ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
• การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม เพื่อ

ชื่อเรื่อง : การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนครนนท์วิทยา ๔ วัดบางแพรกเหนือ

ผู้รายงาน : นางสุมาลี เจริญรอย ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ

ปีการศึกษา : 2558-2559

บทคัดย่อ

การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับ

แบบโฟร์แมทซีสเต็ม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนครนนท์วิทยา ๔ วัดบางแพรกเหนือ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ คือ 1) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีส ให้มีประสิทธิภาพ 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม ให้มีประสิทธิผล 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม และ 5) เพื่อวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ 1) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนครนนท์วิทยา 4 วัดบางแพรกเหนือ สำนักการศึกษาเทศบาลนครนนทบุรี ปีการศึกษา 2558 – 2559 รวมทั้งสิ้น จำนวน 128 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามความคิดเห็น คู่มือสำหรับครู ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง แสงน่ารู้ จำนวน 5 แผน ใช้เวลา 18 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบแบบ 4 ตัวเลือก คือ ก. ข. ค. และ ง. จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยาก (P) อยู่ระหว่าง 0.46 – 0.75 ค่าอำนาจจำแนก (B) อยู่ระหว่าง 0.50 – 0.98 และมีค่าความเชื่อมั่น (KR -20) ทั้งฉบับ เท่ากับ 0.647 แบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความเที่ยง ( α ) เท่ากับ 0.74 และแบบวัดเจตคติ มีค่าความเที่ยง

( α ) เท่ากับ 0.74 ซึ่งเครื่องมือในการวิจัยทั้งหมดนี้ ได้ผ่านการตรวจสอบหาคุณภาพความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญเรียบร้อยแล้ว และมีสถิติที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า t-test ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการเรียนการสอนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟแมทซีสเต็ม มี ประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 80.63/81.46 ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.6942 หรือคิดเป็นร้อยละ 69.42 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.48และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เท่ากับ 0.59 เจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.50 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เท่ากับ 0.59

บทนำ

สังคมไทยในปัจจุบันเป็นยุคแห่งความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีต่างๆ ข้อมูลข่าวสารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วิทยาการและเทคโนโลยีต่างๆ การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาคนให้มีความสามารถในการวิเคราะห์และการเชิงวิเคราะห์ เพื่อให้สอดรับกับสภาพความเปลี่ยนแปลงต่างที่เกิดขึ้นจึงทำให้การศึกษาเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนในสังคมมากขึ้น เนื่องจากการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของคนสอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง(พ.ศ. 2552-2561) ที่เน้นการปฏิรูประบบการศึกษาและการเรียนรู้อย่างเร่งด่วน เพื่อพัฒนาคุณภาพของสังคมไทยยุคใหม่ ให้สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ มีความสามารถในการสื่อสาร คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ทำงานเป็นกลุ่มได้อย่างเป็นกัลยาณมิตร มีทักษะความรู้พื้นฐานที่จำเป็น โดยจัดหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดการประเมินผลอย่างมีคุณภาพ เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียนทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา (สำนักการเลขาธิการสภาการศึกษา. 2552 : 10-15)

จากการสังเกตการเรียนการสอนในชั้นเรียนและผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน

( O-NET)ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนครนนท์วิทยา ๔ วัดบางแพรกเหนือ ปีการศึกษา 2557 พบว่า กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 47.03 (สถาบันการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ.2558) การประเมินคุณภาพนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 1 จังหวัดนนทบุรี พบว่า นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เฉลี่ย 47.35 และจากการประเมินตนเอง(Self Assessment Report) ของปีการศึกษา 2557 ผลการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 55 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ ร้อยละ 60 สาเหตุอาจเป็นเพราะการจัดการเรียนการสอนภายในชั้นเรียน มุ่งเน้นการถ่ายทอดเนื้อหาวิชามากกว่าการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงและไม่เน้นกระบวนการที่ทำให้นักเรียนได้พัฒนาการคิด อีกทั้งยังไม่ได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ประกอบการเรียนการสอน (สำนักการศึกษาเทศบาลนครนนทบุรี. 2558 : 25) ส่งผลให้นักเรียนขาดความรู้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การคิดวิเคราะห์ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ จากสภาพปัญหาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ โดยเน้นให้นักเรียนมีการคิดวิเคราะห์ ได้ฝึกฝนเรียนรู้ ได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและมีทักษะการเรียนรู้ในการพัฒนาและส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จึงจำเป็นต้องอาศัยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยพัฒนาการคิดเข้ามาช่วย ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะวิจัยและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เป็นรูปแบบที่ผู้วิจัยสังเคราะห์ขึ้น ระหว่างรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาและรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบโฟร์แมทซีสเต็ม รวมเข้าด้วยกัน โดยที่ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ผ่านวิทยาการการจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนเน้นการแก้ปัญหาที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดองค์ความรู้ในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยครูผู้สอนทำหน้าที่ในการเตรียมแหล่งข้อมูลและคอยให้ความช่วยเหลือ เป็นผู้อำนวยความสะดวกหรือผู้ให้คำแนะนำ ทำหน้าที่ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทำงานเป็นทีม กระตุ้น แนะนำและให้คำปรึกษา เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการคิดวิเคราะห์และส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้

1. เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษา

ร่วมกับแบบ โฟร์แมทซีสเต็ม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ให้มีประสิทธิภาพ

2. เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษา

ร่วมกับแบบ โฟร์แมทซีสเต็ม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิด ให้มีประสิทธิผล

3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้

รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์

4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบ

สะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์

5. เพื่อวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ขอบเขตการวิจัย

การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดขอบข่ายของการวิจัย ดังนี้

1. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

โรงเรียนนครนนท์วิทยา 4 วัดบางแพรกเหนือ สำนักการศึกษาเทศบาลนครนนทบุรี ปีการศึกษา 2559 จำนวน 65 คน

1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2

โรงเรียนนครนนท์วิทยา 4 วัดบางแพรกเหนือ สำนักการศึกษาเทศบาลนครนนทบุรี ปีการศึกษา 2559 จำนวน 32 คน โดยการสุ่มคัดเลือกแบบกลุ่ม(Clustur Random Sampling) ด้วยการจับฉลากเป็นหน่วยวิเคราะห์ (Unit of Analysis)

2. ขอบเขตด้านเนื้อหา คือ เรื่องแสงน่ารู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

3. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย

3.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่ รูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม

3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการคิดวิเคราะห์ 2) ความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอนการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม และ3) เจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

ผลการวิจัย

ผลการวิจัยมีดังนี้

1. ผลการศึกษาประสิทธิภาพ (E1/E2) ของรูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็มเพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 80.63/81.46

2. ผลการศึกษาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของรูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์

มีดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.6942 หรือคิดเป็นร้อยละ 69.42

3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

4. ผลการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบ

สะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.48และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เท่ากับ 0.59

5. ผลการศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.50 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เท่ากับ 0.59

อภิปรายผลการวิจัย

การวิจัยในครั้งนี้ สามารถอภิปรายผลการวิจัยได้ดังนี้

1. การศึกษาประสิทธิภาพ (E1/E2) ของรูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 80.63/81.46 หมายความว่ารูปแบบการเรียนการสอนที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ซึ่งได้แก่การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟแมทซีสเต็ม พบว่าใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนำไปใช้กับนักเรียนทำให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์สูงขึ้น โดยการเปรียบเทียบทั้งคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน เนื่องจากกระบวนการและขั้นตอนในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องแสงน่ารู้ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีกระบวนการสร้างโดยใช้หลักการและพื้นฐานทางด้านจิตวิทยา และหลักการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ได้ดำเนินการอย่างมีขั้นตอนด้วยวิธีการที่เหมาะสม คือ ได้ศึกษาหลักสูตร คู่มือครู เนื้อหาวิชา วิเคราะห์เนื้อหาวิชาและจุดประสงค์การเรียนรู้ สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผล และประเมินผลตลอดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี รูปแบบการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ จึงส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนสูงขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยของ ศุภวัฒน์ ทรัพย์เกิด (2559 : 81-82) ที่ได้ทำการวิจัยและค้นพบว่าการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา ช่วยเสริมสร้างการคิดประมวลผลของนักเรียน เพราะเป็นการจัดการเรียนรู้ที่บนพื้นฐาน การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน โดยการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาจะกำหนดสถานการณ์ที่เป็นปัญหาเพื่อท้าทายการคิดของนักเรียน เพื่อให้กิดความสนใจและค้นคว้าด้วยตนเอง โดยเน้นให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้และให้ข้อมูลย้อนกล้บแก่ผู้เรียน เพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของนักเรียน เพื่อนำความรู้ที่ได้มาหาแนวทางในการสร้างชิ้นงาน ผ่านกระบวนการทางวิศวกรรมสำหรับนำไปใช้แก้ปัญหา

2. ผลการศึกษาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) รูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม มีดัชนีประสิทธิผล (E.I.) เท่ากับ 0.6942 หรือคิดเป็นร้อยละ 69.42 หมายความว่า นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีการบูรณาการมาจากรูปแบบ 2 รูปแบบคือรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา และ แบบโฟร์แมทซีสเต็ม มีการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีลำดับขั้นตอนการสอน ไว้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมภายใต้หลักการที่เป็นเหตุเป็นผล สอดคล้องตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ฝึกทักษะกระบวนการคิด ยึดหลักปฏิบัติให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่ผสมผสาน ดังเช่นที่สถาบันพัฒนาความก้าวหน้า (2545 : 70) ได้สรุปว่า แผนการจัดการเรียนรู้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้สอนเลือกเทคนิควิธีสอนที่ดี สื่อการวัดผลประเมินผลตรงจุดประสงค์ การเรียนรู้ที่ได้กำหนดไว้และสอดคล้องกับจุดหมายของหลักสูตร มีการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ นักเรียนได้นำความรู้มาเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อร่วมตรวจสอบ ทำให้ทุกคนมีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมต่อไป

