นวัตกรรม เพื่อนฟังเพื่อน: การสอนปฏิบัติดนตรีที่ให้ผู้เรียนค้นพบด้วยตนเองก่อน แล้วครูเสริมเติมเต็มตามประเด็นเนื้อหา
กรณีศึกษาการสอนขลุ่ยรีคอร์เดอร์เดี่ยว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
มาวิน จำปาลอย ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (ดนตรี) โรงเรียนปากคาดพิทยาคม อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ
บทคัดย่อ
บทความนี้นำเสนอนวัตกรรมการสอนปฏิบัติดนตรีที่ใช้กิจกรรม เพื่อนฟังเพื่อน เป็นกลไกหลัก เพื่อให้ผู้เรียนสังเกต ตั้งเป้าหมาย ทดลองฝึก และประเมินการเล่นของกันและกันด้วยตนเองก่อน จากนั้นครูจึงเสริมความรู้เรื่องเทคนิคการหายใจและการใช้ลิ้น (Tonguing) ให้ตรงกับประเด็นที่ผู้เรียนพบ นวัตกรรมนี้ถูกใช้ในรายวิชาดนตรี 1 (ศ32101) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 17 คน ในหน่วยการเรียนรู้เรื่องเทคนิคการร้องเพลงและการบรรเลงดนตรีสากล โดยฝึกบรรเลงเพลง Old MacDonald had a farm ผลการจัดการเรียนรู้พบว่านักเรียนทุกคนผ่านเกณฑ์ด้านความรู้ ด้านเจตคติ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสมรรถนะสำคัญ ส่วนด้านทักษะปฏิบัติมีคะแนนเฉลี่ย 16.71 จาก 20 คะแนน โดยนักเรียน 12 คนอยู่ในระดับดีมาก และ 5 คนอยู่ในระดับดี บทความสรุปแนวทางการนำไปใช้ ข้อสังเกตจากการสอน และข้อจำกัดเพื่อประโยชน์ต่อครูผู้สอนวิชาปฏิบัติ
บทนำ
การเรียนปฏิบัติดนตรีในห้องเรียนมักเริ่มจากการที่ครูสาธิตและอธิบายเทคนิคก่อน แล้วผู้เรียนจึงฝึกตาม วิธีนี้มีข้อดีคือชัดเจนและรวดเร็ว แต่ผู้เรียนอาจไม่ได้เห็นปัญหาของตนเองอย่างแท้จริง จึงรับคำอธิบายของครูโดยไม่เห็นว่า ทำไมต้องใช้เทคนิคนี้ ขณะที่ตัวชี้วัด ศ 2.1 ม.4-6/5 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องการให้ผู้เรียนเล่นดนตรีเดี่ยวและรวมวงโดยเน้นเทคนิคการแสดงออกและคุณภาพของการแสดง ซึ่งต้องอาศัยทั้งความเข้าใจและการฟังตนเองอย่างมีวิจารณญาณ
ผู้เขียนจึงออกแบบกิจกรรม เพื่อนฟังเพื่อน โดยกลับลำดับการสอนเดิม คือให้ผู้เรียนได้ลองเล่น ฟัง และสังเกตกันก่อน เมื่อผู้เรียนเห็นปัญหา เช่น เสียงขาดก่อนจบวลี หรือเสียงแต่ละโน้ตไม่แยกจากกัน ครูจึงเข้ามาอธิบายเทคนิคที่แก้ปัญหานั้นโดยตรง
แนวคิดที่รองรับ
การเรียนรู้โดยการค้นพบ (Discovery Learning) Bruner (1961) เสนอว่าผู้เรียนจดจำและนำความรู้ไปใช้ได้ดีเมื่อได้ค้นพบหลักการด้วยตนเอง บทบาทของครูจึงเป็นผู้ออกแบบสถานการณ์และเสริมความรู้ ไม่ใช่เพียงผู้ถ่ายทอด
การเรียนรู้ผ่านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม Vygotsky (1978) อธิบายว่าผู้เรียนพัฒนาได้ไกลขึ้นเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่นในขอบเขตที่เหมาะสม เพื่อนที่ฟังและให้ข้อสังเกตจึงทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนที่อยู่ใกล้ระดับความสามารถของผู้เรียนมากที่สุด
