ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


หน้าแรกครูบ้านนอก > ข่าว/บทความ > บทความการศึกษา > ปฏิรูปการศึกษา เรียนรู้จากผู้ประสบผลสำเร็จ : "เกาหลีใต้"

✎ ปฏิรูปการศึกษา เรียนรู้จากผู้ประสบผลสำเร็จ : "เกาหลีใต้"

+โพสต์เมื่อวันที่ : 10 พ.ย. 2557 เปิดอ่าน : 5,880 ครั้ง

ลิงก์ผู้สนับสนุน

☰แชร์ >  
Share on Google+ LINE it!
เพิ่มเพื่อน

เพชร เหมือนพันธุ์

เกาหลีใต้เป็นชาติที่ได้ชื่อว่ามีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลก บริษัท Pearson และ The Economic Intelligence : EIU ระบุว่า ประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกคือ ฟินแลนด์เป็นอันดับที่ 1 และเกาหลีใต้เป็นอันดับที่ 2 ขณะที่คุณภาพการศึกษาของไทยเรากำลังตกต่ำลงทุกระดับอย่างต่อเนื่อง เราลองมองดูตัวอย่างของประเทศที่ประสบผลสำเร็จเพื่อใช้เป็นต้นแบบหรือตัวอย่าง เป็นเส้นทางลัดในการพัฒนา

เกาหลีใต้เป็นชาติที่เก่าแก่ มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เกิดเป็นชาติตามที่มีบันทึกไว้ตั้งแต่ 1,790 ก่อนสมัยพุทธกาล เมี่อ พ.ศ.434 เกาหลีได้ถูกชาติจีนเข้าครอบครองอยู่ 2 ครั้ง นับเวลารวมได้ถึง 500 ปี ภายใต้การปกครองของจีนทำให้ชาวเกาหลีได้รับเอาวัฒนธรรมจีนมาด้วย เช่น ตัวอักษรจีนศาสนาพุทธ และศาสนาขงจื้อ

ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาหลีในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (ยุคล่าอาณานิคม) เป็นเวลา 35 ปี ญี่ปุ่นได้สร้างบาดแผลที่ร้าวลึกในประวัติศาสตร์ของเกาหลีที่คนเกาหลีจำไม่ลืมในศตวรรษที่ 18 ญี่ปุ่นซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจชาติเดียวในอาเซียนในสมัยนั้นได้เลียนแบบการล่าอาณานิคมของฝรั่ง เข้ายึดผนวกเอาเกาหลีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ

ญี่ปุ่นพยายามที่จะกลืนชาติเกาหลีให้เป็นญี่ปุ่น การกระทำใดๆ ที่เป็นแบบเกาหลีให้ถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ห้ามสอนวิชาประวัติศาสตร์และภาษาเกาหลีในโรงเรียน ทรัพย์สินที่มีค่าของเกาหลีถูกนำไปญี่ปุ่น ประชาชนถูกบังคับให้เปลี่ยนชื่อเป็นญี่ปุ่น ล้มราชวงศ์เกาหลี ทำลายปราสาทราชวัง บังคับให้ชาวเกาหลีที่เก็บเกี่ยวข้าวได้แล้วส่งไปให้ญี่ปุ่น จนทำให้ชาวเกาหลีอยู่ในสภาพที่ยากจน ผู้ใดต่อต้านญี่ปุ่นจะถูกฆ่า ชาวเกาหลีจำนวนมากถูกชาวญี่ปุ่นบังคับให้ไปช่วยรบกับรัสเซียในช่วงสงครามญี่ปุ่น-รัสเซียในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ชายชาวเกาหลีจำนวนมากถูกเกณฑ์ให้ไปช่วยรบในจีน สตรีเกาหลีจำนวนกว่า 200,000 คน ถูกส่งตัวไปเป็นนางบำเรอทหารญี่ปุ่น

จนถึงสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีจึงกลับมาได้เอกราชอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วก็ถูกมหาอำนาจที่ชนะสงครามโลก 4 ชาติ คือ รัสเซีย จีน อังกฤษ อเมริกา เข้ามาแบ่งแยกเกาหลีออกเป็นสองประเทศ ที่เส้นขนานที่ 38 เกาหลีใต้เกาหลีเหนือต้องมารบกันเอง แม้จะพยายามรวมประเทศอยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ

บาดแผลที่เจ็บปวดและร้าวลึกทางประวัติศาสตร์กับญี่ปุ่นส่งผลให้เกาหลีใต้ต้องทุ่มเทพัฒนาขีดความสามารถของชาติให้สูงขึ้น เพื่อแข่งขันกับประเทศมหาอำนาจที่ตั้งอยู่รอบบ้าน ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน รัสเซียให้ได้ ความเจ็บปวดจากการถูกกดขี่บังคับของชาวญี่ปุ่นได้สร้างรอยแผลแห่งความโกรธแค้นที่ตกค้างในใจจนเกิดเป็น "สัญชาตญาณ ฮัน (Han)" อันเป็นอาการที่ยังคงมีความเจ็บปวดฝังลึกที่ไม่ได้ล้างแค้นจากอาการโกรธแค้น (Anger Illness) ยังอยู่ในหัวใจของคนเกาหลีทุกคน

ปัจจัย ความรู้สึก Han นี้เป็นคุณลักษณะที่ขับดันให้ชาวเกาหลีเกิดความสำเร็จในการสร้างชาติ เกิดเป็นอุดมการณ์ที่ได้ประกาศไว้ในหัวใจของทุกคนว่า "เกาหลีจะแพ้ชาติใดในโลกก็ได้ แต่ยกเว้นต้องไม่แพ้ญี่ปุ่น" ญี่ปุ่นจึงกลายเป็น Benchmark ของชาวเกาหลี ที่ใช้เป็นเพดานเกณฑ์มาตรฐาน เอาญี่ปุ่นเป็นคู่แข่งขันเป็นเป้าหมายของความสำเร็จ

ปัจจัยความเชื่อทางศาสนา ขงจื้อ วัฒนธรรม ขงจื้อ ที่เป็นวัฒนธรรมของชาวเกาหลี จะให้ความสำคัญต่อการศึกษา ยกย่องคนที่มีการศึกษาเป็นคนที่มีเกียรติ คนที่เรียนสูงจะได้รับการยอมรับได้รับการยกย่อง ชาวเกาหลีให้ความสำคัญและทุ่มเทกับการจัดการศึกษาอย่างสูงยิ่ง พ่อแม่ผู้ปกครองจะพยายามทุ่มเทส่งลูกหลานของตนเองให้ได้เข้าเรียนหนังสือในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงสูง ลูกหลานชาวเกาหลีทุกคนจึงต้องแข่งขันขยันอดทนเรียน ลูกใครที่ได้รับการศึกษาดี สูงจะได้รับการยกย่อง ลูกหลานใครที่ได้รับการศึกษาต่ำ หรือไม่ประสบผลสำเร็จจะได้รับการดูถูกการแข่งขันกันสอบเข้าเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นแรงกดดันให้นักเรียนต้องทุ่มเทการเรียน ทั้งในโรงเรียนและเรียนพิเศษตลอดเวลาจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการเรียนหนักแบบหามรุ่งหามค่ำ ความขยันในการเรียนและการใฝ่รู้ใฝ่เรียนจึงถูกฝังอยู่ในสายเลือดของคนเกาหลี พ่อแม่ผู้ปกครองในยุค Baby Bloom ต่างทุ่มเท แข่งขันกันส่งลูกเข้าโรงเรียนเพื่อให้ลูกได้หนีจากความลำบากสมัยที่พ่อแม่เคยประสบมา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งให้เด็กในวัยเรียนฆ่าตัวตายสูง

วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ในปี พ.ศ.2540 ทำให้เด็กนักเรียนเกาหลีทุกคนต้องการความมั่นคงในชีวิตและความมั่นคงในการทำงาน เด็กเก่งๆ จึงหันมาเรียนครู เพราะอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีหน้ามีตา ได้รับการยอมรับ ทำให้เกาหลีใต้ได้เด็กเก่งได้คนเก่งมาเป็นครู

ประเทศเกาหลีมีระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเพราะเกาหลีมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ วางแผนพัฒนาประเทศจนประสบผลสำเร็จ กล้าที่จะทุ่มงบประมาณอุดหนุนกลุ่มธุรกิจใหม่คือกลุ่มแชโบล Charbol (กลุ่ม Hyundai และ Samsung) จนสามารถสร้างอาณาจักรธุรกิจให้ครอบคลุมไปทั่วโลก มีศักยภาพในการพัฒนาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สารสนเทศ สร้างเครื่องยนต์อุตสาหกรรมหนัก สร้างกระแสวัฒนธรรม Kpop สร้างภาพยนตร์ถ่ายทอดวัฒนธรรมเกาหลีจนเกิดกระแสเกาหลีฟีเว่อร์ ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ทุกห้องเรียนมีสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัยกว่าหลายประเทศ

เกาหลีเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 10 เมกะบิต (เฉลี่ยอยู่ที่ 14.6 เมกะบิต) เร็วที่สุดในโลก แซงญี่ปุ่น มีนโยบายให้นักเรียนทุกคนได้เรียนฟรีและมีอาหารกลางวันให้ฟรี

เกาหลีมีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพมีทักษะแรงงานของประชากรสูง รัฐบาลสร้างระบบเว็บไซต์ EDUNET.20, EDUNET.T.or.kr ให้เป็นศูนย์การค้นคว้าของนักเรียนนักศึกษา สร้าง RISS.KR ให้เป็นศูนย์รวบรวมวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของทั่วโลกไว้ให้คนเกาหลีได้ศึกษาฟรี มีระบบเว็บไซต์ ระบบข้อมูลการศึกษาชาติ (ไนซ์-NEIS) เว็บไซต์ มีข้อมูลนักเรียนและอาจารย์ EDUNET ให้เป็นห้องสมุดดิจิตอล สร้างเว็บไซต์ระบบการเรียนรู้ Online สามารถเรียนได้ที่บ้านหรือเรียนได้ทุกสถานที่ทุกเวลา พัฒนาทักษะระบบไอทีให้กับครูผู้บริหารโรงเรียนจัดห้องเรียนประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน จัดชั้นเรียนคุณภาพ U Classroom ,ที่มีระบบสารสนเทศที่ทันสมัยจัดการศึกษา แบบ Smart Education เพื่อเตรียมคนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ให้เลิกการเรียนแบบ E-learning และ Mobile Learning นักเรียนตั้งแต่ชั้น ป.2 มีโน้ตบุ๊ก ระบบ iPod ทุกคน

การเรียนในหลักสูตรจะมีอยู่ 3 ส่วนคือ เนื้อหาทางวิชาการ กิจกรรมเสริมหลักสูตร ซึ่งเด็กจะได้ออกไปเรียนนอกชั้นเรียนในชุมชนเรียนรู้อย่างสนุก และมีวิชาเลือกที่หลากหลายให้เลือกเรียนได้เลือกตามความสนใจของผู้เรียน เด็กนักเรียนจึงต้องมีวินัย มีความรับผิดชอบ ทำงานหนัก ชาตินิยมสูง และให้ความเคารพพ่อแม่ เชื่อฟังครูอาจารย์สูง