3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน การจัดการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษา ร่วมกับแบบ โฟร์แมทซีสเต็ม มีคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ เนื่องมาจากกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาและแบบโฟแมทซีสเต็มที่ผู้วิจัยได้ออกแบบ มีลักษณะเป็นการเรียนรู้ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ และการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน แล้วใช้กระบวนการทางวิศวกรรมและเทคโนโลยีมาบูรณาการใช้แก้ปัญหาภายใต้สถานการณ์และเงื่อนไขที่กำหนดให้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ พลศักดิ์ แสงพวงศรีและคณะ(2558 : 411) ได้เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงและเจตคติต่อการเรียนเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษากับแบบปกติ ผลการวิจัยนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง และเจตคติต่อการเรียนเคมี หลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

4. ผลการศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบ

สะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.48 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) เท่ากับ 0.59 เนื่องมาจาก รูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาร่วมกับแบบโฟร์แมทซีสเต็ม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ กิจกรรมที่หลากหลายได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรม ทำให้นักเรียนไม่เกิดความเบื่อหน่าย เมื่อสมองมีความพร้อมที่จะเรียนรู้ นักเรียนจึงจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ดีและมีความหมายโดยตรงกับนักเรียน

5. ผลการศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้

วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนครนนท์วิทยา 4 วัดบางแพรกเหนือ สำนักการศึกษาเทศบาลนครนนทบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.50 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.59 เนื่องจากรูปแบบการเรียนการสอน การจัดการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษา ร่วมกับแบบ โฟร์แมทซีสเต็ม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ช่วยทำให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับคำศัพท์เพิ่มมากขึ้นจากเดิมมากขึ้น และช่วยฝึกให้นักเรียนเป็นคนกล้าแสดงออก และพัฒนาทักษะกระบวนการทางความคิดให้กับนักเรียน จนสามารถนำความรู้ ความสามารถที่ได้จากการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต เพื่อการศึกษาและพัฒนาการประกอบอาชีพในอนาคตได้ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ พลศักดิ์ แสงพวงศรีและคณะ(2558 : 411) ได้เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงและเจตคติต่อการเรียนเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษากับแบบปกติ ผลการวิจัยนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง และเจตคติต่อการเรียนเคมี หลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ

ข้อเสนอแนะการวิจัย

1. ควรมีการศึกษาและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนในระดับชั้นอื่นๆ ด้วย โดย

ให้มีเนื้อหาสาระที่หลากหลายตรงกับความสนใจและความต้องการของนักเรียน

2. ควรมีการศึกษาและพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ และการคิดแก้ไขปัญหา ตลอดจนการคิดสร้างสรรค์ เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนานักเรียนให้มีทักษะที่หลากหลายและเป็นระบบในเรื่องอื่นๆ ต่อไป

เอกสารอ้างอิง

พลศักดิ์ แสงพวงศรีและคณะ. (2558). “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะ

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง และเจตคติต่อการเรียนเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษากับแบบปกติ.” วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ปีที่ 9 ฉบับพิเศษ เมษายน 2558 : 401-418.

ศุภวัฒน์ ทรัพย์เกิด. (2559). การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างการคิดเชิงประมวลผล ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา วิชาโปรแกรมและการประยุกต์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุกุลนารี. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.

สถาบันพัฒนาความก้าวหน้า. (2545). ยุทธศาสตร์การปรับวิธีเรียน การเปลี่ยนวิธีสอน

เพื่อเตรียมสู่ความก้าวหน้าในอนาคต. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาความก้าวหน้า

สำนักการศึกษาเทศบาลนครนนทบุรี. (2558). รายงานผลการประเมินตนเอง(SAR)

ประจำปีการศึกษา 2557. เทศบาลนครนนทบุรีฯ : ผู้แต่ง.

สำนักงานวิชาการและมาตรฐานทางการศึกษา. (2549). แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์. กรุงเทพ : ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

โพสต์โดย lee : [18 ม.ค. 2561 เวลา 19:49 น.]
อ่าน [547] ไอพี : 125.25.81.108
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
โคมไฟ LampThai
เครื่องมือวัดไฟฟ้า
การเลี้ยงแมว
สมัครงานอย่างมืออาชีพ และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์กับอุปกรณ์เพิ่มความสะดวกสบายอย่าง คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ้กและอีกมากมาย การรันตีสินค้าได้มาตราฐาน
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