ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :
ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


ค้นหากระทู้
ตั้งกระทู้คำถามใหม่ กลับหน้าที่แล้ว
 
Advertisement

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องศาสนาต่างๆในประเทศไทย โดยใช้ชุดกิจกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๕

การวิจัยในชั้นเรียน

๑. ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องศาสนาต่างๆในประเทศไทยโดยใช้ชุดกิจกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๕

๒. ชื่อผู้วิจัย นางสาวมณีรัตน์ ประทุมเกตุ

๓. ความสำคัญและที่มา

การจัดการเรียนการสอนมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะวิธีการสอนที่แตกต่างจากในอดีตที่จะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นการนำเอาเทคโนโลยีมาเสริมสร้างการเรียนรู้ ซึ่งจากการศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์) จากการสังเกตของผู้วิจัยโดยการใช้แบบทดสอบก่อนเรียน พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๕ จำนวน ๑๐ คน ที่ไม่สามารถใช้แผนที่ได้ถูกต้อง ส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่๖/๕ ซึ่งปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำนั้น เป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขและพัฒนา เนื่องจากความรู้ในเรื่องศาสนาต่างๆในประเทศไทย นี้จะต้องเป็นพื้นฐานของการเรียนและเชื่อมโยงเนื้อหาในวิชาสังคมศึกษาในระดับชั้นต่อไป ดังนั้นผู้วิจัยจึงนำชุดกิจกรรม เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทย มาใช้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๕ จำนวน ๑๐ คน เนื่องจากการใช้ชุดกิจกรรมมีความเหมาะสมกับผู้เรียน สามารถให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจ เป็นสื่อช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองมีการจัดการเรียนรู้ไว้อย่างเป็นระบบ และยังเป็นแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษาให้สูงขึ้นและมีประสิทธิภาพต่อผู้เรียนและผู้สอนตามแนวทางการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรแกนกลาง

๔. จุดประสงค์ของการวิจัย

๑.เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทย

๒.เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้แผนที่ก่อนและหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรม

๕. สมมติฐานของการวิจัย

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ผ่านชุดกิจกรรม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

๖. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๕ โรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์) ปีการศึกษา ๒๕๖๗

กลุ่มตัวอย่าง

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๕ โรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์) ปีการศึกษา ๒๕๖๗ จำนวน ๑๐ คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงจากนักเรียนที่มีทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทยต่ำกว่าเกณฑ์

๗. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี ๒ ชุด ได้แก่

๑. ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทย

๒. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๕ โดยสร้างขึ้นเป็นข้อสอบแบบเลือกตอบชนิด ๔ ตัวเลือก จำนวน ๒๐ ข้อ

๘. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ

๑. ชุดกิจกรรม เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทย

๒. การสร้างชุดกิจกรรม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๕ ตามเนื้อหาที่ใช้ทดลองผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้

๒.๑ ศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทย

ประถมศึกษาปีที่ ๖/๕ ได้แก่ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ สาระการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมมาตรฐานการเรียนรู้และจุดประสงค์การเรียนรู้

๒.๒ ศึกษาโครงสร้างเนื้อหาและรายละเอียดวิชาสังคมศึกษา เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทยเพื่อที่จะนำมาสร้างชุดกิจกรรม

๒.๓ กำหนดจุดประสงค์ในชุดกิจกรรมกรอบเนื้อหาหรือสาระการเรียนรู้ กิจกรรมจุดประสงค์การ

เรียนรู้ การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้สื่อและแหล่งการเรียนรู้

๒.๔ กำหนดเนื้อหาของชุดกิจกรรม เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทย โดยยึดเนื้อหามาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดตามกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

๒.๕ นำชุดกิจกรรม เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทย ที่สร้างเสร็จแล้วไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายโดยเกณฑ์ที่ใช้ในการปรับปรุงเนื้อหาในชุดกิจกรรม เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทย พิจารณาจากการทำแบบทดสอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษาท้ายชุดกิจกรรมในเกณฑ์มาตรฐานอย่างน้อย ๘๐%

๓. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษา

๓.๑ ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษา ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษาดำเนินการสร้างดังนี้

๑. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับการวัดและประเมินผลวิธีการสร้างแบบทดสอบและ

การเขียนข้อสอบสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

๒. ศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาจากหลักสูตรคู่มือครู เอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องของชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เพื่อสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษา

๓. สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทยจำนวน ๑๐ ข้อ เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลือกแต่ละข้อจะมีตัวเลือกที่เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียวโดยมีเกณฑ์การให้ คะแนนแต่ละข้อคือถ้าตอบถูกให้ ๑ คะแนนถ้าตอบผิดหรือไม่ตอบให้ ๐ คะแนนโดยสร้างแบบทดสอบให้ตรงตามผลการเรียนรู้และครอบคลุมสาระการเรียนรู้

๔. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง

๙. การเก็บรวบรวมข้อมูล

วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ผู้วิจัยได้ใช้แบบแผนการทดลองแบบ The single group pretest – posttest design ดังตาราง

ตารางที่ ๑ แบบแผนการทดลอง

Pre – test Treatment Post – test

O1 X O2

เมื่อ O1 หมายถึง ทดสอบก่อนเรียน

X หมายถึง การทดลองใช้ชุดกิจกรรม

O2 หมายถึง ทดสอบหลังเรียน

๑. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัย ดังนี้

๑.๑ ผู้วิจัยทำการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับนักเรียน จำนวน ๑๐ ข้อ

๑.๒ ดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมกับนักเรียน จำนวน ๖ คาบเรียน

๑.๓ เมื่อทำการศึกษาเนื้อหา เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทย จากการจัดการเรียนรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้ ตามกระบวนการสอนของครูผู้สอน จากนั้นให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน ๑๐ ข้อ หลังเรียน (Post-test) โดยแบบทดสอบหลังเรียนเป็นชุดเดียวกันกับแบบทดสอบก่อนเรียน

๑.๔ เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบทดสอบเรียบร้อยแล้ว ผู้วิจัยได้นำข้อมูลไปวิเคราะห์ผลต่อไป

๑๐. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้วิจัยนำผลการทดสอบมาดำเนินการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตามลำดับต่อไปนี้

๑. วิเคราะห์หาค่าประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตรดัชนีความสอดคล้อง IOC

๒. วิเคราะห์หาค่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทย โดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนที่ได้รับจากผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

๓. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

๓.๑ สถิติพื้นฐาน

๑) ค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean)

๒) การหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

๓.๒ สถิติที่ใช้วิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือการหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตรค่าความสอดคล้อง IOC

๑๑. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทยผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งได้ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้

ตารางที่ ๒. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรม

นักเรียน ก่อนเรียน (๑๐) หลังเรียน (๑๐)

คนที่ ๑ ๓ ๗

คนที่ ๒ ๓ ๖

คนที่ ๓ ๒ ๕

คนที่ ๔ ๒ ๕

คนที่ ๕ ๓ ๕

คนที่ ๖ ๓ ๖

คนที่ ๗ ๓ ๗

คนที่ ๘ ๓ ๗

คนที่ ๙ ๓ ๘

คนที่ ๑๐ ๓ ๖

คะแนนเฉลี่ย ๕.๕๐ ๑๒.๓๐

S.D. ๐.๗๑ ๑.๗๐

จากตารางที่ ๒ พบว่า นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๑๒.๓๐(S.D.=๑.๗๐) สูงกว่าคะแนนก่อนเรียน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๕.๕๐ (S.D.= ๐.๗๑) คิดเป็นร้อยละ ๘๐.๐๐

๑๒. สรุปผลการวิจัย

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยสื่อการเรียนรู้ชุดกิจกรรม เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๑๓.๐ (S.D.=๑.๗๐) สูงกว่าคะแนนก่อนเรียน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ๕.๕๐ (S.D.= ๐.๗๑) คิดเป็นร้อยละ ๘๐.๐๐

๑๓.อภิปรายผล

จากการวิเคราะห์เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๕ โรงเรียนบางชัน(ปลื้มวิทยานุสรณ์) โดยใช้ชุดกิจกรรม ผู้วิจัยขออภิปรายผลตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนี้

ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทยก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม ปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งกล่าวได้ว่าการจัดการเรียนรู้โดยชุดกิจกรรม เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖/๕ ทำให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในเรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทยสูงขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการใช้ชุดกิจกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษาในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จึงทำให้เป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้และพัฒนานักเรียนได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมนั้นให้นักเรียนได้ศึกษาจากชุดกิจกรรมการเรียนการสอนที่น่าสนใจด้วยตนเองได้ จึงทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรม เป็นวิธีการที่เหมาะสมในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน

๑๔. ข้อเสนอแนะ

ครูผู้สอนที่สนใจจะนำชุดกิจกรรม เรื่อง ศาสนาต่างๆในประเทศไทย ไปใช้ควรมีการประยุกต์หรือปรับปรุงในการจัดการเรียนการสอนให้เข้ากับบริบทของรายวิชาหรือสภาพผู้เรียน ทั้งนี้เพื่อให้วิธีการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรม ส่งผลดีต่อการเรียนรู้ต่อผู้เรียนให้มากที่สุด เช่น ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนสูงขึ้น เข้าใจบทเรียนง่ายขึ้น เป็นต้น

โพสต์โดย Mangpor : [29 ต.ค. 2567 (11:45 น.)]
อ่าน [98398] ไอพี : 171.6.7.120
หากข้อความนี้ไม่เหมาะสม คลิก คลิกปุ่มนี้ หากเห็นว่าข้อความนี้ไม่เหมาะสม
Advertisement

 
 

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความเห็น
1. ข้อความของท่านจะขึ้นแสดงโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับข้อมูล
2.
ห้ามโพสต์ ข้อความยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทางสังคม ข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหายและเสื่อมเสียต่อบุคคลที่สาม, เบอร์โทรศัพท์,
รูปภาพที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนหรือภาพลามกอนาจาร หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
ขอให้ผู้ตั้งกระทู้รับผิดชอบตัวเอง
และรับผิดชอบต่อสังคม ถ้ารูปภาพ หรือข้อความใดส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น ทีมงานพร้อมจะส่งรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่
เพื่อตามจับตัวผู้กระทำผิดต่อไป

3.
สมาชิกที่โพสต์สิ่งเหล่านี้ อาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายจากผู้เสียหายได้
4. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาสินค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม
5. ทุกความคิดเห็นเป็นข้อความที่ทางผู้เยี่ยมชมเข้ามาร่วมตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์ kroobannok.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น
6. ทางทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบกระทู้ที่ไม่เหมาะสมได้ทันที โดยไม่ต้องมีการชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็นนั้นทั้งสิ้น

7. หากพบเห็นรูปภาพ หรือข้อความที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งมาที่อีเมล์ kornkham@hotmail.com เพื่อทำการลบออกจากระบบต่อไป


 ** พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐**

ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากเราประสบปัญหา
มีผู้โพสต์ข้อความที่หมิ่นเหม่และไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก
ครูบ้านนอกดอทคอมจึงขอความร่วมมือสมาชิก
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความเห็นครับ


  

สมัครสมาชิกใหม่
 

 

Advertisement

≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

เปิดอ่าน 36,675 ครั้ง
ร่วมทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ร่วมทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

เปิดอ่าน 30,472 ครั้ง
หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ การเปลี่ยนชื่อโรงเรียน
หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติ การเปลี่ยนชื่อโรงเรียน

เปิดอ่าน 5,580 ครั้ง
ไฟฟ้ามาจากไหน ใช้อะไรในการผลิต
ไฟฟ้ามาจากไหน ใช้อะไรในการผลิต

เปิดอ่าน 74,609 ครั้ง
วิธีสะเดาะเคราะห์ (ด้วยตัวเอง)
วิธีสะเดาะเคราะห์ (ด้วยตัวเอง)

เปิดอ่าน 43,750 ครั้ง
ความสำคัญและความจำเป็นของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน
ความสำคัญและความจำเป็นของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน

เปิดอ่าน 31,158 ครั้ง
8 ตัวอย่างภาษาอังกฤษแบบผิดๆ ที่ฮิตติดปากคนไทย
8 ตัวอย่างภาษาอังกฤษแบบผิดๆ ที่ฮิตติดปากคนไทย

เปิดอ่าน 11,578 ครั้ง
อย่าแตกตื่น เสียงลือ! 22 ก.ค. ตะวันดับ สึนามิ ถล่มเอเชีย?
อย่าแตกตื่น เสียงลือ! 22 ก.ค. ตะวันดับ สึนามิ ถล่มเอเชีย?

เปิดอ่าน 17,987 ครั้ง
ฤกษ์ออกรถปี 2555
ฤกษ์ออกรถปี 2555

เปิดอ่าน 13,705 ครั้ง
ดาวน์โหลด! คู่มือการปฏิบัติงานคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
ดาวน์โหลด! คู่มือการปฏิบัติงานคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา

เปิดอ่าน 14,927 ครั้ง
อ้วนไม่แคร์สื่อ กระโดดลงสระน้ำแข็ง เดี๋ยวก็รู้ งานนี้มีฮา
อ้วนไม่แคร์สื่อ กระโดดลงสระน้ำแข็ง เดี๋ยวก็รู้ งานนี้มีฮา

เปิดอ่าน 15,563 ครั้ง
พระจันทร์ยิ้มเมื่อคืนวันที่ 1 ธ.ค.51
พระจันทร์ยิ้มเมื่อคืนวันที่ 1 ธ.ค.51

เปิดอ่าน 2,315 ครั้ง
การตลาดออนไลน์ 2024 มีอะไรบ้างที่ต้องอัปเดต
การตลาดออนไลน์ 2024 มีอะไรบ้างที่ต้องอัปเดต

เปิดอ่าน 34,590 ครั้ง
รู้ไหมว่า...ประเทศไทยโชคดีที่ตั้งอยู่บน "เส้นศูนย์สูตรสนามแม่เหล็กโลก"
รู้ไหมว่า...ประเทศไทยโชคดีที่ตั้งอยู่บน "เส้นศูนย์สูตรสนามแม่เหล็กโลก"

เปิดอ่าน 14,376 ครั้ง
วิธีถ่ายภาพแบบมโน เสมือนตัวเองไปเที่ยวมา
วิธีถ่ายภาพแบบมโน เสมือนตัวเองไปเที่ยวมา

เปิดอ่าน 17,156 ครั้ง
เตือนใช้ "บิททอร์เรนท์" โหลดคลิปโป๊มีโทษติดคุก
เตือนใช้ "บิททอร์เรนท์" โหลดคลิปโป๊มีโทษติดคุก

เปิดอ่าน 19,500 ครั้ง
อันตราย! ขวดนม 80% มีสารเคมีอันตราย กระทบระบบสืบพันธุ์
อันตราย! ขวดนม 80% มีสารเคมีอันตราย กระทบระบบสืบพันธุ์
เปิดอ่าน 18,023 ครั้ง
การประคบร้อน และ ประคบเย็น ที่ถูกต้อง
การประคบร้อน และ ประคบเย็น ที่ถูกต้อง
เปิดอ่าน 2,281 ครั้ง
SEO คืออะไร? การแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับดี ๆ บน Google
SEO คืออะไร? การแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับดี ๆ บน Google
เปิดอ่าน 14,693 ครั้ง
ภาษาอังกฤษเด็กไทยไม่ก้าวหน้าปัญหาอยู่ที่ใคร?
ภาษาอังกฤษเด็กไทยไม่ก้าวหน้าปัญหาอยู่ที่ใคร?
เปิดอ่าน 15,614 ครั้ง
ร่วมแชร์ คลิปสุดแนว ครูเต้นเกาหลีรับเปิดเทอม
ร่วมแชร์ คลิปสุดแนว ครูเต้นเกาหลีรับเปิดเทอม

รายการหลัก

หน้าแรก
ข่าว/บทความ
สมุดเยี่ยม
กระดานสนทนา
เว็บลิงค์
ผู้จัดทำเว็บครูบ้านนอก
ข้อมูลบุคคล
ภาพกิจกรรม
ผู้สนับสนุน

สมาชิก

เข้าสู่ระบบ
คุณครูต้องรู้ไว้
รวมแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บน่าสนใจ

เว็บไซต์ สพฐ.
กระทรวงศึกษาธิการ
ติวสอบ GED
ติวสอบ SAT
เครื่องมือวัด
เครื่องมืออุตสาหกรรม
เกมส์
แหล่งรวมเกมส์

แหล่งรวมเกมส์



 เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ คลายเครียด

เกมส์ รวมเกมส์ เกมส์แข่งรถ เกมส์ต่อสู้ เกมส์ภาษา เกมส์วางระเบิด เกมส์แต่งตัว เกมส์ท่องเที่ยว เกมส์หมากฮอส เกมส์ผจญภัย เกมส์เต้น เกมส์รถ เกมส์ดนตรี เกมส์ขายของ เกมส์ฝึกสมอง เกมส์เด็กๆ เกมส์ปลูกผัก เกมส์การ์ด เกมส์จับผิดภาพ เกมส์ตลก เกมส์ตัดผม เกมส์ก้านกล้วย เกมส์ทําอาหาร เกมส์เลี้ยงสัตว์ เกมส์ผี เกมส์จับคู่ เกมส์กีฬา เกมส์เศรษฐี เกมส์ฝึกทักษะ เกมส์วางแผน เกมส์จีบหนุ่ม เกมส์มาริโอ เกมส์ระบายสี เกมส์จีบสาว เกมส์เบ็นเท็น เกมส์ยิง เกมส์ยาน เกมส์สร้างเมือง เกมส์มันส์ๆ เกมส์แต่งบ้าน เกมส์ความรู้
      kroobannok.com

© 2000-2020 Kroobannok.com  
All rights reserved.


Design by : kroobannok.com


ครูบ้านนอกดอทคอม
การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
 

ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

Email : kornkham@hotmail.com
Tel : 096-7158383

สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