การประเมินโดยเพื่อนและการประเมินเพื่อพัฒนา Topping (1998) สรุปว่าการประเมินโดยเพื่อนช่วยให้ผู้ประเมินและผู้ถูกประเมินได้คิดเชิงวิเคราะห์ และสอดคล้องกับแนวคิดการประเมินเพื่อพัฒนาของ Black และ Wiliam (1998) ที่เน้นการให้ข้อมูลย้อนกลับระหว่างเรียนเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้
การกำกับตนเองในการเรียนรู้ Zimmerman (2002) เสนอวงจรการเรียนรู้ที่ผู้เรียนวางแผนหรือตั้งเป้าหมาย ลงมือปฏิบัติ และสะท้อนผล ซึ่งตรงกับโครงสร้างสามส่วนของใบงาน เพื่อนฟังเพื่อน
รูปแบบนวัตกรรม
3.1 หลักการออกแบบ
1. ผู้เรียนลองก่อน ครูอธิบายทีหลัง เพื่อให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ที่ทำให้เห็นความจำเป็นของเทคนิค
2. ใช้เกณฑ์ที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง ผู้เรียนประเมินเพื่อนจากเทคนิค 4 ข้อ ไม่ใช่ความรู้สึกทั่วไป
3. บันทึกอย่างน้อย 2 รอบ เพื่อให้เห็นความก้าวหน้าก่อนและหลังรู้เทคนิค
4. ครูเสริมตามประเด็นที่พบ ไม่สอนทุกอย่างล่วงหน้า
3.2 ลำดับกิจกรรม
ขั้น กิจกรรม บทบาทผู้เรียน บทบาทครู
1.เร้าความสนใจ ชมวีดิทัศน์การแสดงรวมวงรีคอร์เดอร์ เชื่อมโยงประสบการณ์ ใช้คำถามกระตุ้น
และตอบคำถามทบทวนประสบการณ์เดิม
2.พื้นฐาน ทบทวนการจับขลุ่ยและตำแหน่งนิ้ว ฝึกจับและเป่า อธิบายคร่าวๆ
3.ค้นหาด้วยตนเอง รอบ 1) จับคู่ ตั้งเป้าหมาย ฝึกเป่า และฟังเพื่อน สังเกตและประเมินเพื่อน เดินสังเกต ไม่ชี้นำคำตอบ
บันทึกลงใบงานที่ 1
4.ครูเสริมความรู้ อธิบายการหายใจด้วยกะบังลม และการใช้ลิ้น ทดลองใช้เทคนิค อธิบายตามปัญหาที่พบ
แบบ Single Tonguing (ออกเสียง ทู)
5.ฝึกซ้ำ (รอบ 2) ฝึกเป่าให้กันฟังอีกครั้ง บันทึกผลรอบที่ 2 เปรียบเทียบกับรอบแรก ให้คำแนะนำรายบุคคล
6.ประยุกต์ใช้ ใบงานที่ 2 กำหนดจุดหายใจ () และโน้ตที่ ตัดสินใจด้วยตนเอง ตรวจสอบเหตุผล
ใช้ลิ้น (T) บนโน้ตเพลง Old MacDonald
had a farm
7. นำเสนอ นำเสนอครั้งละ 4-5 คน ให้ข้อเสนอแนะ แสดงและให้ข้อเสนอแนะ สรุป ชื่นชม และให้คำแนะนำรายบุคคล
แบบเพื่อนช่วยเพื่อน
3.3 เครื่องมือ
ใบงานที่ 1 เพื่อนฟังเพื่อน แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ (1) ตั้งเป้าหมายก่อนฝึก (2) ติดตามความก้าวหน้า 4 เทคนิค ได้แก่ เป่าเสียงถูกต้อง ควบคุมลมหายใจไม่ให้เสียงขาดก่อนจบวลี ใช้ลิ้นแตะ (Tu) ให้เสียงแต่ละโน้ตชัดเจน และบรรเลงถูกต้องตามทำนองและจังหวะ โดยบันทึก 2 ครั้ง ด้วยระดับ ทำได้แล้ว กำลังฝึก ยังไม่ได้ และ (3) สะท้อนผลหลังฝึก ว่าเพื่อนทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ทำอะไรได้ดี และต้องพัฒนาอะไรต่อ ประเมินคุณภาพของใบงานด้วยรูบริก 4 ระดับ 4 ด้าน
นอกจากนี้ใช้แบบประเมินใบงานที่ 2 (5 รายการ คะแนนเต็ม 20) แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และแบบประเมินสมรรถนะสำคัญ 2 ด้าน
ผลที่เกิดขึ้น
ผู้เรียนเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 17 คน ผลการประเมินสรุปได้ดังนี้
ด้าน เครื่องมือ ผล
ความรู้ (K) ใบงานที่ 1 ผ่านเกณฑ์ 17 คน (ร้อยละ 100)
ทักษะปฏิบัติ (P) แบบประเมินใบงานที่ 2 (เต็ม 20) คะแนนเฉลี่ย 16.71 ระดับดีมาก 12 คน
(ร้อยละ 70.59) ระดับดี 5 คน (ร้อยละ 29.41)
เจตคติ (A) แบบสังเกตพฤติกรรม ระดับดีมากทั้ง 17 คน
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ แบบประเมินคุณลักษณะ ระดับดีมากทั้ง 17 คน
สมรรถนะสำคัญ แบบประเมิน 2 ด้าน ระดับดีมากทั้ง 17 คน
ข้อสังเกตจากร่องรอยการเรียนรู้
ผู้เรียนตั้งเป้าหมายและมองเห็นปัญหาของตนเอง เป้าหมายที่นักเรียนเขียนให้เพื่อนส่วนใหญ่เป็นเป้าหมายระดับพื้นฐาน เช่น เป่าเป็นเพลงได้ หรือเป่าโน้ตให้ถูกต้อง ซึ่งเหมาะกับการฝึกครั้งแรก ข้อที่เพื่อนบันทึกว่าควรพัฒนาต่อ เช่น การควบคุมลม การตัดลิ้น และความสม่ำเสมอของจังหวะ ตรงกับสองเทคนิคที่ครูเตรียมสอนในขั้นถัดไป จึงทำให้การอธิบายของครูมีบริบทรองรับ
เห็นความก้าวหน้าระหว่างรอบที่ 1 และ 2 ในใบงานที่ 1 ผู้เรียนจำนวนมากเปลี่ยนสถานะของเทคนิคบางข้อ โดยเฉพาะการใช้ลิ้น จาก กำลังฝึก ไปสู่ ทำได้แล้ว หลังครูเสริมเทคนิค ซึ่งผู้เรียนเห็นความแตกต่างได้ด้วยตนเองผ่านการเปรียบเทียบ 2 รอบ
ผู้เรียนตัดสินใจเรื่องการหายใจและการใช้ลิ้นด้วยตนเอง ในใบงานที่ 2 ผู้เรียนใช้วิธีทำเครื่องหมายที่ต่างกัน บางคนทำสัญลักษณ์ T เหนือโน้ตแต่ละตัว บางคนทำเป็นกลุ่มโน้ตตามวลีและกำกับ T ที่ต้นวลี บางคนเขียนชื่อตัวโน้ตกำกับเพิ่มเอง ความหลากหลายนี้แสดงว่าผู้เรียนไม่ได้ลอกตามต้นแบบ และเป็นข้อมูลให้ครูตรวจสอบความเข้าใจรายบุคคลได้ว่าใครเข้าใจหน้าที่ของการใช้ลิ้นและวลีเพลงอย่างไร
การสะท้อนผลและการสื่อสาร ผลการสอนระบุว่าผู้เรียนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมอย่างตั้งใจ มีการสื่อสารกับเพื่อนและครูอย่างชัดเจน และเริ่มระบุปัญหาการเป่าของตนเองได้ชัดขึ้นในรอบที่ 2
ปัญหาและแนวทางแก้ไข
นักเรียน 3 คนยังควบคุมลมหายใจและการใช้ลิ้นไม่คล่องแคล่ว ซึ่งครูวิเคราะห์ว่ามาจากพื้นฐานและประสบการณ์การเล่นเครื่องเป่าที่น้อย แนวทางคือจัดสอนซ่อมเสริมนอกเวลาเรียนแบบรายบุคคล และจับคู่กับเพื่อนที่มีทักษะดี
นักเรียนบางคู่ให้ข้อเสนอแนะกันอย่างไม่ละเอียด แนวทางคือครูยกตัวอย่างการให้ข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ก่อนเริ่มกิจกรรม ซึ่งทำให้คุณภาพข้อเสนอแนะดีขึ้นในรอบที่ 2
นักเรียนที่ไม่เคยมีประสบการณ์เป่าขลุ่ยเชื่อมโยงความรู้เดิมได้จำกัด แนวทางคือให้เพื่อนที่มีประสบการณ์แลกเปลี่ยนก่อนเริ่มฝึก
อภิปรายผล
