วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) CORE Model พัฒนารากฐานชีวิตที่มั่นคง
ประเภทสถานศึกษาต้นแบบรายด้าน จากพระบมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ ๑๐
สู่การปฏิบัติ ข้อที่ ๒ มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง-คุณธรรม
๑. ความเป็นมาและความสำคัญวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
โรงเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) ตั้งอยู่ในเขตตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ด้วยเขตพื้นที่ตั้ง ตั้งอยู่ในย่านเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงจากการท่องเที่ยวและการลงทุนสูง โดยเฉพาะจากต่างชาติ ครั้งเมื่อปี ๒๕๕๘ จังหวัดภูเก็ตได้รับคัดเลือกให้เป็นเมืองนำร่องแห่งแรกในโครงการพัฒนา Smart City ภายใต้นโยบายการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล การพัฒนาที่ต่อเนื่องจนปัจจุบัน ทำให้นักท่องเที่ยว นักลงทุน หลั่งไหล มายังจังหวัดภูเก็ตเป็นจำนวนมาก ทำให้มีบุคคลในทุกภาคของประเทศหลั่งไหลมาอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตอำเภอถลาง ซึ่งเป็นปกติที่จะมีอาชีพใหม่ ๆ อัตราการจ้างงานที่เพิ่มขั้นและหลากหลาย ทั้งนี้การเติบโตของเมืองที่รวดเร็ว แต่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ยังมีความเหลื่อมล้ำกัน หรือมีภูมิคุ้มกันที่ดี ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา จากการเก็บข้อมูลภูมิลำเนาเดิมของนักเรียนบ้านเชิงทะเล (ตันติวิท) คิดเป็น ๘๗.๖๕ เป็นคนต่างจังหวัด ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง ทำให้มีเวลาน้อยมากในการอบรมสั่งสอนบุตรหลาน และปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพัง จึงทำให้มีปัญหาตามมา เช่น ปัญหาด้านคุณธรรม จริยธรรมในผู้เรียนปัจจุบัน (Gen Z และ Gen Alpha) มีความซับซ้อนกว่าในอดีต สาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากการขาดการ อบรมสั่งสอน เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ความขัดแย้งของชุดข้อมูล ที่เด็กได้รับ ระหว่างสิ่งที่โรงเรียนสอน กับสิ่งที่เขาเห็นในโลกความเป็นจริงและโลกออนไลน์ จากการเก็บข้อมูลของผู้เรียนจากการเยี่ยมบ้าน และการคัดกรอง พบปัญหา ดังนี้ ลำดับแรก สาเหตุเกิดจากปัจจัยครอบครัว "รากฐานที่เปราะบาง" ครอบครัวเป็นสถาบันแรกที่ปลูกฝังจริยธรรม แต่ปัจจุบันเราพบปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนี้ ภาวะความยากจนทางเวลา ผู้ปกครองต้องดิ้นรนทางเศรษฐกิจ ทำให้เวลาที่มีคุณภาพ ในการพูดคุยหรือเป็นแบบอย่างให้ลูกลดลง การเลี้ยงดูด้วยวัตถุ การชดเชยเวลาที่หายไปด้วยเงินหรือสิ่งของ ทำให้เด็กยึดติดกับวัตถุนิยมมากกว่าคุณค่าทางจิตใจ การขาดความสม่ำเสมอ กฎเกณฑ์ในบ้านไม่ชัดเจน พ่อแม่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ทำให้เด็กสับสนเรื่อง "ถูก-ผิด" ลำดับที่สอง สาเหตุจากสื่อและเทคโนโลยี เป็น ดาบสองคม นี่คือปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดในยุคนี้ Social Media มักป้อนเนื้อหาที่เด็กชอบซ้ำๆ หากเด็กสนใจเนื้อหาที่มีความรุนแรงหรือค่านิยมผิดๆ ระบบจะป้อนสิ่งนั้นจนเด็กเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติ Influencer หรือเน็ตไอดอลบางกลุ่มได้รับความนิยมจากการทำพฤติกรรมก้าวร้าว พูดคำหยาบ หรืออวดร่ำอวยรวยโดยไม่สนวิธีการได้มา ซึ่งสร้างค่านิยมใหม่ว่า เลวแล้วดัง ดีกว่าทำดีแล้วไม่มีใครรู้จัก การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ลดทอนความเห็นอกเห็นใจ เพราะไม่เห็นสีหน้าคู่กรณี ทำให้ความยับยั้งชั่งใจต่ำลง ลำดับที่สาม สาเหตุจากระบบการศึกษา กับดักของการวัดผล โรงเรียนอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาโดยไม่รู้ตัว จริยธรรมแบบท่องจำ การสอนคุณธรรมยังเน้นการท่องจำศีลธรรมหรือหลักการ แต่ขาดการฝึกปฏิบัติจริงในสถานการณ์ขัดแย้ง การแข่งขันสูง ระบบแพ้คัดออกและการเน้นเกรดเฉลี่ย ทำให้เด็กมองเพื่อนเป็น คู่แข่ง มากกว่า กัลยาณมิตร ส่งผลให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ลดลง ภาระงานครู ครูมีภาระงานเอกสารมาก จนขาดเวลาในการทำหน้าที่ครูแนะแนวชีวิต หรือสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นรายบุคคลอย่างลึกซึ้ง ลำดับที่สี่ สาเหตุจากบริบททางสังคม Social Context ความจริงที่ขัดแย้ง เด็กเกิดความสับสนเมื่อสิ่งที่เรียนขัดแย้งกับสังคมจริง ระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา เด็กเห็นผู้ใหญ่ที่ทุจริตแต่ยังคงมีหน้ามีตาในสังคม ความเหลื่อมล้ำ ความรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมในสังคม ทำให้เด็กบางกลุ่มเลือกที่จะละเมิดกฎ เพราะรู้สึกว่าทำตามกฎแล้วเสียเปรียบ จากปัญหาดังกล่าวที่กล่าวมานั้น ล้วนแล้วเกิดจากสภาพสังคม ที่เราควรยอมรับความจริงได้ว่า เราเพียงกลุ่มเดียว ไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่จะเป็นได้คือการปรับทัศนคติ ของผู้เรียนในโรงเรียน การปลูกฝังผู้เรียนให้มีความแกร่งจากภายใน มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีในการใช้ทักษะชีวิตในสังคมปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นแก่นแท้ในรากฐานชีวิตที่มั่นคง ในอนาคต CORE Model พัฒนารากฐานชีวิตที่มั่นคง แนวคิดนี้มุ่งเน้นการสร้างความแกร่งจากภายใน (Inner Strength) สร้างนิสัยแห่งความดี ผ่านประสบการณ์ตรง ควบคู่ไปกับเข็มทิศจริยธรรม (Ethical Compass) โดยมีกิจกรรมเป็นตัวเชื่อมโยงความรู้ ทัศนคติ เจตคติ ปลูกฝังผู้เรียนผ่านกิจกรรมทั้งในโรงเรียน บ้าน วัด ชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนรู้จักแยกแยะสิ่งที่ผิด ชอบ/ชั่ว-ดี ปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม ปฏิเสธสิ่งที่ผิด ไม่หลงไปในสิ่งที่ไม่เหมาะสม เป็นคนดี เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคมให้กับบ้านเมือง
๒. วัตถุประสงค์และเป้าหมายวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ
๒.๑ วัตถุประสงค์วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ
๑. เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักรู้ในตนเอง เกี่ยวกับคุณธรรมที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ
๒. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้สึกมีคุณค่า และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
๓. เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ ในการใช้ชีวิตที่มั่นคงแม้ในยามวิกฤติ
๔. เพื่อสร้างมาตรฐานทางศีลธรรมผ่านการเลียนแบบพฤติกรรม
๒.๒ เป้าหมายวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ
เชิงปริมาณ
๑. ร้อยละ ๘๐ ของผู้เรียนสามารถระบุคุณธรรมที่ใช้ในกิจกรรมนั้น ๆ ได้อย่างน้อย ๒ ข้อ
๒. จำนวนชั่วโมงการทำกิจกรรมจิตอาสาหรือเวรประจำวันครบถ้าน ๑๐๐ % ตามเกณฑ์สถานศึกษากำหนด
๓. ร้อยละ ๙๐ ของผู้เรียนผ่านแบบประเมินดัชนีพลังสุขภาพจิต (RQ) ในระดับ ปกติขึ้นไป
๔. อัตราการทำผิดระเบียบหรือพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในสถานศึกษาลดลงร้อยละ ๒๐ ต่อปีการศึกษา
เชิงคุณภาพ
๑. ผู้เรียนมีทักษะ Self-Reflection สามารถอธิบายความรู้สึกและเหตุผลของการกระทำตนเองได้
๒. ผู้เรียนแสดงออกถึง Service Mind โดยไม่ต้องมีคนสั่ง และเกิดความภูมิใจเมื่อเห็นผลลัพธ์ของส่วนรวมดีขึ้น
๓. ผู้เรียนมีทักษะ Problem-Solving สามารถรักษาสมดุลทางอารมณ์และมองหาทางเลือกใหม่ ๆ เมื่อเผชิญอุปสรรค
๔. เกิด Positive Peer Influence หรือวัฒนธรรม ไอดอลเชิงบวก ที่เด็กยกย่องเพื่อนที่ทำดีมากกว่าทำตามกระแสที่ไม่เหมาะสม
๓. กระบวนการของวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
