ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใช้เครือข่ายความร่วมมือเพื่อส่งเสริม
ทักษะอาชีพนักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งคล้าวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1
ชื่อผู้วิจัย นางชโรพร ผาดไธสง ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา
วิทยฐานะ ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ
สถานที่วิจัย โรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งคล้าวิทยา
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1
ปีที่ทำการวิจัย พ.ศ. 2567-2568
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพข้อมูลพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใช้เครือข่ายความร่วมมือเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งคล้าวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 (2) สร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใช้เครือข่ายความร่วมมือเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งคล้าวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 (3) ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใช้เครือข่ายความร่วมมือเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งคล้าวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 และ (4) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใช้เครือข่ายความร่วมมือเพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งคล้าวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 วิธีดำเนินการวิจัยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) แบ่งเป็น 4 ระยะ กลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้รูปแบบคือครูผู้สอนจำนวน 15 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการประเมินประสิทธิผลประกอบด้วย ผู้บริหาร ครู คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียน และผู้ปกครอง รวมทั้งสิ้น 79 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ (PNImodified) และแบบประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย (¯X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified)
ผลการวิจัยพบว่า
ผลการศึกษาสภาพข้อมูลพื้นฐาน พบว่าสภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (¯X =
3.12, S.D.= 0.46) ในขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (¯X = 4.68, S.D.= 0.39) โดยองค์ประกอบที่มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงสุดคือ ระบบงานและกลไกของรูปแบบ (PNI = 0.59) โดยเฉพาะการจัดทำระบบสารสนเทศเกี่ยวกับความถนัดของนักเรียนและตลาดงาน (PNI = 0.71)
ข
ผลการสร้างและพัฒนารูปแบบ ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีโครงสร้าง 6 องค์ประกอบ
หลัก ได้แก่ หลักการ, วัตถุประสงค์, ระบบงานและกลไก, วิธีการดำเนินงาน, แนวทางการประเมินผล และเงื่อนไขความสำเร็จ ผลการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่ารูปแบบมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (¯X = 4.90, S.D.= 0.19) และคู่มือการใช้รูปแบบมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (¯X = 4.93, S.D.= 0.13)
ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่าครูผู้สอนมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ความเข้าใจหลังการอบรม
(18.27) สูงกว่าก่อนการอบรม (10.47) โดยมีพัฒนาการเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7.80 คะแนน พฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (¯X = 4.56, S.D.= 0.38) โดยมิติด้านการจัดกิจกรรมที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงได้รับผลการประเมินสูงสุด
ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยรวม
เพิ่มขึ้นจากเดิม +6.87 คะแนน โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพมีพัฒนาการสูงสุดถึง +11.37 คะแนน คุณลักษณะอันพึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (¯X = 4.29) นอกจากนี้ รูปแบบมีความเป็นไปได้ (¯X = 4.66) และความมีประโยชน์ (¯X = 4.72) ในระดับมากที่สุด โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบในระดับมากที่สุด (¯X = 4.63, S.D.= 0.49)
คำสำคัญ: ทักษะอาชีพ, เครือข่ายความร่วมมือ, การจัดการเรียนรู้ของครู, การพัฒนารูปแบบ, โรงเรียนขยายโอกาส