เด็กนักเรียนเกาหลีไปโรงเรียนปีหนึ่ง จำนวน 220 วัน (ประเทศไทย 200 วัน) นักเรียนที่เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาต้องเรียนวันละจำนวน 15 คาบ เวลาเรียนเริ่มตั้งแต่ 07.30-22.30 น. ช่วงเวลา 19.30-22.30 น. จะเป็นช่วงที่นักเรียนต้องเรียนด้วยตนเอง (Self Study) เด็กที่ขยันมากจะเรียนเพิ่มเกี่ยวกับวิชาการตลอดเวลาส่วนคนที่ขยันน้อยหน่อยก็จะเรียนกีฬา ศิลปะ คนตรี ในช่วงสอบเด็กจะไปเรียนพิเศษหรืออ่านหนังสือในห้องสมุดจนถึงตีหนึ่งตีสอง แล้วเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เจ็ดโมงเช้าก็ต้องไปเข้าเรียน ชีวิตเด็กนักเรียนเกาหลีจึงกดดันมาก

จากการฝึกการเรียนมาแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ทำให้คนเกาหลีเป็นคนขยัน จริงจังกับชีวิต สังคมเกาหลีมีความเครียดสูง เวลาคนเกาหลีทำอะไรผิดนิดหน่อยก็จะฆ่าตัวตาย อัตราการฆ่าตัวตายของคนเกาหลีจึงมีสูง ผู้เขียนมีเพื่อนเป็นชาวเกาหลีที่เข้ามาสอนภาษาเกาหลีในประเทศไทย

เธอบอกว่า เธอไม่ชอบระบบการศึกษาของเกาหลีเพราะมันกดดันมาก เรียนหนัก เด็กเครียดไม่มีความสุข

ส่วนประเทศไทยอะไรก็สบายไปหมด เด็กมาโรงเรียนก็เรียนแบบสบายๆ ถึงเด็กสอบตกก็ซ่อมได้ เรียนไม่ได้อะไรก็สบาย ไม่เห็นมีใครเดือดร้อน

ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเกาหลีมหาโหด หิน การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงครั้งเดียวตัดสินอนาคตของเด็กได้ เด็กจึงมีความเครียด พ่อแม่ยอมย้ายบ้านไปอยู่ใกล้โรงเรียนดีๆ เพื่อที่จะให้ลูกได้เรียนใกล้บ้าน บริษัทใหญ่ๆ รับแต่คนที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยดังๆ ความคาดหวังสูงได้กดดันให้นักเรียนต้องแสดงความเข้มแข็งที่เหนือกว่า ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนแทนที่จะเป็นมิตรกลับกลายเป็นศัตรู กลายเป็นคู่แข่ง ส่งผลให้เกิดระบบอันธพาลในสถานศึกษา เด็กนักเรียนถูกเพื่อนกลั่นแกล้งรังแก ถูกทำร้ายทั้งในห้องเรียนห้องน้ำ ชั่วโมงพลศึกษา และในชุมชน เด็กจึงมีความก้าวร้าวสูง

ระบบการจัดชั้นเรียนของเกาหลีก็เหมือนกับประเทศไทยคือ 6-3-3-4 ประถมศึกษา 6 ปี มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี มัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี และอุดมศึกษา 4 ปี แต่ระบบการจัดหลักสูตรเนื้อหารายวิชา การวัดผลการเรียนรายวิชาการสอบไล่ และวิธีสอนไม่เหมือนกัน เป็นสาระที่นักปฏิรูปการศึกษาไทยควรให้ความสนใจ

ครูมีความสัมพันธ์สนิทสนมกับเด็กสูง เด็กให้ความเคารพเชื่อฟังครู (Student Teacher Relationship) ครูมีวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพครูสร้างไมด์เซ็ตของนักเรียน Growth Mindset ครูสอนคิดแบบโซเครติส (Socratic Method) ครูได้รับการพัฒนาเพื่อให้สามารถดูแลเด็กพิเศษได้ (Inclusion) ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษากับทางโรงเรียน (Parental Involvement)

แผนการปฏิรูปการศึกษาเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เกาหลีใต้จัดระบบ Smart Education ให้ทุกโรงเรียนเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนไปเป็นระบบดิจิตอล ใช้ตำราเรียนดิจิตอลแทนตำราเรียนที่เป็นกระดาษให้ทันในปี 2015 นี้ ใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยในการสอน ทำให้เด็กอยากเรียนเพิ่มมากขึ้น นักเรียนเห็นภาพปรากฏและได้ดูวีดิทัศน์ ได้เห็นบทเรียนเสมือนจริง สามารถแก้ไขปัญหาบทเรียนได้ และสามารถค้นหาข้อมูลทางวิชาการได้ง่าย ช่วยให้เด็กสามารถคิดวิเคราะห์เป็น สามารถเลือกข้อมูลได้หลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ

การศึกษาเพื่ออนาคตในศตวรรษที่ 21 การศึกษาในอุดมคติ (Edutopia) เน้นจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Education Preparing for the Future) จัดการศึกษาแบบ Smart Education ใช้ห้องเรียน U classroom ใช้ตำราเรียนดิจิตอลแทนตำรากระดาษ เปิดโอกาสให้แก่ทุกคนได้เรียนรู้เต็มขีดความสามารถ ทุกเวลา ทุกสถานที่ ปฏิรูปการศึกษาเพื่อผลิตแรงงานที่มีทักษะมีขีดความสามารถที่ผสมผสานเรียนรู้และสื่อสารกับคนอื่นได้อย่างดี มีจริยธรรม มีจิตสำนึกในการเป็นพลเมืองโลก

การศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาสามารถถ่ายโอนหน่วยการเรียนกันได้มีพันธะที่ศักดิ์สิทธิ์คือ Think Globally Act Locally เด็กมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาสามารถถ่ายโอนการเรียนกันได้ให้ถ่ายโอนหน่วยการเรียนได้ทุกสถาบันการศึกษา มีธนาคารหน่วยกิตส่งเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีในทุกรายวิชาตลอดหลักสูตร สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้เน้นการพัฒนาจริยธรรม มนุษยสัมพันธ์ สุนทรียภาพและการสร้างสรรค์ การปฏิรูปการศึกษาต้องทำตลอดเวลา

 

 

ที่มา มติชน

 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ปฏิรูปการศึกษาเรียนรู้จากผู้ประสบความสำเร็จ: "สิงคโปร์"

Advertisement


TAGS ที่เกี่ยวข้อง >> ปฏิรูปการศึกษา เรียนรู้จากผู้ประสบผลสำเร็จ : "เกาหลีใต้" , , ปฏิรูปการศึกษา , เรียนรู้จากผู้ประสบผลสำเร็จ , : , , เกาหลีใต้ , << คลิกอ่านเพิ่มเติม

≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
คลิกอ่าน!
Advertisement

≡ เรื่องล่าสุดในหมวดหมู่นี้ ≡
ถามหาการศึกษา4.0 จะเริ่มต้นเมื่อใด?☕ คลิกอ่านเลย
ถามหาการศึกษา4.0 จะเริ่มต้นเมื่อใด?
เปิดอ่าน 3,624 ครั้ง
เสียงสะท้อนจากนิทานเรื่องมดน้อย ของลุงตู่ ต่อการปฏิรูปการศึกษา : โดย เพชร เหมือนพันธุ์☕ คลิกอ่านเลย
เสียงสะท้อนจากนิทานเรื่องมดน้อย ของลุงตู่ ต่อการปฏิรูปการศึกษา : โดย เพชร เหมือนพันธุ์
เปิดอ่าน 3,116 ครั้ง
ทำอย่างไรให้ลูกมีความจำดี : ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ☕ คลิกอ่านเลย
ทำอย่างไรให้ลูกมีความจำดี : ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ
เปิดอ่าน 5,843 ครั้ง
คณิตศาสตร์ชุมชน : โดย สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน, ชุติมา ชุมพงศ์☕ คลิกอ่านเลย
คณิตศาสตร์ชุมชน : โดย สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน, ชุติมา ชุมพงศ์
เปิดอ่าน 3,471 ครั้ง
FOCUS ประเด็นจาก PISA : การกำกับดูแลที่มีประสิทธิผลส่งผลอย่างไรต่อการเรียนรู้☕ คลิกอ่านเลย
FOCUS ประเด็นจาก PISA : การกำกับดูแลที่มีประสิทธิผลส่งผลอย่างไรต่อการเรียนรู้
เปิดอ่าน 1,995 ครั้ง

