ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาพลศึกษา(แชร์บอล)โดยเฉพาะเรื่องทักษะพื้นฐานในการยิงประตูแบบมือเดียว ผู้ศึกษาพบว่านักเรียนที่สอนโดยเฉพาะนักเรียนระดับชั้นชั้นมัธมศึกษาปีที่ 1/5 จำนวน 10 คนไม่สามารถปฏิบัติได้และเรียนรู้ได้ช้ากว่านักเรียนคนอื่นๆ ขาดทักษะกระบวนการในการคิด ไม่เข้าใจความหมายและวิธีการต่างๆที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานในการยิงประตูแบบมือเดียว ของการเล่น แชร์บอล ได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในแต่ละครั้งมักได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดและถ้าไม่เร่งแก้ไขโดยด่วนจะมีผลกระทบต่อการเรียนรู้ในเนื้อหาอื่นซึ่งจะต้องอาศัยการเชื่อมโยงจากความรู้เติมเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้เนื้อหาใหม่และนำไปสู่การเรียนรู้ในระดับชั้นที่สูงขึ้น
ระยะเวลาในการแก้ปัญหา
1.ระยะเวลา 4 สัปดาห์
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.เพื่อพัฒนาการเรียนทักษะการยิงประตูแบบมือเดียว (แชร์บอล) ให้ได้ตามเกณฑ์
2.เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเกี่ยวกับการเรียบรู้แบบฝึกเพื่อซ่อมเสริม
วิธีดำเนินการวิจัย
ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง
1.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/5 จำนวน 10 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย/นวัตกรรม
1. แบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้นเพื่อสังเกตพฤติกรรมและการสอบปฏิบัติการฝึกทักษะการยิงประตูแบบมือเดียว
2. แบบประเมินเจตคติของนักเรียนที่มีต่อครูผู้สอนวิชาพลศึกษา (แชร์บอล)
3. แบบทดสอบ
การเก็บรวบรวมข้อมูล
1. คัดเฉพาะนักเรียนที่มีทักษะการยิงประตูแบบมือเดียว (แชร์บอล) ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยมีเกณฑ์ทดสอบการส่งบอล 10 ลูก นักเรียนทำคะแนนได้ไม่ถึง 5 ลูก ถือว่าทำได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
2. ฝึกทักษะการยิงประตูแบบมือเดียว (แชร์บอล) หลังจากคาบชั่วโมงเรียน จำนวนทั้งหมด 3 ครั้ง โดยเรียนสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ระยะเวลา 50 นาที
3. ทดสอบการฝึกทักษะการยิงประตูแบบมือเดียว (แชร์บอล) หลังจาก ชั่วโมงเรียน(สัปดาห์ที่4)
4. สรุปผลการวิจัย (สัปดาห์ที่4)
การวิเคราะห์ข้อมูล/สถิติที่ใช้ในการวิจัย
1. การหาค่าเฉลี่ย (X) 2. การหาค่าส่วนเบื่องเบนมาตรฐาน (SD) 3. สถิติT-Test
การมิตราะห์รัสมูล จาการศึกษาติยในขึ้นเรือนได้ศึกษาในกลุ่มเรียบระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/5
ภาคเรียนที่ 2/2568 โรงเรียนพนัสพิทยาคาร ที่มีทักษะการยิงประตูแบบมือเดียว (แชร์บอล) ที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานจำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาด้านทักษะการยิงประตูแบบมือเดียว (แชร์บอล) ของนักเรียนขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/5 ที่มีทักษะการยิงประตู ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ก่อนและหลังการฝึก มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในเรื่องการยิงประตู
ตาราง แสดงร้อยละความก้าวหน้าในการฝึกปฏิบัติทักษะการยิงประตูแบบมือเดียว
นักเรียน ก่อนการฝึก หลังการฝึก
1 3 8
2 3 8
3 4 8
4 3 9
5 4 9
6 3 8
7 4 9
8 3 8
9 3 9
10 3 8
ผลการวิจัย
จากผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ จากการศึกษาวิจัยจะเห็นได้ว่านักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/5
ที่มีทักษะการยิงประตู ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จำนวน 10 คน หลังจากฝึกทักษะการยิงประตู นักเรียนมีการพัฒนาทักษะการยิงประตูแบบมือเดียว ที่ดีขึ้น จำนวน 10 คน ได้ดังนี้
1. สามารถพัฒนาทักษะการยิงประตูแบบมือเดียว มีการพัฒนาที่ดีขึ้นและสามารถนาไปปฏิบัติได้
2. วิเคราะห์ความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนในการใช้การฝึกทักษะการยิงประตู ได้ดังนี้
ทักษะการยิงประตูก่อนฝึกไม่ถึง 50% หลังการฝึก 80%
ข้อเสนอแนะ
1. ควรนำแบบฝึกช่อมเสริมทักษะการยิงประตูแบบมือเดียว ไปฝึกให้นักเรียนกลุ่มที่สนใจ
2. ควรมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักวิจัยกับครูพลศึกษาเพื่อหาแนวทางการพัฒนา
การวิจัยในชั้นเรียนทางพลศึกษา
3. ควรนำเครื่องมือ นวัตกรรมเทคโนโลยีที่ที่ทันสมัย มาใช้และพัฒนารูปแบบการสอนทาง พลศึกษา
และงานวิจัย