ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ โดยใช้วิธีการสอนแบบการทำงานเป็นทีม

เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ โดยใช้วิธีการสอนแบบการทำงานเป็นทีม

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

การพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนในการทำงานเป็นทีมหรือเป็นกลุ่ม เป็นการฝึกทักษะให้ผู้เรียนรู้จักสำรวจความรู้สึก ปัญหา อุปสรรคต่างๆ การเผชิญปัญหาและการแก้ไขปัญหา การจัดกิจกรรมในชั้นเรียน โดยการพัฒนาผู้เรียนและวัดพฤติกรรมของผู้เรียน จัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การจัดกลุ่ม โดยแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย ให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและกระตือรือร้นที่จะใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษาและเกิดความพึงพอใจในการเรียน ซึ่งจะส่งผลกับการเพิ่มของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เน้นการทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ มีความรู้ ความเข้าใจ และเกิดจิตสำนึกที่ดีในการให้ความร่วมมือในการทำงานร่วมกันและมีความสุขความพอใจในการทำงานร่วมกันก่อให้เกิดมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความรักและความผูกพันกันและงานที่ออกมาก็จะสำเร็จ

ผู้วิจัยเป็นครูผู้รับผิดชอบในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ ได้ศึกษาปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ ส่วนใหญ่ขาดทักษะการทำงานเป็นทีมและส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จึงมีความสนใจในการใช้แนวคิดการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนในการทำงานเป็นทีม มาเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการจัดการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักเรียน จึงได้ทำวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ โดยใช้วิธีการสอนแบบการทำงานเป็นทีม เพื่อเป็นการส่งเสริมทักษะด้านการทำงานเป็นทีมของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ โดยใช้วิธีการสอนแบบการทำงานเป็นทีม

ขอบเขตของการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ มีขอบเขตของการวิจัยดังนี้

ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ จำนวน ๓๓ คน

ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรต้น ได้แก่ วิธีการสอนแบบการทำงานเป็นทีม

ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑

กรอบแนวคิดในการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ มุ่งศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ โดยใช้วิธีการสอนแบบการทำงานเป็นทีม โดยมีกรอบแนวคิดในการกำหนดตัวแปรต้นและตัวแปรตาม ดังนี้ ตัวแปรต้น วิธีการสอนแบบการทำงานเป็นทีม และตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

๑. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ ผ่านเกณฑ์ประเมินผลร้อยละ ๘๐

๒. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ทำให้เกิดทักษะในการทำงานร่วมกันและส่งเสริมการทำงานเป็นทีม

๓. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ มีความสนใจและกระตือรือร้นในการเรียนมากยิ่งขึ้น

๔. ผลที่ได้จากการศึกษาสามารถนำไปพัฒนากับการจัดการเรียนรู้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป

วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจะทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ โดยใช้วิธีการสอนแบบการทำงานเป็นทีม โดยดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลด้วยตนเองที่โรงเรียน โดยมีขั้นตอนการดำเนินการดังนี้

๑. ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) กับกลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ จำนวน ๓๓ คน ตรวจและบันทึกผลคะแนนไว้เพื่อนำผลไปวิเคราะห์ข้อมูล

๒. ดำเนินการสอนโดยใช้วิธีการสอนแบบการทำงานเป็นทีม ตามแผนการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยให้นักเรียนแบ่งกลุ่มศึกษา ค้นคว้า อภิปราย ซักถาม พร้อมทั้งมีครูดูแลให้คำแนะนำ เมื่อเรียนจบแต่ละหน่วยการเรียนจะมีแบบฝึกหัดให้ทำ ซึ่งแบบฝึกหัดจะเป็นแบบเติมคำตอบและแบบอื่นๆ โดยนักเรียนจะมีการช่วยเหลือกันภายในกลุ่มของตนเอง

๓. ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ จำนวน ๓๓ คน ตรวจและบันทึกผลคะแนนไว้เพื่อนำผลไปวิเคราะห์ข้อมูล

๔. ให้นักเรียนตอบแบบสอบถามเพื่อนำผลไปวิเคราะห์ข้อมูล

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

๑. แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลือก จำนวน ๓๐ ข้อ

๒. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิจัยเรื่องการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ โดยใช้วิธีการสอนแบบการทำงานเป็นทีม เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ โดยใช้วิธีการสอนแบบการทำงานเป็นทีม

พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ ก่อนเรียน จากการทำแบบทดสอบจำนวน ๓๐ ข้อ ๓๐ คะแนน ค่าเฉลี่ย เท่ากับ ๑๙.๕๔ และผลสัมฤทธิ์ทางการวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ หลังเรียน จากการทำแบบทดสอบจำนวน ๓๐ ข้อ ๓๐ คะแนน ค่าเฉลี่ย เท่ากับ ๒๕.๘๙

จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ พอสรุปได้ว่า การเรียนที่เรียนโดยวิธีการสอนแบบการทำงานเป็นทีมส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

สรุปผลการวิจัย

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ ที่เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้วิธีสอนแบบการทำงานเป็นทีมมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

ข้อเสนอแนะ

๑. การสอนแบบการทำงานเป็นทีมจะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์เข้ามาช่วยในการออกแบบเพื่อผู้เรียนจะได้เรียนรู้ด้วยความสุข ในขณะเดียวกันก็ได้รับสาระความรู้ด้วย

๒. การสอนแบบร่วมมือมีวิธีการสอนหลายวิธี ควรที่จะนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้วิธีสอนที่หลากหลาย