ผลที่ได้สอดคล้องกับแนวคิดที่ใช้ออกแบบ กล่าวคือ เมื่อผู้เรียนได้ลองก่อน ครูจึงอธิบายเทคนิค ผู้เรียนมีเหตุผลที่จะรับฟังและนำไปใช้ทันที สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้โดยการค้นพบ การที่เพื่อนเป็นผู้ฟังทำให้ผู้เรียนมีทั้งผู้ฟังจริงและเกณฑ์ที่ชัดเจน จึงช่วยลดความกดดันจากการถูกครูประเมินทุกครั้ง และทำให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการสื่อสารและการคิดวิเคราะห์ควบคู่กับทักษะดนตรี
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าคุณภาพของกิจกรรมขึ้นอยู่กับคุณภาพของเกณฑ์และการสอนผู้เรียนให้ใช้เกณฑ์ ซึ่งครูต้องเตรียมตัวอย่างการให้ข้อเสนอแนะ และเดินสังเกตเพื่อประเมินความถูกต้องของข้อมูลที่เพื่อนบันทึกไว้ด้วย ไม่ใช่เชื่อผลประเมินจากเพื่อนทั้งหมด
ข้อจำกัดและข้อเสนอแนะ
ข้อมูลในบทความนี้มาจากการจัดการเรียนรู้ 1 คาบ กับนักเรียน 1 ห้อง จำนวน 17 คน และไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ จึงไม่อาจสรุปว่านวัตกรรมนี้ดีกว่าการสอนแบบอื่นได้ ควรทดลองซ้ำหลายรอบหรือหลายห้อง และอาจเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพเพิ่ม เช่น การสัมภาษณ์ผู้เรียน
ข้อเสนอแนะสำหรับครูที่ต้องการนำไปใช้
1. กำหนดเกณฑ์ประเมินเทคนิคไม่เกิน 4 ข้อ ให้ผู้เรียนสังเกตได้จริงด้วยการฟัง
2. สาธิตตัวอย่างข้อเสนอแนะที่ดีก่อนเริ่มกิจกรรมจับคู่
3. จับคู่ผู้เรียนที่มีระดับความสามารถต่างกันเล็กน้อย
4. ให้บันทึกอย่างน้อย 2 รอบ และแทรกการอธิบายของครูไว้ระหว่างรอบ
5. ใช้ร่องรอยในใบงานเป็นข้อมูลวางแผนสอนซ่อมเสริมรายบุคคล
6. ปรับใช้กับเครื่องดนตรีอื่น เช่น คีย์บอร์ดหรือการขับร้อง โดยเปลี่ยนรายการเทคนิคที่ประเมิน
สรุป
กิจกรรม เพื่อนฟังเพื่อน เป็นนวัตกรรมที่ทำได้จริงในห้องเรียนที่มีทรัพยากรจำกัด โดยใช้เพียงใบงาน เกณฑ์ที่ชัดเจน และการจัดลำดับกิจกรรมใหม่ ให้ผู้เรียนได้ค้นพบปัญหาก่อน แล้วครูเสริมความรู้ให้ตรงประเด็น ผลคือผู้เรียนมีส่วนร่วม กำกับการเรียนรู้ของตนเอง และพัฒนาทักษะการบรรเลงได้ตามเป้าหมายของตัวชี้วัด
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.
Black, P., & Wiliam, D. (1998). Inside the black box: Raising standards through classroom assessment. Phi Delta Kappan, 80(2), 139-148.
Bruner, J. S. (1961). The act of discovery. Harvard Educational Review, 31(1), 21-32.
Topping, K. (1998). Peer assessment between students in colleges and universities. Review of Educational Research, 68(3), 249-276.
Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Cambridge, MA: Harvard University Press.
Zimmerman, B. J. (2002). Becoming a self-regulated learner: An overview. Theory Into Practice, 41(2), 64-70.