๓.๑ กระบวนการของวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ
๑. ออกแบบวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศหรือแนวคิดที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้
C- Conscious Awareness ( ตระหนักรู้และตื่นรู้)
เป้าหมาย: สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อที่ ๑ (ตระหนักรู้ในตนเอง)
กิจกรรม: ใช้กิจกรรม Check-in ใจ หรือ สุนทรีสนทนา ก่อนเริ่มการเรียนรู้ ดังนี้ สมาธิก่อนเรียน
ตอนเช้า-บ่าย ถาม-ตอบตัวเอง วันนี้เราทำอะไร ได้คุณธรรมข้อใดในสิ่งที่ทำ เกิดประโยชน์
อย่างไรกับตนเองและคนรอบข้าง เพื่อให้ผู้เรียนสังเกตอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง
กระบวนการ:หลังจากปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ให้ใช้เทคนิค ARR (After Action Review ) โดยเน้น
คำถามว่า เราเห็นคุณธรรมข้อไหนในตัวเองขณะที่ทำสิ่งนี้? เช่น ความอดทน ความซื่อสัตย์
หรือความเมตตา
O-Others-Oriented Responsibility (รับผิดชอบต่อส่วนรวม)
เป้าหมาย: สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อที่ ๒ (ความรู้สึกมีคุณค่าและรับผิดชอบต่อส่วนรวม)
กิจกรรม: กิจกรรมแยกขยะตามหลัก ๓ R (จิตอาสาที่เชื่อมโยงกับการเรียนรู้) กิจกรรม ติดทองหลังพระ
กระบวนการ: ให้ผู้เรียนระบุปัญหาในโรงเรียน ในชุมชน และร่วมกันวางแผนแก้ไข เพื่อให้เด็กได้เห็นว่า
สิ่งที่ตนลงมือปฏิบัตินั้นมีประโยชน์ต่อผู้อื่น จะสร้างความภาคภูมิใจและตระหนักถึงคุณค่า
ในตัวเอง
R-Resilience & Inner Strength (สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ)
เป้าหมาย: สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อที่ ๓ (ภูมิคุ้มกันทางใจในยามวิกฤติ)
กิจกรรม: การใช้ Case-based Simulation (สถานการณ์จำลอง) บีบคั้นเล็กน้อยเพื่อให้เด็กได้ฝึกการควบคุมอารมณ์ในพื้นที่ปลอดภัย ดังนี้ แผนการจัดการเรียนการสอนทุกกลุ่มสาระ ที่มีการจัดกิจกรรมสร้างสถานการณ์พร้อมๆ กับได้รับความรู้ตามตัวชี้วัด
กระบวนการ: จำลองสถานการณ์วิกฤติหรือความผิดหวังเพื่อให้ผู้เรียนฝึกการคิดแบบยืดหยุ่น (Growth
Mindset) สอนให้รู้จักการเผชิญหน้ากับความล้มเหลว (Resilience Training) และการจัดการ
อารมณ์ผ่านสติ (Mindfulness) เพื่อให้พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน
E-Exemplary Modeling (การเป็นต้นแบบและการเลียนแบบ)
เป้าหมาย: สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อที่ ๔ (มาตรฐานศีลธรรมผ่านการเลียนแบบ)
กิจกรรม: ระบบMentoring & Peer Support ( พี่เลี้ยงและเพื่อนช่วยเพื่อน ) โครงงานคุณธรรม
ห้องเรียน (นักเรียน) เพื่อค้นหาทูตคนดีของห้องเรียน และ โครงงาน ตัวอย่างที่ดี มีค่ามากกว่า
คำสอน (ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา)
กระบวนการ: สร้างวัฒนธรรมการยกย่องพฤติกรรมเชิงบวก (Positive Reinforcement) ครูต้องทำหน้าที่
เป็น Role Model ที่มีชีวิต และคัดเลือก ทูตคนดีของห้องเรียนจากการปฏิบัติโครงงาน
คุณธรรมห้องเรียนจากกลุ่มนักเรียนเอง เพราะเด็กจะเลียนแบบพฤติกรรมจากบุคคลที่เขา
ใกล้ชิดและเชื่อถือ
ตารางสรุปความสอดคล้อง
ขั้นตอนของ CORE Model วัตถุประสงค์ที่สอดคล้อง ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Outcome)
Conscious Awareness ตระหนักรู้และตื่นรู้ ผู้เรียนเห็นคุณค่าในความดีที่ตนเองลงมือทำ
Others-Oriented Responsibility รับผิดชอบต่อส่วนรวม เกิดความเสียสละและลดการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง
Resilience & Inner Strength สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ มีสติและปัญญาในการแก้ปัญหาเมื่อเจอวิกฤติ
Exemplary Modeling การเป็นต้นแบบและการเลียนแบบ เกิดมาตรฐานทางศีลธรรมที่จับต้องได้ในสังคมโรงเรียน