๓. ควรนำวิธีสอนแบบการทำงานเป็นทีมพัฒนาไปสู่การสอนแบบร่วมมือแบบกลุ่มสัมพันธ์

โพสต์โดย จิ : [6 ม.ค. 2566 เวลา 03:35 น.]
อ่าน [102016] ไอพี : 49.230.187.175
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โพสต์โดย

คุณ '>

  ความคิดเห็นที่ 2

1

วันที่โพสต์ [16 มี.ค. 2569 (03:31 น.)] ไอพี : [103.58.148.23] หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 10,346 ครั้ง
ศธ.ให้ความสำคัญครูคนแรกดึงพ่อแม่เป็นส่วนหนึ่งวันครู
ศธ.ให้ความสำคัญครูคนแรกดึงพ่อแม่เป็นส่วนหนึ่งวันครู

เปิดอ่าน 17,261 ครั้ง
สถิติการศึกษาของประเทศไทย ปีการศึกษา 2556-2557
สถิติการศึกษาของประเทศไทย ปีการศึกษา 2556-2557

เปิดอ่าน 136,645 ครั้ง
ประวัติของแคน อัครเครื่องดนตรีอีสาน
ประวัติของแคน อัครเครื่องดนตรีอีสาน

เปิดอ่าน 17,891 ครั้ง
ถอดบทเรียนปฏิรูปการศึกษาเวียดนาม ทำอย่างไรถึงสำเร็จ
ถอดบทเรียนปฏิรูปการศึกษาเวียดนาม ทำอย่างไรถึงสำเร็จ

เปิดอ่าน 13,058 ครั้ง
ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 เมษายน 2552
ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 เมษายน 2552

เปิดอ่าน 21,000 ครั้ง
ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินการปฏิบัติงานของข้าราชการ และ[คำสั่งมอบอำนาจการสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน
ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินการปฏิบัติงานของข้าราชการ และ[คำสั่งมอบอำนาจการสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน

เปิดอ่าน 1,914 ครั้ง
รวมทุกแพ็กเกจ โปรเน็ต AIS 1 วัน ไม่ลดสปีด พร้อมวิธีสมัครง่ายๆ
รวมทุกแพ็กเกจ โปรเน็ต AIS 1 วัน ไม่ลดสปีด พร้อมวิธีสมัครง่ายๆ

เปิดอ่าน 12,098 ครั้ง
เคล็ดลับง่าย ๆ ในการดูแลผิวหน้าให้สวยสุขภาพดี
เคล็ดลับง่าย ๆ ในการดูแลผิวหน้าให้สวยสุขภาพดี

เปิดอ่าน 25,892 ครั้ง
เกษียณ65ปีทางแก้ประชากรสูงอายุ มีเงินเก็บ"4แสน"ก็อยู่ลำบาก
เกษียณ65ปีทางแก้ประชากรสูงอายุ มีเงินเก็บ"4แสน"ก็อยู่ลำบาก

เปิดอ่าน 11,939 ครั้ง
นั่งให้ถูกท่า หน้าคอมพิวเตอร์
นั่งให้ถูกท่า หน้าคอมพิวเตอร์

เปิดอ่าน 1,458 ครั้ง
5 ไอเดียตกแต่งภายในด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ลายหินอ่อน
5 ไอเดียตกแต่งภายในด้วยกระเบื้องแกรนิตโต้ลายหินอ่อน

เปิดอ่าน 17,503 ครั้ง
ยาคุมแบบฉีด ทำมวลกระดูกเสื่อมอย่างน้อย 5%
ยาคุมแบบฉีด ทำมวลกระดูกเสื่อมอย่างน้อย 5%

เปิดอ่าน 14,145 ครั้ง
3 เรื่องที่ต้องรู้ "ตั้งเป้ารวยก่อนแก่"
3 เรื่องที่ต้องรู้ "ตั้งเป้ารวยก่อนแก่"

เปิดอ่าน 24,704 ครั้ง
เรื่องของไม้ขีดไฟ
เรื่องของไม้ขีดไฟ

เปิดอ่าน 15,936 ครั้ง
PowerPoint ชี้แจงตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางสาระภูมิศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
PowerPoint ชี้แจงตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางสาระภูมิศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)

เปิดอ่าน 10,973 ครั้ง
[คลิป] เล็กๆ เปลี่ยนโลก "การบริหารสมองด้วยพลังแห่งเสียงเพลง"
[คลิป] เล็กๆ เปลี่ยนโลก "การบริหารสมองด้วยพลังแห่งเสียงเพลง"
เปิดอ่าน 9,408 ครั้ง
กรมอนามัย แนะ 10 วิธี ช่วยผู้สูงอายุนอนหลับดี เสริมสร้างสุขภาพที่ดี
กรมอนามัย แนะ 10 วิธี ช่วยผู้สูงอายุนอนหลับดี เสริมสร้างสุขภาพที่ดี
เปิดอ่าน 27,628 ครั้ง
เลขคณิตคิดไม่ยาก : คุณรู้จัก "29 กุมภา" ดีแค่ไหน
เลขคณิตคิดไม่ยาก : คุณรู้จัก "29 กุมภา" ดีแค่ไหน
เปิดอ่าน 19,573 ครั้ง
อันตราย! ขวดนม 80% มีสารเคมีอันตราย กระทบระบบสืบพันธุ์
อันตราย! ขวดนม 80% มีสารเคมีอันตราย กระทบระบบสืบพันธุ์
เปิดอ่าน 8,734 ครั้ง
ราชบัณฑิตยสภาบัญญัติคำ "Metaverse" ใช้คำภาษาไทยว่า "จักรวาลนฤมิต"
ราชบัณฑิตยสภาบัญญัติคำ "Metaverse" ใช้คำภาษาไทยว่า "จักรวาลนฤมิต"

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