ 30 คะแนนหลังการพัฒนา ผู้วิจัยจึงไม่ควรสรุปว่าแบบฝึกทักษะส่งผลดีต่อนักเรียนทุกคนในทุกกรณี แต่ควรพิจารณาความแตกต่างระหว่างบุคคลร่วมด้วย

5.2.3 ผลการผ่านเกณฑ์ของนักเรียน

ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทั้ง 6 คนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ทั้งด้านการอ่านและการเขียน คิดเป็นร้อยละ 100.00

ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะ นักเรียนทุกคนมีคะแนนอยู่ในระดับที่ผ่านเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนด การที่นักเรียนทุกคนผ่านเกณฑ์อาจสะท้อนถึงความเหมาะสมของกิจกรรมและแบบฝึกทักษะกับระดับความสามารถของผู้เรียน ตลอดจนการจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การที่นักเรียนผ่านเกณฑ์ทั้งหมดไม่ควรนำไปตีความเพียงอย่างเดียวว่าแบบฝึกทักษะเป็นสาเหตุโดยตรงของผลที่เกิดขึ้น เนื่องจากการวิจัยครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กและเป็นการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการพัฒนา จึงไม่มีการเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ผลการวิจัยจึงเหมาะสมที่จะใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในบริบทของกลุ่มนักเรียนที่ศึกษา มากกว่าการสรุปอ้างอิงไปยังนักเรียนทุกกลุ่ม

________________________________________

5.3 ข้อค้นพบที่สำคัญจากการวิจัย

จากผลการวิจัยสามารถสรุปข้อค้นพบที่สำคัญได้ดังนี้

5. คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา โดยเพิ่มขึ้นจาก 19.17 คะแนน เป็น 21.83 คะแนน

6. คะแนนเฉลี่ยด้านการเขียนหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา โดยเพิ่มขึ้นจาก 27.50 คะแนน เป็น 32.00 คะแนน

7. นักเรียนทุกคนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ทั้งด้านการอ่านและการเขียน

8. ทักษะการเขียนมีความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

9. ทักษะการอ่านมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แต่ผลการทดสอบทางสถิติยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05

10. นักเรียนมีความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังนั้น การจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกทักษะควรคำนึงถึงระดับความสามารถพื้นฐานของนักเรียนแต่ละคน

________________________________________

5.4 ข้อเสนอแนะ

5.4.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้

11. ครูผู้สอนควรนำแบบฝึกทักษะมาใช้เป็นกิจกรรมเสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านการเขียน ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้พบว่าคะแนนหลังการพัฒนาสูงขึ้นและแตกต่างจากก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

12. ควรจัดแบบฝึกทักษะให้มีระดับความยากง่ายเหมาะสมกับความสามารถของนักเรียนแต่ละคน โดยเฉพาะนักเรียนที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน

13. ควรให้นักเรียนได้ฝึกอ่านและเขียนอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากทักษะทั้งสองด้านเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการฝึกฝนและการทบทวนอย่างต่อเนื่อง

14. ครูควรตรวจผลงานและให้ข้อมูลย้อนกลับแก่นักเรียนทันที เพื่อให้นักเรียนทราบข้อผิดพลาดและสามารถปรับปรุงแก้ไขได้อย่างถูกต้อง

15. ควรใช้กิจกรรมที่หลากหลายประกอบกับแบบฝึกทักษะ เช่น การอ่านออกเสียง การอ่านเป็นคู่ การเขียนจากภาพ การเติมคำ การเรียงคำ และการแต่งประโยค เพื่อสร้างแรงจูงใจและลดความจำเจในการฝึก

16. สำหรับนักเรียนที่มีคะแนนก่อนการพัฒนาอยู่ในระดับสูง ควรจัดกิจกรรมเพิ่มเติมที่มีความท้าทายมากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ

5.4.2 ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป

1. ควรเพิ่มจำนวนกลุ่มตัวอย่างให้มากขึ้น เพื่อให้ผลการวิจัยมีความน่าเชื่อถือและสามารถนำไปอ้างอิงกับกลุ่มนักเรียนที่มีลักษณะใกล้เคียงกันได้มากขึ้น

2. ควรพิจารณาใช้กลุ่มควบคุมหรือออกแบบการวิจัยที่มีกลุ่มเปรียบเทียบ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลของการใช้แบบฝึกทักษะกับวิธีการจัดการเรียนรู้รูปแบบอื่นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

3. ควรดำเนินการวิจัยเป็นระยะเวลานานขึ้น เพื่อศึกษาว่าทักษะการอ่านและการเขียนของนักเรียนมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและคงอยู่หลังสิ้นสุดการทดลองหรือไม่

4. ควรพัฒนาแบบฝึกทักษะให้ครอบคลุมทักษะย่อยของการอ่านและการเขียน เช่น การอ่านคำ การอ่านประโยค การอ่านจับใจความ การสะกดคำ การเลือกใช้คำ และการเขียนประโยค

5. ควรมีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพเพิ่มเติม เช่น การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การสัมภาษณ์นักเรียน หรือการวิเคราะห์ข้อผิดพลาดในการอ่านและการเขียน เพื่อให้เข้าใจพัฒนาการและปัญหาของนักเรียนในแต่ละบุคคลมากขึ้น

6. ควรตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมืออย่างเป็นระบบก่อนนำไปใช้จริง ทั้งด้านความตรงเชิงเนื้อหา ความยากง่าย อำนาจจำแนก และความเชื่อมั่นของเครื่องมือ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย

________________________________________

5.5 สรุปท้ายบท

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนาทั้งด้านการอ่านและการเขียนสูงกว่าก่อนการพัฒนา และนักเรียนทั้ง 6 คนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ทั้งสองด้าน

เมื่อพิจารณาผลการทดสอบทางสถิติ พบว่า ด้านการเขียนมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ ด้านการอ่านมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ดังนั้น ผลการวิจัยจึงสนับสนุนว่า การใช้แบบฝึกทักษะในบริบทของกลุ่มเป้าหมายครั้งนี้มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาคะแนนด้านการอ่านและ

การเขียน โดยเห็นผลเด่นชัดทางสถิติในด้านการเขียน และนักเรียนทุกคนสามารถผ่านเกณฑ์ความสำเร็จที่กำหนดไว้

ผลการวิจัยดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง มีการตรวจสอบข้อผิดพลาด และได้รับข้อมูลย้อนกลับที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะภาษาไทยของผู้เรียนต่อไป

โพสต์โดย KOKO : [11 ก.ย. 2569 (10:52 น.)]
อ่าน [43] ไอพี : 119.42.96.42
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 34,010 ครั้ง
แผ่นป้าย "คำอวยพรอักษรจีน" เสริมโชคลาภ-สิริมงคล
แผ่นป้าย "คำอวยพรอักษรจีน" เสริมโชคลาภ-สิริมงคล

เปิดอ่าน 13,180 ครั้ง
โยคะดีกับผิว เหมาะกับวัย
โยคะดีกับผิว เหมาะกับวัย

เปิดอ่าน 30,057 ครั้ง
คู่มือ/แนวทางการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน
คู่มือ/แนวทางการดำเนินงานการประกันคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน

เปิดอ่าน 28,682 ครั้ง
กำเนิด 4 อาชีพใหม่ไอที
กำเนิด 4 อาชีพใหม่ไอที

เปิดอ่าน 24,072 ครั้ง
10 สายพันธุ์สุนัขที่ฉลาดที่สุดในโลก
10 สายพันธุ์สุนัขที่ฉลาดที่สุดในโลก

เปิดอ่าน 5,341 ครั้ง
สวมแหวนแต่ละนิ้ว เสริมดวงอะไรบ้าง
สวมแหวนแต่ละนิ้ว เสริมดวงอะไรบ้าง

เปิดอ่าน 38,389 ครั้ง
น้ำแร่และน้ำเปล่าแตกต่างกันอย่างไร
น้ำแร่และน้ำเปล่าแตกต่างกันอย่างไร

เปิดอ่าน 28,787 ครั้ง
"อ่านคล่อง เขียนคล่อง คิดเลขเป็น"
"อ่านคล่อง เขียนคล่อง คิดเลขเป็น"

เปิดอ่าน 8,548 ครั้ง
ไทยมีอัตราการเติบโตของการใช้อินเทอร์เน็ต สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก
ไทยมีอัตราการเติบโตของการใช้อินเทอร์เน็ต สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก

เปิดอ่าน 15,074 ครั้ง
วิธีทำให้ "แก้วมังกร" ลูกดก
วิธีทำให้ "แก้วมังกร" ลูกดก

เปิดอ่าน 9,125 ครั้ง
หนี้การศึกษา
หนี้การศึกษา

เปิดอ่าน 6,867 ครั้ง
สสวท. แจกแผนการจัดการเรียนรู้วิชาเทคโนโลยีฟรี  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 5 อย่ารอช้าจัดให้ครบครัน
สสวท. แจกแผนการจัดการเรียนรู้วิชาเทคโนโลยีฟรี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 5 อย่ารอช้าจัดให้ครบครัน

เปิดอ่าน 16,472 ครั้ง
หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา
หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา

เปิดอ่าน 286,430 ครั้ง
10 บุคคลสำคัญ ผู้ทรงอิทธิพลของโลก
10 บุคคลสำคัญ ผู้ทรงอิทธิพลของโลก

เปิดอ่าน 217,718 ครั้ง
บทบาทของครู
บทบาทของครู

เปิดอ่าน 27,056 ครั้ง
ประวัติ ความเป็นมาของ "วันเด็กแห่งชาติ"
ประวัติ ความเป็นมาของ "วันเด็กแห่งชาติ"
เปิดอ่าน 67,097 ครั้ง
4 พฤติกรรม "ผู้นำ" ที่ดี
4 พฤติกรรม "ผู้นำ" ที่ดี
เปิดอ่าน 11,992 ครั้ง
วิธีรักษามะเร็ง แบบธรรมชาติ
วิธีรักษามะเร็ง แบบธรรมชาติ
เปิดอ่าน 35,284 ครั้ง
สุนัขพันธ์บางแก้ว
สุนัขพันธ์บางแก้ว
เปิดอ่าน 16,366 ครั้ง
ผลการเลือกตั้ง 2554 อย่างไม่เป็นทางการ
ผลการเลือกตั้ง 2554 อย่างไม่เป็นทางการ

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