ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
การพัฒนาทักษะการคิดของเด็กปฐมวัยโดยการจัดประสบการณ์แบบโครงการ เรื่อง ข้าวมีคุณค่า

1. หลักการเหตุผล/ความเป็นมา

ปฐมวัยเป็นวัยแห่งการวางรากฐานของพัฒนาการทุกด้านของบุคคล (ฉันทนา ภาคบงกช.

2528 : 55) โดยเฉพาะพัฒนาการทางสติปัญญา เด็กมีความเจริญเติบโตทางสมองอย่างรวดเร็วมาก

ในช่วง 4 ปีแรกถึงร้อยละ 80 ของผู้ใหญ่ ดังนั้นประสบการณ์ที่เด็กปฐมวัยได้รับจะมีอิทธิพลต่อการเสริมสร้างความพร้อมสำหรับการพัฒนาในช่วงต่อไป การคิดเป็นความสามารถของสมองที่ประมวลข้อมูลที่ได้จากการรับรู้มาสร้างเป็นองค์ความรู้ในตน ซึ่งสามารถพัฒนาขึ้นได้ตั้งแต่วัยเรียน ”กระบวนการคิด” จึงเป็นสิ่งที่โรงเรียนต้องจัดให้ผู้เรียนทุกระดับชั้น เช่นเดียวกับการศึกษาปฐมวัย ซึ่งปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดใน “หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560” ในการกำหนดจุดหมายซึ่งถือเป็นมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย (2560 : 26) สำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี เกี่ยวกับเรื่องการคิดในข้อที่ 10ว่า “มีความสามารถในการคิดและการแก้ปัญหาได้เหมาะสมกับวัย” และพัฒนาการเกี่ยวกับกระบวนการคิดของเด็กในแต่ละวัยคือ เด็กอายุ 3 ปี สร้างผลงานตามความคิดของตนเองอย่างง่ายๆ เด็กอายุ 4 ปี พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจาก ได้รับคำชี้แนะ เด็กอายุ 5 ปี พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเอง ครูปฐมวัยและผู้เกี่ยวข้องต้องพิจารณา ในการจัดประสบการณ์ เพื่อส่งเสริมการสอนการ คิดให้เหมาะกับเด็กแต่ละวัย โดยนำสาระการเรียนรู้เป็นสื่อกลางในการจัดการกิจกรรมให้กับเด็ก ในลักษณะบูรณาการ ไม่เน้นเนื้อหา การท่องจำ ให้ฝึกทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับเด็ก ได้แก่ทักษะการเคลื่อนไหว ทักษะการคิด ทักษะการใช้ภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เป็นต้นการสอนให้คิดเป็นวิธีการแห่งปัญญา ซึ่งเป็นกระบวนการแก้ปัญหาเพื่อหาสาเหตุของปัญหา ดังที่ โกวิท วรพิพัฒน์ ได้เสนอแนวคิดเรื่องการสอนให้ “คิดเป็น” โดยตั้งเป็นสมมติฐานขึ้นมาว่า มนุษย์ต้องการอะไร ทำอย่างไรจึงจะบรรลุเป้าหมาย ด้วยการจัดลำดับความคิดออกเป็นขั้นตอนซึ่งมีความเชื่อมโยงและเป็นเหตุเป็นผลแก่กัน (คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2545 : 45) การจัดกิจกรรมพัฒนาการคิด จึงเป็นบทบาทหนึ่งของครูที่จะต้องจัดกิจกรรมขึ้นเพื่อฝึกทักษะการคิดให้กับเด็ก โดยครูทำหน้าที่เป็นผู้ให้การสนับสนุน อำนวยความสะดวก ไม่ใช่เป็นผู้สั่งการหรือเป็นผู้ตัดสินใจดังเช่นแต่ก่อน การสอนกระบวนการคิด หรือสอนให้ผู้เรียนคิดเป็นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากการคิดนั้นเป็นกระบวนการไม่สามารถมองเห็นได้ง่าย จะเห็นได้ก็จากผลของการคิด (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2541 : 48) การที่ครูจะทำหน้าที่นี้ได้ดีครูจะต้องมีความรู้ความเข้าใจให้ถูกต้องก่อน จึงจะนำไปปฏิบัติกับเด็กได้อย่างเห็นผลและมีประสิทธิภาพ ก่อนอื่นครูจะต้องทำความเข้าใจถึงความหมายของกระบวนการคิดที่กล่าวถึงในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตรา 24 (2) เสียก่อนว่าหมายถึงอะไร ทิศนา แขมมณี และคณะ (2547 : 5) ได้ให้ความหมายว่า “กระบวนการคิด” หมายถึง การคิดที่ต้องดำเนินไปตามลำดับขั้นตอนที่จะช่วยให้การคิดนั้นประสบผลสำเร็จตามความมุ่งหมายของการคิดนั้นๆ เช่น กระบวนการคิดแก้ปัญหา ในแต่ละขั้นตอนก็ต้องอาศัยทักษะการคิดย่อยๆ อีก จึงจะทำให้กระบวนการคิดนั้นเกิดประสิทธิภาพ__

