ชื่อเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ตามแนวคิด CH โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค Think Talk Write เพื่อพัฒนา
ทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน สัดส่วนและร้อยละ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย นางธัญพัชจ์ บุญเข็ม
หน่วยงาน โรงเรียนเสือโก้กวิทยาสรรค์ อาเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม
ปีที่พิมพ์ 2567
บทคัดย่อ
ในการครั้งนี้มีความมุ่งหมายของการวิจัย ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อพัฒนาและสร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ตามแนวคิด CH โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค Think Talk Write เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ 3) เพื่อประเมินประสิทธิผลการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ตามแนวคิด CH โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค Think Talk Write 4) เพื่อประเมินความคิดเห็นของครูผู้สอนต่อการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ตามแนวคิด CH โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค Think Talk Write เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ การวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะตามความมุ่งหมายของการวิจัย ได้แก่ ระยะที่ 1 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ จานวน 20 คน และผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ที่มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้านการจัดการเรียนรู้ จานวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ระยะที่ 2 กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ระยะที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุมเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบปกติ จานวน 19 คน 2) กลุ่มทดลองเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ได้จัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ PICCDE Model จานวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น จานวน 14 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าอานาจจาแนก (B) ตั้งแต่ 0.29 0.76 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 แบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์และแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ มีค่าอานาจจาแนก (B) ตั้งแต่ 0.39 0.66 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.82 และแบบสอบถามความพึงพอใจมีค่าอานาจจาแนกอยู่ระหว่าง 0.45-0.76 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.83 ระยะที่ 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จานวน 20 คน จากโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นที่ต่อมีรูปแบบการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ใน
การวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test (Independent system)
ผลการวิจัยปรากฏดังนี้
1. สภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (  =3.41) และความต้องการในการจัดการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (  =4.53)
2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด CH โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค Think Talk Write เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน สัดส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีองค์ประกอบ 6 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบการเรียนรู้
3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 4) ระบบสังคม 5) หลักการตอบสนอง และ 6) ระบบสนับสนุน มีขั้นตอนในการดาเนินการจัดกิจกรรม 6 ขั้นตอน คือ
ขั้นที่ 1 ขั้นนาเข้าสู่บทเรียน (P) Presenting ขั้นที่ 2 ขั้นเผชิญ ปัญ หา (I) Inquiring ขั้นที่ 3 ขั้นกิจกรรมไตร่ตรอง (C) Checking ขั้นที่ 4 ขั้นสรุป (C) Concluding ขั้นที่ 5 ขั้นฝึกปฏิบัติ (D) Doing และขั้นที่ 6 ขั้นประเมินผล (E) Evaluating ผลการตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบจากผู้ทรงคุณวุฒิ มีคุณภาพเหมาะสมอยู่ในระดับมาก
3. ผลการประเมินประสิทธิผลตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด CH โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับเทคนิค Think Talk Write เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน สัดส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลที่ปรากฏดังนี้ 3.1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ (PICCDE Model) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.40/85.67 สูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้ 3.2) ผลการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ .05 โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่า
กลุ่มควบคุม 3.3) ผลการทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ .05 โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุม 3.4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เป็นรายด้านและโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
4. ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ มีความคิดเห็นต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด