การศึกษาประวัติศาสตร์มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนามนุษย์ เพราะเป็นการเรียนรู้ประสบการณ์จริงในอดีต ทำให้ผู้เรียนเข้าใจที่มาของตนเอง สังคมที่อยู่อาศัย และสามารถใช้สติปัญญาสร้างองค์ความรู้ใหม่
เพื่อปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นระบบ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์จึงช่วยเสริมทักษะคิดวิเคราะห์
การสังเคราะห์ข้อมูล และการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมตามหลักฐานและวิธีการทางประวัติศาสตร์
ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองคุณภาพตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 อย่างไรก็ตามการสอนประวัติศาสตร์ไทยมักเน้นศูนย์กลางอำนาจแบบพงศาวดาร ส่งผล
ให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นถูกละเลย ทั้งที่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมีคุณค่าในตัวเองและเป็นฐานสำคัญของ
การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในมิติที่ใกล้ตัวผู้เรียนมากขึ้น
สหประชาชาติได้กำหนดให้การศึกษาสำหรับเด็กพิการต้องอยู่บนมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก
โดยโรงเรียนทั่วไปควรจัดการเรียนรู้ที่รองรับความแตกต่างของผู้เรียนทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติด้านร่างกาย สติปัญญา ภาษา อารมณ์ หรือเงื่อนไขอื่น พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กพิการได้เรียนในโรงเรียนใกล้บ้านเหมือนเพื่อนทั่วไป (World Conference on Special Needs Education, 1994) แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ปี 2015 (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 ซึ่งมุ่ง
ให้เกิดการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และครอบคลุมความหลากหลายของผู้เรียน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเด็กทุกคนได้รับการเรียนรู้ตามศักยภาพและพัฒนาทั้งในมิติการศึกษา สังคม และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยดำเนินนโยบายการศึกษาเพื่อปวงชนตามแนวทางสหประชาชาติ โดยส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ผลักดันรูปแบบการเรียนร่วมและเรียนรวม เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความบกพร่องหรือความแตกต่างในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ชาติพันธุ์ หรืออัตลักษณ์ทางเพศได้เข้าถึงการศึกษาในระบบทั่วไปอย่างเท่าเทียม แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการของยูเนสโกที่ต่อต้านการเลือกปฏิบัติทางการศึกษาและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้แบบเรียนรวม
ที่เคารพความหลากหลายของผู้เรียน อย่างไรก็ตาม การประเมินการจัดการเรียนรวมยังพบปัญหาสำคัญ เช่น ครูขาดองค์ความรู้ด้านการประเมินผู้เรียนพิเศษ การขาดเทคนิค สื่อ และแนวทางการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม
ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่สอดคล้องศักยภาพของนักเรียน
การจัดการเรียนการสอนในรายวิชาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นควรมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ และตีความหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบ ทั้งจากการสืบค้น การลงมือปฏิบัติ และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังพบว่าครูผู้สอนส่วนใหญ่เน้นการสอนแบบบรรยายและการท่องจำ ส่งผลให้ผู้เรียนไม่สามารถพัฒนาทักษะกระบวนการทางประวัติศาสตร์ และขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้ที่ไม่ตอบสนองศักยภาพและความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังนั้น แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-Based Learning: PBL) ซึ่งอิงแนวคิดการสร้างความรู้ของ Piaget จึงเป็นแนวปฏิบัติที่เหมาะสม เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์จริง ส่งเสริมการพัฒนาทักษะการคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิต ตลอดจนตอบสนองความแตกต่างระหว่างผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้สอดคล้องกับเป้าหมายการศึกษาในศตวรรษที่ 21.บริเวณภูเขาใกล้คลองน้ำเชียวเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม จากการสำรวจและบอกเล่าของชาวบ้านพบว่าพื้นที่แห่งนี้มีร่องรอยของชุมชนโบราณ และมีตำนานท้องถิ่นเกี่ยวข้องกับถ้ำโบราณและสิ่งของที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลและถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับภูเขา ถ้ำ และความเชื่อในพื้นที่ดังกล่าวบริเวณพื้นที่นี้มีต้นสมอขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก ถือเป็นหนึ่งในร่องรอยสำคัญของอดีตที่ยังคงหลงเหลืออยู่ หากเดินทางขึ้นเขาเพื่อไปยังวัด จะไม่สามารถมองเห็นต้นสมอได้ชัดเจน เนื่องจากต้นไม้เหล่านี้ขึ้นอยู่ในตำแหน่งที่ถูกเนินเขาบดบัง จึงอยู่ในมุมอับสายตาใกล้ภูเขามีคลองชื่อว่า คลองน้ำเชียว ซึ่งเป็นจุดอ้างอิงสำคัญของพื้นที่ ถัดไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของภูเขา มีถ้ำเก่าแก่แห่งหนึ่งที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ โดยในอดีตปากถ้ำมีลักษณะกว้าง สามารถเดินเข้าไปภายในได้อย่างสะดวกชาวบ้านในพื้นที่เล่าต่อกันมาว่า ภายในถ้ำสามารถเดินทะลุถึงกันได้กับ สามถ้ำ คือ:ถ้ำเขาย้อยถ้ำเขาสมอระบังและถ้ำเขาตะเคราภายในถ้ำเคยมี ถ้วยชามโบราณ เป็นจำนวนมาก เชื่อกันว่าในอดีตชาวบ้านหากมีงานบุญหรืองานประเพณีต่าง ๆ จะสามารถเดินทางมายืมภาชนะจากภายในถ้ำไปใช้งานได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่มีผู้ดูแลรักษา และด้วยความเสื่อมโทรมของปากถ้ำ ทำให้ปัจจุบันบริเวณทางเข้าถูกปิดลงเพื่อความปลอดภัยและการอนุรักษ์
จากแนวคิดดังกล่าว จะเห็นได้ว่า จากแนวคิดดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การนำกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบการเรียนรู้แบบร่วมมือมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและเกิดการรับรู้ความรู้นั้นอย่างมีความหมาย และสามารถสร้างเป็นองค์ความรู้ของนักเรียนเอง และเก็บเป็นข้อมูลไว้ในสมองได้อย่างยาวนาน ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักวิธีหาความรู้จากสื่อและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ และวิเคราะห์สังเคราะห์องค์ความรู้เป็น และยังเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศวิชาการให้นักเรียนสนใจใฝ่เรียน ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนมีผลการจัดการเรียนรู้สูงขึ้นและเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้วิจัยสนใจนำการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานมาปรับใช้ในการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาประวัติศาสตร์ โดยได้ศึกษาการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ผลการจัดการเรียนรู้และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ และได้ดำเนินการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ประวัติเขาสมอระบัง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม แบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ ซึ่งจะเป็นแนวทางการการเรียนรู้เรื่อง ประวัติเขาสมอระบัง ของนักเรียนบกพร่องทางการเรียนรู้โดยใช้การออกแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อทุกคนร่วมกับการเรียนรู้ต่อไป