จากการที่ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติการสอนระดับอนุบาลปีที่ 1 /2 โรงเรียนอนุบาลแม่ฮ่องสอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1 พบว่า เด็กคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ ตามวัยไม่ได้ ไม่สามารถจำแนกแต่ละประเภทได้

ดังนั้นผู้ศึกษาในฐานะที่เป็นครูผู้สอนเด็กปฐมวัยระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 จึงได้เล็งเห็นความสำคัญ และสนใจที่การจัดการเรียนการสอนแบบโครงการเพื่อพัฒนาทักษะการคิดให้กับนักเรียนอนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียนอนุบาลแม่ฮ่องสอน

2.วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้เด็กมีทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ได้

2. เพื่อให้เด็กเปรียบเทียบ จำแนก จัดเรียงลำดับ สิ่งที่ระบุให้ได้

3. เพื่อให้เด็กทำงาน เล่น ร่วมกับเพื่อนได้

3. แนวคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

แนวคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการพัฒนาทักษะการคิดของเด็กปฐมวัย

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2542 : 3-4) กล่าวว่า การคิดคือ การที่คนๆ หนึ่งพยายามใช้

พลังทางสมองของตนในการนำเอาข้อมูลความรู้ ประสบการณ์ต่างๆ ที่มีอยู่มาจัดวางอย่างเหมาะสม

เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ เช่น การตัดสินใจในสิ่งที่ดีที่สุด และได้เสนอการพัฒนาความสามารถในการ

คิดไว้ 10 มิติ ดังต่อไปนี้

มิติที่ 1 ความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) หมายถึง ความสามารถใน

การท้าทายและโต้แย้งข้อสมมุติฐานที่อยู่เบื้องหลังเหตุผลที่โยงความคิดเหล่านั้น เพื่อเปิดทางสู่

แนวความคิดอื่นๆ ที่อาจเป็นไปได้

มิติที่ 2 ความสามารถในการคิดเชิงวิเคราะห์ (analytical thinking) หมายถึง

ความสามารถในการสืบค้นข้อเท็จจริง เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่าง โดยการตีความ

(interpretation) การจำแนกแยกแยะ (classification) และการทำความเข้าใจ (understanding) กับ

องค์ประกอบของสิ่งนั้นและองค์ประกอบอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กัน รวมทั้งเชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงเหตุ

และผล (causal relationship) ที่ไม่ขัดแย้งกันระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้นด้วยเหตุผลที่หนักแน่น

และน่าเชื่อถือ

มิติที่ 3 ความสามารถในการคิดเชิงสังเคราะห์ (synthesis type thinking) หมายถึง

ความสามารถในการรวมองค์ประกอบที่แยกส่วนกันมาหลอมรวมกันภายใต้โครงรางใหม่อย่าง

เหมาะสม

มิติที่ 4 ความสามารถในการคิดเชิงเปรียบเทียบ (comparative thinking) หมายถึง การ

ค้นหาความเหมือนและ/ความแตกต่างขององค์ประกอบตั้งแต่ 2 องค์ประกอบขึ้นไป เพื่อใช้ในการ

อธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งบนมาตรการ (criteria) เดียวกัน

มิติที่ 5 ความสามารถในการคิดเชิงมโนทัศน์ (conceptual thinking) หมายถึง

ความสามารถในการนำข้อมูลทั้งหมดมาประสานกันและสร้างเป็นกรอบความคิดใหม่ขึ้นมาใช้ในการ

ตีความข้อมูลอื่น ๆ ต่อไป

มิติที่ 6 ความสามารถในการคิดเชิงสร้างสรรค์ (creative thinking) หมายถึง ความสามารถ

ในการคิดออกนอกกรอบความคิดเดิมที่มีอยู่ ทำให้ได้แนวทางใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน

มิติที่ 7 ความสามารถในการคิดเชิงประยุกต์ (appreciative thinking) หมายถึง

ความสามารถในการนำสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่เดิมไปใช้ประโยชน์ในวัตถุประสงค์ใหม่ได้ และสามารถปรับ

สิ่งที่มีอยู่เดิมให้เข้ากับบุคคล สถานที่ เวลา และเงื่อนไขใหม่ได้อย่างเหมาะสม

มิติที่ 8 ความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ (strategic thinking) หมายถึง ความสามารถ

ในการกำหนดแนวทางที่เป็นรูปธรรมที่ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่

ต้องการ

มิติที่ 9 ความสามารถในการคิดเชิงบูรณาการ (integrative thinking) หมายถึง

ความสามารถในการคิดเชื่อมโยงในมุมต่าง ๆ เข้ากับเรื่องหลักๆ ได้อย่างเหมาะสม

มิติที่ 10 ความสามารถในการคิดเชิงอนาคต (futuristic thinking) หมายถึง ความสามารถ

ในการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยการใช้เหตุผลทาง

ตรรกวิทยา สมมุติฐาน ข้อมูลและความสัมพันธ์ต่างๆ ของในอดีตและปัจจุบัน เพื่อคาดการณ์

ทิศทางหรือขอบเขตทางเลือกที่เหมาะสม อีกทั้งมีพลวัตสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นใน

อนาคต

แนวคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการจัดประสบการณ์แบบโครงการ

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยวิธีโครงการ เป็นการทำภารกิจที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าและลงมือปฏิบัติด้วยตนเองภายใต้การดูแลและให้คำปรึกษาของครู ตั้งแต่การคิดโครงงาน การวางแผนดำเนินการ การออกแบบ การลงมือปฏิบัติ รวมทั้งร่วมกำหนดแนวทางการวัดและประเมินผล (กระทรวงศึกษาธิการ,2533:5)

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยวิธีโครงการ เป็นการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งนักเรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ภายใต้การแนะนำ การให้คำปรึกษาและการดูแลของครูหรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ , 2541:166)

แนวคิดแบบพิพัฒนนิยม (Progressive) ของ John Dewey ได้มีการนำมาใช้ อย่างมากเพื่อส่งเสริมให้เด็กได้มีอิสระ Dewey ได้ชี้ให้เห็นว่า ธรรมชาติของเด็กมีความกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมและต้องการพึ่งพาตนเอง ดังนั้น เด็กควรมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นได้เรียนรู้จากการกระทำ และมีประสบการณ์ตรงกับสิ่งแวดล้อม ได้เล่นอย่างอิสระ ได้มีโอกาสช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข จากการเรียนรู้ในโรงเรียนที่เปรียบเสมือนชุมชนจำลองของสังคม (Edwards ; Gandini and Forman, 1993 ; Greenberg, 1995 อ้างอิงใน จิรภรณ์ วสุวัต, 2540 : 59)

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ

วัฒนา มัคคสมัน (2539 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้การจัด ประสบการณ์แบบโครงการในการส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของเด็กวัยอนุบาล พบว่า การ

จัดประสบการณ์แบบโครงการสามารถส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองให้กับเด็กในกลุ่มทดลอง

ซึ่งการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แนวทางนี้เป็นปัจจัยหนึ่งในการพัฒนาเด็กไปสู่การพึ่งพาตนเอง

จิราภรณ์ วสุวัต (2540 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมจริยธรรม ทางสังคมของเด็กวัยอนุบาลตามแนวคิดคอนสตรัคติวิส โดยใช้การจัดประสบการณ์แบบโครงการ พบว่า หลังการทดลองใช้โปรแกรมฯ กลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้การสอนแบบโครงการมีคะแนนจริยธรรมทางสังคมด้านกลวิธีการเจรจา เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันระดับ 2 ด้านการให้และการรับประสบการณ์ร่วมระดับ 2 และด้านกลวิธีการเจรจา เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันระดับ 2 สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้การจัดประสบการณ์แบบปกติ

เปลว ปุริสาร (2543 : 48) ได้ศึกษาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการ พบว่า เด็กปฐมวัยทั้งที่มีระดับความสามารถในการแก้ปัญหาสูงและระดับความสามารถในการแก้ปัญหาต่ำ หลังจากได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการแล้วมีระดับความสามารถในการแก้ปัญหาสูงขึ้น

4. การดำเนินงาน/กระบวนการ/วิธีการปฏิบัติ

Flow Chart การจัดการเรียนรู้

การพัฒนาทักษะการคิดของเด็กปฐมวัยโดยการจัดประสบการณ์แบบโครงการ เรื่อง ข้าวมีคุณค่า

ขั้นตอนการดำเนินงานการจัดประสบการณ์แบบโครงการ มีดังนี้

ระยะที่ 1 ระยะเริ่มต้นโครงการ

สร้างความสนใจและเริ่มต้นโครงการ เป็นระยะที่สร้างบรรยากาศการเตรียม

ความพร้อมและให้เด็กอภิปรายนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องที่ตนเองสนใจเพื่อค้นหาหัวเรื่องที่เด็กส่วนใหญ่

สนใจ อยากเรียนรู้ร่วมกัน โดยครูจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้เด็กคิด แสดงความคิดเห็นร่วมกัน

เลือกหัวเรื่องที่นักเรียนสนใจอยากศึกษาค้นคว้าและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์เดิม และ

นำเสนอความรู้ให้ครูและเพื่อนๆ ด้วยการสนทนา

ระยะที่ 2 ระยะพัฒนาโครงการ

เป็นการนำหัวเรื่องของโครงการมาวางแผนในการศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติตามแผนการที่วางไว้เพื่อหาคำตอบจากคำถามที่เด็กสนใจเสนอ โดยเด็กลงมือปฏิบัติตามโครงการ จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ครูจะเป็นผู้อำนวยความสะดวก สนับสนุนในการปฏิบัติกิจกรรมในการศึกษาค้นคว้าของเด็ก

ระยะที่ 3 ระยะสรุปและประเมินโครงการ

เป็นขั้นที่เด็กและครูร่วมกันสรุป ประเมินผลโครงการและนำเสนอผลงาน การจัดผลงานจากการทำโครงการให้ผู้อื่นได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของโครงการที่เด็กๆ ได้ทำโครงการร่วมกัน

5. ผลการดำเนินงาน และประโยชน์ที่ได้รับ

ผลการดำเนินงาน

ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนอนุบาลแม่ฮ่องสอน นักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 จำนวน 27 คน ได้รับการจัดประสบการณ์แบบโครงการเพื่อพัฒนาทักษะการคิดของเด็กปฐมวัย ซึ่งได้รับผลสำเร็จตามรูปแบบวิธีการปฏิบัติที่ดีส่งผลต่อผู้เรียนดังนี้

1.จากการจัดประสบการณ์แบบโครงการหลังการจัดประสบการณ์เด็กทุกคนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นก่อนการจัดกิจกรรม

2. จากการจัดประสบการณ์แบบโครงการหลังการจัดประสบการณ์เด็กทุกคนมีทักษะการคิดด้านเปรียบเทียบ จำแนก จัดเรียงลำดับ สิ่งที่ระบุให้มีค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นก่อนการจัดกิจกรรม

3. เด็กทุกคนทำงาน เล่น ร่วมกับเพื่อนได้

ประโยชน์ที่ได้รับ

1. เด็กมีทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ได้ เปรียบเทียบ จำแนก จัดเรียงลำดับ สิ่งที่ระบุให้ได้

2. ครูมีเทคนิค วิธีการจัดประสบการณ์ที่หลากหลายมาพัฒนาเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัย

3.เด็กเกิดความสนุกสนานและทำงาน เล่น ร่วมกับเพื่อนได้

6. ปัจจัยความสำเร็จ

6.1 นักเรียนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการร่วมกิจกรรมเกิดความสนุกสนานกับการเล่นเกมและเกิดทักษะการคิดสำหรับเด็กปฐมวัย

6.2 ผู้บริหาร คณะครู ผู้ปกครองให้ความร่วมมือพร้อมทั้งสนับสนุนเป็นอย่างดีในการจัดกิจกรรมทั้งด้านงบประมาณและให้ขวัญกาลังใจเป็นอย่างดี

6.3 การวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบทาให้ดาเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์

7. บทเรียนที่ได้รับ

7.1 เด็กปฐมวัยมีทักษะการคิดดีขึ้นหลังการจัดประสบการณ์โดยใช้การจัดประสบการณ์แบบโครงการ

7.2 เด็กเปรียบเทียบ จำแนก จัดเรียงลำดับ สิ่งที่ระบุให้ได้

7.3 เด็กทำงาน เล่น ร่วมกับเพื่อนได้

8. การเผยแพร่/การได้รับการยอมรับ และ/หรือรางวัลที่ได้รับ

จัดนิทรรศการแสดงผลงานระดับปฐมวัย และเผยแพร่เอกสารแผ่นพับประชาสัมพันธ์โรงเรียน ในการประชุมผู้ปกครอง และการจัดกิจกรรมเปิดบ้านวิชาการ

โพสต์โดย พิมพื : [7 ก.พ. 2562 เวลา 19:25 น.]
อ่าน [12416] ไอพี : 134.196.126.10
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
เครื่องมือวิทยาศาสตร์
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์
สพป.มุกดาหาร



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com

แนวข้อสอบท้องถิ่น
แนวข้อสอบ กพ


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 081-3431047

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