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เครื่องมือวัดอุตสาหกรรม

เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ เทคนิคการสอบสัมภาษณ์
เปิดอ่าน 42,456 ครั้ง
องค์ประกอบของระบบกราฟิกองค์ประกอบของระบบกราฟิก
เปิดอ่าน 16,441 ครั้ง
วิธีทำ ส้มตำข้าวโพด เมนูสุขภาพวิธีทำ ส้มตำข้าวโพด เมนูสุขภาพ
เปิดอ่าน 80,275 ครั้ง
ความรู้ ความเชื่อ และการปฏิบัติความรู้ ความเชื่อ และการปฏิบัติ
เปิดอ่าน 5,495 ครั้ง
สี่ข้อควรระวังเพื่อการใช้ smartphone ที่ปลอดภัยกว่าสี่ข้อควรระวังเพื่อการใช้ smartphone ที่ปลอดภัยกว่า
เปิดอ่าน 7,809 ครั้ง

เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
สนามเด็กเล่น

แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย


เว็บไซต์พันธมิตร

  • IELTS
  • TOEIC Online
  • chulatutor
  •  
     
    สนามเด็กเล่น
    เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
    หมวดหมู่เนื้อหา
    [ข่าว/ประกาศ] [บทความเทคโนโลยีการศึกษา] [Technology] [e-Learning] [Graphics & Multimedia] [OpenSource & Freeware] [ซอฟต์แวร์แนะนำ] [ทฤษฎีทางการศึกษา] [เครื่องมือและเทคนิคการถ่ายภาพ] [Hot Issue] [Research Library] [Questions in ETC] [แวดวงนักเทคโนฯ] [ข่าวการศึกษา] [คุณครูควรรู้ไว้] [คณิตศาสตร์] [วิทยาศาสตร์] [ภาษาต่างประเทศ] [ภาษาไทย] [สุขศึกษาและพลศึกษา] [สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม] [ศิลปศึกษาและดนตรี] [การงานอาชีพและเทคโนโลยี] [My Profile] [เรื่องราวจากสมาชิก] [เตรียมประเมินวิทยฐานะ] [ความรู้ทั่วไป] [ผลงานวิชาการเล่มเต็ม] [ข่าวจากกระทรวงศึกษาธิการ] [สาระดีๆจากนานมีบุ๊คส์] [ภาพอบรม/สัมมนา] [การวิจัยทางการศึกษา] [โปรแกรม/เครื่องมือสำหรับครู] [ผู้สนับสนุน] [เกมส์] [งานราชการ/รัฐวิสาหกิจ/บริการสังคม] [คลิปวิดีโอ] [บทความการศึกษา] [infoGraphics] [เกาะกระแสโลกสังคมออนไลน์]
    ข่าวล่าสุด

    ครูบ้านนอกดอทคอม

    เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

          kroobannok.com

    © 2000-2020 Kroobannok.com  
    All rights reserved.


    Design by : kroobannok.com


    ครูบ้านนอกดอทคอม
    เป็นเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?
    ของเว็บการศึกษาในประเทศไทย

    การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

    วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
     

    ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

    ครูอดิศร ก้อนคำ
    ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอกดอทคอม

    Tel : 081-3431047

    เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

    Email1 : kornkham@hotmail.com

    สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
    คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ

    Google+
    ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านน้ำเที่ยง"วันครู2501"
    ศิษย์เก่าโรงเรียนคำชะอีวิทยาคาร
    ศิษย์เก่าสถาบันราชภัฏสกลนคร
    ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม